Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชู ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจ ทางรอดของธุรกิจไทยในเวทีการค้าโลก

    สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชู ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจ ทางรอดของธุรกิจไทยในเวทีการค้าโลก

    ท่ามกลางวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมระดับโลกที่เดินทางมาถึงจุด ‘ภาวะโลกเดือด’ (Global Boiling) และแรงกดดันทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของ ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ ในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่จำเป็นและเป็นยุทธศาสตร์แห่งการอยู่รอดของภาคธุรกิจไทย ผ่านงาน ‘TEI-Ecolabelling Forum 2025: Ecolabel for the Future ฉลากสิ่งแวดล้อมกับการสร้างมูลค่าใหม่ทางธุรกิจ’ ซึ่งจัดขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือใบอนุญาตทางการค้าในเวทีโลก

    วิกฤตการณ์สามประสาน เมื่อโลกไม่ได้แค่ร้อนแต่กำลัง ‘เดือด’

    ในการบรรยายพิเศษ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้ฉายภาพความจริงอันน่ากังวลว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ซ้อนวิกฤต (Polycrisis) 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ได้แก่

    1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เราได้ก้าวเข้าสู่ ‘ภาวะโลกเดือด’ อย่างเต็มตัว โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 1.75 องศาเซลเซียส ซึ่งทะลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสไปแล้ว ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้วทั่วโลก
    2. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) ภาวะโลกเดือดคุกคามระบบนิเวศโดยตรง ทั้งแนวปะการังที่เผชิญภาวะฟอกขาวรุนแรง และการอยู่รอดของแมลงผสมเกสร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคเกษตรกรรมไทย
    3. มลพิษ (Pollution) ปัญหาฝุ่น PM2.5, สารหนูในแหล่งน้ำ และมลพิษข้ามพรมแดน ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง

    แม้ว่าประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (เคยถูกจัดอยู่อันดับ 9) ดร.วิจารย์ ได้ยกตัวอย่างกรณี อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่เผชิญทั้งภัยแล้งรุนแรงและน้ำท่วมหนักในปีเดียวกัน ซึ่งสะท้อนถึงภัยคุกคามที่มาถึงตัวแล้ว

    เมื่อความยั่งยืนคือเงื่อนไขทางการค้า ฉลากสิ่งแวดล้อม เครื่องมือปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจ

    ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ในฐานะประธานเปิดงานสัมมนา ได้ชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากนานาชาติได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าโลกอย่างสิ้นเชิง การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดทางเศรษฐกิจ มาตรการที่เข้มข้นจากสหภาพยุโรป เช่น CBAM (มาตรการปรับราคาคาร์บอนฯ) และ EUDR (กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า) รวมถึง การตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Traceability) ได้กลายเป็นกำแพงการค้าที่สำคัญ

    ในบริบทนี้ ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ จึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์เพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่จำเป็นสำหรับภาคธุรกิจไทยในการแข่งขัน และเป็นกลไกหลักที่ช่วยปลดล็อกโอกาสในตลาด ‘การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Public Procurement)’ ที่มีมูลค่ามหาศาล ทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

    ‘การเลือกใช้สินค้าฉลากเขียวคือจุดหนึ่งที่เราช่วยสังคมได้ ขณะเดียวกันในตลาดโลก ฉลากสิ่งแวดล้อมคือกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดสีเขียว’ ดร.วิจารย์ กล่าว พร้อมเสริมว่าฉลากเขียวของไทยยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network – GEN) ซึ่งล่าสุดได้ลงนามข้อตกลงกับสิงคโปร์ ศรีลังกา และอุซเบกิสถาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตไทยสามารถขอการรับรองในประเทศสมาชิกได้ง่ายขึ้น

    ด้าน ดร.ฉัตรตรี ภูรัต ผู้อำนวยการฝ่ายฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม TEI ได้เปิดเผยว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างมากคือ วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เนื่องจากเป็นที่ต้องการในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเครื่องใช้ในสำนักงาน เครื่องใช้ในบ้าน และภาคบริการ เช่น โรงแรม บริการทำความสะอาด และบริการซักรีด ที่หันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    การปรับตัวครั้งใหญ่ของประเทศไทย สู่เป้าหมายที่ท้าทาย

    เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ชาติอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลได้แสดงเจตนารมณ์ขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และเริ่มขับเคลื่อนกลไกภายในประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น Thailand Taxonomy เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, สิทธิประโยชน์จาก BOI สำหรับธุรกิจที่ยั่งยืน และการบรรจุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    กิจกรรมภายในงานสัมมนาได้สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจ โดยมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘ทิศทางฉลากสิ่งแวดล้อมของโลก โอกาสทางธุรกิจใหม่ และการจัดซื้อสีเขียว’ และพิธีมอบเกียรติบัตรเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบการ 70 บริษัท ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฉลากสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น ฉลากเขียว, Circular Mark และ EPD ในปี 2567-2568

    บทสรุปจากงานสัมมนาและมุมมองของผู้บริหารสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมได้เดินทางมาถึงจุดที่ ‘รอไม่ได้แล้ว’ การลงมือทำในวันนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องโลก แต่คือการปกป้องอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ฉลากสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นมาตรฐานและกุญแจสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในการสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นเครื่องพิสูจน์ความรับผิดชอบ เพื่อนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตและก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/pr-news/tei-ecolabelling-forum-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Vm0kJ7g5MgkN69J3b51F8

  • สร้างคน สร้างโอกาส พลิกเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    สร้างคน สร้างโอกาส พลิกเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    ×

    1. News Business
    2. ชมคลิป: สร้างคน สร้างโอกาส พลิกเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ | THE STANDARD WEALTH

    11.11.2025

    • LOADING…

    เจาะลึกแผนกระทรวง อว. มุ่งเป้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เน้นนโยบายลงทุนในคน ผ่านกลยุทธ์ด้านการศึกษา เล็งสร้างกำลังคน 80,000 คน ภายใน 5 ปี 

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mhes-semiconductor-plan-80000-workforce-5-years/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kEMfqfHyuInMtBFXBJ39W

  • ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเผย “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต” ความพร้อมคืบหน้า 70% เดินหน้าสู่เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ ปลุกพลังภาพลักษณ์เกียรติภูมิไทย กระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเผย “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต” ความพร้อมคืบหน้า 70% เดินหน้าสู่เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ ปลุกพลังภาพลักษณ์เกียรติภูมิไทย กระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเผย “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต” ความพร้อมคืบหน้า 70% เดินหน้าสู่เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ ปลุกพลังภาพลักษณ์เกียรติภูมิไทย กระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท


    11/11/2568 | 124 |

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการจัดงาน ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568 (Thailand Biennale, Phuket 2025) ว่า จากการลงพื้นที่ติดตามเมื่อวันที่ 8–9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ร่วมกับนางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายอริญชย์ รุ่งแจ้ง ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ นางสาวมาริสา พันธรักษ์ราชเดช ภัณฑารักษ์ นางอัญชลี วานิช เทพบุตร นายกสมาคมศิลป์ภูเก็ต และนางพวงผกา เชาวน์ไวย วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต พบว่า การดำเนินงานโดยรวมมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องและน่าพอใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่และติดตั้งผลงานศิลปะ ซึ่งมีความคืบหน้าแล้วกว่า 70%

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า

    “จากการติดตามในพื้นที่ เห็นได้ชัดถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และประชาชนชาวภูเก็ต ที่ร่วมกันเตรียมงานอย่างเข้มแข็ง ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการจัดงานศิลปะร่วมสมัยนานาชาติระดับโลกครั้งนี้”

    สำหรับการจัดงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 – สิ้นเดือนเมษายน 2569 รวมระยะเวลานานกว่า 5 เดือน โดยมีศิลปินหลักกว่า 65 คน/กลุ่ม จากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในพื้นที่จัดแสดงถึง 19 แห่ง และศาลาแสดงงานอีก 13 แห่ง ทั่วจังหวัดภูเก็ต

    นอกจากผลงานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบ ยังมีกิจกรรมคู่ขนาน อาทิ ดนตรี ศิลปะการแสดง เสวนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมสร้างสรรค์ชุมชน ที่จะกระจายอยู่ทั่วเมือง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสศิลปะอย่างใกล้ชิดในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันศิลปินไทยและศิลปินต่างชาติเริ่มทยอยเดินทางเข้าสู่จังหวัดภูเก็ตเพื่อเตรียมสร้างสรรค์และติดตั้งผลงาน โดยบางส่วนได้เริ่มแสดงตั้งแต่ช่วงพิธีเปิด ขณะที่บางผลงานจะทยอยเปิดตัวต่อเนื่องตลอดช่วงจัดงาน ทำให้บรรยากาศของเมืองภูเก็ตจะมีชีวิตชีวาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน

    นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตและคณะผู้จัดงานยังมีการจัดสร้าง ผลงานศิลปะถาวร เพื่อมอบให้เป็นมรดกทางศิลปะแก่พื้นที่ เช่น ประติมากรรมสาธารณะบริเวณสะพานหิน และจุดท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของการเตรียมการในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ตโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งการปรับภูมิทัศน์ เตรียมพื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว และร่วมมือประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการขนส่ง ร้านของฝาก ของที่ระลึก และสถาบันการศึกษา ต่างพร้อมเป็นเจ้าภาพร่วมในการต้อนรับผู้มาเยือน

    “ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีประสบการณ์จัดงานนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง เรามั่นใจว่า ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต จะเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศไทย และช่วยยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชาติ” นายประสพ กล่าว

    การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการ กระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และนโยบายสำคัญของ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริม อัตลักษณ์ไทยและทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังแห่งภาพลักษณ์เกียรติภูมิไทย ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

    สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) คาดว่า ตลอดระยะเวลาการจัดงาน จะมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน และก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท

    นายประสพ เรียงเงิน กล่าวในตอนท้ายว่า

    “ผมขอเชิญชวนศิลปิน ผู้สนใจงานศิลปะ นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เตรียมพบกับเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ณ จังหวัดภูเก็ต ในงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต ซึ่งจะเปิดเมืองด้วยศิลปะ เปิดหัวใจด้วยวัฒนธรรม และเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยก้าวไกลบนเวทีโลก”


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/440838&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LtBBncUVvB_HES_vQUoqr

  • คนละครึ่งพลัสคึกคัก คลังหนุนอัปสกิลร้านยุคดิจิทัล

    คนละครึ่งพลัสคึกคัก คลังหนุนอัปสกิลร้านยุคดิจิทัล

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบหลักการ โครงการพัฒนาความรู้และทักษะ (Upskill–Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในสัปดาห์หน้า

    “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อยอดจากโครงการ “คนละครึ่งเดิม” ของรัฐบาล เพื่อช่วยร้านค้ารายย่อยและประชาชนในยุคดิจิทัล โดยรอบใหม่นี้ กระทรวงการคลังต้องการให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีทักษะในการปรับตัวกับเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งด้าน การขายออนไลน์ การใช้เอไอ (AI) และการจัดการธุรกิจผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มยอดขายและลดต้นทุน

     เอกนิติ ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าในโครงการ ทั้งด้านการขายสินค้าออนไลน์และการใช้ AI ซึ่งจะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    รายละเอียดมาตรการ

    ร้านค้าขนาดเล็กที่ผ่านการอบรมอัปสกิลหรือรีสกิลตามเกณฑ์ จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า รวมจำนวนร้านค้าที่จะได้รับสิทธิ์ กว่า 400,000 รายทั่วประเทศ โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 800 ล้านบาท

     การอบรมจะเริ่มระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน – 19 ธันวาคม 2568 และคาดว่าจะเริ่มโอนเงินสนับสนุนให้ร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์ได้ภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

    ช่องทางการอัปสกิล-รีสกิล

    สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมได้ 1 ใน 3 ช่องทางหลัก ดังนี้

    1. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี
    ร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการสามารถสมัครเข้าร่วมบนแพลตฟอร์ม Grab, Lineman, Robinhood หรือ ShopeeFood โดยต้องมีคำสั่งซื้อผ่านสิทธิ์ “คนละครึ่งพลัส” อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2568

    2. เข้าร่วมการอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน
    เนื้อหาเน้นเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน เช่น การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย การตั้งราคาขาย และการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
    • ร้านค้าบุคคลธรรมดาต้องเรียนครบ 3 หลักสูตร
    • ร้านค้านิติบุคคลต้องผ่านอย่างน้อย 1 หลักสูตร
    พร้อมทำแบบทดสอบหลังเรียนและได้คะแนนผ่านเกณฑ์

