Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิจัยกรุงศรี เผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568)

    วิจัยกรุงศรี เผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568)


    สหรัฐฯ

    วุฒิสภาบรรลุข้อตกลงยุติ Government Shutdown แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอหนุนโอกาสลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี แม้ว่าดัชนี PMI ภาคบริการขยายตัวสูงสุดในรอบ 8 เดือนที่ 52.4 ในเดือนตุลาคม แต่ภาคการผลิตในเดือนเดียวกันหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 อยู่ที่ 48.7

    ขณะที่ยอดการเลิกจ้างงานพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 22 ปี ที่ 153,000 ตำแหน่ง ทำให้ยอดสะสมปีนี้อยู่ที่ 1.1 ล้านคน นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายนยังร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี ที่ 50.3

    วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบร่างข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางโดยจะมีการจัดสรรงบประมาณให้รัฐบาลกลางสามารถดำเนินงานได้จนถึงสิ้นเดือนมกราคมปี 2569 อย่างไรก็ตาม ร่างข้อตกลงดังกล่าวยังต้องผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรและลงนามโดยประธานาธิบดี จึงจะมีผลบังคับใช้และยุติ Government Shutdown อย่างเป็นทางการ

    ขณะที่ รายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด บ่งชี้ถึงภาวะชะลอตัวที่ชัดเจน เช่น การหดตัวต่อเนื่องของ PMI ภาคการผลิต และยอดการเลิกจ้างงานที่พุ่งสูงสุดในรอบ 22 ปี จากปัจจัยดังกล่าว คาดว่าจะทำให้เฟดพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้

    ญี่ปุ่น

    คาด BOJ ใกล้ปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังเศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงกว่า 2%  ในเดือนกันยายน การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 แม้จะโตชะลอลงจากเดือนก่อนที่ 2.3% สู่ระดับ 1.8% YoY ขณะที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตหดตัวแรงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ 48.2 ในเดือนตุลาคม สวนทางกับภาคบริการที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ 53.1

    แม้ว่าภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องและการบริโภคถูกกดดันจากเงินเฟ้อสูง แต่ภาคบริการเติบโตดีและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ส่งเสริมการลงทุน รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้า คาดว่าจะหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช่วงปลายปีนี้จนถึงปีหน้า

    ขณะที่การส่งออกและการผลิตคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ แต่ผลกระทบอาจน้อยกว่าหลายประเทศเนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่เก็บจากญี่ปุ่นอยู่ที่ 15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศส่วนใหญ่ ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวตามคาดท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% วิจัยกรุงศรีประเมินว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในต้นปี 2569

    จีน

    รัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดดันเศรษฐกิจจีน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคมยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% YoY นานติดต่อกันกว่า 30 เดือน ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตหดตัวชะลอลงจาก -2.3% ในเดือนกันยายนเป็น -2.1% ในเดือนตุลาคม หดตัวน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่ในเดือนตุลาคมหดตัวแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 ที่ -41.9% YoY ส่วนการส่งออกหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ -1.1%

    แม้ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายลง แต่เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ อาทิ ภาวะอุปทานส่วนเกินในภาคการผลิตและภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกัน รวมถึงจำนวนประชากรที่ลดลง

    ปัจจุบันรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมากขึ้น ทั้งการบรรเทาปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและอุปทานส่วนเกิน การเพิ่มสวัสดิการทางสังคม เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ไปจนถึงการตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อบริหารจัดการปัญหาหนี้รัฐบาล

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต (New Quality Productive Forces) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าแม้มาตรการเหล่านี้จะเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ยังต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายจึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    เศรษฐกิจไทย

    อัตราเงินเฟ้อปีนี้มีแนวโน้มติดลบ คาดธปท.ปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ขณะที่ภาคท่องเที่ยวมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างช้าๆ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคมติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 คาดกนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.25% ในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคมอยู่ที่ -0.76% YoY ติดลบต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ค่ากระแสไฟฟ้า และอาหารสดบางชนิด

    ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่  0.61% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 0.65%  ในเดือนกันยายน สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ -0.09% และ 0.87% ตามลำดับ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในแดนลบ ปัจจัยหลักจาก (i) ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน (ii) มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพด้านราคาพลังงาน โดยการปรับลดราคาค่ากระแสไฟฟ้า (Ft)

