Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิริยะประกันภัยฯ มอบทุนเด็กเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พื้นที่ภาคใต้

    วิริยะประกันภัยฯ มอบทุนเด็กเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พื้นที่ภาคใต้

    คนธ์ วงศ์กองแสง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 5 (ภาคใต้) ด้านสาขา บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนมอบทุนการศึกษา จำนวน 200 ทุน เป็นเงิน 214,900 บาท ภายใต้โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มต้นจัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 60 ทุน เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา สาขาหาดใหญ่ จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมมอบอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กนักเรียนในพื้นที่จังหวัดพัทลุงทั้งหมด 12 โรงเรียน โดยมี ภัค ฤทธิเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหัวควน เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงเรียนวัดหัวควน ต. ประดู่ อ. ปากพะยูน จ. พัทลุง  

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี จำนวน 50 ทุน เป็นเงิน 50,000 บาท จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 40 ทุน เป็นเงิน 40,000 บาท จังหวัดภูเก็ต จำนวน 25 ทุน เป็นเงิน 25,000 บาท และจังหวัดกระบี่ จำนวน 25 ทุน เป็นเงิน 25,000 บาท

    สำหรับ โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” บริษัทฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม มิติด้านการส่งเสริม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชน จึงได้ประสานความร่วมมือกับผู้บริหาร และพนักงานฝ่ายปฏิบัติการภาค 1-6 รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ในการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้สามารถเข้าถึงนักเรียนแต่ละภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 9,282 ทุน ใน 542 โรงเรียนทั่วประเทศ เป็นงบประมาณรวมทั้งสิ้น 11,256,678 บาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/569642&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MnuL2cHhrvk-Nbrtctbtw

  • สพม.เชียงใหม่ เรียกบรรจุครูผู้ช่วย 38 ราย พร้อมส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่

    สพม.เชียงใหม่ เรียกบรรจุครูผู้ช่วย 38 ราย พร้อมส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่

    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ปฐมนิเทศข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 38 ราย ณ ห้องประชุม 4 ชั้น 4 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
    นางนพมาศ ทองวิทยาพร ได้ให้โอวาทแก่ครูผู้ช่วยทุกคน โดยขอให้ปฏิบัติหน้าที่เต็มตามศักยภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม ตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู มีความอดทนเสียสละ มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความมุ่งมั่นและตั้งใจทำงาน ปรับเปลี่ยนตนเองตามบริบทในพื้นที่ มีจิตอาสา มีความมานะอุตสาหะในการทำหน้าที่ สั่งสอนลูกศิษย์ให้มีวิชาความรู้เพิ่มพูน นอกจากนี้ ยังเน้นให้ผู้เรียนเป็นคนดีในสังคม เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้ ให้เตรียมพร้อมรับการประเมินอย่างเข้ม มีวินัย วางแผนทางการเงิน และพัฒนาตนเองเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพอย่างต่อเนื่อง

