Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มาร่วมเปิดประสบการณ์ที่ CGI Open House 2026 ทุนการศึกษามากกว่า 40 ทุนต่อปี

    มาร่วมเปิดประสบการณ์ที่ CGI Open House 2026 ทุนการศึกษามากกว่า 40 ทุนต่อปี

    มาร่วมเปิดประสบการณ์ที่ CGI Open House 2026 ทุนการศึกษามากกว่า 40 ทุนต่อปี

    ป.โท 30 ทุน – 14,000 บาท/เดือน 

    ป.เอก 10 ทุน – 20,000 บาท/เดือน

    เปิดรับผู้สนใจในสาขาวิชา

    • วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์: อนามัยสิ่งแวดล้อม
    • วิทยาศาสตร์เคมี
    • พิษวิทยาสิ่งแวดล้อม

    วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2025
    เริ่มลงทะเบียน 08.30 น. Walk-in เข้าร่วมงานได้เลย!
    ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์

    แวะมาถ่ายรูป Photo Booth ฟรีไม่จำกัดช็อต

    รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cgi.ac.th/openhouse2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60978&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L1BgHOpWu3peSDqU8rh_k

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67612/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mq6qvL4UnaTTtCQCcyran

  • เปิดศึกชิง‘เมธี ลาบานูน’! ประชาชาติ-ประชาธิปัตย์ ฟาดกันยับกลางโซเชียล เคลมได้ตัวซบพรรค

    เปิดศึกชิง‘เมธี ลาบานูน’! ประชาชาติ-ประชาธิปัตย์ ฟาดกันยับกลางโซเชียล เคลมได้ตัวซบพรรค

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.19 น.

    ศึกแย่งบาลานูน! ‘ประชาชาติ’โพสต์ภาพ‘เมธี’เข้าพบวันนอร์-ทวี พร้อมเคลมจ่อซบพรรค ด้าน‘โฆษกปชป.’โผล่คอมเมนต์โต้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้ (11 พ.ย.2568) เพจ “พรรคประชาชาติ” ได้โพสต์ข้อความ พร้อมภาพ “เมธี ลาบานูน” อดีตผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าพบนายวันมูหมัดนอร์ มะทา และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) พร้อมระบุว่า “เมธี จ่อซบพรรคประชาชาติ

    โดยระบุว่า พบ “วันนอร์–ทวี” จับตา “เมธี ลาบานูน” จ่อซบพรรคประชาชาติ

    “เมธี ลาบานูน” นักร้องดังระดับประเทศ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ เข้าพบ “วันนอร์–ทวี” สองแกนนำหลักของพรรคประชาชาติ เพื่อหารือแนวทางการทำงานทางการเมืองร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและชื่นมื่น ทำให้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่าเจ้าตัวอาจตัดสินใจย้ายเข้าสังกัดพรรคประชาชาติ หลังประชาธิปัตย์เพิ่งปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและทีมบริหารชุดใหญ่

    นายเมธี อรุณ หรือ “เมธี ลาบานูน” อดีตผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าพบ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการทำงานทางการเมืองและบทบาทในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งมีการ “ยกเครื่อง” เปลี่ยนหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหาร โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หวนกลับมากอบกู้พรรคเก่าแก่ให้ฟื้นคืนความนิยม แต่กลับไม่มีชื่อของ “เมธี ลาบานูน” ร่วมกิจกรรมกับทีมบริหารชุดใหม่ ทำให้กระแสข่าวการย้ายเข้าสังกัดพรรคประชาชาติยิ่งทวีความชัดเจน

    สำหรับนายเมธี อรุณ เป็นชาวจังหวัดนราธิวาสโดยกำเนิด มีชื่อภาษาอาหรับว่า “อัสวาน” จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

    ในเส้นทางสายดนตรี “เมธี” เป็นสมาชิกวงลาบานูน วงป๊อปร็อกชื่อดัง เจ้าของเพลงฮิตมากมายที่ครองใจคนไทยมานานกว่า 20 ปี เคยผ่านเวทีประกวด “ฮอตเวฟ มิวสิคอวอร์ดส์” ก่อนจะโด่งดังระดับประเทศจากอัลบั้มแรกในปี 2541 ที่มียอดขายทะลุล้านตลับ

    นอกจากบทบาทศิลปิน “เมธี ลาบานูน” ยังเคยเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ อดีตรองประธานสโมสรฟุตบอลสตูล ยูไนเต็ด และเคยลงสมัครเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล

    ปี 2564 เข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นหัวหน้าพรรค และในการเลือกตั้งปี 2566 ลงสมัคร ส.ส.นราธิวาส เขต 2 (อ.ตากใบ–อ.สุไหงโก-ลก) ได้คะแนน 17,447 คะแนน เป็นอันดับ 2 รองจากนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ จากพรรคพลังประชารัฐ

    การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้ จึงถูกมองว่า “เมธี ลาบานูน” อาจกำลังเปิดทางสู่บทบาทใหม่ในเส้นทางการเมือง ภายใต้พรรคประชาชาติ

    ขณะที่นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าไปคอมเมนต์ว่า “พี่เมธี ยังยืนยันอยู่พรรคประชาธิปัตย์นะครับ

    ถ้ามีโอกาสอยากให้ ถามพี่เค้าก่อนลงข่าวแบบนี้นะครับ

    ขอบคุณครับผม”

    นอกจากนี้ นายพงศกร ยังโพสต์ภาพ เมธี ถ่ายภาพคู่กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมระบุข้อความว่า “ฟังเพลง พี่เมธีมาตั้งแต่ใส่กางเกงขาสั้น จนวันนี้ได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน และได้เจอกันเมื่อวานอีกครั้ง

    พี่เมธีเป็นคนที่เรียกได้ว่าโตมากับพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครรู้ว่าการเมืองจะพาเราไปทางไหน จนวันนี้ที่เส้นทางการเมืองมีทางเลือกมากมาย แต่พี่เมธียังยืนยันจะเดินอยู่บนเส้นทางเดิม ด้วยอุดมการณ์และความศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนไป

    ดีใจมากที่ได้เจอตัวจริงเมื่อวานนี้ครับ และยิ่งดีใจที่เห็นว่าคนที่เลือกเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก…ยังเลือกจะอยู่กับมันต่อ ไม่ใช่เพราะความสะดวกหรือผลประโยชน์ แต่เพราะเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง

    แบบนี้สิ ถึงเรียกว่า “การเมืองด้วยหัวใจ ไม่ใช่โอกาส”

    สุดท้าย ทั้งสองคนบอกว่า “หัวอกเดียวกันครับ” ให้ทายว่าเรื่องอะไร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/927012&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cIRuhXAsNy-R7ZbYxdXrg

  • แม่ค้าตลาดน้ำดำเนินสะดวก ยอมรับผิด ขายแพงเกินจริง เปิดตัวเลขค่าปรับ

    แม่ค้าตลาดน้ำดำเนินสะดวก ยอมรับผิด ขายแพงเกินจริง เปิดตัวเลขค่าปรับ

    แม่ค้าตลาดน้ำดำเนินสะดวก ยอมรับผิด ขายแพงเกินจริง เปิดตัวเลขค่าปรับ

    แม่ค้าตลาดน้ำดำเนินสะดวก ยอมรับผิด ขายแพงเกินจริง เปิดตัวเลขค่าปรับ

    กรณีเกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ หลังจากยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชาวเกาหลีชื่อดัง “จอง-คัลแลน เจ้าของช่อง Cullen HateBerry” ได้เผยแพร่คลิปท่องเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จ.ราชบุรีและมีร้านค้าเสนอขายเสื้อผ้าราคาสูงเกิน ทำให้ชาวเน็ตตั้งคำถามเรื่องขายแพงเกินไปไหม และร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ

    จากกรณีดังกล่าวเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยและจังหวัดราชบุรี

    11 พ.ย. 2568 ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี, พาณิชย์จังหวัดราชบุรี, ประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี,อำเภอดำเนินสะดวก, ตำรวจท่องเที่ยวกาญจนบุรี และตำรวจภูธรดำเนินสะดวก ร่วมลงพื้นที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเพื่อกระตุ้นผู้ประกอบการให้เป็นเจ้าบ้านที่ดีประกอบกิจการตามข้อระเบียบกฎหมายและมาตรการที่กำหนดไว้

    โดยได้ลงพื้นที่ไปยังผู้ประกอบการร้านค้าที่ปรากฏในคลิปท่องเที่ยวของยูทูบเบอร์ดัง ซึ่งเป็นร้านค้าติดคลองจำหน่ายเสื้อผ้า สินค้าของฝาก พบว่ามีเจ้าของร้านและลูกสาวแสดงตัวเป็นคนที่ปรากฏในคลิป พร้อมเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นว่า จำไม่ได้ว่าวันที่เท่าไหร่น่าจะประมาณต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เห็นนักท่องเที่ยวนั่งเรือมา และจำได้ว่าเป็นยูทูบเบอร์ดังเพราะลูกสาวติดตามดูคลิปอยู่ ก็ได้เสนอขายสินค้าไปตามคลิป

