Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แบงก์ชาติจับมือคลัง เปิดโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ หวังช่วยลูกหนี้เกือบ 2 ล้านบัญชี ปิดหนี้เสียเคลียร์ประวัติ

    แบงก์ชาติจับมือคลัง เปิดโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ หวังช่วยลูกหนี้เกือบ 2 ล้านบัญชี ปิดหนี้เสียเคลียร์ประวัติ

    หนี้ครัวเรือนเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากยังฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางยังมีปัญหาในการชำระหนี้ และกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว อาจซ้ำเติมสถานการณ์หนี้ครัวเรือน และส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้

    rn

     

    rn

    กระทรวงการคลัง ธปท. และภาคสถาบันการเงิน จึงร่วมกันดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ขึ้น ภายใต้ชื่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยเน้นหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งในระยะแรกจะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะรับซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายข้างต้น เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้ โดย ธปท. จะปรับยุทธศาสตร์ให้ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม (social AMC) ที่มุ่งเน้นช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร ซึ่งในระยะต่อไปจะพิจารณาขยายให้ SAM รับซื้อหนี้จากผู้ให้บริการทางการเงินประเภทอื่นเพิ่มเติมด้วย

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติเพื่อลดภาระหนี้ อาทิเช่น ยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมดและค่าธรรมเนียม ลดยอดเงินต้นบางส่วน เป็นต้น ทำให้ลูกหนี้สามารถกลับมาจ่ายชำระได้และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งกลับมามีประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโรที่ดีขึ้นและมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง โดยมี 2 มาตรการ ได้แก่ (1) จ่ายปิดจบ ให้ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ (2) ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ให้ลูกหนี้ผ่อนชำระเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 3 ปี และจะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างที่เข้าร่วมมาตรการ หากปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

    rn

     

    rn

     

    rn

    สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีก 3.3 แสนบัญชี ซึ่งกระทรวงการคลังจะดำเนินการภายใต้หลักการและแนวทางการช่วยเหลือที่สอดคล้องกัน รวมทั้งสิ้นโครงการจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้มากถึง 1.9 ล้านบัญชี โดยลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่ website ธปท. (www.bot.or.th/cleardebt) ช่องทางของ SAM (www.sam.or.th) หรือช่องทางของสถาบันการเงิน ซึ่งลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. (BOT contact center 1213) และ SAM (call center 1443) ได้ตั้งแต่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    rn

    rnกระทรวงการคลัง

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    สมาคมธนาคารไทย

    rn

    บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด

    rn

    บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

    rn

    11 พฤศจิกายน 2568

    rn”}}” id=”anchor1″>

    หนี้ครัวเรือนเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากยังฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางยังมีปัญหาในการชำระหนี้ และกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว อาจซ้ำเติมสถานการณ์หนี้ครัวเรือน และส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้

    กระทรวงการคลัง ธปท. และภาคสถาบันการเงิน จึงร่วมกันดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ขึ้น ภายใต้ชื่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยเน้นหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งในระยะแรกจะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะรับซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายข้างต้น เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้ โดย ธปท. จะปรับยุทธศาสตร์ให้ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม (social AMC) ที่มุ่งเน้นช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร ซึ่งในระยะต่อไปจะพิจารณาขยายให้ SAM รับซื้อหนี้จากผู้ให้บริการทางการเงินประเภทอื่นเพิ่มเติมด้วย

    ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติเพื่อลดภาระหนี้ อาทิเช่น ยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมดและค่าธรรมเนียม ลดยอดเงินต้นบางส่วน เป็นต้น ทำให้ลูกหนี้สามารถกลับมาจ่ายชำระได้และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งกลับมามีประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโรที่ดีขึ้นและมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง โดยมี 2 มาตรการ ได้แก่ (1) จ่ายปิดจบ ให้ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ (2) ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ให้ลูกหนี้ผ่อนชำระเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 3 ปี และจะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างที่เข้าร่วมมาตรการ หากปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

    สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีก 3.3 แสนบัญชี ซึ่งกระทรวงการคลังจะดำเนินการภายใต้หลักการและแนวทางการช่วยเหลือที่สอดคล้องกัน รวมทั้งสิ้นโครงการจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้มากถึง 1.9 ล้านบัญชี โดยลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่ website ธปท. (www.bot.or.th/cleardebt) ช่องทางของ SAM (www.sam.or.th) หรือช่องทางของสถาบันการเงิน ซึ่งลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. (BOT contact center 1213) และ SAM (call center 1443) ได้ตั้งแต่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    กระทรวงการคลัง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    สมาคมธนาคารไทย

    บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด

    บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

    11 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251111.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23sWxYdgVigYN5RJS9LCx-

  • โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้

    โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้

    ความเป็นมา

    หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งภาครัฐและธปท. ได้ร่วมกันผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่รายได้ของครัวเรือนยังฟื้นตัวช้า ทำให้ยังมีปัญหาการชำระหนี้และกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น

    โครงการ“ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงเป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว มุ่งเน้นช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPLs ให้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระหนี้ ปิดจบหนี้ได้เร็ว และกลับมามีประวัติการชำระหนี้ที่ดีขึ้น

    * ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถศึกษารายละเอียดโครงการและติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือ สอบถามผ่าน ช่องทาง ธปท. (BOT contact center 1213) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM call center 1443) ได้ตั้งแต่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

    rn”}}” id=”a2″>

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

    วัตถุประสงค์ของโครงการ 

    rn

     

    rn

      rn

    • เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะจุด คือ ลูกหนี้รายย่อยที่เหลือยอดหนี้เสีย (NPL) ไม่สูง ให้กลับมาจ่ายหนี้ได้ หลุดจากสถานะ NPL ได้เร็ว และมีประวัติหนี้ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต
      rn
    • rn

    • เพื่อช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกิจ โดยจะดำเนินการเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด จนทำให้ลูกหนี้เสียวินัยทางการเงิน (moral hazard) รวมทั้งมีแนวทางจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้และรักษาวินัยในการชำระหนี้
      rn 
    • rn

    rn

    กำหนดการโครงการ
    rn  

    rn

    เริ่มโครงการตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    rn

    o 1 ม.ค. 2569  ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ โอนกรรมสิทธิ์หนี้ไปยัง SAM 

    rn

    o  5 ม.ค. 2569  ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. และ SAM

    rn

    o ตั้งแต่ ก.พ. 2569  SAM หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก SAM ติดต่อกลับลูกหนี้ 

    rn”}}” id=”text-28b33e9e2c”>

    วัตถุประสงค์ของโครงการ 

    • เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะจุด คือ ลูกหนี้รายย่อยที่เหลือยอดหนี้เสีย (NPL) ไม่สูง ให้กลับมาจ่ายหนี้ได้ หลุดจากสถานะ NPL ได้เร็ว และมีประวัติหนี้ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต
    • เพื่อช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกิจ โดยจะดำเนินการเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด จนทำให้ลูกหนี้เสียวินัยทางการเงิน (moral hazard) รวมทั้งมีแนวทางจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้และรักษาวินัยในการชำระหนี้
       

    กำหนดการโครงการ
     

    เริ่มโครงการตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    o 1 ม.ค. 2569  ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ โอนกรรมสิทธิ์หนี้ไปยัง SAM 

    o  5 ม.ค. 2569  ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. และ SAM

    o ตั้งแต่ ก.พ. 2569  SAM หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก SAM ติดต่อกลับลูกหนี้ 

    มาตรการและรูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้

    rn”}}” id=”a3″>

    มาตรการและรูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้

    บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อรับโอนหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อยมาจากเจ้าหนี้เดิม และจะปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้

    rn

     

    rn

    โดยในระยะแรก SAM จะรับซื้อเฉพาะหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล) และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน
    rn
    ไม่รวมสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เนื่องจากถือเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน

    rn

     

    rn

    โครงการมีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย ได้แก่
    rn
    rn1. มาตรการ “จ่ายปิดจบ”

    rn

    ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี
    rn 

    rn

    2. มาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด”
    rn
    • ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดแก่ SAM 

    rn

    • ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะเหลือน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ) 

    rn

    • อัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วมโครงการจะพักแขวนไว้ หากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขจะยกเว้นดอกเบี้ยทั้งจำนวน

    rn

     

    rn

    กลุ่มเป้าหมายในระยะแรก ประกอบด้วย ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์และลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะถูกรับโอนซื้อหนี้และช่วยเหลือต่อโดย SAM

    rn”}}” id=”text-65016f2ea0″>

    บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อรับโอนหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อยมาจากเจ้าหนี้เดิม และจะปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้