    3. อบรมผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
    เนื้อหาฝึกอบรมผ่านระบบออนไลน์ “DBD Academy (e-Learning)” เพื่อเสริมทักษะการตลาด การใช้เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจ โดยต้องทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน และผ่านเกณฑ์อย่างน้อย 1 วิชา

    นอกจากนี้ ร้านค้ายังสามารถเข้าร่วมและทดลองใช้สินค้าและบริการในบัญชี “บริการดิจิทัล” ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ภายใต้โครงการ AI Transformation เพื่อรับสิทธิ์ “d-voucher” ใช้บริการดิจิทัลฟรี เป็นการต่อยอดให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    เป้าหมาย เพื่อยกระดับร้านค้าไทยสู่ยุคดิจิทัล

    กระทรวงการคลังเชื่อว่า การพัฒนา “คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5” จะช่วยยกระดับร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศให้มีศักยภาพแข่งขันในตลาดออนไลน์และรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ดีขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนจาก “โครงการช่วยเหลือ” สู่ “โครงการเสริมทักษะและสร้างความยั่งยืน” ให้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทยในระยะยาว

    สำหรับ ครม.เศรษฐกิจ วานนี้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมฯ มีบรรยากาศพ่อค้าแม่ค้าหอบขนมมาให้กำลังใจ ขอบคุณโครงการคนละครึ่งพลัส ทำรายได้เพิ่มขึ้น และขอให้สนับสนุนเฟส 2 ต่อไป

    cabinet-eonomy-half-half-plus-technology-upskill-online-ai-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cabinet-eonomy-half-half-plus-technology-upskill-online-ai&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_daSj6VCxgrJjK_tPl_sU

  • คนละครึ่งพลัส สแกนจ่ายเงินผ่านแอปฯ เป๋าตังครั้งแรก หมดเขตวันนี้

    คนละครึ่งพลัส สแกนจ่ายเงินผ่านแอปฯ เป๋าตังครั้งแรก หมดเขตวันนี้

    คนละครึ่งพลัส หมดเขตใช้จ่ายสิทธิครั้งแรก บน G Wallet ผ่านแอปฯ เป๋าตัง วันนี้ (11 พ.ย. 68)

    วันนี้ (11 พ.ย. 68) ถือเป็นวันสุดท้ายของการใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส ครั้งแรก ตามที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ว่า หากพ้นเวลา 23.00 น. เป็นต้นไปแล้ว ยังไม่ได้เปิดใช้สิทธิก็จะถูกดึงเงินกลับทันที เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

    สำหรับจำนวนสิทธิคนละครึ่งพลัส ที่ยังไม่ได้มีการเปิดใช้จ่ายครั้งแรกนั้น ล่าสุด นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสว่า ณ วันที่ 10 พ.ย. 68 เวลา 17.00 น. มีจำนวนผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส สำเร็จแล้วกว่า 19.61 ล้านคน จากทั้งหมด 20 ล้านคน เ

    ดังนั้น ขอเตือนประชาชนกลุ่มดังกล่าว ให้รีบใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันนี้ (11 พ.ย. 68) ก่อนเวลา 23.00 น. หากพ้นกรอบเวลาที่กำหนด ถือว่าประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และถูกตัดสิทธิทันที ซึ่งในขณะนี้ มีจำนวนประชาชนที่ยังไม่สมัครใช้บริการ G Wallet เพื่อใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ราว 127,800 ราย จึงข้อให้รีบดำเนินการสมัคร และใช้สิทธิ หรือติดต่อธนาคารกรุงไทย สาขาที่สะดวก เพื่อช่วยดำเนินการสมัครและใช้งาน G-Wallet และเร่งใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาต่อไป

    ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งพลัส ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ร่วมโครงการฯ ได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. บน G Wallet ผ่านแอปฯ เป๋าตัง จำกัดการใช้จ่ายสูงสุด 200 บาท ส่วนความคืบหน้าของการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 10 พ.ย. 68 ณ เวลา 17.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วจำนวน 892,404 ราย

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944991/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yd0c3o9dmgbxoGc7T52Xe

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 27.5 ล้านคน โกยรายได้แล้ว 1.2 ล้านลบ. มาเลย์ยังแชมป์ : อินโฟเควสท์

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 27.5 ล้านคน โกยรายได้แล้ว 1.2 ล้านลบ. มาเลย์ยังแชมป์ : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-9 พ.ย. 68 ทั้งสิ้น 27,587,845 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,275,522 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,971,783 คน จีน 3,870,078 คน อินเดีย 2,056,933 คน รัสเซีย 1,478,167 คน และเกาหลีใต้ 1,308,510 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (3-9 พ.ย. 68) จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) นั้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในทั้ง 2 กลุ่มตลาด จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดหลัก อาทิ มาเลเซีย จีน และอินเดีย และการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรป และอเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีของตลาดระยะไกลในฤดูกาลท่องเที่ยวของ Season นี้

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 698,389 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 54,210 คน หรือ 8.42% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 99,770 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 89,931 คน จีน 74,538 คน อินเดีย 55,466 คน รัสเซีย 47,319 คน และสหรัฐอเมริกา 30,620 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 16.66% 16.29% 9.40% 2.85% และ 1.81% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544616&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P6qpDtGHnEPD0e3-AJPTo

  • กุ้ยหยางชูท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเมืองด้วยกลยุทธ์พัฒนาสองแกน ทั้งเขต “ใหม่-เก่า”

    กุ้ยหยางชูท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเมืองด้วยกลยุทธ์พัฒนาสองแกน ทั้งเขต “ใหม่-เก่า”

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยาง

    เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ได้มีการเผยแพร่รายงานดัชนีการพัฒนาเมืองแบบองค์รวม ประจำปี 2568 อย่างเป็นทางการ ผลปรากฏว่า นครกุ้ยหยางคว้าอันดับหนึ่งในกลุ่ม “เมืองที่สวยงาม” มาครองด้วยคะแนนสูงถึง 96.39 อีกทั้งยังติดอันดับท็อปเทนในกลุ่ม “เมืองที่น่าอยู่ที่สุด” ของจีนด้วย ความสำเร็จที่โดดเด่นนี้มีเบื้องหลังมาจากการเสริมสร้างศักยภาพให้กับแบรนด์ประจำเมืองอย่าง “Cool Guiyang” ทั้งยังได้แรงขับเคลื่อนอย่างแข็งแกร่งจากการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเมืองให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ

    สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยางเปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กุ้ยหยางได้ใช้มิติทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเมืองให้สอดประสานกันในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเขตเมืองเก่าได้เสริมฐานรากให้แข็งแกร่งด้วยการดึงเอาบริบททางประวัติศาสตร์มาชูโรง ขณะที่เขตเมืองใหม่ก็ได้ขยายมิติด้วยความมีชีวิตชีวาแห่งยุคสมัยใหม่ สองพื้นที่ทั้งเก่าและใหม่นี้ทำหน้าที่เป็น “สองแกนหลัก” ในการพัฒนาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งกำลังผนึกกำลังกันเพื่อกำหนดทิศทางใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมนวัตกรรม พร้อมยกระดับประสบการณ์ และเพิ่มมูลค่าของแบรนด์เมืองให้สูงยิ่งขึ้น

    เขตหยุนเหยียน ปลุกชีวิตเมืองเก่า สืบสานมรดกประวัติศาสตร์

    เขตหยุนเหยียนเป็นศูนย์กลางและเป็น “แกนหลัก” ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกุ้ยหยาง โดยได้กำหนดบทบาทหน้าที่อย่างใกล้ชิดให้เป็น “ศูนย์กลางเมือง จิตวิญญาณเมืองเก่า ศูนย์รวมวัฒนธรรม และถิ่นฐานทางจิตวิญญาณ” พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการอนุรักษ์แบบองค์รวมและสืบทอดมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมีพลวัต ทั้งยังออกแบบภูมิทัศน์ใหม่เพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่ เหมาะแก่การท่องเที่ยว และเอื้อต่อธุรกิจมากยิ่งขึ้น

    สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยางเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขตหยุนเหยียนได้เชื่อมโยงหน่วยพิทักษ์โบราณวัตถุ จำนวน 68 แห่งภายในพื้นที่ และได้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญ เช่น ย่านเฉาฮุ่ย ถนนไท่ผิง, ย่านเหวินชางเก๋อ, และย่านซินหยิน 1950 ซึ่งเป็นการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเมืองเก่า ควบคู่ไปกับการเติมกิจกรรมการค้าใหม่ ๆ เข้าไปเพื่อเพิ่มชีวิตชีวา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ย่านเฉาฮุ่ย ถนนไท่ผิง ได้มีการปลุกชีวิตและยกระดับผู้ประกอบการ พร้อมดึงดูดหลาย ๆ แบรนด์เข้ามาเปิดสาขาแรก ขณะที่ย่านซินหยิน 1950 ก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดแบรนด์คุณภาพสูงจำนวนมากให้มาลงหลักปักฐาน พร้อมสร้างสรรค์ถนนสายอาหารเฉพาะทาง เช่น ถนนหลี่อวี่ และถนนหมินเซิง เพื่อสำรวจแนวคิดในการใช้วัฒนธรรมยกระดับการท่องเที่ยว และใช้การท่องเที่ยวนำเสนอวัฒนธรรม

    นอกจากนี้ การผลิบานของธุรกิจรูปแบบใหม่ในเศรษฐกิจตามท้องถนน เช่น “กาแฟกลางวัน เบียร์กลางคืน” (กลางวันเสิร์ฟกาแฟพิเศษ กลางคืนขายคราฟต์เบียร์พิเศษ) ยังช่วยเติมเต็มเขตหยุนเหยียนให้อบอวลไปด้วยความอบอุ่นและชีวิตชีวาของการใช้ชีวิตอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ “จอภาพยนตร์เดียวจุดประกายความรุ่งเรืองให้ทั้งเมือง” ในโรงภาพยนตร์ครอสช่วงเทศกาลตรุษจีน ไปจนถึงกระแสการแห่เช็คอินตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สวนสาธารณะเฉียนหลิงซาน ถนนไท่ผิง และถนนเหวินชางเก๋อ เขตหยุนเหยียนก็ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งมิติใหม่ในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วยข้อมูลการบริโภคจริงและคำชื่นชมจากนักท่องเที่ยว โดยสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติประจำปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขตนี้ก็เพิ่มขึ้นถึง 14.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 1.356 พันล้านหยวน ทั้งยังตอกย้ำสถานะของกุ้ยหยางในการเป็น “หินโรยทาง” และ “เสาหลักแห่งการเติบโต” เพื่อผลักดันการพัฒนาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง

    เขตกวนซานหู พัฒนาและยกระดับสู่การเป็น “มหานครทันสมัย” สุดอินเทรนด์

    หากจะกล่าวว่าเขตหยุนเหยียนคือ “นามบัตรทางประวัติศาสตร์” ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของกุ้ยหยางแล้ว เขตกวนซานหูก็ย่อมเป็น “หน้าต่างแห่งยุคสมัย” โดยสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยางเปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขตกวนซานหูได้ยึดมั่นกับเป้าหมายในการสร้าง “เมืองแห่งสี่วิสัยทัศน์” โดยมุ่งสร้างสรรค์แบรนด์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งบุกเบิกเส้นทางใหม่ในการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่นักท่องเที่ยวด้วยมิติทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย

    เพื่อเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจให้เมืองกุ้ยหยาง เขตกวนซานหูได้ทุ่มเทสร้าง “เมืองดนตรี” และ “เมืองแห่งการอ่าน” โดยตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ได้มีการจัดมหกรรมดนตรีขนาดใหญ่ไปแล้วถึง 26 งาน สามารถดึงดูดแฟนเพลงให้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 500,000 คน และสร้างยอดการบริโภคโดยรอบได้สูงถึงกว่า 300 ล้านหยวน ขณะเดียวกัน ได้ใช้แบรนด์ “อ่านและสัมผัสกวนซานหู” เป็นแกนหลักในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านไปแล้วมากกว่า 200 รายการทั่วทั้งเขตนี้ ซึ่งเข้ามายกระดับรสนิยมทางวัฒนธรรมของเมืองนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในมิติของการปลุกเร้าความมีชีวิตชีวาของเมืองนั้น เขตกวนซานหูได้มุ่งมั่นพัฒนาให้เป็น “เมืองแห่งมหกรรมกีฬา” และ “เมืองแห่งความบันเทิงสมัยใหม่” โดยยึดหลักแนวคิด “ท่องเที่ยวตามอีเวนต์กีฬา” และสร้างแบรนด์กิจกรรมกีฬาที่มีพลังขับเคลื่อนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับนานาชาติและประเทศ ไปจนถึงระดับมณฑล เทศบาล และระดับเขต ตั้งแต่รายการกุ้ยหยางมาราธอน ไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโอเพ่น “ซานหูคัพ” มีการจัดงานกีฬาไปแล้วเกือบ 70 รายการตลอดทั้งปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 800,000 คน ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่าง CCPARK และ Mixc ก็ดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการนำโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา ส่งผลให้มีลูกค้าหมุนเวียนและการบริโภคยามค่ำคืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงวันหยุดเทศกาลวันชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    เขตกวนซานหูเป็นเขตเมืองใหม่ของกุ้ยหยาง โดดเด่นในเรื่องทรัพยากรทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่หาได้ยาก โดยสวนสาธารณะกวนซานหู ขนาดกว่า 5,500 หมู่ (ประมาณ 3.67 ตารางกิโลเมตร) เปรียบเสมือนปอดสีเขียวเชิงนิเวศของเมืองนี้ ขณะที่อุทยานคาสต์นำเสนอความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาอันเป็นเอกลักษณ์ จุดชมวิวทะเลสาบไป๋ฮวานำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศคุณภาพสูง พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยากุ้ยโจวจัดแสดงประวัติศาสตร์วิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของกุ้ยโจว และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอันทันสมัย เช่น ศูนย์กีฬาโอลิมปิกและย่านการเงิน ที่เข้ามาเสริมให้เขตกวนซานหูมีฟังก์ชันบริการทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่ครบวงจร การผสมผสานอันลงตัวระหว่างทรัพยากรทางธรรมชาติกับวัฒนธรรมเหล่านี้ จึงเป็นรากฐานอันอุดมสมบูรณ์ในการพัฒนาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแบบบูรณาการอย่างแท้จริง

    นอกเหนือจาก “สองแกนหลัก” ที่นำโดยเขตหยุนเหยียนและเขตกวนซานหูแล้ว กุ้ยหยางยังได้รับการสนับสนุนจากรูปแบบการพัฒนาอย่าง “สองแกน หลายคลัสเตอร์” โดยอาศัยการจัดวางผังเขตกันชนเชิงนิเวศอย่างมีหลักการ ทำให้แต่ละเขตสามารถพัฒนาได้อย่างแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น การพักผ่อนหย่อนใจในเมืองของเขตหนานหมิง สุขภาพและสุขภาวะทางนิเวศในเขตหัวซี รีสอร์ตน้ำพุร้อนในเขตอู่ตัง และประสบการณ์เมืองริมทะเลสาบในเมืองชิงเจิ้น ต่างก็สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่ เพราะมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน ทำให้ไม่ต้องแข่งขันกันซ้ำซ้อน และเสริมเติมฟังก์ชันซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการทรัพยากรไปจนถึงการเชื่อมโยงเส้นทาง ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนฐานลูกค้าไปจนถึงการสร้างแบรนด์ แต่ละเขตได้ร่วมกันทลายขีดจำกัดด้านการบริหาร และทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพทั้งในด้านการวางแผนวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน การตลาดและการส่งเสริมการขาย ทำให้นามบัตรทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่าง “Cool Guiyang” นั้นมีมิติที่กว้างขวางและน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดเป็นพลังประสานที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวทั้งเมืองกุ้ยหยางอย่างยั่งยืน

    สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยางเปิดเผยว่า ในอนาคตนั้น กุ้ยหยางจะยังคงเดินหน้าปลูกฝังแบรนด์ประจำเมือง “Cool Guiyang” อย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งขยายผลรูปแบบการพัฒนา “สองแกน หลายคลัสเตอร์” ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มความลึกซึ้งในการบูรณาการภาคส่วนต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม การท่องเที่ยว นิเวศวิทยา และกีฬา เพื่อปั้นกุ้ยหยางเป็นเมืองที่ไม่เพียงแต่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและธรรมชาติเขียวสมบูรณ์ เท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยพลังขับเคลื่อนและความทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งพลเมืองและนักท่องเที่ยวในการมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก เพื่อพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพต่อไป

    ติดต่อ: สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยาง

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAA0PR3PP1ME7BHDKNS049IFTRY8HU3&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UIm5tS4nNePHG5i2wnP7K

  • เหตุใด Gen Z เมียนมาย้ายประเทศ  เลือกตั้งเมียนมาเป็นความหวังหรือไม่

    เหตุใด Gen Z เมียนมาย้ายประเทศ เลือกตั้งเมียนมาเป็นความหวังหรือไม่

    เคลื่อนย้าย-ชะงักงัน-ความกังวล : ความท้าทาย Gen Z เมียนมา

    ช่วงเดือนสิงหาคม ถึง ตุลาคม 2568 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP เผยแพร่รายงานต่อเนื่องกัน 3 ฉบับ เนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่เป็นความท้าทายและปัญหาที่กลุ่มคนหนุ่มสาวชาวเมียนมา ช่วงอายุ 18-35 ปี (Gen Z) ต้องเผชิญหลังเหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมา พ.ศ.2564

    “A Generation on the Move” “A Generation on Hold” และ “A Generation on Edge” คือ รายงาน 3 ฉบับที่ UNDP เผยแพร่ช่วงเดือนสิงหาคม ถึง ตุลาคม 2568

    รายงาน 3 ฉบับ เผยแพร่โดย UNDP เกี่ยวกับปัจจัยความท้าทายและปัญหาที่กลุ่มคนหนุ่มสาวชาวเมียนมาเผชิญ

    รายงาน 3 ฉบับ เผยแพร่โดย UNDP เกี่ยวกับปัจจัยความท้าทายและปัญหาที่กลุ่มคนหนุ่มสาวชาวเมียนมาเผชิญ

    รายงาน 3 ฉบับ เผยแพร่โดย UNDP เกี่ยวกับปัจจัยความท้าทายและปัญหาที่กลุ่มคนหนุ่มสาวชาวเมียนมาเผชิญ

    กลุ่มตัวอย่างหนุ่มสาวชาวเมียนมากว่า 7,000 คน ในปี 2567 สะท้อนสภาพที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ ประเทศเมียนมาตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ความไร้หวังจากวิกฤตการศึกษาที่ส่งผลต่อการจ้างงาน

