Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปลดล็อก! ขายเหล้า-เบียร์ 14.00-17.00 น. ได้ ข้อห้ามนั่งดื่มหลังเที่ยงคืนยังไม่สรุป

    ปลดล็อก! ขายเหล้า-เบียร์ 14.00-17.00 น. ได้ ข้อห้ามนั่งดื่มหลังเที่ยงคืนยังไม่สรุป

    คกก.นโยบายแอลกอฮอล์ ไฟเขียวขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นได้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนท่องเที่ยวช่วงเทศกาล รอประกาศสำนักนายกฯ ไม่ต้องนำเข้า ครม. พร้อมมอบ สธ.-ท่องเที่ยวคุยให้จบ ปมนั่งดื่มหลังเที่ยงคืน

    13 พฤศจิกายน 2568 – เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 ว่า หลายคนเป็นห่วงเรื่องเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ หากเราบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยวประเทศไทย หรือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ จึงให้นโยบายว่าในช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา 14.00-17.00 น. ที่ในอดีตที่ห้ามเพราะไม่อยากให้ข้าราชการไปดื่มสุรา จึงได้กำหนดออกมาว่าห้ามดื่ม ตนจึงบอกไปว่าตอนนี้มันหมดยุคแล้ว ยุคนี้ข้าราชการไม่มีไปดื่มสุราในช่วงบ่าย ฉะนั้น ควรจะยกเลิก

    ส่วนเรื่องขยายเวลาทางภาคท่องเที่ยวอยากให้ยาวไปถึงเวลา 04.00 น. ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ระบุว่าไม่ได้ เพราะถ้าไปดูสถิติของการเกิดอุบัติเหตุช่วงเวลา 02.00-03.00 น. จะเกิดจำนวนมาก ตนได้ให้คณะกรรมการฯไปคุยกัน ส่วนเรื่องของสถานประกอบการนั้น ความจริงมีกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยอยู่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่กระทรวงมหาดไทยควบคุมได้ โดยกำหนดไว้ว่าเวลาไหนดื่มได้ เวลาไหนดื่มไม่ได้

    นายโสภณ กล่าวว่า ตนได้ให้ข้อสังเกตไปว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีข้อห้ามของกระทรวงสาธารณสุขที่ส่งเสริมให้งดการดื่มในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตนเห็นว่ามันส่งเสริมได้ แต่อย่าลืมเขาเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาล ฉะนั้น มาตรการใดที่นำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้ รัฐอาจจะส่งเสริมได้ แต่ว่าต้องมีแรงจูงใจ ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาบอกว่าไม่ให้ดื่ม มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามีแรงจูงใจถือว่าเหมาะสม อย่างเช่น ชุมชนไหนไม่มีการดื่มสุราจะต้องมีอะไรให้เขา สรุปคือ ขยายแน่ แต่เวลาให้รอผลการประชุมคณะกรรมการฯก่อน จะ 02.00 น. หรือ 04.00 น. จะมีจุดลงตัวอย่างไร ส่วนเวลา 14.00 – 17.00 น. ให้ยกเลิก

    ทั้งนี้ หากคณะกรรมการฯมีมติอย่างใด ไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถออกประกาศสำนักนายกฯได้เลย ซึ่งในประกาศดังกล่าวจะต้องรอฟังความเห็นของประชาชนภายใน 15 วันนับจากวันที่คณะกรรมการฯมีมติ และมีผลบังคับใช้เลย

    ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางใดที่เป็นแนวทางกลางๆ นายโสภณ กล่าวว่า ได้บอกไปแล้วว่าให้หาจุดกึ่งกลางโดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น เวลา 01.00 น. เพราะกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า 02.00 น. มีผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับจำนวนมาก ดังนั้น ขอให้สบายใจได้ว่าขยายแน่ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งบรรยากาศที่เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้คือ ช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ และตนไม่เห็นด้วยที่จะต้องไปกำหนดเป้าจะต้องไม่ให้มีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ เพราะถ้ากำหนดเท่าไหร่มันจะไปถึงจุดนั้น ที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมาย

    เมื่อถามว่า ที่กำหนดโซนให้ดื่มได้ถึง 04.00 น. ยังกำหนดในพื้นที่ท่องเที่ยวหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ยังเหมือนเดิม นอกจากนี้ ตนให้นโยบายเพิ่มเติมคือ โซนนิ่งของการจำหน่ายสุรากับระยะห่างจากสถานศึกษา ตนให้ไปกำหนดชัดเจนว่าต้องเริ่มนับจากจุดไหนถึงจุดไหน จะเริ่มนับจากรั้ว หรือตัวอาคารเรียน ให้มันชัดเจน และนำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/895284/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WVFVxzQTlJAYAZeYPEbqt

  • เส้นทางฮิตข้ามแดน ขอนแก่น-เวียงจันทน์ ฟีลต่างประเทศใกล้บ้าน

    เส้นทางฮิตข้ามแดน ขอนแก่น-เวียงจันทน์ ฟีลต่างประเทศใกล้บ้าน

    เปิดเส้นทางเดินรถขอนแก่น-เวียงจันทน์ ข้ามแดนง่าย สะดวกกว่าเดิม

              เที่ยวลาว เส้นทางเดินรถขอนแก่น-เวียงจันทน์ เส้นทางท่องเที่ยวข้ามแดนสุดฮิต เดินทางสะดวก นั่งรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงเวียงจันทน์ เมืองหลวงแสนอบอุ่นที่เต็มไปด้วยเสน่ห์