    และยอมรับว่าร้านตนไม่ติดป้ายแสดงสินค้า ยอมรับผิดทุกอย่าง หากเป็นไปได้อยากคืนเงินให้ยูทูบเบอร์ดังทั้งสอง จากนี้จะปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่างเพื่อร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีต่อทุกคน

    แม่ค้าตลาดน้ำดำเนินสะดวก ยอมรับผิด ขายแพงเกินจริง เปิดตัวเลขค่าปรับ

    ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าพูดคุยพร้อมว่ากล่าวตักเตือน โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดราชบุรีได้เข้าเปรียบเทียบปรับ 2 กรณี ผู้จำหน่ายสินค้าไม่มีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าไม่ชัดเจน จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

    และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการจำหน่ายสินค้าที่ราคาแพงเกินความสมควร ที่มีโทษค่อนข้างสูง คือมีโทษจำคุก 7 ปี และปรับ 140,000.- บาท ซึ่งโทษเรื่องที่สองนี้ได้เชิญผู้ประกอบการร้านค้าไปให้ปากคำและยื่นเอกสารเพิ่มเติมก่อนว่ามีเหตุอันควรแค่ไหนที่ตั้งราคาจำหน่ายสินค้า

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดราชบุรี ได้แจ้งให้ทุกร้านให้มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการอย่างชัดเจน รวมทั้งกำชับให้คิดค่าสินค้าและบริการให้ตรงกับป้ายราคาที่แสดงไว้ เพื่อป้องปรามมิให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาจำหน่ายสินค้าและบริการสูงเกินสมควร หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายทุกกรณี

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทำการเปรียบเทียบปรับ 2,000 บาท และยังมีในส่วนอื่น ๆ อีก ที่ทางร้านจะต้องนำเอกสารไปชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ 
     

    แม่ค้าตลาดน้ำดำเนินสะดวก ยอมรับผิด ขายแพงเกินจริง เปิดตัวเลขค่าปรับ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NOkMQP2gA3jpRA2HwqYxG

  • พังงาเข้มตั้งโต๊ะกลั่นกรองคนต่างด้าว ป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ปลอดภัยรับท่องเที่ยว

    พังงาเข้มตั้งโต๊ะกลั่นกรองคนต่างด้าว ป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ปลอดภัยรับท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    พังงาเข้มตั้งโต๊ะกลั่นกรองคนต่างด้าว ป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ปลอดภัยรับท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมดีบุก ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองพฤติการณ์ของคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักร (จังหวัดพังงา) เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม หรือเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย
        
    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
        
    ที่ประชุมได้พิจารณาคำสั่งจังหวัดพังงา เพื่อทราบขอบข่ายอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังรายงานสถานการณ์และแนวโน้มของคนต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดพังงา ตลอดจนถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ
        
    ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ประธานการประชุมได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เข้มงวด และเป็นธรรม เพื่อให้จังหวัดพังงายังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และเป็นจังหวัดที่มีภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453867&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OTafhkU5BaXxFS9o7oADY

  • ปรับ 2,000 บาท! แม่ค้าตลาดน้ำดังขายเสื้อ-กางเกงช้าง ให้

    ปรับ 2,000 บาท! แม่ค้าตลาดน้ำดังขายเสื้อ-กางเกงช้าง ให้

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.27 น.

    ปรับเรียบร้อย 2 พัน! พาณิชย์ จังหวัดราชุรี พร้อม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว พร้อมสื่อมวลชล ลุยตรวจร้านค้าตลาดน้ำดำเนินสะดวก ขายสินค้าเกินราคา หลังดราม่าขายกางเกงช้างตัวละ 400 เสื้อเชิ้ตตัวละ 500 บาท ให้พี่จอง-คัลแลน ไม่ติดป้ายแสดงราคา ส่วนขายของแพง รอตรวจสอบข้อเท็จจริง