    หนุ่มสาวหลายล้านคนเผชิญกับภาวะการชะงักงัน ไม่สามารถเรียนรู้ ไม่มีงานทำ หรือสร้างอนาคตของตนเองได้ บางส่วนตัดสินใจหลบหนีไปมีชีวิตใหม่ในประเทศที่ 3 เพราะไม่ต้องการเผชิญกับการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร

    ตั้งแต่พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา หนุ่มสาวชาวเมียนมา อายุระหว่าง 18-35 ปี ประมาณ 300,000 – 500,000 คน อพยพไปต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย

    ผลการวิจัยของ UNDP เผยให้เห็นว่า 4 ใน 10 คน จะย้ายถิ่นฐานหากได้รับโอกาส เช่นเดียวกับผู้ที่มีการศึกษาสูงที่มีแนวโน้มตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมากที่สุด

    ในพ.ศ. 2567 เพียงปีเดียว มีชาวเมียนมาประมาณ 1,300,000 คน เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ในจำนวนนี้ เกือบ 1 ใน 3 แสดงเจตนาที่จะพำนักอยู่ประเทศไทยในระยะยาว ด้วยความใฝ่ฝันที่อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม แม้ว่าการลักลอบเข้ามาในประเทศไทยจะต้องใช้เส้นทางที่ผิดกฎหมายและอันตรายก็ตาม

    Gen Z เมียนมา กับการเลือกตั้งในรอบ 4 ปี

    รศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ความไม่สงบในเมียนมา เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการอพยพของหนุ่มสาวเมียนมาอย่างต่อเนื่อง

    เขาต้องการชีวิตทำมาหากินที่ดีขึ้น เมียนมาเต็มไปด้วยสงครามกลางเมือง ดังนั้น ก็ไปใช้ชีวิตในประเทศอื่นซึ่งอาจจะมีค่าแรงที่ดีกว่า หรืออย่างน้อยปลอดภัยกว่า ไม่ว่าจะในต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีสงครามไฟลุกโชนแบบพม่า หนีมาหาชีวิตใหม่ แสงตะวันใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายสิบปีมาแล้วที่คนเมียนมาอพยพเข้ามาในค่ายผู้ลี้ภัยเป็นระลอก คิดว่าคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ไปตามเครือข่ายของผู้อพยพกลุ่มเดิมๆ ก็มีการส่งข่าวกัน เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของการใช้ชีวิต

    แต่ความท้อแท้ เหนื่อยใจว่าเมียนมาอาจไม่มีทางเจริญ ถ้าทหารไม่ออกจากการเมือง ถ้าเขายังล้มทหารไม่ได้ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่อื่น ไปบ่มเพาะกำลัง สะสมในพื้นที่ที่ปลอดภัยก่อน พร้อมก็อาจจะค่อยเข้าไปต่อสู้กับทหารเมียนมาอีกที ถ้ามีความหวัง มีช่องทางสู้ นี่เป็นอีกมุมมองจากนักวิชาการ ม.ธรรมศาสตร์

    สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมียนมาเฟสแรกที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ รศ.ดุลยภาคมองว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาไม่ว่าจะเป็นช่วงชั้นไหน จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก จะมีลักษณะยอมโอนอ่อนกับการเลือกตั้ง ถ้ามีช่องในการเจรจาในเรื่องกรอบสันติภาพ ก็อาจจะตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการ และ อีกกลุ่มคือกลุ่มหัวรุนแรง คือไม่เจรจา ยึดมั่นว่าทหารเมียนมาต้องถูกกำจัดออกไป

    ผมก็เชื่อว่า เยาวชนหนุ่มสาว เขาน่าจะแบ่งออกเป็นสองส่วน

    รศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ.

    รศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ.

    รศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ.

    อีกเรื่องที่น่าจับตามอง คือ การใช้ชีวิตของเยาวชนหนุ่มสาว Gen Z จะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งประเด็นนี้ เขาเป็นผู้หนีภัยสงครามภายในประเทศ หรือ เขาอาจจะอยู่เมืองหนึ่ง แล้วอาจจะตีกับทหารเมียนมา แล้วไปสร้างเครือข่ายกำลังรบกับแนวร่วมกับกองทัพประชาชน ในบริเวณอื่นๆ อพยพไปมาขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ทางการทหาร นี่คือกลุ่มผู้ที่ต้องอพยพภายในประเทศ

    อีกกลุ่มคือผู้ที่เข้าไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ตามตะเข็บชายแดนเมียนมา ไทย อินเดีย หรือเข้าไปอยู่ในประเทศไทย ไปทำมาหากินถูกกฎหมาย-ผิดกฎหมาย นี่คือ Gen z อีกกลุ่มหนึ่งของเมียนมา ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นพื้นที่ที่เขาจะใช้เป็นแหล่งเคลื่อนไหว

    เมื่อถาม รศ.ดุลยภาค ว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรต่อหนุ่มสาวเมียนมา อาจารย์มองว่า เป็นไปได้หลายทาง เช่น ทางหนึ่ง การเลือกตั้งอาจช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของสงครามกลางเมือง แต่หากต้องการให้จบจริงๆ ต้องเป็นการเจรจาสันติภาพทั่วประเทศ แล้วก็คุยกันว่า เมียนมาจะปกครองแบบประชาธิปไตยหรือไม่

    คำถามก็คือ การเลือกตั้ง มันเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด แต่อีกด้านหนึ่งมันเป็นการเปลี่ยนการสร้างความชอบธรรม ให้กับเผด็จการในการแปลงรูปการเลือกตั้งแล้วครองอำนาจได้อีก

    สำหรับการเลือกตั้งในประเทศเมียนมาเฟสแรก จะจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 โดยจะจัดเฉพาะเขตพื้นที่ที่รัฐบาลทหารพม่าควบคุมได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งมีรายงานว่า จะเกิดขึ้นใน 102 อำเภอ จากทั้งหมด 330 เขตทั่วประเทศ เพราะบางพื้นที่ยังคงเผชิญกับสงครามกลางเมือง

    สำหรับเขตพื้นที่ที่ยังไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเมินว่า อาจเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ยังส่งผลให้มีการอพยพของหนุ่มสาวชาวเมียนมาเข้าสู่ประเทศที่ 3 อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358330&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18lZx9eR8e4aX7zKQprQle

