Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า:
    🔹ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบโดยสมบูรณ์และเป็นผู้สั่งการในการรุกรานทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งคำกล่าวนี้ได้ปฏิเสธถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่อ้างว่า “เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และนี่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของอิสราเอล”

    🔹คำรับสารภาพดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยทางอิหร่านได้ดำเนินการบันทึกคำกล่าวนี้เป็นเอกสารทางการในองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดีทางกฎหมายในอนาคต ทั้งนี้ คำรับสารภาพนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในศาลระหว่างประเทศเพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการรุกรานดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

    🔹อิหร่านยังคงติดตามการรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการรุกรานทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างจริงจัง พร้อมทั้งกำลังพิจารณาใช้กลไกและช่องทางทางกฎหมายระหว่างประเทศทุกระดับ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและยื่นฟ้องร้องต่อสหรัฐฯ

  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน  8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน 8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ไอที

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน 8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน

    8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ประกาศผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสำหรับไตรมาส 3 ปี 2568 ความคืบหน้าของโครงการ Schneider Sustainability Impact (SSI) ประจำปี 2564–2568 ที่ยังคงมีระยะเวลาอีกเพียงไตรมาสสุดท้ายของโครงการ โดยปัจจุบันบริษัทมีคะแนนความยั่งยืนรวมที่ 8.52 จาก 10 คะแนน ตอกย้ำความแข็งแกร่งของบริษัทที่สอดคล้องกับเป้าหมายปลายปีที่ 8.80 คะแนน

    สิ่งหนึ่งที่ทำให้การดำเนินงานในไตรมาสนี้ประสบความความสำเร็จครั้งสำคัญคือ การบรรลุเป้าหมายของโครงการลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon Project) ได้ก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยโครงการนี้ทำให้กลุ่มซัพพลายเออร์หลักสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 53% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปี 2568 โดยให้การสนับสนุนซัพพลายเออร์กว่า 1,000 ราย ผ่านการจัดทำแผนงานลดการปล่อยคาร์บอนที่ปรับให้เหมาะสม การฝึกอบรมด้านเทคนิคและการให้คำแนะนำด้านพลังงานหมุนเวียน

    ตัวชี้วัดหลักของ SSI สร้างความคืบหน้าต่อเนื่อง  

    · กระบวนการลดคาร์บอน (Decarbonization) นับตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริคดำเนินการผ่านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ ในการช่วยลูกค้าลดต้นทุนและสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนด์ไดออกไซด์กว่า 792 ล้านตันคาร์บอนด์ไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งปัจจุบันกำลังจะบรรลุเป้าหมายของปี 2568นี้ ที่ 800 ล้านตันคาร์บอนด์ไดออกไซด์เทียบเท่า อีกทั้งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศขยายขอบเขตความร่วมมือในการลดการปล่อยคาร์บอนในส่วนของ Scope 3 ภายในงาน Climate Week NYC 2025 รวมถึงมีส่วนร่วมร่วมมือกับกลุ่มซัพพลายเออร์ที่เพิ่มขึ้น และสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งส่งเสริมการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้เครื่องมือดิจิทัล การจัดหาพลังงานทดแทนและการใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ในขณะเดียวกัน AirSeT Switchgear ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องจาก World Economic Forum (WEF) ในความเป็นเลิศด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน โดยนวัตกรรมนี้ได้ใช้ Pure Air หรือ อากาศบริสุทธิ์และเทคโนโลยีสุญญากาศเข้ามาแทนที่ SF₆ หรือก๊าซซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ สามารถกำจัดก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง ช่วยให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น

    การเข้าถึงพลังงาน (Access to Energy) ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา โครงการของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้ช่วยให้ประชาชนทั่วโลกกว่า 60 ล้านคน สามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2568 แล้ว ความสำเร็จนี้เกิดจากการพัฒนาโซลูชั่นด้านพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Solutions) เช่น ไมโครกริด (Microgrids) ที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงานได้เองอย่างโปร่งใส อีกทั้งบทความวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric™ Sustainability Research Institute) ได้เผยแพร่รายงานวิจัยในหัวข้อ Energy Poverty: And the many ways that safe, affordable, sufficient, and sustainable energy for all empowers ที่อธิบายถึงแนวคิด ประชาธิปไตยทางพลังงาน (Energy Democracy) ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้กับสังคมได้  