    (iii) สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในปีนี้หนุนให้ผลผลิตภาคเกษตรออกสู่ตลาดมากขึ้น และ (iv) อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอแม้ได้ปัจจัยบวกชั่วคราวจากมาตการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งนี้ คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 อาจกลับมาติดลบอีกครั้งในรอบ 5 ปี ที่ -0.1%

    สำหรับมุมมองด้านดอกเบี้ยนโยบาย วิจัยกรุงศรีคาดว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ในวันที่ 17 ธันวาคม เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของภาคเอกชน ปัจจัยหนุนหลักจาก

    (i) แนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ (ii) อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และอาจต่ำกว่าที่ธปท.คาดที่ 0% ในปี 2568  และ 0.5% ในปี 2569 ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เงินเฟ้อจะกลับสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% (iii) ภาวะการเงินที่ตึงตัวสะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 คาดว่าจะลดลงเป็นปีแรกหลังจากฟื้นตัวจากวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ในเดือนตุลาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.57 ล้านคน หดตัว -3.9% YoY สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.19 แสนล้านบาท ลดลง -3.3% นำโดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 26.7 ล้านคน ลดลง -7.2% YoY สร้างรายได้ 1.23 ล้านล้านบาท ลดลง -4.5%

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนตุลาคมปรับตัวดีขึ้นจากเดือนกันยายนที่มีจำนวน 2.24 ล้านคน โดยได้แรงหนุนจากการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกลมากขึ้นซึ่งเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างจำกัดเมื่อเทียบกับระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนยังฟื้นตัวช้าจากความกังวลด้านความปลอดภัย และการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน

    โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งปัจจุบันกลายเป็นประเทศในอาเซียนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสูงสุด โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวจีนกว่า 4 ล้านคน สูงกว่าไทยที่มีเพียง 3.8 ล้านคน ล่าสุดวิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้มาสู่ระดับ 33.3 ล้านคน จากเดิมคาด 34 ล้านคน และลดลงจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งจะนับเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกหลังจากการฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงหลังโควิด-19

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/krungsri-research-reveals-economic-and-financial-analysis-dated-11-november-2025/top-stories/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f6hE7YVXW4uHgdYMROBcx

  • ยอดนักศึกษาสหรัฐฯ โต 3 ปีซ้อน คนแห่เรียนวิทยาลัยชุมชน สวนทางป.โท-คอมฯ ที่แผ่วลง : อินโฟเควสท์

    ยอดนักศึกษาสหรัฐฯ โต 3 ปีซ้อน คนแห่เรียนวิทยาลัยชุมชน สวนทางป.โท-คอมฯ ที่แผ่วลง : อินโฟเควสท์

    ศูนย์ข้อมูลกลางนักศึกษาแห่งชาติของสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า จำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยจำนวนรวมนักศึกษาขยับขึ้น 2% ขณะที่ระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น 2.4%

    รายงานระบุว่า แรงขับเคลื่อนหลักมาจากวิทยาลัยชุมชนและหลักสูตรประกาศนียบัตร ซึ่งมีนักศึกษาเพิ่มขึ้น 4% และ 6.6% ตามลำดับ โดยทุกภาคส่วนของการศึกษาระดับปริญญาตรีต่างมียอดลงทะเบียนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    แมทธิว โฮลแซปเปิล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของศูนย์ฯ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการศึกษาที่เปลี่ยนไป ขณะที่ทั้งสถาบันและนักศึกษากำลังปรับตัวรับโอกาสและความท้าทายใหม่ ๆ พร้อมชี้ว่า นักศึกษามีแนวโน้มเลือกเรียนในสาขาที่เน้นทักษะปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายไม่สูง และตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

    อย่างไรก็ดี การลงทะเบียนเรียนระดับบัณฑิตศึกษาแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ขณะที่หลักสูตรปริญญาโท ซึ่งคิดเป็นเกือบสองในสามของนักศึกษาบัณฑิตทั้งหมด ลดลง 0.6% โดยเฉพาะสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มียอดนักศึกษาลดลงมาก โดยระดับปริญญาโทลดลงถึง 15% และระดับปริญญาตรีที่ลดลงเกือบ 6%

    ข้อมูลเบื้องต้นยังไม่นับรวมจำนวนนักศึกษาต่างชาติ อย่างไรก็ตาม สำนักงานการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ รายงานว่า จำนวนวีซ่านักศึกษาลดลง 19% ในเดือนส.ค. แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้และจำนวนนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