  • ฉะเชิงเทรา TSB ส่งมอบรถสานฝัน EV Bus สานฝันให้ ‘หมอนทองวิทยา’ | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา TSB ส่งมอบรถสานฝัน EV Bus สานฝันให้ ‘หมอนทองวิทยา’ | TOPNEWS

    11 พฤศจิกายน 2568 – นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) เดินทางไปยังโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อส่งมอบ รถบัสพลังงานไฟฟ้า EV 100% ให้แก่โรงเรียน โดยมี นายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครู โค้ช และนักเตะทีมฟุตบอลโรงเรียน เป็นตัวแทนรับมอบ

    โดยซีอีโอ TSB เปิดเผยว่า เรื่องราวของ ‘รถขนฝันโรงเรียนหมอนทองวิทยา’ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมาก เราเองก็ได้เห็นถึงพลัง ความตั้งใจ และความอบอุ่นระหว่างครูกับนักเรียน ที่ร่วมกันสร้างโอกาสให้เยาวชนได้เดินตามความฝัน จึงขอเป็นอีกหนึ่งพลังเล็กๆ ที่ช่วยสานต่อโอกาส ด้วยการส่งมอบรถบัสพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ในต่อไป และเดินทางสู่สนามของความฝันอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับที่ผ่านมา TSB ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนบัตรโดยสาร HOP Card ให้แก่นักเรียน นักศึกษา เปิดโอกาสให้เด็ก-เยาวชนได้เข้าถึงขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด เชื่อมโยง การเดินทางเข้ากับการเรียนรู้ และการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

    “ไทย สมายล์ บัส ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการรถโดยสารไฟฟ้า แต่คือองค์กรที่ขับเคลื่อนพันธกิจด้าน ESG ควบคู่กับ IDG ที่เราเชื่อว่า ‘การสนับสนุนเยาวชน’ คือจุดเริ่มต้นของเมืองที่ยั่งยืน การสร้างโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพคือการลงทุนระยะยาวที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย” — นางสาวกุลพรภัสร์ กล่าว

    ด้านนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้กล่าวขอบคุณ TSB ที่ให้ความสำคัญกับเยาวชนและการศึกษา โดยรถบัสไฟฟ้าคันนี้จะเป็น “ห้องเรียนเคลื่อนที่” ที่ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ให้กับนักเรียนทั้งในกิจกรรมแข่งขัน กีฬา และการเรียนรู้นอกห้องเรียน พร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนรุ่นต่อๆ ไปมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ ‘เต’ วรากร ช่างเขียนดี นักเตะของทีมหมอนทองฯ บอกว่า ตนเองดีใจมาก ที่โรงเรียนได้รับรถคันใหม่ แอร์เย็นมากด้วย ซึ่งรถคันนี้พวกเราจะใช้ในการเดินทางไปแข่งขัน ถือเป็นกำลังใจที่ดีมากๆ สำหรับนักกีฬา ขอบคุณไทยสมายล์บัสที่ได้สานฝันให้พวกเรา

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1386489&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VvCjm16xxJ1rXj1CRcaY0

  • เทคโนโลยี “สาหร่ายไก” สู่ห่วงโซ่มูลค่าชุมชนต้นแบบลุ่มน้ำโขง ผลงานการร่วมพัฒนาโดย วว. MRCS และมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ สปป.ลาว

    เทคโนโลยี “สาหร่ายไก” สู่ห่วงโซ่มูลค่าชุมชนต้นแบบลุ่มน้ำโขง ผลงานการร่วมพัฒนาโดย วว. MRCS และมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ สปป.ลาว

    ชุมชนต้นแบบลุ่มน้ำโขง” ไม่ได้หมายถึงชุมชนใดชุมชนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นแนวคิดในการพัฒนาชุมชน ที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน รวมถึงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีคุณค่า รวมทั้งการสะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างชุมชนที่ เกื้อกูลกัน ทั้งในมิติของ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการรักษา มรดกทางประวัติศาสตร์ ที่มีคุณค่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

    ความสำคัญของชุมชนต้นแบบลุ่มน้ำโขง จึงประกอบด้วย  1) เป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 2) ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง และ 3) ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศในภูมิภาค

    สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission Secretariat : MRCS)  เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลเพื่อการเจรจาและความร่วมมือระดับภูมิภาคในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538 ตามข้อตกลงแม่น้ำโขงระหว่างกัมพูชา สปป. ลาว ไทย และเวียดนาม องค์กรนี้ทำหน้าที่เป็นเวทีระดับภูมิภาคสำหรับการทูตด้านน้ำ และเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มีความร่วมมือกับ สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนในชุมชนลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ผ่านการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนการแปรรูปผลผลิตเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะพืชและสัตว์น้ำ อัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สาหร่ายไก ปลา ส้มโอ และหอมขาว เพื่อสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    ต้นแบบห่วงโซ่มูลค่าชุมชนลุ่มน้ำโขงจากทรัพยากรพื้นถิ่น

    โครงการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในลุ่มน้ำโขง เป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมของ วว. และสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ในการขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม และเครื่องจักรต้นแบบครบวงจร เพิ่มรายได้และความมั่นคงให้ชุมชนริมน้ำ  โดยนำ สาหร่ายน้ำจืดพื้นถิ่น “ไก” (Cladophora glomerata) หรือ “ไค” ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้ในหลวงพระบาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและอาหารพื้นบ้าน ของ สปป.ลาว มาเป็นต้นแบบการสร้าง “ห่วงโซ่มูลค่าชุมชน” (Community Value Chain) ที่สามารถต่อยอดสู่พื้นที่อื่นในภูมิภาคได้

    โครงการดังกล่าวได้ผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม “ไกกรอบ” รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คงคุณภาพของสินค้าและช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้า ที่นอกจากคุ้มครองสินค้าจากการขนส่งแล้ว ยังช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคในการซื้อสินค้าสำหรับเป็นอาหารว่างและเป็นของฝากสำหรับกัลยาณมิตรในแดนไกล

    สาหร่ายน้ำจืดพื้นถิ่น…ก้าวสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมแห่งลุ่มน้ำโขง