    “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกถึง 3 ครั้งในปีนี้ โดยล่าสุดจาก Sustainability Magazine สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโดยรวมที่ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรม” เอสเธอร์ ฟินิโดริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “สิ่งที่ทำให้มั่นใจคือการลงมือปฏิบัติที่เห็นในทุกวัน องค์กรต่างๆ กำลังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีที่มีความพร้อมและกำลังถูกนำไปใช้งานในวงกว้าง รวมถึงผู้คนที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นแกนหลักของวิธีที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคดำเนินงาน การสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสร้างความร่วมมือกัน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างแท้จริง”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453719&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jT_f7kuD5i_CR9KWRWGrT

  • เอกนิติ โชว์ผลงาน 1 เดือน อัดมาตรการ ดัน GDP ไตรมาส4 โต 1.1%

    เอกนิติ โชว์ผลงาน 1 เดือน อัดมาตรการ ดัน GDP ไตรมาส4 โต 1.1%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026 ภายใต้หัวข้อ “จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” ว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อฟื้นชีพจรเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง

    โดยมาตรการที่ดำเนินไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ได้แก่ การเร่งคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ และโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วประเทศโดยไม่ต้องกู้เงินใหม่ รัฐบาลยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มงวด
     

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเปราะบาง เหมือน “ชีพจรที่เต้นเบา” ใกล้ดิ่งเหว โดยในช่วงแรกคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 จะเติบโตเพียง 0.3% แต่หลังจากรัฐบาลเร่งอัดมาตรการชุดดังกล่าว ทำให้ตัวเลขปรับขึ้นเป็น 1.1% ซึ่งถือเป็นสัญญาณฟื้นตัวเชิงบวกระยะแรกของเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเห็น “สัญญาณเศรษฐกิจที่สอง” คือ การย้ายฐานการผลิต (Relocation) ของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ไทยและอาเซียนกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการลงทุน โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในปีที่ผ่านมาเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 90% และมีโครงการเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเวลเนสเซ็นเตอร์

    อย่างไรก็ตาม ยังมีเม็ดเงินลงทุนค้างท่อกว่า 4.7 แสนล้านบาทที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ เนื่องจากติดขัดด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่ซับซ้อน รัฐบาลจึงเตรียมเดินหน้าโครงการ “Fast Pass” เพื่อเร่งปลดล็อกเม็ดเงินดังกล่าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมตั้งคณะทำงานพิเศษที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทำหน้าที่รื้อกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรค หรือที่เรียกว่า “กีโยตินกฎหมาย” เพื่อเร่งให้การลงทุนเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏชัด แต่รัฐบาลจะต้องบริหารเศรษฐกิจให้เกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและฐานะการคลัง โดยจะออกแบบนโยบายให้ “ได้ผลเร็ว แต่ยั่งยืน” และกระจายประโยชน์สู่ทุกภาคส่วน บนพื้นฐานของวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง

    “เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่จับต้องได้ แต่เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการกระตุ้นระยะสั้น หากต้องการสร้างรากฐานใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคเอกชนและประชาชนทุกกลุ่ม” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yD8IhmxyyadGcR6u19MG4

  • ดอลล่าห์พลิกอ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจแย่ จับตา US Government Shutdown อาจจะใกล้จบลง | Investing.com

    ดอลล่าห์พลิกอ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจแย่ จับตา US Government Shutdown อาจจะใกล้จบลง | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2025

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ddNRZWaT03ZoidkMqkO0o

  • เงินดอลล่าห์อ่อน จากตัวเลขเศรษฐกิจเอกชนแย่กว่าคาด และ คนคาดหวังเฟดลดดอก | Investing.com

    เงินดอลล่าห์อ่อน จากตัวเลขเศรษฐกิจเอกชนแย่กว่าคาด และ คนคาดหวังเฟดลดดอก | Investing.com

    Economic Highlight

    ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด หลังภาวะ Governments Shutdown ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงขาดการรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ  

    ราคา

    ราคาปัจจุบัน

    แนวรับ

    แนวต้าน

    คาดการณ์แนวโน้ม

    32.39

    32.10/32.30

    32.50/32.85

    Sideways *ยังมีความเสี่ยง Two-Way

    ทองคำ**

    (ดอลลาร์ต่อออนซ์)