    โดยในระยะแรก SAM จะรับซื้อเฉพาะหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล) และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน
    ไม่รวมสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เนื่องจากถือเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน

    โครงการมีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย ได้แก่

    1. มาตรการ “จ่ายปิดจบ”

    ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี
     

    2. มาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด”
    • ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดแก่ SAM 

    • ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะเหลือน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ) 

    • อัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วมโครงการจะพักแขวนไว้ หากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขจะยกเว้นดอกเบี้ยทั้งจำนวน

    กลุ่มเป้าหมายในระยะแรก ประกอบด้วย ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์และลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะถูกรับโอนซื้อหนี้และช่วยเหลือต่อโดย SAM

    คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

    rn”}}” id=”a4″>

    คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

    ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถเข้าร่วมโครงการได้ทุกคน โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ดังนี้

    rn

    (1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา

    rn

    (2) สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 2568 เป็นหนี้ที่ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) 

    rn

    (3) มีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงิน และทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย*  

    rn

    rn*นับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB

    rn”}}” id=”text-76f09a2947″>

    ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถเข้าร่วมโครงการได้ทุกคน โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ดังนี้

    (1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา

    (2) สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 2568 เป็นหนี้ที่ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) 

    (3) มีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงิน และทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย*  

    *นับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB

    ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ

    rn”}}” id=”a5″>

    ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ

    (1) ได้ลดภาระหนี้ และเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จึงช่วยให้ลูกหนี้เสียสามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น

    rn

    (2) ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น  

    rn

    (3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น

    rn”}}” id=”text-140d84ba93″>

    (1) ได้ลดภาระหนี้ และเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จึงช่วยให้ลูกหนี้เสียสามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น

    (2) ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น  

    (3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น

    รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ

    rn”}}” id=”a6″>

    รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ

    (1) ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการทุกราย จะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่ต้นเดือน 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    rn

    (2) เจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้กับลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไปยัง SAM 

    rn

    (3) ลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือคนที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ หากลูกหนี้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขโครงการแต่ไม่ได้รับจดหมายดังกล่าว และมีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. หรือ SAM ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่ง SAM (หรือคนที่ SAM มอบหมาย) จะติดต่อกลับหากลูกหนี้มีสิทธิ์ตามเงื่อนไขของมาตรการ

    rn”}}” id=”text-8fb391ffd7″>

    (1) ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการทุกราย จะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่ต้นเดือน 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    (2) เจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้กับลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไปยัง SAM 

    (3) ลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือคนที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

    ทั้งนี้ หากลูกหนี้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขโครงการแต่ไม่ได้รับจดหมายดังกล่าว และมีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. หรือ SAM ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่ง SAM (หรือคนที่ SAM มอบหมาย) จะติดต่อกลับหากลูกหนี้มีสิทธิ์ตามเงื่อนไขของมาตรการ

    โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้

    ช่องทางการติดต่อ

    rn”}}” id=”a7″>

    ช่องทางการติดต่อ

    หากลูกหนี้มีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อ

    rn

    – SAM (call center 1443 หรือ www.sam.or.th)

    rn

    – สถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิม

    rn

    – BOT contact center 1213

    rn”}}” id=”text-21d41ed83e”>

    หากลูกหนี้มีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อ

    – SAM (call center 1443 หรือ www.sam.or.th)

    – สถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิม

    – BOT contact center 1213

    TAG ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/cleardebt.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q52KZYk3fpiX5HOCV0XbL

  • เปิดเมืองศิลปะ “ภูเก็ต” ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ดันเศรษฐกิจ-ภาพลักษณ์ไทย | TOPNEWS

    เปิดเมืองศิลปะ “ภูเก็ต” ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ดันเศรษฐกิจ-ภาพลักษณ์ไทย | TOPNEWS

    วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการจัดงาน ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568 (Thailand Biennale, Phuket 2025) ว่า จากการลงพื้นที่ติดตามเมื่อวันที่ 8–9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ร่วมกับนางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายอริญชย์ รุ่งแจ้ง ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ นางสาวมาริสา พันธรักษ์ราชเดช ภัณฑารักษ์ นางอัญชลี วานิช เทพบุตร นายกสมาคมศิลป์ภูเก็ต และนางพวงผกา เชาวน์ไวย วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต พบว่า การดำเนินงานโดยรวมมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องและน่าพอใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่และติดตั้งผลงานศิลปะ ซึ่งมีความคืบหน้าแล้วกว่า 70%

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า “จากการติดตามในพื้นที่ เห็นได้ชัดถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และประชาชนชาวภูเก็ต ที่ร่วมกันเตรียมงานอย่างเข้มแข็ง ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการจัดงานศิลปะร่วมสมัยนานาชาติระดับโลกครั้งนี้” สำหรับการจัดงาน ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 – สิ้นเดือนเมษายน 2569 รวมระยะเวลากว่า 5 เดือน โดยมีศิลปินหลักกว่า 65 คน/กลุ่ม จากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในพื้นที่จัดแสดง 19 แห่ง และศาลาแสดงงานอีก 13 แห่งทั่วจังหวัดภูเก็ต

    การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และนโยบายของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยและทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังแห่งภาพลักษณ์เกียรติภูมิไทย ผ่านการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ขณะที่ปลัดวธ.เชิญชวนคนไทยและต่างชาติร่วมชมเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ ที่จะ “เปิดเมืองด้วยศิลปะ เปิดหัวใจด้วยวัฒนธรรม และเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยก้าวไกลบนเวทีโลก”

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1386850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ykZ5G4yxFkBV82254fFIW

  • ทองปิดพุ่ง $112.2 เก็งเฟดหั่นดอกเบี้ยหลังข้อมูลศก.ซบ : อินโฟเควสท์

    ทองปิดพุ่ง $112.2 เก็งเฟดหั่นดอกเบี้ยหลังข้อมูลศก.ซบ : อินโฟเควสท์

    สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ในวันจันทร์ (10 พ.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึงข้อมูลการจ้างงาน

    • ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 112.2 ดอลลาร์ หรือ 2.80% ปิดที่ 4,122.00 ดอลลาร์/ออนซ์

    ปีเตอร์ แกรนท์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Zaner Metals กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้นักลงทุนมีมุมมองบวกมากขึ้นว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. พร้อมกับให้กรอบเป้าหมายราคาทองคำในช่วงสิ้นปีนี้ที่ระดับ 4,200 – 4,300 ดอลลาร์/ออนซ์ และคาดว่าราคาทองมีโอกาสพุ่งขึ้นแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

    Challenger, Gray & Christmas ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการจ้างงาน เปิดเผยว่า การประกาศเลิกจ้างพนักงานของภาคเอกชนในสหรัฐฯ มีจำนวนรวม 153,074 ตำแหน่งในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้นถึง 183% เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ทำการปรับโครงสร้างพนักงานให้เหมาะสมกับยุคของ AI ที่กำลังมีการขยายตัว ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน

    โดยรวมแล้ว ในปีนี้ บริษัทต่าง ๆ ได้ประกาศปลดพนักงานรวมกว่า 1.1 ล้านตำแหน่ง เพิ่มขึ้น 65% จากปี 2567 และเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่โรคโควิด-19 แพร่ระบาด

    ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ร่วงลงสู่ระดับ 50.3 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2565 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 53.0 จากระดับ 53.6 ในเดือนต.ค. เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JbOcMlsp2cvU2NGXsBfw-

  • นโยบายและแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลปี 2568 และ 2569

    นโยบายและแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลปี 2568 และ 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M4UjpGIpkbRqgdWL3GTk4

  • รัฐบาลส่งสัญญาณบวก “สุชาติ” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว” | TOPNEWS

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก “สุชาติ” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว” | TOPNEWS

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงาน Unicq Technology ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้าร่วมในพิธี พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศ

    การเปิดโรงงานดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกำกับดูแลให้ทุกโครงการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับทรัพยากรธรรมชาติ

    “รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนา EEC ให้เป็น ‘เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)’ โดยโรงงาน Unicq Technology แห่งนี้ เป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม” -นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1387117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_eIK64yZgH29KEIUuUeov

  • มอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน รร.ตำรวจตระเวนชายแดน เมืองกาญจน์

    มอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน รร.ตำรวจตระเวนชายแดน เมืองกาญจน์

    ภาคเอกชนติดตั้งพัดลม มอบอุปกรณ์การศึกษา ทุนการศึกษา แก่นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในถิ่นทุรกันดาร ที่ จ.กาญจนบุรี

    ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสหธนาคารกรุงเทพฯ บ้านเวียคะดี้ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ร.ต.ท.สกล วีงคีรี ครูใหญ่ คณะครู และนักเรียน ได้ให้การต้อนรับนายเรียว ซาโต้ กรรมการผู้จัดการบริษัท มิยาคาวา คอร์ปอเรชั่น(ประเทศไทย) และบริษัท มิยาไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด คณะผู้บริหารและพนักงาน ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมจิตอาสา ด้วยการมอบพัดลม อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษา (จำนวน 30 ทุน)

    นอกจากนั้นยังติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ออกแบบและปรับปรุงระบบไฟฟ้าของโรงเรียน เช่น สายไฟ เบรกเกอร์ สวิตช์ไฟ ตู้ควบคุม และหลอดไฟ LED เพื่อระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัย ทันสมัย และได้มาตรฐาน เพิ่มความสว่างในห้องเรียน ช่วยส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและอันตรายจากไฟฟ้า

    ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่บริษัทฯได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

    สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสหธนาคารกรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2500 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 7 (กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 ปัจจุบัน) ก่อสร้างที่บ้านชุแหละ เป็นอาคารชั่วคราวสร้างด้วยไม้ไผ่ โดยใช้ชื่อว่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อนุเคราะห์ที่ 2

    ต่อมาปี พ.ศ. 2512 ผู้มีจิตศรัทธาได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อก่อสร้างอาคารถาวร ขนาด 4 ห้องเรียน ที่บ้านเวียคะดี้ พื้นที่ จำนวน 4 ไร่ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2513 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธี รับ-มอบ และเปิดป้ายอาคารเรียนและทรงพระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า “โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสหธนาคารกรุงเทพ”

    ปี พ.ศ. 2535 ได้ทำการรื้ออาคารเรียนหลังเดิม และดำเนินการสร้างอาคารหลังใหม่ ขนาด 6 ห้องเรียน โดยธนาคารสหธนาคาร เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณการก่อสร้าง

    ปี พ.ศ. 2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ สร้างอาคารเรียนจำนวน 1 หลัง 5 ห้องเรียน ต่อเติมอาคารอนุบาล 1 ห้อง และบ้านพักครู 1 หลัง 4 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ

    ปัจจุบันโรงเรียน ตชด. สหธนาคารกรุงเทพ มีนักเรียนจำนวน 319 คน ชาย 133 คน คุณครู 12 คน จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ขาดแคลน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/central/2894876&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_D3oevr_PXj6P8snFOvf_

  • ศธจ.ภูเก็ต ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษากับ ม.ราชภัฎภูเก็ต

    ศธจ.ภูเก็ต ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษากับ ม.ราชภัฎภูเก็ต

    การศึกษา

    ศธจ.ภูเก็ต ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษากับ ม.ราชภัฎภูเก็ต

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ศธจ.ภูเก็ต ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษากับ ม.ราชภัฎภูเก็ต

    นางสาวพรรณา พรหมวิเชียร ศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต ร่วมลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต ในโครงการ”พัฒนาคุณลักษณะ 4 ประการ เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ ด้วยการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ สู่โรงเรียนต้นแบบเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ (PISA) พัฒนาครูด้วย PTRU Model สู่ครูฐานสมรรถนะ จัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยมี ผศ.ดร.ธวัชชัย ทุมทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เป็นประธาน มีหน่วยงานทางการศึกษาทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมแคแสด ม.ราชภัฏภูเก็ต

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/453790&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1by6zXbxd6_tU40WPYdYwc

  • นายกฯ สั่งศึกษาสร้างเขื่อน ป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว ลดภาระจ่ายงบเยียวยาทุกปี : อินโฟเควสท์