              ตอนนี้เดินทางจากขอนแก่นไปเวียงจันทน์สะดวกสุด ๆ ด้วยเส้นทางเดินรถข้ามแดนที่ใช้เวลาไม่นานก็ได้ไปสัมผัสเมืองหลวงของลาว ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมอันเรียบง่าย คาเฟ่สไตล์ลาวน่ารัก ๆ วิวริมโขงสุดโรแมนติก และวัดวาอารามงดงามที่รอไปเยือน ไม่ต้องขับรถเอง ไม่ต้องบินไกล แค่ขึ้นรถจากขอนแก่นก็ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เวียงจันทน์ได้สบาย ๆ สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ เป็นอย่างไร มีรอบรถมาก-น้อยแค่ไหน มาเช็กด้วยกันเลย

    เที่ยวลาว 
    เส้นทางเดินรถขอนแก่น-เวียงจันทน์

    เส้นทางเดินรถขอนแก่น-เวียงจันทน์ เปิดให้บริการแล้วหรือยัง

              ข่าวดีของนักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางไปเที่ยวลาว บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ร่วมกับรัฐวิสาหกิจรถเมล์นครหลวงเวียงจันทน์ เริ่มให้บริการรถตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หลังจากหยุดชะงักไประยะหนึ่ง ทำให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางระหว่างขอนแก่นและนครหลวงเวียงจันทน์ได้สะดวกมากขึ้น

    เส้นทางเดินรถขอนแก่น-เวียงจันทน์ บขส.

    ภาพจาก : บขส.

    รายละเอียดการเดินรถ

              สำหรับรอบรถ บขส. ที่ให้บริการเส้นทางขอนแก่น-เวียงจันทน์ มีรถไทยและรถลาวให้บริการวันละ 2 เที่ยว (ไป-กลับ) ได้แก่

    เส้นทางเดินรถขอนแก่น-เวียงจันทน์ บขส.

    ภาพจาก : บขส.

    • เที่ยวไป : รถออกจากขอนแก่น เวลา 08.15 น.

    • เที่ยวกลับ : รถออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ เวลา 14.45 น.

    *** ทั้งนี้ ฝั่งลาวใช้รถมินิบัส 25 ที่นั่ง ให้บริการวันละ 2 เที่ยวเช่นกัน

    รายละเอียดราคา

              สำหรับราคาค่าโดยสารเส้นทางขอนแก่น-เวียงจันทน์ ราคา 180 บาท มีระยะทาง 194 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง โดยรถจะให้บริการแบบปรับอากาศ 42 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าสะดวกและปลอดภัย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางแบบไม่รีบเร่ง โดยสามารถจองตั๋วรถโดยสารได้ที่เว็บไซต์ tcl99web.transport.co.th หรือโทรศัพท์ 0 2936 3660 

              นอกจากนี้ บขส. ยังให้บริการเดินรถเส้นทางระหว่างประเทศไทย – สปป.ลาว จำนวน 11 เส้นทาง ได้แก่

    • หนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์

    • อุดรธานี – นครหลวงเวียงจันทน์

    • ขอนแก่น – นครหลวงเวียงจันทน์

    • กรุงเทพฯ – นครหลวงเวียงจันทน์

    • นครพนม – เมืองท่าแขก

    • อุบลราชธานี – เมืองปากเซ

    • กรุงเทพฯ – เมืองปากเซ

    • มุกดาหาร – แขวงสะหวันนะเขต

    • เลย – แขวงไซยบุรี – แขวงหลวงพระบาง

    • อุดรธานี – วังเวียง

    • เชียงราย – แขวงบ่อแก้ว (Shuttle Bus)

    เวียงจันทน์ มีอะไรให้เที่ยวบ้าง

              เวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาวที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและความสงบ มีวัดเก่าแก่ให้ชมมากมาย เช่น วัดสีสะเกด วัดศรีทอง นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่ริมโขงน่ารัก ๆ ตลาดท้องถิ่น และบรรยากาศริมแม่น้ำโขงสุดโรแมนติก เหมาะกับคนชอบถ่ายรูปชิล ๆ และคนที่สนใจเรียนรู้วิถีชีวิตแบบลาว

    เวียงจันทน์ เส้นทางเดินรถขอนแก่น-เวียงจันทน์ บขส.

    เวียงจันทน์ เส้นทางเดินรถขอนแก่น-เวียงจันทน์ บขส.

              ออกเดินทางจากขอนแก่นไปเวียงจันทน์ง่าย ๆ ด้วย บขส. เพลิดเพลินกับวัฒนธรรมลาว คาเฟ่น่ารัก และบรรยากาศริมโขงสุดชิล เที่ยวใกล้บ้าน ได้ฟีลต่างประเทศแบบชิล ๆ ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวลาว เที่ยวเวียงจันทน์ เที่ยวต่างประเทศใกล้ไทย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view296451.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KRc5jb5jqkoeyKAyI3-DB

  • รมต.ท่องเที่ยวและกีฬา ประธานมอบเงินรางวัลนักกีฬา ผู้ฝึกสอน

    รมต.ท่องเที่ยวและกีฬา ประธานมอบเงินรางวัลนักกีฬา ผู้ฝึกสอน

    รมต.ท่องเที่ยวและกีฬา ประธานมอบเงินรางวัลนักกีฬา ผู้ฝึกสอน จาก 4 รายการ ที่แข่งขันในปี 2568