    ในโอกาสนี้ นางสาวณัฏฐารัตน์ ขันชัยทิศ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล ได้ร่วมแสดงความยินดีกับครูผู้ช่วยทุกคน หลังจากนั้น บุคลากรกลุ่มบริหารงานบุคคลได้ชี้แจงรายละเอียดการเขียนบันทึกประวัติใน ก.พ.7 (ก.ค.ศ.16) และดำเนินการส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งต่อไป
    สำหรับโรงเรียนที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง) จำนวน 38 อัตรา ดังนี้
    วิชาเอกคณิตศาสตร์ จำนวน 7 อัตรา
    โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย, โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ,โรงเรียนสารภีพิทยาคมสัน ,โรงเรียนป่ายางวิทยาคม ,โรงเรียนเทพศิรินทร์เชียงใหม่,โรงเรียนสองแคววิทยาคม
    วิชาเอกภาษาไทย จำนวน 4 อัตรา โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ,โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ,โรงเรียนแม่แตง
    วิชาเอกภาษาอังกฤษ จำนวน 9 อัตรา โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ ,โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย,โรงเรียนสันกำแพง, โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม,โรงเรียนสันทรายวิทยาคม,โรงเรียนสองแคววิทยาคม,โรงเรียนฮอดพิทยาคม, โรงเรียนสะเมิงพิทยาคม
    วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป จำนวน 6 อัตรา โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ,โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ,โรงเรียนสันกำแพง,โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม,โรงเรียนสะเมิงพิทยาคม ,โรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม
    วิชาเอกชีววิทยา จำนวน 2 อัตรา โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย,โรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม
    วิชาเอกสังคมศึกษา จำนวน 4 อัตรา โรงเรียนสันกำแพง,โรงเรียนสันทรายวิทยาคม,โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ,โรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม
    วิชาเอกพลศึกษา จำนวน 2 อัตรา โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย,โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม
    วิชาเอกอุตสาหกรรม จำนวน 1 อัตรา โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม
    วิชาเอกคหกรรม จำนวน 3 อัตรา โรงเรียนสันกำแพง,โรงงเรียนสันทรายวิทยาคม
    การบรรจุครูผู้ช่วยในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมแกร่งด้านการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ และเป็นการเติมเต็มอัตรากำลังครูที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3817809/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tydmGfW9aQ6Mf1yPWVUZh

  • เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    ย้ำ เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    (9 พฤศจิกายน 2568) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาตรี เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีทักษะที่ทันสมัย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งขณะนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้อนุมัติคำขอกู้ยืมเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาและผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ครบถ้วนแล้ว  

    ขอย้ำเตือนให้ผู้กู้ยืมเงินเร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน และจัดทำแบบยืนยันแบบเบิกเงินกู้ยืม ลงนามเอกสารภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด จากนั้น สถานศึกษาต้องยืนยันข้อมูลพร้อมแนบไฟล์สัญญาฯ และแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมเข้าระบบ DSL ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน กยศ. ปิดระบบการกู้ยืมสิ้นสุดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เท่านั้น

    สำหรับปีการศึกษา 2568 กยศ. ได้ขยายกรอบการให้กู้ยืมส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาจำนวนกว่า 800,000 ราย เป็นงบประมาณให้กู้ยืมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน/นักศึกษา และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60852&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6wiywFpu3kA3T5T5XpBA

  • เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ 2025 ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหินคึกคัก

    เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ 2025 ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหินคึกคัก

    การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0” เปิดสนามอารีน่า หัวหิน มีนักเทนนิสต่างชาติเข้าร่วม กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ณ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ฯพณฯ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0” อย่างเป็นทางการ

    ก่อนพิธีเปิด ประธานและแขกผู้มีเกียรติ อาทิ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอนครหัวหิน, นายชินทร์ เหล่าฤกษ์อุทัย กรรมการผู้จัดการโรงแรมไอสนุก หัวหิน, นายนฐา ชมเสวี ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มสวนน้ำ วานา นาวา และ นายภราดร ศรีชาพันธุ์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน พร้อมนักกีฬาและผู้ชม ร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ กล่าวว่าการแข่งขันครั้งนี้ดึงดูดนักเทนนิสจากนานาประเทศ รวมถึงทีมสตาฟฟ์โค้ชและผู้ติดตามเข้าร่วม สร้างความคึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของหัวหิน โดยการแข่งขันจะสิ้นสุดวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

    การแข่งขันยังเปิดโอกาสให้นักเทนนิสไทยที่ยังไม่มีอันดับโลกเข้าร่วมผ่าน ไวลด์การ์ด ช่วยพัฒนาฝีมือและเก็บคะแนนสะสมโดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ

    ในการแข่งขันสัปดาห์ที่ 3 ประเภทหญิงชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 509,700 บาท ภัทรวดี ชนะวงศ์ นักเทนนิสไทยวัย 16 ปี ผ่านรอบคัดเลือก หลังเอาชนะ มิรุธุลา ปาลานิเวล มือวางอันดับ 2 จากอินเดีย (มือ 645 ไอทีเอฟ แร้งกิ้ง) 2 เซตรวด 6-3, 7-5