    4,015

    3,900/3,950

    4,050/4,150

    Sideways *อยู่ในช่วงพักฐานและผันผวนสูง

    **ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)

    FX Highlight

    • สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลง หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ จากภาคเอกชน ที่ออกมาแย่กว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด
    • ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญ Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้สองทิศทาง) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
    • เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways จนกว่าภาวะ US Government Shutdown จะสิ้นสุดลงและตลาดกลับมารับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ โดยเงินดอลลาร์จะผันผวนไปตามการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดเช่นกัน
    • นอกจากนี้ ต้องติดตามบรรยากาศในตลาดการเงิน  ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ และส่งผ่านผลกระทบมายังเงินบาทได้
    • โดยเราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ โดยเฉพาะหลังโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้ทยอยอ่อนกำลังลง
    • เนื่องจากเรายังคงมองว่า เฟดจะสามารถทยอยลดดอกเบี้ยได้ ตามสัญญาณการชะลอตัวลงการจ้างงานที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงบ้างและช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ที่จะได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวอยู่แล้วในช่วงปลายปี (ปัจจัย Seasonality)
    • ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งยังคงมีผลต่อแนวโน้มเงินบาทด้วยเช่นกัน  
    • ในเชิงเทคนิคัลนั้น เงินบาทจะกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากเงินบาท (USDTHB) สามารถอ่อนค่าลงเหนือโซน 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following
    • ทั้งนี้ แนวต้านของเงินบาท (USDTHB) อยู่แถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.65 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์)

    Gold Highlight

    • นับตั้งแต่ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปตามบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ และทิศทางเงินดอลลาร์
    • โดยราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากความต้องการถือครองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังตลาดการเงินโดยรวมเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง จากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor
    • นอกจากนี้ การย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ก็มีส่วนหนุนราคาทองคำ
    • เรามองว่า ในช่วงนี้ ราคาทองคำจะยังคงขาดปัจจัยหนุนที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะกลับมาปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งอาจต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่กว่าคาดชัดเจน โดยภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ หากภาวะ US Government Shutdown สิ้นสุดลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมารับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อีกครั้ง
    • และนอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว เรามองว่า ในช่วงนี้ก็อาจยังไม่มีปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มาช่วยหนุนราคาทองคำเพิ่มเติมได้
    • ความผันผวนของราคาทองคำ (1-month volatility) ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระมัดระวังและติดตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด
    • เราประเมินว่า ราคาทองคำอาจยังพอมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ในระยะกลาง-ยาว ทว่า ในช่วงระยะสั้น การปรับตัวขึ้นเร็ว แรง ของราคาทองคำก็เสี่ยงต่อการปรับฐานได้ ทำให้เราไม่แนะนำให้ผู้เล่นในตลาดไล่ราคาซื้อ และควรรอจังหวะการปรับฐานของราคาทองคำ ในการเข้าซื้อเท่านั้น
    • ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้หลุดจากแนวโน้มขาขึ้น และจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ชัดเจน
    • ภายใต้แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่ยังพอมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในระยะปานกลาง-ยาว แต่เสี่ยงที่จะเข้าสู่ช่วงพักฐานในระยะสั้น ทำให้เรามองว่า กลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ รอจังหวะ Buy on Dip (ขอย้ำว่า ไม่ควร ไล่ราคาซื้อ) สำหรับผู้เล่นที่ต้องการถือทองคำบ้างในพอร์ตการลงทุน 5%-10% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วนผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะลงทุนแล้ว ก็อาจ Let Profits Run หรืออาจทยอยพิจารณาขายทำกำไร ในกรณีที่ ราคาทองคำกลับมาปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    Economics Highlight

    สถานการณ์/เหตุการณ์สำคัญ

    ผลกระทบต่อ

    ค่าเงินบาท

    ราคาทองคำ

    ภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่อาจจะยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชัดเจน

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวก

    ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ปรับตัวลดลง แย่กว่าคาด

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

    บรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ย้ำจุดยืนว่า การลดดอกเบี้ยในอนาคต ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ปัจจัยลบ

    ปัจจัยลบ

    ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษล่าสุด สะท้อนการชะลอตัวของการจ้างงานและอัตราการเติบโตของค่าจ้างที่ชัดเจน

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าลงบ้าง

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินปอนด์อังกฤษค่าลงบ้าง

    บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน จากความกังวลมูลค่าหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อยู่ในระดับสูง และปัญหา US Government Shutdown

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวก

    บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อบอนด์ไทย หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    Week Ahead Calendar