    11 พ.ย. 68 จากกรณีคลิปในช่องของอินฟลูอินเซอร์ชาวเกาหลีชื่อดัง ขวัญใจคนไทย “พี่จองและคัลแลน” ที่ทำคลิป ตอน “ขึ้นลงเรือเยอะ..มุ่งหน้าสู่ประจวบกิจกรรม” โดยระบุข้อความ “วันนี้คัลแลนและพี่จองจะขับรถไปเที่ยวที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กันครับ แต่ระหว่างทางคัลแลนอยากพาพี่จองไปเที่ยวกินช้อปที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกก่อน และต่อด้วยลงเรือชมวิวภูเขาที่ คลองเขาแดง และจบด้วยกินข้าวกันที่ริมทะเลบรรยากาศดีๆสงบๆครับ คลิปนี้จะสนุกหรือทุลักทุเลแค่ไหนต้องรับชมให้จบคลิปนะครับ” โดยที่กำลังเป็นกระแสประเด็นกันในโซลเชียลของบรรดาแฟนคลับที่พูดถึงกันมาก ถึงการจำหน่าย เสื้อเชิ้ตสีขาวปักลายมังกร และกางเกงช้าง ที่ราคาแพงเกินจริง ซึ่งในคลิป ระบุ “เดินทางไปแวะเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ขณะที่ล่องเรืออยู่นั้นได้แวะร้านค้าร้านหนึ่ง และสนใจซื้อเสื้อ แต่เมื่อถามราคาแม่ค้ากลับไม่ยอมบอกราคาต่อตัวสักที พูดว่า “ไม่แพงๆ“ และเมื่อถามย้ำหลายๆ ครั้ง จึงบอกว่า เสื้อเชิ้ตสีขาวปักลายมังกร อันนี้สำหรับคุณคิดตัวละ 600 บาทพอ โดยอ้างว่าไม่แพงเพราะเป็นปักลายมังกร ไทยแลนด์ๆ ขณะที่อินฟลูฯต่อราคาแม่ค้าก็บอกว่า “ไม่ได้“ เพราะมันคือไทยแลนด์ จนสุดท้ายยอมจบที่ราคา 500 บาท อีกด้านได้นำ “กางเกงช้าง“ มาให้ดูด้วย พร้อมบอกว่า เอาแค่ 400 บาทพอ รวมทั้งหมด 2 ชิ้น เสื้อเชิ้ตและกางเกงช้าง 900 บาท พร้อมบอกว่าลดไม่ได้แล้วจริงๆ ต้อง 1,000 บาท แต่ลดเหลือ 900 บาทแล้ว ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงความเหมาะสมของราคาขาย ว่าขายเกินราคาหรือไม่?”

    ล่าสุด นายธรณินทร์ บรรยงวรพินิจ พาณิชย์จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วย นางกาญจน์กุระ ฮัยสคาเนน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี นายบุญสืบ ขลิบเพ็ง ผอ.กลุ่มส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี เจ้าหน้าที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี และ ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี พร้อมสื่อมวลชน ได้เดินทางเข้าตรวจสอบร้านค้าดังกล่าวภายในตลาดน้ำดำเนินสะดวก พบกับ นางประภาพร (สงวนนามสกุล)  เจ้าของร้านดังกล่าวที่ปรากฎในคลิป โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้ทางเจ้าของร้าน นำเสื้อสีขาวที่อินฟลูเกาหลีทั้ง 2 ซื้อ มาให้เจ้าหน้าที่ดู เป็นเสื้อสีขาวปากลายมังกร ขายในราคา 600 บาท

    โดยทาง นางประภาพร (สงวนนามสกุล) เจ้าของร้านยอมรับว่าวันที่ขาย เกินช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะที่ร้านตนก็ขายของตามปกติทั่วไปที่มีนักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้าที่ร้าน ก็พูดคุยกันดี ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่วันนี้มีการพูดถึงร้านตนว่าขายของแพง ซึ่งยอมรับว่าตอนที่ขายให้อินฟลูทั้ง 2 คนนั้นไม่ได้ติดป้ายราคาสินค้า

    ส่วนกางเกงลายช้าง ทางเจ้าของร้านก็อธิบายว่า “กางเกงมันมีหลายเกรด อย่างของจีน ทุนที่ 50 บาทเอง เราไม่สามารถติดราคาได้ เพราะแขกต่างชาติ เขาต่อราคาเราเยอะมาก แบบบอกราคา 600 เขาจะต่อ เหลือ 100 บาท

    ทั้งนี้ในช่วงการให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ เจ้าของร้านเผยว่า “ถ้าเวลาขายต่างชาติหนูจะบอกเยอะกว่านี้นะ แต่ว่าเราเห็นเป็นคนดัง เราเลยขายในแบบราคาคนไทย” 