    โฮลแซปเปิลกล่าวเพิ่มเติมว่า นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่นิยมเลือกเรียนในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระดับบัณฑิตศึกษา โดยศูนย์ฯ จะเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับการลงทะเบียนเรียนภาคฤดูใบไม้ร่วงปี 2568 ในเดือนม.ค. ซึ่งจะรวมข้อมูลนักศึกษาต่างชาติด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544684&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FZmIPeygaXEWZWTf-Xx0u

  • สร้างคน สร้างโอกาส พลิกเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    สร้างคน สร้างโอกาส พลิกเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    ×

    1. Business News
    2. ชมคลิป: สร้างคน สร้างโอกาส พลิกเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ | THE STANDARD WEALTH

    11.11.2025

    • LOADING…

    เจาะลึกแผนกระทรวง อว. มุ่งเป้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เน้นนโยบายลงทุนในคน ผ่านกลยุทธ์ด้านการศึกษา เล็งสร้างกำลังคน 80,000 คน ภายใน 5 ปี 

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mhes-semiconductor-plan-80000-workforce-5-years/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kEMfqfHyuInMtBFXBJ39W

  • นายก อบจ.พิษณุโลก เปิดการจัดแข่งขันกีฬาเยาวชนตำบลท่าโพธิ์ – ท่าทอง ครั้งที่ 21 | TOPNEWS

    นายก อบจ.พิษณุโลก เปิดการจัดแข่งขันกีฬาเยาวชนตำบลท่าโพธิ์ – ท่าทอง ครั้งที่ 21 | TOPNEWS

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เปิดการจัดแข่งขันกีฬาเยาวชนตำบลท่าโพธิ์ – ท่าทอง ครั้งที่ 21 ณ สนามกีฬาโรงเรียนชุมชน 1 วัดสะกัดน้ำมันตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก

    วัตถุประสงค์การจัดแข่งขันเพื่อเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในกลุ่มเด็กวัยเรียนร่วมกันระหว่างตำบลท่าโพธิ์ – ท่าทอง และตำบลใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุข

    เพื่อเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี และกระชับความสัมพันธ์อันดี ระหว่างโรงเรียนและท้องถิ่น ได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันพัฒนาคณภาพการศึกษาในท้องถิ่นและเพื่อเสริมสร้างให้เด็กนักเรียนได้มีความรู้ทางด้านทักษะ กีฬา กฎกติกา มารยาททางด้านกีฬาเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียน มีน้ำใจเป็นนักกีฬา “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย”

    โดยการจัดแข่งขันในครั้งนี้ มีโรงเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 15 โรงเรียน ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนในเขตเทศบาลตำบลท่าทอง โรงเรียนในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก โรงเรียนในเขต อบตวัดจันทน์ โรงเรียนในเขต อบต.วัดพริก โรงเรียนในเขต อบต.วังน้ำคู้ โรงเรียนในเขต อบต.งิ้วงาม โดยจัดการแข่งขันกีฬาประเภท ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตะกร้อ เปตอง เทเบิลเทนนิส แบดมินตัน แชร์บอล และกรีฑา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1386620&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GAZjwmYRv2M6-vwnlaDZC

  • เปิดแล้วเทศกาลดอกบัวตองบานที่ ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

    เปิดแล้วเทศกาลดอกบัวตองบานที่ ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

    เปิดแล้วเทศกาลดอกบัวตองบานที่ ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ท่ามกลางดอกบัวตองที่บานสะพรั่งกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ บนยอดดอยที่มีอากาศหนาวเย็นด้านนักท่องเที่ยวพากันหลั่งไหลไปเที่ยวอย่างคับคั่ง

    เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ วนอุทยานทุ่งบัวตอง บริเวณศาลาแปดเหลี่ยม คอยแม่อูคอ หมู่ที่ 6ตำบลแม่ดูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน น นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน บนดอยแม่ดูคอ ประจำปี 2568 โดยปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอขุนยวม กล่าวต้อนรับ และนางสาวริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน

    จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บำไม้และภูเขาที่สูงชันสลับซับช้อน สภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์หนึ่งที่มีชื่อเสียง และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ

    ดอยแม่อูคอ มีเนื้อที่ประมาณ 515 ไร่ ตั้งอยู่บนดอยแม่อูคอ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ซึ่งอยู่ในพื้นพื้นที่รับผิดชอบ ขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ ที่ระดับความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวนิยมชื่นชมความสวยงาม ของดอกบัวตองและธรรมชาติ อากาศที่หนาวเย็นและบริสุทธิ์

    เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวทุ่งบัวตอง คอยแม่อูคอ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้ร่วมกับ เทศบาลตำบลขุนยวม และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลัก ส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบานอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมเทศกาล ดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ
    โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและยก ระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ” เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นักท่องเที่ยว ได้เห็นถึงความสวยงามของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังช่วยส่งเสริม รายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นและเทศกาลนี้เป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมสัมพันธ์ ระหว่างนักท่อง เที่ยวและชุมชน รวมถึงทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นที่ รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3819113/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i3L3PnKPHdO8j3QKpvFd3

  • แม่ฮ่องสอนเปิดเทศกาลการท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน ที่ดอยแม่อูคอ

    แม่ฮ่องสอนเปิดเทศกาลการท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน ที่ดอยแม่อูคอ

    ภูมิภาค

    แม่ฮ่องสอนเปิดเทศกาลการท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน ที่ดอยแม่อูคอ

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ณ ที่ดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อเวลาประมาณ 10.30น.ของวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นางสาวชุติพร  เสซัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานพิธีเปิดเทศกาลการท่องเที่ยวดอกบัวตองบานที่ดอยแม่อูคอ ประจำปี 2568  โดยนางสาววริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวราบงาน มีหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องกลุ่มชาติพันธ์ ประชาชนทั่วไป ตลอดถึงนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน ที่ไปเที่ยวชมความสวยงามของดอกบัวตอง เข้าร่วมกิจกรรมด้วย ก่อนที่เริ่มกิจกรรมทุกคนจะยืนขึ้นสงบนิ่งเพื่อแสดงความอาลัยพระแม่ของแผ่นดิน ขณะนี้ดอกบัวตองเริ่มบานแล้วประมาณ 80%ของพื้นที่ นักท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นมาเที่ยวชมในวันนี้รายหนึ่งกล่าวว่า เป็นคนต่างจังหวัดได้มาเที่ยวชมทุ่งบัวตองเป็นครั้งแรกตามข่าวประชาสัมพันธ์ เมื่อมาแล้วก็พบกับบรรยากาศเย็นสบายพร้อมความสวยงามของดอกบัวตองสวยงามม๊ากมาก อยากบอกถึงผู้ที่ยังไม่ได้มาก็รีบมาได้ซึ่งขณะนี้ดอกกำลังเริ่มบาน
        
    วัตถุประสงค์การจัดงานในครั้ง เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยงเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพัฒนาศักยาภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮาองสอน และเพิ่มศักยาภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวเพื่อบกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น.อุณภุมิในพื้นที่เวลา 06.30น จะอยู่ที่ 10.15 องค์ศา
        

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453878&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qtPFbAiQqwQPcKcbKhRWq

  • สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล

    สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล

    วันนี้ (11 พฤศจิกายน) สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนข้อกำหนดห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยอ้างอิงผลวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่ชี้ชัดว่ามาตรการดังกล่าว ‘ไม่ได้ผลตามเป้าหมายด้านสาธารณสุข’ และอาจกระทบต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของรัฐบาล

    TDRI ระบุว่าการห้ามขายในช่วง 14.00–17.00 น. ซึ่งมีผลบังคับมานานกว่า 50 ปี ไม่ได้ช่วยลดการบริโภคจริง ปริมาณการดื่มต่อหัวประชากรยังคงเท่าเดิม ขณะที่ผู้บริโภค 22% ยืนยันว่ายังสามารถซื้อได้ในช่วงเวลาห้ามขาย และผู้ประกอบการ 39% ยอมรับว่าพบเห็นการจำหน่ายในพื้นที่ใกล้เคียง การเพิ่มข้อ ‘ห้ามบริโภค’ ตามกฎหมายใหม่อาจซ้ำเติมภาคธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมายและผลักให้เกิดการซื้อขายนอกระบบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีโดยไม่เกิดผลเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

    ภาคค้าปลีกและท่องเที่ยวมองว่ากฎหมายใหม่นี้สวนทางกับเป้าหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดย TDRI ประเมินว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 3 แสนแห่งทั่วประเทศ

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมค้าปลีกไทย ระบุว่าการปลดล็อกข้อจำกัดเวลา “จะช่วยดึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และเปิดโอกาสให้รัฐมุ่งแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การขายให้เยาวชน”

    ขณะที่ ดำรงค์เกียรติ พินิจการ เลขานุการสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา กล่าวว่า “ข้อจำกัดนี้ล้าสมัย หากปลดล็อกและขยายเวลาจำหน่ายถึงตี 2 จะช่วยเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการ 20–30% โดยไม่เพิ่มปัญหาสังคม หากมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม”