    รมต.อรรถกร ประธานมอบเงินรางวัล 344 ล้านบาทให้กับ นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา จาก 4 มหกรรมกีฬา และรายการระดับนานาชาติ ชิงชนะเลิศแห่งโลก และชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย*
    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัลและแสดงความยินดีกับ นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และคณะเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาเวิลด์เกมส์ ครั้งที่ 12, มหกรรมกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อน ครั้งที่ 32, มหกรรมกีฬาเอเชียนยูธเกมส์ ครั้งที่ 3 และ มหกรรมกีฬาเวิลด์ทรานสแปลนเกมส์

    โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วมงาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ขอแสดงความชื่นชมต่อนักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน ที่ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬารายการแข่งขันระดับนานาชาติรายการต่าง ๆ และสามารถสร้างผลงาน สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ถือเป็นความสำเร็จ และเป็นเกียรติประวัติที่นักกีฬาทีมชาติไทยได้สร้างชื่อเสียง และนําความภาคภูมิใจ มาสู่พี่น้องชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จและรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ จะเป็นขวัญและกำลังใจให้นักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องได้พัฒนาความสามารถของตนเองให้ประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันครั้งต่อ ๆ ไป

    สำหรับการมอบเงินรางวัลให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬาที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมจากการแข่งขันมหกรรมกีฬา 4 รายการสำคัญ ประกอบด้วย 1.มหกรรมกีฬาเวิลด์เกมส์ ครั้งที่ 12 ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน 2.มหกรรมกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อน ครั้งที่ 32 ณ เมืองไรน์–รูห์ร สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 3.มหกรรมกีฬาเอเชียนยูธเกมส์ ครั้งที่ 3 ณ เมืองมานามา ราชอาณาจักรบาเรนห์ 4.มหกรรมกีฬา World Transplant Games 2025 ณ เมืองเดรสเดน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และรายการแข่งขันระดับนานาชาติ ชิงชนะเลิศแห่งโลก และชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย รวมเป็นเงิน 344,085,000 บาท ทั้งนี้ การจ่ายเงินรางวัลเป็นไปตาม บัญชีท้ายประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้เงินรางวัลแก่นักกีฬา บุคลากรกีฬา และสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” พ.ศ. 2565

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3820452/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-fJYjnLtbR0ya0CHH6bUh

  • K

    K

    Krungthai Card Public Company Limited (KTC) has formed a strategic partnership with the Singapore Tourism Board (STB) to promote Singapore as one of the top travel destinations among Thai tourists. The collaboration introduces the integrated campaign ‘Travel, Fly, Dine, Shop – One-Stop Privileges in Singapore,’ designed to deliver a seamless and value-driven journey combining convenience, exclusivity, and rewards across every stage of travel.

    KTC and Singapore Tourism Board Partner to Boost Thai Spending and Strengthen Singapore as a Value Destination

    The partnership follows KTC’s spending insights showing that Thai expenditure in Singapore grew by 10% year-on-year during the first nine months of 2025, reflecting sustained demand for quality lifestyle and travel experiences among Thai consumers.

    KTC: Dining Leads Spending Growth; Campaign Targets Premium Travelers

    Ms. Pranaya Nithananon, Head of Credit Card Marketing at KTC, said Singapore ranks as the fourth most popular international destination among KTC cardmembers. Spending through KTC cards rose by more than 10% year-on-year, with average spending per traveler at THB 9,800 per trip. Dining remains the top-performing category, growing 15% and accounting for the highest number of transactions, with average spending of THB 900 per transaction or around THB 3,100 per person.

    “The ‘Travel, Fly, Dine, Shop – One-Stop Privileges in Singapore’ campaign, developed in partnership with the Singapore Tourism Board, reflects the real behavior of premium Thai travelers who seek seamless experience across dining, shopping, and leisure, Ms. Pranaya said. “We expect this integrated initiative to help drive total spending growth by at least 5%, while reinforcing Singapore’s image as a destination that delivers true value in every experience.”

    STB: Growing the Thailand Market as Part of Quality Tourism

    Mr. Oliver Chong, Assistant Chief Executive, International Group, STB, said: “Thailand is one of Singapore’s key source markets and we continue to see strong spending by Thais on lifestyle activities like food and shopping. To ride on this momentum, we are pleased to partner KTC to make it even more seamless and rewarding for them to visit Singapore. This partnership supports our efforts to grow quality tourism by targeting discerning Thai visitors who value quality experiences, and aims to showcase the diverse offerings that make Singapore a destination worth visiting and returning to.”

    KTC’s strong consumer network and extensive experience in curating traveler experiences, along with STB’s market insights, will power the joint campaign. By integrating ‘One-Stop Privileges’ with travel, dining, and shopping promotions, KTC and STB aim to make Singapore even more relevant to Thai preferences—particularly in food, lifestyle, and cultural discovery.

    This collaboration underscores the shared commitment of both organizations to deliver real value to Thai travelers and reinforces Singapore’s position as a vibrant, holistic, and ever-evolving destination. Ultimately, the goal is to welcome more Thai visitors to experience the full spectrum of Singapore’s offerings—where every journey, every meal, and every moment is worth their time.

    Comprehensive Campaign Benefits for KTC Members

    The ‘Travel, Fly, Dine, Shop – One-Stop Privileges in Singapore’ campaign offers KTC credit cardmembers an extensive suite of exclusive privileges across every touchpoint of the journey — from airfare and accommodation to dining deals, shopping rewards, and must-visit attractions throughout Singapore. KTC cardmembers can access these offers instantly by making payments with their KTC Credit Card. For details, visit https://ktc.promo/NTO-STB.