    “ไก” เป็นสาหร่ายน้ำจืดที่มีสารคาโรทีนอยด์สำคัญ ได้แก่ แอสตาแซนธิน ลูทีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเหมาะต่อการแปรรูปเป็นอาหาร วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีมาตรฐานการผลิต “ไกกรอบ” ที่ชุมชนสามารถดำเนินการได้เอง พร้อมผ่านการทดสอบคุณค่าทางโภชนาการและประเมินคุณภาพรสสัมผัส เพื่อความพร้อมในการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ วว. โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย ยังได้วิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีคุณสมบัติในการยืดอายุสินค้าได้กว่า 270 วัน (ประมาณ  9  เดือน) พร้อมออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น งานฝีมือของชุมชน และมีภาพลักษณ์พรีเมี่ยมเหมาะกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    วิจัยพัฒนาเครื่องจักรต้นแบบครบกระบวนการผลิตแปรรูป

    เพื่อนำไปสู่การต่อยอดการผลิตเชิงพาณิชย์ วว. ได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องจักรต้นแบบครบวงจรสำหรับกระบวนการผลิต “ไกกรอบ” ตั้งแต่ขั้นตอนการล้าง ฉีดน้ำปรุงรส ตัด ทอด อบไล่น้ำมัน จนถึงการบรรจุถุงพร้อมเติมก๊าซไนโตรเจน เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ โดยเครื่องจักรแต่ละชนิดได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานของชุมชนโดยนักวิจัย วว. เพื่อให้ชุมชนสามารถนำไปใช้จริง ช่วยลดต้นทุนแรงงาน และยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับหลักสุขาภิบาลอาหาร (GMP)  ดังนี้

    1) เครื่องล้างสาหร่ายไก ขนาดบรรจุน้ำ 300 ลิตร ล้างได้ 100 กก. ต่อน้ำ 200 ลิตร ใช้งานง่าย ควบคุมด้วยสวิตช์อัตโนมัติ

    2) เครื่องฉีดน้ำปรุงรส   ควบคุมด้วยระบบเท้าเหยียบ เพิ่มความสม่ำเสมอของรสชาติ

    3) เครื่องตัดสาหร่ายไก  ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ตัดได้ 70 แผ่นต่อนาที

    4) หม้อทอดสาหร่ายไก  ตั้งอุณหภูมิ 180°C ใช้เวลาเพียง 5 วินาทีต่อแผ่น

    5) เครื่องอบไล่น้ำมันและเครื่องซีลถุงไนโตรเจน  ควบคุมอุณหภูมิและความเร็วสายพานอัตโนมัติ ยืดอายุสินค้าได้กว่า 270 วัน

    ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนระดับภูมิภาค

    นอกจากการวิจัยและพัฒนา เครื่องจักรต้นแบบครบกระบวนการผลิตแปรรูป แล้ว โครงการยังได้จัด การฝึกอบรมระดับภูมิภาคด้านการผลิตและบรรจุภัณฑ์ไกนวัตกรรม (Regional Training Workshop on Innovative Kai Production and Packaging) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ และ MRCS ณ เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร การใช้บรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ และการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ ผ่านกิจกรรมสาธิตภาคปฏิบัติ พร้อมกับการทดสอบประสาทสัมผัสรส (Sensory Taste) ในเครือข่ายผู้ผลิต นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ในโอกาสนี้  H.E. รองศาสตราจารย์ ดร. ลิ่นคำ ดวงสะหวัน (H.E. Assoc. Prof. Dr. Linkham Douangsavanh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ได้แสดงความชื่นชมอย่างยิ่งต่อ วว. ที่ได้นำเทคโนโลยีการแปรรูป “สาหร่ายไก” ซึ่งเป็นทรัพยากรพื้นถิ่นอันมีคุณค่าของ สปป.ลาว สู่การยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่างยั่งยืนและพร้อมต่อยอดในเชิงพาณิชย์ที่หลากหลายต่อไป

    “…การดำเนินโครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ไม่เพียงช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารแก่ชุมชนริมน้ำโขงเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของ สปป.ลาว ให้คงอยู่ต่อไปอย่างภาคภูมิ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ วว. ในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยวางรากฐานให้ “ไก” ก้าวสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้กับชุมชนลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน…” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว กล่าวสรุป

    ศูนย์ Shared-Production Service

    นอกจากการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้น ณ สปป. ลาว  แล้ว วว. ยังได้จัดตั้ง ศูนย์ Shared-Production Service “การผลิตและบรรจุผลิตภัณฑ์ไก (สาหร่ายน้ำจืด) อย่างสร้างสรรค์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ณ วิถีชุมชนหมู่บ้านม่วงคำ หลวงพระบาง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  โดยการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์สาหร่ายไกพื้นถิ่นเป็นหลักและมีการเปิดศูนย์ฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 โดยได้รับเกียรติจาก H.E. Assoc. Prof. Dr. Linkham Douangsavanh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ผู้แทนจากสถานฑูตออสเตรเลีย เวียดนาม กัมพูชา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ ผู้แทนชุมชนท้องถิ่นหลวงพระบาง สปป.ลาว เข้าร่วมงาน

    ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. มอบหมายให้ ดร.บุณณนิดา โสดา ผอ.กองวิเทศสัมพันธ์ วว. ดร.ราเชนทร์ วิสุทธิแพทย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ นายวีรยุทธ พรหมจันทร์ นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ นางสาวสุภาวดี บัวบาน และนายปิยะพงษ์ นีรนาทวรุตม์กุล นักทดลองวิทยาศาสตร์วิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ร่วมให้การต้อนรับและร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

    การจัดตั้ง ศูนย์ Shared-Production Service เป็นผลการดำเนินงานเชิงประจักษ์ของ วว. ในการเป็นผู้เชี่ยวชาญการถ่ายทอด Appropriate Technology ด้านกระบวนการผลิต มาตรฐาน และคุณภาพ ให้เหมาะสมกับบริบทและทักษะของชุมชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีของ วว. ผนวกกับการมีส่วนร่วมของชุมชน สามารถนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ นอกจากนี้ สปป.ลาว ยังได้ชื่นชมรูปแบบการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตสุรากลั่นของ วว. สู่ชุมชน โดยได้หารือความเป็นไปได้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการ สปป.ลาว ในอนาคตด้วย

    วว. พร้อมให้บริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ  ผ่านบริบทดำเนินการของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน SMEs และภาคอุตสาหกรรม ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยบุคลากรที่เชี่ยวชาญ องค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐาน ที่พร้อมช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/970645&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hwyGfyl_VH8tHtLq2tH_c