    ผลการแข่งขันอื่น ๆ ได้แก่

    • อมิตตาลัย ประสูตรนาวิน แพ้ ซาอุมริตา จากัตเดโอ เวอร์มา (อินเดีย) 3-6, 0-6

    • พิชญาภัค ศรีมุกข์ แพ้ อุลยานา ฮราบาเวตส์ 0-6, 2-6

    • ลัลดา กำหอม แพ้ ยูกะ มัตสึโมโตะ (ญี่ปุ่น) 3-6, 0-1 (ลัลดาเจ็บเท้าขวา)

    การแข่งขันจัดทั้งหมด 4 สัปดาห์ เกิดจากความร่วมมือของ อารีน่า หัวหิน สปอร์ต คลับ และผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท แคล-คอมพ์ ออโตเมชั่น แอนด์ อินดัสเทรียล 4.0 เซอร์วิส (ประเทศไทย), กลุ่มบริษัทพราว และอีกหลายภาคธุรกิจท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสนักเทนนิสไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจหัวหิน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/94014/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MuIVQBuHNCi4_MOHUbSF_

  • “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    ส่องสัมพันธ์ “โซเชียลมีเดีย-สแกมเมอร์” แหล่งเพาะพันธุ์ภัยความมั่นคงเศรษฐกิจโลก แสวงหากำไรบนความเสียหายของผู้ใช้งาน

    “สแกมเมอร์” หรือมิจฉาชีพออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรที่เลือกเหยื่อเป็นรายบุคคลอีกต่อไป แต่วิวัฒนาการกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สั่นคลอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

    และน่าเศร้าที่ “แพลตฟอร์ม” โซเชียลมีเดียรวมถึงอีคอมเมิร์ซที่เราไว้วางใจใช้กันอยู่ทุกวัน ได้กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีและทำเลทองขนาดมหึมาที่เพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” ให้บานปลายเป็นไฟลามทุ่ง

    ข้อมูลที่น่าตกใจจากรายงาน “Global Economic Crime and Fraud Survey 2022” ของ PwC สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ โดยพบว่า

    องค์กรกว่าครึ่ง (51%) เคยเผชิญกับการฉ้อโกงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเกือบ 40% ของเหตุการณ์เหล่านั้น คือ “การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์ม” (Platform Fraud) โดยตรง

    การเติบโตของอาชญากรรมไซเบอร์ หรือ “สแกมเมอร์” ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ในบางกรณีอาจเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ของโมเดลธุรกิจ 

    ที่ไม่ได้มอง “โฆษณาหลอกลวง” เป็นภัยต้องกำจัด แต่กลับมองเป็น “แหล่งรายได้” แหล่งทำกำไรระดับมหาศาล

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    โซเชียลมีเดีย “ทำเลทอง” มิจฉาชีพ แหล่งเพาะพันธุ์สแกม

    ความสำเร็จของสแกมเมอร์ในยุคนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากโครงสร้างและฟีเจอร์ของโซเชียลมีเดีย ที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อและสร้างปฏิสัมพันธ์

    และพลิกผันกลายเป็นดาบสองคม เปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือแสนทรงพลังในการเข้าหาเหยื่อจำนวนมหาศาลในต้นทุนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

    ข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ชัดว่า โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มยอดนิยมได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สแกมที่ใหญ่ที่สุด โดยแต่ละแห่งมีจุดอ่อนให้ถูกใช้ประโยชน์ต่างกันไป ดังนี้