    1234

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DezEiCGyO3Pv6r_l2z4Bi

  • ผู้ประกอบการโอด ห้ามดื่มในร้าน นอกเวลาขาย กระทบท่องเที่ยว ถามไหนปลดล็อกขายเหล้า

    ผู้ประกอบการโอด ห้ามดื่มในร้าน นอกเวลาขาย กระทบท่องเที่ยว ถามไหนปลดล็อกขายเหล้า

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของคุกกี้ที่เราจัดเก็บ เหตุผลในการใช้คุกกี้ และวิธีการตั้งค่าคุกกี้ได้ใน นโยบายคุกกี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/451241&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MXk9wXSF3Bg1x3ysWoECZ

  • “กรมการท่องเที่ยว” เผย ต.ค.68 มีกองถ่ายต่างประเทศ แจ้งขอลงทุนถ่ายทำในไทย สูงสุดของปี สร้างรายได้กว่า 2,500 ล้านบาท | TOPNEWS

    “กรมการท่องเที่ยว” เผย ต.ค.68 มีกองถ่ายต่างประเทศ แจ้งขอลงทุนถ่ายทำในไทย สูงสุดของปี สร้างรายได้กว่า 2,500 ล้านบาท | TOPNEWS

    “กรมการท่องเที่ยว” เผย ต.ค.68 มีกองถ่ายต่างประเทศ แจ้งขอลงทุนถ่ายทำในไทย สูงสุดของปี สร้างรายได้กว่า 2,500 ล้านบาท

    • เผยแพร่ : 10/11/2025 14:28

    “กรมการท่องเที่ยว” เผย ต.ค.68 มีกองถ่ายต่างประเทศ แจ้งขอลงทุนถ่ายทำในไทย สูงสุดของปี สร้างรายได้กว่า 2,500 ล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ประจำเดือนตุลาคม 2568 พบว่า มีภาพยนตร์ต่างประเทศได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศไทย จำนวน 56 เรื่อง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 2,586 ล้านบาท ซึ่งถือเป็น มูลค่าการลงทุนสูงสุดของปี 2568

    ส่วนภาพรวมตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 มีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยแล้ว รวม 451 เรื่อง สร้างรายได้จากการใช้จ่ายในการถ่ายทำรวมกว่า 6,786 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้สร้างภาพยนตร์นานาชาติที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย หากพิจารณาตามจำนวนกองถ่ายในปี 2568 (มกราคม–ตุลาคม) พบว่า ประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 51 เรื่อง สาธารณรัฐอินเดีย จำนวน 49 เรื่อง และสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 46 เรื่อง ตามลำดับขณะที่ในด้านมูลค่าการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่าการลงทุนกว่า 3,912 ล้านบาท สาธารณรัฐประชาชนจีน มูลค่าการลงทุนกว่า 348 ล้านบาท และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มูลค่าการลงทุนกว่า 344 ล้านบาท

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตัวเลขในเดือนตุลาคมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดของปี เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของกองถ่ายทำภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งในแง่ของสถานที่ถ่ายทำที่สวยงามและหลากหลาย ทีมงานมืออาชีพ และมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำของภาครัฐ โดยเฉพาะ มาตรการคืนเงินกองถ่ายต่างประเทศ (Cash Rebate) สูงสุดถึง 30% ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง”

    กรมการท่องเที่ยวจะยังคงเดินหน้าส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายทำต่างประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก (World-class Film Destination) ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้จากการลงทุนโดยตรงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เกิดการจ้างงานทีมงานชาวไทยในหลากหลายสาขา และสามารถต่อยอดสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในระยะยาว

    ปก web ซุกรถสับปะรด 3ล้านเม็ด

    SOCAIL 16-9_2ok-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered

    บรรยากาศเงียบเหงา “จุดผ่านแดนบ้านแหลม-บ้านผักกาด” จันทบุรี ปิดด่าน 100% ห้ามใครเข้าออกทุกกรณี

    BAM จับมือ ORN เดินหน้ากลยุทธ์ NPA Partnership เสริมแกร่งธุรกิจ หมุนเร็วแบ่งกำไร ขยายฐานลูกค้าภาคเหนือ

    สลด! ชายวัย 59 ปี ถูกน้ำพัดดับ พบศพในคลองยางงาม หนองไผ่ คาดขับรถฝ่าสายฝนพลัดตกน้ำ