    นายกฯ สั่งศึกษาสร้างเขื่อน ป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว ลดภาระจ่ายงบเยียวยาทุกปี : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยให้กระทรวงการคลัง เร่งศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งในแต่ละปี รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจ่ายเงินเยียวยาหลายหมื่นล้านบาท โดยแนวทางหนึ่งนั้น คือ การเดินหน้าศึกษาการสร้างเขื่อน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “ที่ผ่านมา เราใช้งบประมาณเยียวยาเรื่องน้ำท่วมปีละหลายหมื่นล้านบาท 2-3 ปีรวมกัน สามารถนำงบเยียวยาทั้งหมดมาใช้สร้างเขื่อนได้เลยทีเดียว วันนี้ เราจึงมองการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะแก้ปัญหาเรื่องการเยียวยาอย่างจริงจังได้ด้วย ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นั่นคือการสร้างเขื่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2569” รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

    สำหรับพื้นที่ที่ได้มีการศึกษาการสร้างเขื่อนในเบื้องต้น อยู่ที่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ส่วนเม็ดเงินลงทุนนั้น อาจจะมีการใช้ช่องทางเงินกู้จากต่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ได้มีการหารือกับหลายประเทศแล้ว ซึ่งมีการยื่นข้อเสนอเป็นเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน รวมถึงจะมีการให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อนด้วย เพราะแนวทางการก่อสร้างจะต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

    “รัฐบาลมองว่า ตรงนี้จะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม และการใช้งบประมาณเยียวยาสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างยั่งยืนมากกว่า โดยรายละเอียดทั้งหมด ยังอยู่ระหว่างการศึกษา” นายเอกนิติ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544756&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31H4DxFUfc15owykfD8in3

  • อินเดียฟิตจัดขยายหลักสูตรเอไอไปถึง นร. 8 ขวบ

    อินเดียฟิตจัดขยายหลักสูตรเอไอไปถึง นร. 8 ขวบ

    อินเดียเตรียมขยายหลักสูตรเอไอให้เด็กต่ำสุดอายุ 8 ขวบ เริ่มกลางปี 2026 ขยายจากกลุ่มเป้าหมายปัจจุบันนักเรียนอายุ 11-17 ปี ส่วนหนึ่งของความพยายามสอนเอไอให้เป็นทักษะพื้นฐานของทุกคน แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจต่อการฝึกอบรมของครู และการขาดแคลนฮาร์ดแวร์

    เว็บไซต์นิกเคอิเอเชียรายงาน ปลายเดือนก่อนกระทรวงศึกษาธิการอินเดียแถลงว่า การศึกษาเอไอ “จะถูกปลูกฝังอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน เริ่มตั้งแต่เกรด 3” ในปีหน้า ส่วนคุณครู รัฐบาลจะเตรียม “สื่อการเรียนรู้ คู่มือ และแหล่งข้อมูลดิจิทัลภายในเดือน ธ.ค.2568”

    ทั้งนี้ รัฐบาลเอไอบรรจุการเรียนการสอนเอไอไว้ในหลักสูตรตั้งแต่ปี 2020 ส่วนหนึ่งของนโยบายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ควบคู่ไปกับ “วิชาร่วมสมัย” อื่นๆ เช่น การศึกษาสิ่งแวดล้อม ตามถ้อยแถลงต่อสภาในเดือน ส.ค. ของสุคันตา มาจุมดาร์ รัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการระบุว่า โรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนจำนวนหนึ่งใช้คู่มือหลักสูตรของรัฐบาล ปัจจุบันสอนทักษะเอไอ 15 ชั่วโมงให้กับนักเรียนเกรด 6-8 (มัธยมต้น) และสอนวิชาเลือกเกี่ยวกับเอไอให้กับนักเรียนเกรด 9-12 (มัธยมปลาย)

    หลักสูตรใหม่ขยายการศึกษาเอไอไปจนถึงชั้นประถม (เกรด 3-5) หรือเด็กอายุ 8-10 ขวบ โดยในปีการศึกษา 2024-2025 มีจำนวน 66 ล้านคน คาดว่ายอดรวมเด็กที่เรียนเรื่องเอไอรวมในโรงเรียนมัธยมต้นและปลายด้วยจะทะลุเกือบ 200 ล้านคนภายในปี 2026

    นโยบายใหม่ด้านการศึกษาในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกถูกผู้เชี่ยวชาญมองทั้งบวกและลบ