    For more information, please visit www.ktc.co.th for the latest promotions. Those interested in applying for a KTC Credit Card can learn more at ktc.today/apply-card or visit any “KTC TOUCH” member service center nationwide.

    Remark: Please use credit cards responsibly and make full payments within the due date to avoid interest charges of 16% per annum.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/en/ietm7uk2jtsp88hl7kqdfvzdqg8jhxh9&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1klfx4TahFcnnrUE9eKIaI

  • รฟท.เดินแผนขยายฐานตลาดรถไฟท่องเที่ยวเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ลบ. : อินโฟเควสท์

    รฟท.เดินแผนขยายฐานตลาดรถไฟท่องเที่ยวเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ลบ. : อินโฟเควสท์

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าฯ รฟท.เปิดเผยว่า การรถไฟฯ มุ่งมั่นพัฒนาขบวนรถท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางราง กระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปยังชุมชนต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง อันเป็นการกระจายรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดย รฟท. ได้เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันได้เปิดให้บริการขบวนรถพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเป็นประจำ ทั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์และในโอกาสพิเศษต่าง ๆ

    สำหรับผลการดำเนินงานรถไฟนำเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) มีนักท่องเที่ยวใช้บริการทั้งสิ้น 186,488 คน สร้างรายได้รวม 72.13 ล้านบาท โดยรายได้หลัก 66.55 ล้านบาท มาจากการจัดเดินขบวนรถนำเที่ยว ซึ่งขบวนที่ทำรายได้สูงสุดคือ ขบวน Royal Blossom (28.46 ล้านบาท) และขบวน KIHA 183 (21.58 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ รฟท. มีบริการขบวนรถท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ทั้งขบวนรถที่วิ่งประจำวันเสาร์-อาทิตย์ (เช่น สวนสนประดิพัทธ์, น้ำตกไทรโยคน้อย), ขบวนรถจักรไอน้ำที่ให้บริการใน 7 โอกาสพิเศษตลอดปี และขบวนรถนำเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตามฤดูกาล (พ.ย.-ม.ค.) นอกจากนี้ รฟท. ยังมีรายได้จากแพคเกจนำเที่ยวร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 5.58 ล้านบาท และรายได้สนับสนุนการท่องเที่ยวอื่น ๆ อีก 40.49 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการให้บริการเช่าเหมาขบวน 39.29 ล้านบาท และการลากจูงขบวนรถของมาเลเซีย 1.20 ล้านบาท

    สำหรับแผนงานพัฒนาการท่องเที่ยวทางรถไฟในปีงบประมาณ 2569 รฟท. จะมุ่งขยายฐานการตลาด โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนสามารถเช่ารถเหมาขบวนเพื่อจัดทริปท่องเที่ยวได้เองตลอดทั้งปี พร้อมทั้งจะพัฒนาโครงการ “Scenic routes” และ “Luxury route” โดยใช้รถโดยสารปรับอากาศชั้นดีจัดทริปในเส้นทางธรรมชาติที่สวยงามไปยังทุกภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกทั้ง เป็นการเพิ่มการใช้บริการทางรถไฟ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยใช้ศักยภาพทางด้านระบบขนส่งสาธารณะของประเทศเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี อีกด้วย

    รฟท. ได้เร่งรัดดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จตามแผนงาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อปฏิรูประบบการขนส่งทางรางของประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ และเพิ่มความตรงต่อเวลา สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

    สำหรับภาพรวมความคืบหน้าของโครงการ

    โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 จำนวน 7 เส้นทาง เปิดให้บริการไปแล้ว 5 เส้นทาง ประกอบด้วย

    1. ช่วงชุมทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร

    2. ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร

    3. ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 169 กิโลเมตร

    4. ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กิโลเมตร

    5. ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร

    ส่วนอีก 2 เส้นทาง ที่เปิดใช้งานเกือบเต็มระบบ ได้แก่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร เปิดใช้เส้นทางเมื่อเดือน พฤษภาคม 2568 และจะเปิดใช้เต็มระบบในวันที่ 5 ธันวาคม 68 และช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มระบบในปี 70

    นอกจากนี้ รฟท. ยังได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างเส้นทางคู่สายใหม่เพื่อเชื่อมโยงการค้าภูมิภาค โดยโครงการช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ทั้ง 3 สัญญา มีความคืบหน้าเร็วกว่าแผนงานโดยเฉลี่ย 3-4% ขณะที่โครงการช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ทั้ง 2 สัญญา มีความคืบหน้า 61.095% ปัญหาเนื่องจากการเวนคืนที่ดิน ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้ล่าช้า

    ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงขอนแก่น-หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนเมษายน 2568 ยังมีความคืบหน้าช้ากว่าแผนเล็กน้อย สำหรับเส้นทางระยะที่ 2 อื่น ๆ อีก 6 เส้นทาง (เช่น ปากน้ำโพ-เด่นชัย, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี) ได้เสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติโครงการแล้ว เช่นเดียวกับสายใหม่ช่วงสุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ที่ออกแบบเสร็จสิ้นและอยู่ระหว่างรอการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

    สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม-ชุมพร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างชะอำและหัวหิน ปัจจุบันได้เปิดใช้งานทางคู่ตลอดเส้นทางแล้ว โดยใช้ระบบทางสะดวกอิเล็กทรอนิกส์ (E-token) แม้ความคืบหน้าของโครงการโดยรวมอยู่ที่ 72.491% คาดว่าจะเปิดใช้งานได้เต็มระบบในปี 69 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางลงสู่ภาคใต้ได้อย่างมาก

    ส่วนระยะถัดไป จะขยายเส้นทางลงสู่ภาคใต้ตอนล่าง ในช่วงสุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น เพื่อเชื่อมโยงฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (เกาะสมุย-ภูเก็ต) พร้อมทั้งพัฒนาสถานีชุมทางหาดใหญ่และปาดังเบซาร์ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า (Container Yard) เพื่อเชื่อมต่อชายแดนและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545562&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw339KnjNbyY9NXCm7mWDCMH

  • รถไฟ เดินหน้าบูมท่องเที่ยวหัวหิน หลังนักท่องเที่ยวเพิ่มต่อเนื่อง

    รถไฟ เดินหน้าบูมท่องเที่ยวหัวหิน หลังนักท่องเที่ยวเพิ่มต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจ

    รถไฟ เดินหน้าบูมท่องเที่ยวหัวหิน หลังนักท่องเที่ยวเพิ่มต่อเนื่อง

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    รถไฟ เดินหน้าบูมท่องเที่ยวหัวหิน หลังนักท่องเที่ยวเพิ่มต่อเนื่อง

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีการพัฒนาขบวนรถท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางราง  ทั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปยังชุมชนต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง อันเป็นการกระจายรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดย รฟท. ได้เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันได้เปิดให้บริการขบวนรถพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเป็นประจำ ทั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์และในโอกาสพิเศษ

    สำหรับผลการดำเนินงานรถไฟนำเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) มีนักท่องเที่ยวใช้บริการทั้งสิ้น 186,488 คน สร้างรายได้รวม 72.13 ล้านบาท โดยรายได้หลัก 66.55 ล้านบาท มาจากการจัดเดินขบวนรถนำเที่ยว ซึ่งขบวนที่ทำรายได้สูงสุดคือ ขบวน Royal Blossom (28.46 ล้านบาท) และขบวน KIHA 183 (21.58 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ รฟท. มีบริการขบวนรถท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ทั้งขบวนรถที่วิ่งประจำวันเสาร์-อาทิตย์ (เช่น สวนสนประดิพัทธ์, น้ำตกไทรโยคน้อย), ขบวนรถจักรไอน้ำที่ให้บริการใน 7 โอกาสพิเศษตลอดปี และขบวนรถนำเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตามฤดูกาล (พ.ย.-ม.ค.) นอกจากนี้ รฟท. ยังมีรายได้จากแพคเกจนำเที่ยวร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 5.58 ล้านบาท และรายได้สนับสนุนการท่องเที่ยวอื่น ๆ อีก 40.49 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการให้บริการเช่าเหมาขบวน 39.29 ล้านบาท และการลากจูงขบวนรถของมาเลเซีย 1.20 ล้านบาท

    สำหรับแผนงานพัฒนาการท่องเที่ยวทางรถไฟในปีงบประมาณ 2569 รฟท. ได้ขยายตลาด โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนสามารถเช่ารถเหมาขบวนเพื่อจัดทริปท่องเที่ยวได้เองตลอดทั้งปี พร้อมทั้งจะพัฒนาโครงการ “Scenic routes” และ “Luxury route” โดยใช้รถโดยสารปรับอากาศชั้นดีจัดทริปในเส้นทางธรรมชาติที่สวยงามไปยังทุกภูมิภาคต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น  สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกทั้ง เป็นการเพิ่มการใช้บริการทางรถไฟ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยใช้ศักยภาพทางด้านระบบขนส่งสาธารณะของประเทศเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี อีกด้วย

    “รถไฟแห่งประเทศไทยและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ได้ร่วมกันเพื่อพัฒนาการเดินทางโดยรถไฟ เพื่อการท่องเที่ยวทางราง และวางแผนการใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหลังจากการหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด หมุดหมายแรกจะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงพื้นที่ของการรถไฟฯ ในอำเภอหัวหิน และหากสำเร็จด้วยดี จะขยายผลไปสู่พื้นที่ศักยภาพอื่น ๆ อาทิ ปราณบุรี กุยบุรี และบางสะพานน้อย ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่ระบบรางสามารถพัฒนาและเชื่อมต่อได้อย่างสะดวก รฟท. มั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะเป็นทิศทางสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ และฟื้นฟูให้หัวหินกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางหลักด้านการท่องเที่ยวต่อไป “นายอนันต์ กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/454208&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ULJZ4mT3ojhqqTcZA__Bd

  • COM7 โกยกำไร 9 เดือน พุ่ง 25% กวาดรายได้  60,811 ล้าน

    COM7 โกยกำไร 9 เดือน พุ่ง 25% กวาดรายได้ 60,811 ล้าน

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.23 น.