    “กรมการท่องเที่ยว” เผย ต.ค.68 มีกองถ่ายต่างประเทศ แจ้งขอลงทุนถ่ายทำในไทย สูงสุดของปี สร้างรายได้กว่า 2,500 ล้านบาท

    ไต้ฝุ่นฟงวองมุ่งหน้าสู่ไต้หวันหลังถล่มฟิลิปปินส์

    กำแพงเพชร ตา วัย 73 ปี จุดไฟเผาบ้านตนเองก่อนนอนบนเตียงให้ไฟคอกตนเองตาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1385466&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YYa62f9ab-s74HgkRZqJ5

  • กัมพูชาเผย นักท่องเที่ยวต่างชาติ 9 เดือนแรก ปี 68 ลดลง 8.8% นทท.ไทยลดฮวบ 35.9% : อินโฟเควสท์

    กัมพูชาเผย นักท่องเที่ยวต่างชาติ 9 เดือนแรก ปี 68 ลดลง 8.8% นทท.ไทยลดฮวบ 35.9% : อินโฟเควสท์

    รายงานจากกระทรวงการท่องเที่ยวที่เปิดเผยวันนี้ (10 พ.ย.) ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 กัมพูชามีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 4.37 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวลดลง 8.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    ในช่วงเดือนม.ค.-ก.ย. ปีนี้ ไทยเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนกัมพูชามากที่สุด ตามมาด้วยเวียดนามและจีน โดยมีนักท่องเที่ยวชาวไทย 978,826 คน (ลดลง 35.9%) และชาวเวียดนาม 906,398 คน (ลดลง 6.9%) ในขณะเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือน 889,089 คน (เพิ่มขึ้น 46.3%)

    ธง เมงดาวิด อาจารย์จากสถาบันการระหว่างประเทศศึกษาและนโยบายสาธารณะ สากลวิทยาลัยภูมินท์พนมเปญ กล่าวว่า ตัวเลขที่ลดลงสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอาจดึงดูดนักท่องเที่ยวไปได้

    เมงดาวิดกล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า “นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ยังคงมีอยู่ด้านการเชื่อมต่อทางอากาศและความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว”

    เมงดาวิดกล่าวว่า สนามบินนานาชาติเตโชที่เพิ่งเปิดให้บริการใหม่จะเป็นประตูหลักสู่กัมพูชา สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างประเทศให้ดีขึ้น

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในสี่เสาหลักที่สนับสนุนเศรษฐกิจของกัมพูชา นอกเหนือจากการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้ากลุ่มเดินทาง เกษตรกรรม รวมถึงภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544244&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw002so5iQAoRREBXmZUClg5

  • อีกไม่เกิน 10 ปี ‘เวียดนาม’ อาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแซงไทย

    อีกไม่เกิน 10 ปี ‘เวียดนาม’ อาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแซงไทย

    หรือจะโดนแซงทุกเรื่องจริงๆ ? KResearch คาดภายใน 10 ปี ‘เวียดนาม’ อาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแซง ‘ไทย’

    ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงสถานการณ์คนจีนแห่เที่ยวเวียดนาม จนจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามแซงจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไทยไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่นอกจากนักท่องเที่ยวจีนแล้ว KResearch ยังคาดว่าภายใน 10 ปีนี้ เวียดนามมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมแซงหน้าไทยด้วย

    แล้วมันกลายเป็นแบบนั้นได้ยังไง Brand Inside ชวนมาดูสถิติปัจจุบัน

    ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568

    • นักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย 19.3 ล้านคน ลดลง 6%
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม 12.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 22%

    สิ่งแรกที่เราเห็นคือ ‘ท่องเที่ยวไทย’ กำลังเผชิญกับสถานการณ์การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแน่นอนแล้ว ขณะที่ฝั่ง ‘เวียดนาม’ กลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่นั่นก็แค่ 7 เดือนแรกของปีเท่านั้น แล้วถ้าเป็นตัวเลขตลอดทั้งปีล่ะ

    KResearch บอกว่า ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2568

    • นักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย 32.2 ล้านคน
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม 22 ล้านคน

    ถ้าเป็นจริงตามประมาณการ จบปีนี้ไทยจะมีนักท่องเที่ยวลดลงราว 9% จากปีก่อน ขณะที่เวียดนามมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นราว 25% จากปีก่อน

    โดยเราปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมลดลงและทำให้เวียดนามมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมเพิ่มขึ้น