    TDRI ยังชี้ว่าปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขจริงคือการขายให้เยาวชน ซึ่งยังมีอัตราละเมิดสูงถึง 30% และปัญหาเมาแล้วขับที่คิดเป็น 22% ของอุบัติเหตุทั้งหมด พร้อมเสนอให้รัฐใช้ระบบหักคะแนนผู้ขับขี่แบบขั้นบันไดเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง

    TABBA ย้ำว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ และเยอรมนี ไม่มีข้อจำกัดเวลาขายช่วงบ่าย แต่สามารถจัดการผลกระทบทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมาคมเรียกร้องให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก TDRI ทบทวนข้อห้ามดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tabba-tdri-alcohol-afternoon-ban-ineffective-review/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k286okFmuP-Zbblqp8izH

  • พาณิชย์จับมือท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัว ‘ชิม ช้อป เชียร์ by MOC’

    พาณิชย์จับมือท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัว ‘ชิม ช้อป เชียร์ by MOC’

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.36 น.

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 ณ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา และจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ณ จังหวัดนครราชสีมา กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดจำหน่ายสินค้าของของกิน ของใช้ และของที่ระลึก ให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้ง 11 ประเทศ ในบริเวณสนามกีฬาต่างๆ โดยนำผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนภูมิภาค รวม 150 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้า

    โดยเน้นผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้รับจากผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ในช่วงเวลานี้ (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี) ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการดังกล่าว และเพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้

    สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ มีดังนี้

    1) กรุงเทพมหานคร ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 (ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์) ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม รวม 40 บูธ

    2) จังหวัดชลบุรี ณ ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดชลบุรี และ 3 จังหวัดชายแดน (จันทบุรี ตราด และสระแก้ว) รวม 40 บูธ

    3) จังหวัดสงขลา ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ ระหว่างวันที่ 7 – 11 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง รวม 50 บูธ

    4) จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) รวม 20 บูธ

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และการบรรเทาผลกระทบการค้า ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม นอกจากยอดขายที่จะเกิดขึ้นในกิจกรรมครั้งนี้แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าก็มีโอกาสได้ทราบถึงแนวโน้มตลาดว่า ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจสินค้าประเภทใด ลักษณะใด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและพัฒนาตลาดในโอกาสต่อไป

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้สามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและสากลได้จริง พร้อมทั้งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์เป็นเวทีประชาสัมพันธ์สินค้าไทยสู่สายตานานาชาติ ในขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้เป็นการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นต่างๆ ให้เหล่ากองเชียร์และนักกีฬาได้เลือกซื้อกันได้โดยสะดวกถึงในบริเวณสนามกีฬา

    กระทรวงพาณิชย์จึงขอเชิญชวนประชาชน นักกีฬา และแฟนกีฬา มาร่วมในงาน “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC”กันมากๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/927083&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KKShjNDlR8PF8OWOeOlOi

  • ระอุโซเชียล!”พี่จอง-คัลแลน” ดราม่า”แม่ค้าตลาดน้ำราชบุรี”วิจารณ์แรงอึ้ง

    ระอุโซเชียล!”พี่จอง-คัลแลน” ดราม่า”แม่ค้าตลาดน้ำราชบุรี”วิจารณ์แรงอึ้ง

    ระอุโซเชียล!

    ระอุโซเชียล!”พี่จอง-คัลแลน” ดราม่า”แม่ค้าตลาดน้ำราชบุรี”วิจารณ์แรงอึ้ง

    กลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ชั่วข้ามคืน เมื่อเทปรายการท่องเที่ยวของคู่หูอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากเกาหลี “คัลแลน–จอง (Callan & Jeong)” ได้เผยประสบการณ์เที่ยวตลาดน้ำชื่อดังของจังหวัดราชบุรี แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกต้องตะลึงกลับไม่ใช่แค่บรรยากาศสวยงามของตลาดน้ำไทย หากแต่เป็น “ราคาสินค้า” ที่แพงจนหลายคนถึงกับร้อง “โอ้แม่เจ้า!”

    ระอุโซเชียล!