    • Facebook (56%): พบสแกมเมอร์มากที่สุด จากการมีฟีเจอร์ Marketplace ที่เปิดกว้าง และกลุ่มชุมชนต่างๆ ทำให้คนตกเป็นเป้าของร้านค้าออนไลน์ปลอม (E-shop Scams) และการหลอกลวงแบบฟิชชิ่งได้ง่าย
    • YouTube (26%): เป็นเป้าหมายหลักของแคมเปญโฆษณาอันตราย (Malvertising) ที่อาชญากรจะฝังลิงก์อันตรายไว้ในโฆษณา ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการติดตั้งมัลแวร์หรือนำไปยังเว็บไซต์หลอกลวง
    • X (7%): เป็นแหล่งรวมการหลอกลวงแบบปลอมแปลงตัวตน (Impersonation Scams) ลิงก์ฟิชชิ่ง และโปรโมชันปลอมที่มักเกาะกระแสที่คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจ
    • Reddit (5%): มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากความเป็นชุมชน แอบฝังลิงก์ฟิชชิ่งในการสนทนา หรือลงโฆษณาอันตรายปะปนกับเนื้อหาทั่วไป
    • Instagram (4%): เป็นจุดหมายหลักของร้านค้าออนไลน์ปลอม ด้วยจุดเด่นที่เน้นภาพสวยงามและมีฟีเจอร์สำหรับซื้อของออนไลน์โดยตรง

    ภาพที่น่าสนใจอีกจุดคือ Telegram แม้จะมีผู้ใช้น้อยกว่า WhatsApp แต่กลับมีเนื้อหาเข้าค่ายหลอกลวงมากกว่าถึง 6 เท่า

    สะท้อนว่ามิจฉาชีพนิยมใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันการเข้ารหัส ความเป็นนิรนาม และการสร้างกลุ่มปิด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับและล่อลวงเหยื่อ

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    วิกฤตการเงิน ลามถึง ‘ความไว้ใจ’ 

    ภัยจากสแกมเมอร์ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่เงินในกระเป๋าของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กำลัง ‘บ่อนทำลาย’ ความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

    เมื่อสแกมเมอร์ระบาดหนัก ชื่อเสียงของแบรนด์ก็ถูกทำลาย ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับสถาบันการเงินก็สั่นคลอน 

    สุดท้ายเมื่อคนไม่กล้าทำธุรกรรมออนไลน์ ย่อมกลายเป็นอุปสรรคขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    มูลค่าความเสียหายนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะ “กลโกงด้านการลงทุน” ที่สร้างความสูญเสียหนักหน่วงที่สุด

    ข้อมูลเฉพาะสิงคโปร์ประเทศเดียวก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ยอดเงินที่สูญเสียจากสแกมในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นถึง 70.6% จากปีก่อนหน้า แตะระดับอย่างน้อย 1.1 พันล้านดอลลาร์

    ซึ่งตัวเลขที่พุ่งพรวดนี้ มาจากการ “ปิดจ๊อบ” คดีใหญ่เพียงไม่กี่คดี ที่แต่ละคดีสร้างความเสียหายมหาศาล

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    สแกมเมอร์เจาะกลุ่มเป้าหมาย ‘คนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย’  

    เมื่อเจาะลึกกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ กลับพบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

    • กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 50 ปี (เยาวชน, คนหนุ่มสาว, วัยทำงาน) คือเหยื่อในสัดส่วน มากกว่า 70% ของเหยื่อทั้งหมด
    • ในทางกลับกัน กลุ่มผู้สูงอายุ แม้จะตกเป็นเหยื่อในจำนวนที่น้อยกว่า แต่กลับมียอด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคน ‘สูงที่สุด’

    นั่นหมายความว่า กลุ่มผู้สูงวัยมัก “โดนทีเดียวหมดตัว” หรือสูญเงินออมที่เก็บมาทั้งชีวิต

    ภาพรวมทางประชากรศาสตร์นี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ของมิจฉาชีพ ที่มุ่งเป้าคนรุ่นใหม่ผ่าน Facebook และ Instagram ซึ่งเป็น “แหล่งชุกชุม” ของกลโกงร้านค้าออนไลน์ (E-shop scams) ที่เฟื่องฟูบนแพลตฟอร์ม 

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    ศึกที่ ‘ไร้เอกภาพ’ และบทเรียนถึงคนไทย