    นายถกล นิยมไทย นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 เปิดเผยถึง ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 60,811 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% และมีกำไรสุทธิ 2,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสามารถรักษาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในระดับสูงกว่าการเติบโตของรายได้  ขณะที่ ภาพรวมไตรมาส 3 ปี 2568 มีรายได้จากการขายและบริการ 19,203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 872 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.9% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 14.0% เพิ่มขึ้นจาก 13.6% ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและกลยุทธ์ขายเชิงรุก แม้เศรษฐกิจชะลอ

    ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในไตรมาส 3 ปีนี้ มาจากธุรกิจค้าปลีก (Retail Business) ซึ่งยังคงเป็นรายได้หลัก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 96.5% ของรายได้รวม โดยได้รับแรงหนุนจากการบริหารพอร์ตสินค้า (Product Mix) ที่สมดุล โดยกลุ่มสมาร์ตโฟนทั้งระบบ iOS และ Android มีสัดส่วนราว 61% รองลงมาคือ Tablet, Accessories, IT Product และรายได้จากธุรกิจประกันภัยที่เติบโตโดดเด่น ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 มีสาขาทั้งสิ้น 1,331 สาขา เพิ่มขึ้นสุทธิ 11 สาขาจากไตรมาสก่อน เน้นการขยายแบรนด์หลัก Studio7 และ BaNANA เพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายทั่วประเทศได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    สำหรับ Key Driver ไฮไลท์การเติบโตของธุรกิจในกลุ่ม ก็มีผลการดำเนินงานเติบโตได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจเช่าซื้อภายใต้ บริษัท ธันเดอร์ฟินฟิน จำกัด หรือสินเชื่อ UFUND ยังคงขยายตัวโดดเด่น พอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ UFUND (Net AR) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 28.1% และตั้งเป้าพอร์ตแตะ 4,000 ล้านบาท ภายในเดือนธันวาคม 2568 การเติบโตหลักมาจากสินเชื่อในกลุ่ม Smartphone โดยเฉพาะลูกค้าบุคคลทั่วไป (Personal) ทั้งระบบ Apple และ Android ซึ่งเริ่มขยายสัดส่วนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่พอร์ตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษา (Student–Apple) ในปี 2023 ปัจจุบันในไตรมาส 3/2568 พอร์ตสินเชื่อบุคคลคิดเป็นกว่า 56% ของพอร์ตทั้งหมด สะท้อนถึงการขยายฐานลูกค้าและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินภายใต้แบรนด์ UFUND อย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษา NPL ในไตรมาส 3/2568 ทำได้ดีในระดับ 0.99% จากเป้าไม่เกิน 3%  

    นายไตรรงค์ อารีเพิ่มพร ผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจ COM7 เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมต่อยอดสู่ S-Curve แห่งอนาคต ด้วยการขยายธุรกิจในกลุ่ม EV และพลังงานสะอาด โดยโครงการ Taxi EV ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท อีวีเซเว่น จำกัด (EV7) เดินหน้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นไตรมาส 3 ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 1,136 คัน และตั้งเป้าส่งมอบครบ 2,000 คันภายในสิ้นปี แม้ได้รับผลกระทบจากการส่งมอบล่าช้าบางส่วน แต่ยังคงมีลูกค้าใน waiting list กว่า 300 ราย ที่รอรับรถในไตรมาส 4 สะท้อนถึงความต้องการใช้งานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในโครงการ

    ในไตรมาส 4 นี้ EV7 เตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ พร้อมเดินหน้าโครงการ “Taxi HUB & Charging Station” ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางให้บริการแท็กซี่ไฟฟ้าและสถานีชาร์จแบบครบวงจร โดยเริ่มเปิดให้บริการที่ EV7 Yard พระประแดง และ BNN Park เสรีไทย พร้อมจับมือกับ EA Anywhere ผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าชั้นนำของไทย เพื่อขยายจุดชาร์จทั่วประเทศ และเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับสมาชิกผู้ใช้บริการ EV7 ทั้งนี้ COM7 ยังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการบริหาร คาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ใหม่ในอนาคต

    ด้าน นายกชกร บูรณวุฒิกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงิน COM7 กล่าวถึง ธุรกิจประกันภัยภายใต้ บริษัท ไอแคร์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ iCARE ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 509 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า เท่าตัว หรือ 103% จาก 251 ล้านบาทในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 118 ล้านบาท พุ่งขึ้น 188% จาก 41 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งรายได้และกำไร แซงหน้าผลประกอบการทั้งปีที่ผ่านมาแล้วเรียบร้อย ด้วยโครงสร้างพอร์ตประกันภัยของ iCARE นำโดยกลุ่ม Mobile Product มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 44% สะท้อนเทรนด์การซื้อประกันควบคู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ขยายตัวแรง ส่วนประกัน Motor เพิ่มจาก 12% เป็น 14%

    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ประกันภัย “COVER+” ที่ร่วมพัฒนากับ Apple ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม สร้างรายได้ประจำและโอกาสใหม่ในตลาดประกันเทคโนโลยี พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ เช่น True และ Advice  ขณะเดียวกันยังเตรียมรุกตลาดประกันภัยสำหรับกลุ่มสินค้า IT Product และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับ บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHUBB ในรูปแบบ Cybersecurity Insurance คุ้มครองความเสียหายจากสแกมเมอร์และมิจฉาชีพ ช่วยเสริมแกร่งพอร์ตธุรกิจและผลักดันรายได้ต่อเนื่องในไตรมาส 4/68 และปี 2569

    อย่างไรก็ตาม มองไตรมาส 4 เข้าสู่ช่วง ไฮซีซั่นของธุรกิจไอทีและเทคโนโลยี COM7 คาดภาพรวมผลการดำเนินงานจะเติบโตโดดเด่นต่อเนื่องจากแรงหนุนของสินค้าไฮไลท์อย่าง iPhone 17 Series, iPad Pro, MacBook Pro รุ่นใหม่ และสมาร์ตโฟน Android ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI โดยมี โปรแกรมสินเชื่อ UFUND และ ประกัน COVER+ จาก iCARE เป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มกำลังซื้อและมูลค่าให้ผู้บริโภค