    ภายในคลิป ปรากฏข้อมูลค่าใช้จ่ายที่ “คัลแลน–จอง” จ่ายในทริปครั้งนี้ ได้แก่

    • ค่าเรือมอเตอร์ 1 ชั่วโมง ราคา 1,600 บาท
    • ส้มโอ 1 ลูก 100 บาท
    • ไส้กรอกอีสานไม้เดียว 100 บาท
    • น้ำมะพร้าวลูกละ 120 บาท
    • เสื้อและกางเกงชุดไทย รวม 900 บาท

    ราคาดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ทันที หลายคนตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับตลาดน้ำไทย?” และ “นักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังกล้ากลับมาอีกหรือไม่” เพราะภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ควรสร้างความประทับใจ กลับกลายเป็นดราม่าที่สั่นสะเทือนชื่อเสียงในโลกโซเชียล 

    ระอุโซเชียล!

    หลังดราม่าขยายวงอย่างรวดเร็ว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี ได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจทางการ โดยระบุว่า

    กรณีอินฟลูเอนเซอร์เกาหลีซื้อเสื้อผ้าที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกในราคาสูง เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ตักเตือน และดำเนินการปรับตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ย้ำว่าจะเข้มงวดตรวจสอบร้านค้าภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีลักษณะนี้ซ้ำ และเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรีและประเทศไทยโดยรวม

    ขณะที่ในโลกออนไลน์ ผู้ชมจำนวนมากแสดงความคิดเห็นสองฝั่ง — บ้างมองว่า “ควรตั้งราคาชัดเจนและเป็นธรรม” เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเสียความรู้สึก ขณะอีกฝั่งให้กำลังใจแม่ค้าท้องถิ่น โดยอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยจัดระบบราคากลางให้เหมาะสม

    ควันหลงดราม่าครั้งนี้ยังไม่จาง เพราะหลายคนตั้งคำถามต่อว่า “การค้าขายในแหล่งท่องเที่ยวไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด?” และ “ภาพลักษณ์การต้อนรับนักท่องเที่ยวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างไรต่อไป”

    ระอุโซเชียล!

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    ดราม่าราคาสินค้า “ตลาดน้ำราชบุรี” ปะทุแรงหลังอินฟลูฯ เกาหลีโพสต์คลิปเจอของแพง เจ้าหน้าที่จังหวัดไม่ปล่อยผ่าน ลงพื้นที่ตรวจสอบ–ตักเตือน–ปรับจริง ชาวเน็ตตั้งคำถามหนัก “ท่องเที่ยวไทยควรยืนตรงไหน?”

    #ตลาดน้ำดำเนินสะดวก #ดราม่าแม่ค้า #คัลแลนจอง #ราชบุรี #ข่าวบันเทิงร้อนแรง #คมชัดลึก

    ระอุโซเชียล!

    ระอุโซเชียล!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/609733&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jzi_AhrrXBmsbsiuFfnBT

  • ผลสำรวจชี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคออสเตรเลียพลิกบวกครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจชี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคออสเตรเลียพลิกบวกครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจจากสถาบันเวสต์แพค-เมลเบิร์น (Westpac-Melbourne Institute) เปิดเผยในวันนี้ (11 พ.ย.) ว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคออสเตรเลียได้พลิกกลับมามีมุมมองบวกในเดือนพ.ย. เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มที่ดีขึ้นเกี่ยวกับการเงินของครอบครัวและภาวะเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดก็ตาม

    ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งขึ้น 12.8% สู่ระดับ 103.8 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี หากไม่นับรวมช่วงการระบาดของโควิด-19 การที่ดัชนีอยู่เหนือระดับ 100 จุด บ่งชี้ว่าผู้ที่มีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีมุมมองลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2565

    เมื่อพิจารณารายละเอียดของผลสำรวจพบว่า ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากมุมมองต่อสถานะทางการเงินของครอบครัวในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งพุ่งขึ้น 12.3% แตะระดับ 109.1 ขณะเดียวกัน ดัชนีคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในอีก 12 เดือนข้างหน้า ปรับตัวขึ้น 16.6% และดัชนีคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้น 15.3% ส่วนดัชนีชี้วัดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ในครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น 15% สู่ระดับ 111.6

    ข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก RBA มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.6% ในการประชุมเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ โดยให้เหตุผลว่ายังคงใช้ความระมัดระวังในการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อุปสงค์ของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งขึ้น และการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย

    ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางส่วน ซึ่งรวมถึงจากธนาคารคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย และ HSBC ได้เรียกร้องให้ยุติวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปัจจุบัน

    ด้านตลาดการเงินคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ 66% ที่ RBA อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในเดือนพ.ค. ปีหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544458&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TOFrrP6pIGtycC-sKx_nP