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสัมพันธ์แบบพึ่งพา” (หรืออาจถึงขั้น “เอื้อประโยชน์”) ระหว่างเหล่าสแกมเมอร์และแพลตฟอร์มดิจิทัล

    ได้กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

    แต่การจะ “ขจัด” ภัยคุกคามจากสแกมเมอร์กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจอกับ “กับดัก” หลายด่าน ไม่ว่าจะเป็น

    • กฎหมายที่ไล่ไม่ทันโจร: กฎระเบียบต่างๆ มักล้าหลังกว่าเทคโนโลยีของมิจฉาชีพอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
    • อุปสรรคข้ามพรมแดน: ข้อจำกัดในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศ ทำให้การ “ล่าตัว” อาชญากรทำได้ยาก
    • ภาวะ “Message Fatigue”: หรือ “ความชินชา” ของผู้บริโภค ที่โดน “ถล่ม” ด้วยคำเตือนบ่อยเกินไป จนสุดท้ายก็เริ่มเมินเฉยและไม่ระวังตัว

    สำหรับประเทศไทย ภาพรวมของปัญหาระดับโลกนี้ ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ดังๆ ถึงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไทยทุกคน เพราะภัยคุกคามไซเบอร์นั้นไม่มีพรมแดน

    การจะฝากความปลอดภัยไว้กับแพลตฟอร์มหรือหน่วยงานกำกับดูแลเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราต้องสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้ตัวเองด้วยความตระหนักรู้และวิจารณญาณอยู่เสมอ

    โดยเฉพาะในสมรภูมิที่ดูเหมือนว่าแพลตฟอร์มโซเชียลจะ “ให้ความสำคัญกับผลกำไร” มากกว่า “การปกป้องความปลอดภัยของผู้ใช้งาน”

    …ท้ายที่สุด “ความตื่นตัว” ของเราเองจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ “ปราการด่านสุดท้าย” ที่จะป้องกันตัวเราเองจากภัยคุกคาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o__nG3Xer3XQyqEV3TMzK

  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2569 เจอศึกหนัก! คาดส่งออกหดตัว -10.8%

    อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2569 เจอศึกหนัก! คาดส่งออกหดตัว -10.8%

    มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY ตามทิศทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่สูงขึ้นและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว จากอานิสงส์ระยะสั้นของการเร่งนำเข้าของสหรัฐฯ

    แม้ว่าในปี 2568 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้า และวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้ม
    ความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว โดยคาดว่าจะเติบโตสูงถึงราว 33% YoY

    แต่ในปี 2569 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

    สำหรับในระยะกลาง คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามความต้องการทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น

    ในระยะกลาง (2570-2572) คาดว่ามูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากความเสี่ยงรอบด้านทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไปยังตลาดโลกและตลาดสหรัฐฯ แม้ว่าความต้องการในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดโลก จะยังมีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการของกลุ่มสินค้าขั้นปลาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่ม Data storage รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่อาจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังมีประเด็นที่ต้องจับตาจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของสหรัฐฯที่อาจรุนแรงขึ้น ทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ในยุค AI

    1. ผลกระทบจาก Trump’s tariff ต่ออุตสาหกรรม E&E การเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า การเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์และการกำหนดหลักเกณฑ์ Local content ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า E&E ไปตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มที่พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

    2. แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรม E&E จำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการเติบโตของสินค้าไฮเทคมากขึ้น

    3. โอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรม E&E เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น เช่น เทรนด์เช่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า แนวโน้มเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการ E&E ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานขยายตัว

    SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ดังนี้

    • จัดทำแผนประเมินความเสี่ยง/ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีและสินค้าสวมสิทธิ์ รวมถึงการทบทวนต้นทุนการผลิต และมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนและเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น
    • เปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา เป็นต้น
    • การพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวมากขึ้น ตั้งแต่การจัดหาวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีอันตราย ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์
    • การส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น เช่น วิศวกรผู้ชำนาญ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เป็นต้น
    • การส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/Electrical-Appliances-and-Electronics-101125