    ทางด้านเจ้าหน้าพาณิชย์จังหวัดราชบุรี จึงได้อธิบายว่า จากกรณีดังกล่าวทาง นางประภาพร (สงวนนามสกุล) เจ้าของร้านยอมรับว่าไม่ติดป้ายแสดงราคาจริง ซึ่งมี่ความผิดตามข้อกฎหมาย ซึ่งส่วนนี้จะมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท วันนี้ทางเจ้าหน้าที่ต้องปรับเลย เป็นเงินจำนวน 2,000 บาท พร้อมทั้งทำบันทึก และ ออกใบเสร็จค่าปรับ ให้กับนางประภาพร (สงวนนามสกุล) เจ้าของร้าน และในส่วนการขายสินค้าราคาแพง ทางร้านต้องไปแจงข้อเท็จจริงที่สำนักงาน ว่าสินค้าที่ขายมีต้นทุนเท่าไหร่อย่างไรต่อไป พร้อมกำชับให้ทางร้านติดแผ่นป้ายแสดงราคาให้นักท่องเที่ยว หรือ ผู้ที่จะเข้ามาซื้อสินค้าภายในร้านทราบอย่างชัดเจน

    ด้านนางประภาพร เจ้าของร้าน กล่าวว่า ตนต้องฝากขอโทษอินฟลูทั้ง 2 คน หากต้องการเงินคืนตนก็พร้อมที่จะโอนคืนให้เต็มจำนวนและสินค้าไม่รับคืน และต้องขออภัยทุกๆท่านไม่สบายใจ ซึ่งตนเองก็ขายของอยู่ที่นี่มากว่า 20 ปีแล้วและไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

    ขณะที่ นายธรณินทร์ บรรยงวรพินิจ พาณิชย์จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า หลังจากที่เกิดประเด็นทางสื่อโซลเชียลที่มีนักอินฟลูชาวเกาหลีทั้ง 2 ท่าน เดินทางมาเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก และ เกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม มีการซื้อขายกันในราคาที่สูงเกิน จนเป็นกระแสโซเชียล ทางจังหวัดราชบุรี โดยทีมงานของจังหวัดที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องตลาดน้ำดำเนินสะดวก ประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว จึงได้รีบเดินทางเข้ามาตรวจสอบโดยทันที หลังจากที่เข้าไปตรวจสอบกับทางร้านก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งทางเจ้าของร้านยอมรับว่าขายของไม่แสดงราคาจริง ส่วนขายของเกินราคานั้น เราต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงต้นทุนต่างๆ ของทางร้าน โดยที่ทางร้านต้องนำมาแสดงเพื่อพิสูจน์ให้ทราบได้ว่ามีราคาต้นทุนอย่างไรบ้าง สมเหตุสมผลกับราคาที่ขายหรือไม่ หากตรวจสอบว่าขายเกินราคาต้องดำเนินการตามกฎมายต่อไป ส่วนวันนี้ตรวจพบว่าขายของโดยไม่แสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท วันนี้จึงปรับไป 2,000 บาท พร้อมกำชับว่าให้ทางร้านติดแสดงป้ายราคาให้ชัดเจน หากพบการกระทำความผิดอีก ต้องดูดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเลี่ยงไม่ได้

    อย่างไรก็ดีจึงอยากแจ้งถึงนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป ว่าขอให้เดินทางมาท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกอย่างมั่นใจ เพราะตลาดน้ำดำเนินสะดวกยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังให้ความสนใจ และ นักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ชื่นชอบในเรื่องของการล่องเรือเที่ยว หากพบการกระทำความผิดของร้านที่ขายสินค้าเกินราคาและไม่เป็นธรรมสามารถแจ้งใด้ที่พาณิชย์จังหวัดราชบุรี หรือ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และ ตำรวจท่องเที่ยวที่ประจำอยู่ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกได้ทันที

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/927154&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14SG4dhSvRa47UqEoKgNXK

  • สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล เสนอมุ่งแก้ปัญหาเยาวชน-เมาแล้วขับ หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล เสนอมุ่งแก้ปัญหาเยาวชน-เมาแล้วขับ หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    กรุงเทพฯ 11 พฤศจิกายน 2568 – ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนข้อกำหนดในการห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. ภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นี้ แม้กฎหมายใหม่จะมีข้อดีในการยกระดับการป้องกันเยาวชนและการเมาแล้วขับ ซึ่งภาคธุรกิจพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ข้อกำหนดในเรื่องการคงข้อห้ามขายในช่วง 14.00-17.00 น. ไว้ และยังเพิ่ม มาตรา 32 (ใหม่) ที่ระบุ “ห้ามบริโภค” ในสถานที่ขายในช่วงเวลาห้ามขายดังกล่าวด้วย อาจสร้างความท้าทายต่อนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    TDRI ชี้ “การห้ามขาย 14-17 น.” ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย

    การห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. เป็นมาตรการที่บังคับใช้มานานกว่า 50 ปี (ตั้งแต่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ในปี 2515) โดยที่ผ่านมายังไม่มีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง จนกระทั่งรายงานการศึกษาเชิงลึกโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ชี้ชัดว่ามาตรการนี้ไม่บรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุข และอาจสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจ

    รายงานของ TDRI ซึ่งสำรวจผู้บริโภค 1,370 ราย และผู้ประกอบการ 283 ราย สรุปอย่างชัดเจนว่า “การจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.01 – 17.00 น. อาจไม่ได้ผลในการลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่กฎหมายตั้งใจไว้”

    ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก TDRI ยืนยันว่า:

    •    การบริโภคไม่ลดลง: ปริมาณการบริโภคต่อหัวประชากรยังคงที่ แม้บังคับใช้กฎหมายนี้มานาน

    •    การดื่มหนักยังคงเดิม: ปริมาณการบริโภคต่อผู้ดื่มกลับมาอยู่ที่ 26 ลิตรต่อปี ซึ่ง TDRI ระบุว่า “สูงมากผิดปกติ” (5.4 แก้วมาตรฐานต่อวัน)

    •    มีการละเมิดสูง: ผู้บริโภค 22% ยืนยันว่ายังสามารถหาซื้อเครื่องดื่มในช่วงเวลาห้ามขายได้ และผู้ประกอบการถึง 39% รายงานว่าพบเห็นการจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่ใกล้เคียง

    การที่ พ.ร.บ. 2568 ใหม่ เพิ่มการ “ห้ามดื่ม” เข้ามา อาจสร้างความท้าทายเพิ่มเติมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยข้อมูล TDRI ชี้ว่าการห้ามช่วงบ่ายเป็นเพียงการผลักดันการซื้อขายไปสู่ช่องทางนอกระบบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายเสียโอกาสทางธุรกิจ

    เสียงสะท้อนจากภาคค้าปลีกและท่องเที่ยว หวั่นกฎหมายใหม่สวนทางนโยบายรัฐ

    อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่อง (ร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว) ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดย TDRI ระบุว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ

    ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมค้าปลีกไทย (TRA) ให้ความเห็นว่า “การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการทุกขนาด จากข้อมูล TDRI ที่ชี้ว่ามีการละเมิดสูงอยู่แล้ว การปลดล็อกจะช่วยดึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และช่วยให้หน่วยงานรัฐมุ่งเน้นทรัพยากรไปแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การขายให้เยาวชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม”

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มองว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจสร้างอุปสรรคต่อนโยบายของรัฐบาล

    นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ เลขานุการสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา กล่าวเสริมว่า “ข้อจำกัดการห้ามขายในช่วงบ่ายเป็นกฎระเบียบที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวปัจจุบัน การปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ รวมถึงการพิจารณาขยายเวลาจำหน่ายให้ถึงตี 2 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล ดังที่เห็นจากนโยบายขยายเวลาปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการถึง 20-30% และพนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ภาคธุรกิจพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลและป้องกันผลกระทบทางสังคมอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรการที่เรามีอยู่แล้ว เช่น การจัดจุดพักคอยสำหรับผู้มีอาการมึนเมา และการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม”

    TDRI ชี้เป้า “แก้ให้ตรงจุด” มุ่งเน้น “เมาแล้วขับ” และ “เยาวชน”

    รายงานของ TDRI ไม่เพียงชี้ว่าการห้ามขาย 14.00-17.00 น. ไม่ได้ผล แต่ยังชี้เป้าว่าปัญหาที่แท้จริงที่สังคมกำลังเผชิญและภาครัฐควรทุ่มทรัพยากรไปจัดการ

    •    การขายให้เยาวชน: TDRI พบว่า 30% ของร้านค้ายังคงละเมิดกฎหมายขายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี

    •    การเมาแล้วขับ: อุบัติเหตุ 22% เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ TDRI จึงเสนอให้ยกระดับมาตรการป้องกัน เช่น การใช้ระบบหักคะแนนแบบขั้นบันได

    •    อิทธิพลจากโฆษณาต่ำ: TDRI พบว่าเยาวชนได้รับอิทธิพลจาก “เพื่อน” มากถึง 35.5% เทียบกับอิทธิพลจาก “โฆษณาออนไลน์” ที่มีเพียง 1.8% เท่านั้น

    TABBA เรียกร้องให้รัฐทบทวน “กฎหมายใหม่” ให้สอดคล้อง “นโยบายเศรษฐกิจ”