    “เนื่องจากเครื่องมือเอไอหลายตัวฟรี การตระหนักรู้และฝึกอบรมที่ถูกต้องสามารถช่วยนักเรียนใช้เอไอได้อย่างมีผลิตภาพ” อักษัย มาเชลการ์ ผู้ก่อตั้งและประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ศูนย์วิจัยการศึกษา Experimind Labs กล่าวกับนิกเคอิเอเชีย

    ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวต่อไปว่า แม้นักเรียนหลายคนได้ประโยชน์ภาระที่ตกแก่ครูก็สำคัญ แม้รัฐบาลมีแผนจัดหาวีดีโอช่วยสอน แต่มาเชลการ์มองว่า ครูหลายคน “ยังใช้เครื่องมือพื้นฐานไม่คล่อง ดังนั้นการคาดหวังให้ครูสอนเอไอได้ในชั่วข้ามคืนย่อมเป็นเรื่องเกินจริง”

    คนอื่นๆ แสดงความกังวลถึงประสิทธิผลของโครงการสอนเอไอ

    “ความแตกต่างด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นอุปสรรคต่อการใช้หลักสูตรเอไอภาคบังคับ โรงเรียนในชนบทหลายโรงห้องคอมพิวเตอร์ห้องเดียวต้องใช้ร่วมกันหลายระดับชั้น” ศรีนิธี อาร์ เอส ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีการศึกษา เชอร์ริเลิร์น ให้ความเห็น

    ตามรายงานของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนอินเดีย 63% มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, 65% มีคอมพิวเตอร์ และ 58% ของคอมพิวเตอร์เหล่านี้ใช้การได้ นี่หมายความว่ารัฐบาลจะต้องจัดหาอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนอีกกว่าหนึ่งในสามของประเทศ

    นอกจากนี้ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐ โรงเรียนรัฐบาลในรัฐมัธยประเทศ ที่ปีการศึกษาก่อนโรงเรียนเพียง 35.3% เท่านั้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต  ช่วงเที่ยงซึ่งเป็นช่วงเดียวที่ต่อไวไฟได้ เด็กๆ ต่างมารุมล้อมคอมพิวเตอร์ตัวเดียวที่ใช้การได้

    ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญกังวลด้วยว่า นโยบายอาจไม่ตอบสนองความต้องการของนักเรียน “คำถามใหญ่กว่านั้นไม่ได้อยู่ที่การนำเอไอเข้าไปในโรงเรียน แต่หลักสูตรนี้สอดคล้องกับบริบทการศึกษาอินเดียในวงกว้างอย่างไร การเรียนในห้องเรียนอินเดียมาจากการท่องจำเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามที่สังคมเห็นชอบ การศึกษาคือการทำคะแนนสอบได้ดี“ ยามินี ไอยาร์ อดีตประธานและซีอีโอกลุ่มคลังสมอง “ศูนย์วิจัยนโยบาย” กล่าว

    ไอยาร์แย้งว่า ถ้าไม่เลิกเรียนรู้แบบท่องจำ การเรียนรู้เอไอเสี่ยงไปส่งเสริมระบบเดิมที่ต้องปฏิรูปได้แล้ว ทักษะสำคัญที่สุดที่ต้องส่งต่อให้คนรุ่นหลังคือการคิดวิเคราะห์ “คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ได้ไม่เป็นเท็จ” เธอกล่าว หมายถึงแนวโน้มที่โมเดลเอไอให้ข้อมูลเท็จแล้วบอกว่าเป็นข้อเท็จจริง

    “มีแต่ความสามารถของคุณเท่านั้นที่จะตั้งคำถามกับมันได้” ไอยาร์ย้ำ

    “การศึกษาด้านเอไอในระดับพื้นฐานควรเป็นเชิงประสบการณ์ เชิงสัญชาตญาณ และมีความเกี่ยวข้องกับบริบท มากกว่าจะเป็นเชิงนามธรรมหรือเชิงเทคนิค สำหรับนักเรียนระดับชั้นต้นๆสามารถทำได้โดยใช้กิจกรรมเกม เรื่องราว และภาพประกอบที่สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมของนักเรียน เช่น ผู้ช่วยเสียง แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศ หรือเครื่องมือแปลภาษา” ประวีณ มกปาตี ผู้อำนวยการฝ่ายเอไอ สมาคมบริษัทไอทีอินเดียแนะนำ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1207040&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35af7PyT37Cw0PKkS_xpOC