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scbeic-thai-electronics-export-2026-slump-us-tariff-global-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38TnRQAq2Rw3v0-OEhgMWP

  • โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า:
    🔹ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบโดยสมบูรณ์และเป็นผู้สั่งการในการรุกรานทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งคำกล่าวนี้ได้ปฏิเสธถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่อ้างว่า “เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และนี่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของอิสราเอล”

    🔹คำรับสารภาพดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยทางอิหร่านได้ดำเนินการบันทึกคำกล่าวนี้เป็นเอกสารทางการในองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดีทางกฎหมายในอนาคต ทั้งนี้ คำรับสารภาพนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในศาลระหว่างประเทศเพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการรุกรานดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

    🔹อิหร่านยังคงติดตามการรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการรุกรานทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างจริงจัง พร้อมทั้งกำลังพิจารณาใช้กลไกและช่องทางทางกฎหมายระหว่างประเทศทุกระดับ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและยื่นฟ้องร้องต่อสหรัฐฯ

  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน  8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน 8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ไอที

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน 8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน

    8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ประกาศผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสำหรับไตรมาส 3 ปี 2568 ความคืบหน้าของโครงการ Schneider Sustainability Impact (SSI) ประจำปี 2564–2568 ที่ยังคงมีระยะเวลาอีกเพียงไตรมาสสุดท้ายของโครงการ โดยปัจจุบันบริษัทมีคะแนนความยั่งยืนรวมที่ 8.52 จาก 10 คะแนน ตอกย้ำความแข็งแกร่งของบริษัทที่สอดคล้องกับเป้าหมายปลายปีที่ 8.80 คะแนน

    สิ่งหนึ่งที่ทำให้การดำเนินงานในไตรมาสนี้ประสบความความสำเร็จครั้งสำคัญคือ การบรรลุเป้าหมายของโครงการลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon Project) ได้ก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยโครงการนี้ทำให้กลุ่มซัพพลายเออร์หลักสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 53% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปี 2568 โดยให้การสนับสนุนซัพพลายเออร์กว่า 1,000 ราย ผ่านการจัดทำแผนงานลดการปล่อยคาร์บอนที่ปรับให้เหมาะสม การฝึกอบรมด้านเทคนิคและการให้คำแนะนำด้านพลังงานหมุนเวียน

    ตัวชี้วัดหลักของ SSI สร้างความคืบหน้าต่อเนื่อง  

    · กระบวนการลดคาร์บอน (Decarbonization) นับตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริคดำเนินการผ่านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ ในการช่วยลูกค้าลดต้นทุนและสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนด์ไดออกไซด์กว่า 792 ล้านตันคาร์บอนด์ไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งปัจจุบันกำลังจะบรรลุเป้าหมายของปี 2568นี้ ที่ 800 ล้านตันคาร์บอนด์ไดออกไซด์เทียบเท่า อีกทั้งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศขยายขอบเขตความร่วมมือในการลดการปล่อยคาร์บอนในส่วนของ Scope 3 ภายในงาน Climate Week NYC 2025 รวมถึงมีส่วนร่วมร่วมมือกับกลุ่มซัพพลายเออร์ที่เพิ่มขึ้น และสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งส่งเสริมการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้เครื่องมือดิจิทัล การจัดหาพลังงานทดแทนและการใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ในขณะเดียวกัน AirSeT Switchgear ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องจาก World Economic Forum (WEF) ในความเป็นเลิศด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน โดยนวัตกรรมนี้ได้ใช้ Pure Air หรือ อากาศบริสุทธิ์และเทคโนโลยีสุญญากาศเข้ามาแทนที่ SF₆ หรือก๊าซซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ สามารถกำจัดก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง ช่วยให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น