    TABBA ย้ำว่านานาประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อังกฤษ และเยอรมนี แม้จะไม่มีข้อจำกัดเวลาขายในช่วงบ่าย แต่ก็ประสบความสำเร็จในการจัดการผลกระทบทางสังคมโดยมุ่งเน้นมาตรการที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมีทางเลือกที่ชัดเจนในการบริหารนโยบาย คือการบังคับใช้มาตรการที่ข้อมูล TDRI ชี้ว่า “อาจไม่ได้ผล” และกำลังถูกเพิ่มความเข้มงวดด้วย พ.ร.บ. ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หรือ รัฐบาลสามารถเลือกปรับมาตรการเพื่อสนับสนุนนโยบายหลักของตนเอง โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 28 (ใหม่) ใน พ.ร.บ. 2568 ซึ่งให้อำนาจ “คณะกรรมการควบคุมฯ” ในการกำหนดเวลา

    ภาคธุรกิจจึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ เร่งพิจารณาข้อมูลของ TDRI และ ทบทวนการห้ามขายและห้ามบริโภคในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องใช้กฎระเบียบที่ทันสมัยและอิงตามข้อมูลเชิงประจักษ์ การปรับเปลี่ยนนโยบายเช่นนี้จะช่วยให้ทรัพยากรของรัฐถูกนำไปใช้แก้ปัญหาที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นต่อภาคธุรกิจ และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

    ###

    เกี่ยวกับสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย

    สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับการผลักดันวัฒนธรรมการบริโภคอย่างรับผิดชอบ และร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อลดผลกระทบจากการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/pr-news/ch3onlinenews/451346&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PWNOaF3RFmd-g7Zopj9iL

  • กฎหมายแอลกอฮอล์ฉบับใหม่สร้างปัญหาเส้นขนาน

    กฎหมายแอลกอฮอล์ฉบับใหม่สร้างปัญหาเส้นขนาน

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/xAltuDjmQVQ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U_s9CphIBUBXu7CJFl76K

  • ผู้นำจีนส่งสัญญาณพร้อมรับเศรษฐกิจโต 4% หลังมณฑลกวางตุ้งขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย : อินโฟเควสท์

    ผู้นำจีนส่งสัญญาณพร้อมรับเศรษฐกิจโต 4% หลังมณฑลกวางตุ้งขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย : อินโฟเควสท์

    ปธน. สี จิ้นผิง (ภาพ: Thaigov.go.th)

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนแสดงท่าทีว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชะลอตัวของมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นมณฑลที่มั่งคั่งที่สุดของประเทศนั้น ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนล่าสุดของผู้นำจีนที่พร้อมยอมรับอัตราการขยายตัวที่ช้าลงสู่ราว 4% ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดและความพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

    รายงานของสำนักข่าวซินหัวระบุว่า เจ้าหน้าที่กวางตุ้งรายงานต่อสีว่า เศรษฐกิจของมณฑลขยายตัว 4.1% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 5.2% แต่ยังดีกว่าปีก่อนหน้า ซึ่งผู้นำจีนตอบรับว่าผลผลิตรวมของกวางตุ้งยังคงครองอันดับหนึ่งของประเทศ และด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ การเติบโตระดับนี้ยังถือว่ามีนัยสำคัญ พร้อมแนะให้มณฑลกวางตุ้งเปรียบเทียบกับตัวเองและมุ่งแก้ปัญหาใหม่ ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

    การแสดงความเห็นของสีมีขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนมณฑลไห่หนานและกวางตุ้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำถึงแนวทางของรัฐบาลจีนที่ยอมรับการเติบโตในระดับปานกลาง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ด้านนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงระบุว่า ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนคาดว่าจะเกิน 170 ล้านล้านหยวน หรือราว 23.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายถึงอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 4% ต่อปีจนถึงปี 2573 โดยไม่รวมผลของอัตราเงินเฟ้อ

    ขณะเดียวกัน คู่มือแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า จีนจำเป็นต้องรักษาอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีไว้ที่ 4.17% ตลอดทศวรรษหน้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มขึ้นของ GDP ต่อหัวเป็นสองเท่าระหว่างปี 2563 ถึง 2578

    ทั้งนี้ มณฑลกวางตุ้งในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของ GDP ทั้งประเทศ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการล่มสลายของภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความไม่แน่นอนทางการค้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vikhle5LjC22D0XtiSejI