    เพราะคนจีนเที่ยวไทยลดลงกว่า 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่กลับไปเที่ยวเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 46% เพราะ ‘เวียดนาม’ กลายเป็นจุดหมายใหม่ของคนจีนแทนที่ประเทศไทย เพราะปัญหาภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของไทยจากเหตุการณ์ลักพาตัวนักแสดงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี

    นอกจากนั้น ไทยยังเผชิญกับการลดลงของนักท่องเที่ยวของตลาดสำคัญที่เป็นท็อป 2 มาตลอด อย่างมาเลเซีย (-6%) ซึ่งก็เที่ยวหลายๆ ประเทศ รวมถึงเวียดนามเพิ่มขึ้นจากปัญหาเรื่องความปลอดภัยเหมือนกัน

    นำมาสู่ภาพจำลองอนาคตว่า ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวเวียดนามยังเติบโตต่อเนื่องในอัตรา 20% แบบปีนี้ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยยังคงถดถอยลงไม่เติบโตขึ้น อีกไม่เกิน 10 ปี (หรือจริงๆ เพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น) เวียดนามจะมีนักท่องเที่ยวเกิน 32 ล้านคน หรือมากกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติรวมในไทยตอนนี้

    และจะบอกว่าเราไม่เน้นจำนวน แต่เน้น ‘รายได้’ ก็อาจจะยังไม่ได้ เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวก็ลดลงเช่นกันเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย 10 เดือนแรกของปีนี้ลดลงไป 4.53%

    ทำให้ตอนนี้ท่องเที่ยวไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ง่าย ต้องเร่งเครื่องทั้งจำนวนและรายได้ ถ้ายังหวังว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจเครื่องยนต์นี้จะกลับมาขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปต่ออย่างแข็งแรง

    ใครอยากอ่านว่า นักท่องเที่ยวจีนหายไปไหน? อ่านต่อได้ใน สรุปเหตุผล ‘นักท่องเที่ยวจีน’ วูบหาย อาจไม่ใช่ชั่วคราว แต่เป็นตลอดกาล และ คนจีนแห่เที่ยว ‘เวียดนาม’ แซงไทย ปัญหาจริงๆ ที่ ‘นักท่องเที่ยว’ หายไป อาจเป็นความปลอดภัยและสแกมเมอร์? 

    ส่วนปัญหานักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลง อ่านรายละเอียดต่อได้ใน ไม่ใช่แค่จีนแล้ว เพราะ ‘มาเลเซีย’ ก็เที่ยวไทยน้อยลง แต่ไปเที่ยวประเทศอื่นเพิ่มขึ้นแทน

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/vietnam-tourism-surpass-thai-in-10-years/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JoLpkbhO_0NyIDN6igUFN

  • กม.แอลกอฮอล์ฉบับใหม่พ่นพิษ! นั่งดื่มต่อโดนปรับ เสี่ยงกระทบท่องเที่ยวไทยปลายปี

    กม.แอลกอฮอล์ฉบับใหม่พ่นพิษ! นั่งดื่มต่อโดนปรับ เสี่ยงกระทบท่องเที่ยวไทยปลายปี

    กม.แอลกอฮอล์ฉบับใหม่พ่นพิษ! นั่งดื่มต่อโดนปรับ เสี่ยงกระทบท่องเที่ยวไทยปลายปี

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กล่าวถึงการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน เริ่มส่งผลกระทบต่อร้านอาหารและนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเวลาห้ามขาย 14.00-17.00 น. และ 01.00 น. หากลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวยังดื่มต่อ แม้เหลือครึ่งขวดหรือครึ่งเหยือก จะถูกปรับทันที 10,000 บาทต่อร้านและต่อลูกค้า

    ล่าสุด ประเทศออสเตรเลียได้ออกประกาศเตือนประชาชนที่จะมาเที่ยวประเทศไทยให้ระวังข้อกำหนดดังกล่าว คาดว่าประเทศอื่นอาจทยอยออกคำเตือนตามมา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงไฮซีซั่นปลายปี

    นายสรเทพ ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้สร้างความสับสนให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว รวมถึงมีผลทางจิตวิทยากระทบต่อกำลังซื้อภาคบริการ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

    ขณะที่แม้การค้าทั่วไปจะปรับดีขึ้นจากโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการลดหย่อนภาษีเที่ยวดีมีคืน แต่ยอดขายร้านอาหารยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจภาคบริการซึมตัว หวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการต่อเนื่องเพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000107241&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zJ6xyLqJWNmlZyusyjflX