    การเข้าถึงพลังงาน (Access to Energy) ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา โครงการของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้ช่วยให้ประชาชนทั่วโลกกว่า 60 ล้านคน สามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2568 แล้ว ความสำเร็จนี้เกิดจากการพัฒนาโซลูชั่นด้านพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Solutions) เช่น ไมโครกริด (Microgrids) ที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงานได้เองอย่างโปร่งใส อีกทั้งบทความวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric™ Sustainability Research Institute) ได้เผยแพร่รายงานวิจัยในหัวข้อ Energy Poverty: And the many ways that safe, affordable, sufficient, and sustainable energy for all empowers ที่อธิบายถึงแนวคิด ประชาธิปไตยทางพลังงาน (Energy Democracy) ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้กับสังคมได้  

    “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกถึง 3 ครั้งในปีนี้ โดยล่าสุดจาก Sustainability Magazine สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโดยรวมที่ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรม” เอสเธอร์ ฟินิโดริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “สิ่งที่ทำให้มั่นใจคือการลงมือปฏิบัติที่เห็นในทุกวัน องค์กรต่างๆ กำลังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีที่มีความพร้อมและกำลังถูกนำไปใช้งานในวงกว้าง รวมถึงผู้คนที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นแกนหลักของวิธีที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคดำเนินงาน การสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสร้างความร่วมมือกัน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างแท้จริง”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453719&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jT_f7kuD5i_CR9KWRWGrT

  • เอกนิติ โชว์ผลงาน 1 เดือน อัดมาตรการ ดัน GDP ไตรมาส4 โต 1.1%

    เอกนิติ โชว์ผลงาน 1 เดือน อัดมาตรการ ดัน GDP ไตรมาส4 โต 1.1%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026 ภายใต้หัวข้อ “จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” ว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อฟื้นชีพจรเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง

    โดยมาตรการที่ดำเนินไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ได้แก่ การเร่งคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ และโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วประเทศโดยไม่ต้องกู้เงินใหม่ รัฐบาลยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มงวด
     

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเปราะบาง เหมือน “ชีพจรที่เต้นเบา” ใกล้ดิ่งเหว โดยในช่วงแรกคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 จะเติบโตเพียง 0.3% แต่หลังจากรัฐบาลเร่งอัดมาตรการชุดดังกล่าว ทำให้ตัวเลขปรับขึ้นเป็น 1.1% ซึ่งถือเป็นสัญญาณฟื้นตัวเชิงบวกระยะแรกของเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเห็น “สัญญาณเศรษฐกิจที่สอง” คือ การย้ายฐานการผลิต (Relocation) ของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ไทยและอาเซียนกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการลงทุน โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในปีที่ผ่านมาเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 90% และมีโครงการเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเวลเนสเซ็นเตอร์

    อย่างไรก็ตาม ยังมีเม็ดเงินลงทุนค้างท่อกว่า 4.7 แสนล้านบาทที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ เนื่องจากติดขัดด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่ซับซ้อน รัฐบาลจึงเตรียมเดินหน้าโครงการ “Fast Pass” เพื่อเร่งปลดล็อกเม็ดเงินดังกล่าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมตั้งคณะทำงานพิเศษที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทำหน้าที่รื้อกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรค หรือที่เรียกว่า “กีโยตินกฎหมาย” เพื่อเร่งให้การลงทุนเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏชัด แต่รัฐบาลจะต้องบริหารเศรษฐกิจให้เกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและฐานะการคลัง โดยจะออกแบบนโยบายให้ “ได้ผลเร็ว แต่ยั่งยืน” และกระจายประโยชน์สู่ทุกภาคส่วน บนพื้นฐานของวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง

    “เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่จับต้องได้ แต่เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการกระตุ้นระยะสั้น หากต้องการสร้างรากฐานใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคเอกชนและประชาชนทุกกลุ่ม” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yD8IhmxyyadGcR6u19MG4

  • ดอลล่าห์พลิกอ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจแย่ จับตา US Government Shutdown อาจจะใกล้จบลง | Investing.com

    ดอลล่าห์พลิกอ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจแย่ จับตา US Government Shutdown อาจจะใกล้จบลง | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2025

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ddNRZWaT03ZoidkMqkO0o