  • ‘โดรน’ อาวุธลับใหม่เศรษฐกิจจีน โอกาสทองไทยยุคเทคโนโลยีบินได้

    ‘โดรน’ อาวุธลับใหม่เศรษฐกิจจีน โอกาสทองไทยยุคเทคโนโลยีบินได้

    ‘โดรน’ อาวุธลับใหม่เศรษฐกิจจีน โอกาสทองไทยยุคเทคโนโลยีบินได้

    ในขณะที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จีนกลับเดินเกมอีกหนึ่งหมากสำคัญอย่างเงียบแต่ทรงพลัง ด้วยการผลักดันอุตสาหกรรมโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) ให้กลายเป็น “กุญแจเศรษฐกิจใหม่” ของประเทศ ผ่านแนวคิด “เศรษฐกิจการบินเพดานต่ำ” (Low-altitude Economy) ที่มุ่งใช้ประโยชน์จากน่านฟ้าต่ำกว่า 3,000 เมตร เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบริการในหลายมิติ ตั้งแต่เกษตร โลจิสติกส์ ไปจนถึงการขนส่งผู้โดยสารในอนาคต

    ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) ระบุว่า จีนคือผู้นำตลาดโดรนโลกอย่างแท้จริง ทั้งด้านการผลิต การใช้งาน และการถือครองเทคโนโลยี ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1.62 ล้านราย และโดรนขึ้นทะเบียนกว่า 2.18 ล้านลำ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนหน้า จีนยังส่งออกโดรนมากที่สุดในโลกกว่า 3.72 ล้านลำ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านหยวน พร้อมครองสิทธิบัตรเทคโนโลยีโดรนมากกว่า 70% ของโลก

    แบรนด์สัญชาติจีนอย่าง DJI, Ehang และ Yuneec กลายเป็นผู้นำระดับโลกในตลาดโดรนทั้งเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ขณะที่รัฐบาลจีนวางอุตสาหกรรมนี้เป็นหนึ่งใน “ยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ ล่าสุดได้ปรับกฎระเบียบการบินเพดานต่ำให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดทางให้สตาร์ทอัปพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น โดรนโดยสาร หรือ “แท็กซี่อากาศ” (eVTOL) ที่คาดว่าจะให้บริการเชิงพาณิชย์ภายใน 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ มีการประเมินว่า เศรษฐกิจการบินเพดานต่ำของจีนจะมีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านหยวนในปี 2568 และพุ่งแตะ 3.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2578

    ในระดับมณฑล “กว่างซี” ซึ่งมีพรมแดนติดกับอาเซียน กำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำ โดยได้ประกาศแผนพัฒนา พ.ศ.2567-2569 เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโดรนใน 6 ด้าน ทั้งการสนับสนุนเชิงนโยบาย การสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรม การพัฒนานวัตกรรม และการขยายการใช้งานในหลายฉากทัศน์ เช่น การขนส่งสินค้า การกู้ภัย และเกษตรอัจฉริยะ

    นครหนานหนิง เมืองศูนย์กลางของแผนดังกล่าว มีบริษัทกว่า 300 แห่งเข้ามาลงทุน ครอบคลุมทั้งการผลิต การวิจัย และการให้บริการในระบบเศรษฐกิจเพดานต่ำ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “ศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำชิงซิ่ว” ที่รวมบริษัทด้านโดรนกว่า 26 แห่ง เช่น UCAV Aviation และ UAVSKY รวมถึง “ค่ายปฏิบัติการการบินเพดานต่ำเป่ยโถวกว่างซี” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาเทคโนโลยีครบวงจร ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่า 10 แห่ง และมีนักบินโดรนที่ได้รับใบอนุญาตมากกว่า 1,000 คน

    การเติบโตของเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำไม่เพียงสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังสร้าง “อาชีพใหม่” จำนวนมาก โดยเฉพาะนักบินโดรน ซึ่งคณะกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ประเมินว่าอาจเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคนทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเกิดตำแหน่งงานเฉพาะทางอื่นๆ เช่น วิศวกร ช่างเทคนิค ช่างซ่อมบำรุง นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่เกี่ยวข้องกับระบบอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งล้วนเป็นแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจเทคโนโลยีในศตวรรษใหม่

    สำหรับประเทศไทย โอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจโดรนของจีนถือว่าน่าจับตา ไทยสามารถเริ่มต้นจากการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในนครหนานหนิง ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโดรน รวมถึงการต่อยอดสู่ห่วงโซ่การผลิตในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของไทยในหลายด้าน เช่น เกษตรแม่นยำ การท่องเที่ยวอัจฉริยะ การจราจรอัจฉริยะ และการจัดการภัยพิบัติ ที่สามารถนำเทคโนโลยีโดรนมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

    ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/643722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cvlctr4PEPuI1cWp0GaMY