    ทั้งนี้ บริษัทยกระดับธรรมาภิบาล และ ESG อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับการประเมิน CGR 5 ดาว “ดีเลิศ” ต่อเนื่องปีที่ 5 รวมทั้ง SET ESG Rating: AA, Sustainalytics ESG Risk Rating: Low Risk (19.1) และ AGM Checklist 100 คะแนนเต็ม ต่อเนื่องปีที่ 8 พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการ “ห้องคอมของหนู” และ “ยิ้มสดใสจากใจคอมเซเว่น” เพื่อส่งเสริมการศึกษาและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/927587&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m3zkY_ADmvLHcX54B-umd

  • พาณิชย์ถกอินเดีย กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ ผลักดันเอฟทีเอ

    พาณิชย์ถกอินเดีย กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ ผลักดันเอฟทีเอ

    เศรษฐกิจ

    พาณิชย์ถกอินเดีย กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ ผลักดันเอฟทีเอ

    13 พ.ย. 2025 เวลา 8:33 น.

    พาณิชย์ถกอินเดีย กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ ผลักดันเอฟทีเอ

    “ศุภจี” หารือ “ทูตอินเดีย”ถกขยายความร่วมมือการค้า–อุตสาหกรรม สร้างห่วงโซ่อุปทาน ปักหมุดหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมผลักดันการค้าเสรีครอบคลุมทุกมิติ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568
    ได้พบหารือกับ นายนาเกช ซิงค์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เพื่อขยายโอกาสการค้าภายใต้ความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์

    โดยไทยพร้อมร่วมมือกับอินเดียในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้ “ปฏิญญาร่วมว่าด้วยการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ลงนามเมื่อเดือนเมษายน 2568 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย – อินเดีย ให้เติบโตอย่างมั่นคงในทุกมิติ เพื่อให้การค้าสองฝ่ายเติมเต็มและตอบโจทย์ความต้องการซึ่งกันและกัน

    ปัจจุบันอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และยังมีประชากร Gen Z มากที่สุดในโลก สะท้อนถึงการขยายตัวของชนชั้นกลางในอินเดียที่มีความต้องการบริโภคมหาศาล

    รวมทั้งยังมีแรงงานคุณภาพให้แก่ตลาดโลก โดยไทยพร้อมร่วมมือกับอินเดียในการสร้างห่วงโซ่อุปทานตอบสนองความต้องการของทั้งผู้บริโภคและอุตสาหกรรมภายในประเทศของอินเดีย รวมทั้งพัฒนาฐานการผลิตร่วมกันเพื่อผลิตและส่งออกไปยังประเทศที่สาม

    ขณะเดียวกัน ไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถเชื่อมอินเดียสู่ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและเอเชียตะวันออกได้  

    พาณิชย์ถกอินเดีย กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ ผลักดันเอฟทีเอ

    นางศุภจี กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า
    ที่เกื้อกูลการผลิตระหว่างไทยกับอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ อาหารแปรรูป เป็นต้น จึงได้เสนอให้อินเดียสานต่อการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย – อินเดีย เพื่อยกระดับให้เป็นความตกลงการค้าเสรีแบบครอบคลุม (Comprehensive FTA) ทั้งการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    โดยในระยะสั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายจะพิจารณาจัดทำความตกลงยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้าโดยระบุสินค้าที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมทั้งริเริ่มการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างไทยกับอินเดียภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่เป็นภาคีร่วมกัน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย  

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้สนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าทั้งในไทยและอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ขยายโอกาสทางการค้า และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ โดยตนมีแผนจะนำคณะเอกชนไทยเยือนเมืองมุมไบในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Business Networking ในสาขาวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ยั่งยืน

    อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในปี 2567 การค้ารวมมีมูลค่า 17,457.25 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า %8.83 แบ่งเป็นการส่งออกไปอินเดียมูลค่า 11,760.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และการนำเข้าจากอินเดียมีมูลค่า 5,696.43 ล้านดอลลาร์ สินค้านำเข้าสำคัญจากอินเดีย อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 5,197.61 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) การค้ารวมมีมูลค่า 16,381.63  ล้านดอลลาร์ ขยายตัวกว่า  28.25 %แบ่งเป็น การส่งออกของไทย 11,906.92 ล้านดอลลาร์สและการนำเข้าของไทย 4,474.71 ล้านดอลลาร์(+5.75%) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 7,432.21 ล้านดอลลาร์ส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hDOmxFJRezEbXvQyC7TNg

  • เปิดรายชื่อ 13 ตระกูลดัง เป็นเจ้าของโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย

    เปิดรายชื่อ 13 ตระกูลดัง เป็นเจ้าของโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย

    เปิด 13 ตระกูลดังไทย เป็นเจ้าของโรงเรียนนานาชาติ สร้างรากฐานมั่นคงด้านการศึกษา

    ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติ ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกของครอบครัวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของผู้ปกครองชาวไทยที่ต้องการมอบการศึกษาคุณภาพระดับโลกให้กับบุตรหลาน ส่งผลให้ธุรกิจการศึกษาแนวนี้เติบโตต่อเนื่อง 

    ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติเปิดให้บริการมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา โดยมีทั้งหลักสูตรอังกฤษ อเมริกัน สิงคโปร์ และ IB (International Baccalaureate) ให้เลือกตามความต้องการของผู้ปกครอง

    และนี่คือรายชื่อ 12 ตระกูลดังของไทย ที่กำลังขับเคลื่อนธุรกิจการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งแต่ละแห่งต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีบทบาทสำคัญในระบบการศึกษาของไทย

    1. ตระกูลโสภณพนิช

    ตระกูลผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงเทพฯ ที่ขยายธุรกิจจากภาคการเงินสู่ภาคการศึกษา โดยลงทุนใน โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี (Shrewsbury International School) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนชั้นนำของกรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

    2. ตระกูลเจียรวนนท์

    เจ้าของกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ เครือซีพี (CP Group) ที่ลงทุนใน โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่บ่มเพาะทั้งความรู้และทักษะคิดเชิงนวัตกรรมให้กับเยาวชนไทย

    3. ตระกูลกาญจนพาสน์

    จากเจ้าของกลุ่ม BTS และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มาสู่การเปิด โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ (VERSO International School) โรงเรียนแห่งอนาคตที่ใช้งบลงทุนหลายพันล้านบาท ตั้งอยู่ย่านบางนา

    4. ตระกูลโชควัฒนา

    ผู้นำแห่งกลุ่ม สหพัฒน์ ที่แตกแขนงสู่ธุรกิจการศึกษา ด้วยการเปิด โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจ กรุงเทพฯ (King’s College International School Bangkok) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสถาบันชั้นนำของอังกฤษ

    5. ตระกูลปาลเดชพงศ์

    จากผู้ก่อตั้งโรงเรียนชื่อดัง เด่นหล้า ขยายต่อยอดสู่โรงเรียนนานาชาติ “DLTS” ที่มุ่งเน้นทั้งคุณภาพการสอนและการปลูกฝังทักษะชีวิตในโลกยุคใหม่

    6. ตระกูลธรรมวัฒนะ

    อีกหนึ่งตระกูลธุรกิจใหญ่ที่ลงทุนใน โรงเรียนนานาชาติไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล (Thai International School) เพื่อสร้างรากฐานทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

    7. ตระกูลอัสสกุล

    กลุ่มทุนจาก ไทยสมุทรประกันชีวิต ที่ขยายธุรกิจสู่สายการศึกษา ผ่าน โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ (St. Stephen’s International School) ทั้งในกรุงเทพฯ และเขาใหญ่

    8. ตระกูลทองสิมา / อาร์ทูดีวัน

    กลุ่มผู้บริหารบริษัท A2D1 ที่ร่วมทุนกับต่างประเทศ เปิด โรงเรียนนานาชาติเบซิส (BASIS International School Bangkok) ซึ่งเป็นสถาบันจากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

    9. ตระกูลทีปสุวรรณ

    ลงทุนในแบรนด์อังกฤษระดับโลก รักบี้ สคูล ไทยแลนด์ (Rugby School Thailand) ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ด้วยพื้นที่กว้างกว่า 300 ไร่ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบบูรณาการทั้งวิชาการและกีฬา

    10. ตระกูลลัทธพิพัฒน์

    ทายาทรุ่นที่ 3 ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ สานต่อธุรกิจการศึกษาผ่าน โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ที่มีระบบการสอนมาตรฐานเดียวกับสหราชอาณาจักร

    11. ตระกูลเตชะอุบล

    จากบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ที่ผสานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการศึกษา วางแผนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนถนนพระราม 3 โดยมีโรงเรียนนานาชาติเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของโครงการ

    12. ตระกูลบูรณุปกรณ์

    เจ้าของ อรสิริน โฮลดิ้ง เปิดโรงเรียนนานาชาติมิลล์ฮิลล์ (Mill Hill International School) แบรนด์ดังจากอังกฤษ ในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรองรับครอบครัวที่ต้องการการศึกษาระดับพรีเมียมในภาคเหนือ

    13. ตระกูลพรประภา 

    ธุรกิจกลุ่ม สยามกลการ ทุ่มทุนครั้งใหญ่ ลงทุนสร้างรากฐานด้านการศึกษาเปิด โรงเรียนนานาชาติไฮเกตแห่งสหราชอาณาจักร (Highgate School, UK) สร้างโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ที่พัทยา บนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ กำหนดเปิดปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9856214/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A6cVT3BjI7q9tTIqvQM-9

  • กทม. ร่วม ยูนิเซฟ เปิดตัวหลักสูตรแกนกลาง ปฐมวัย ครั้งแรก ยกระดับมาตรฐานศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน 259 แห่ง

    กทม. ร่วม ยูนิเซฟ เปิดตัวหลักสูตรแกนกลาง ปฐมวัย ครั้งแรก ยกระดับมาตรฐานศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน 259 แห่ง

    วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ เซเวอรีน ลีโอนาดิ รักษาการผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์แผนการจัดการเรียนรู้ฯ อย่างเป็นทางการที่ https://learning.bangkok.go.th/ecdplan/

    รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าวว่า กทม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามนโยบาย เรียนดี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เด็กเล็กก่อนวัยเรียนอายุ 2 – 6 ปี การมีแผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็น แกนกลาง จะช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างสมวัย เป็นระบบ และเตรียมความพร้อมสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญให้อาสาสมัครผู้ดูแลเด็กสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของแต่ละพื้นที่ได้

    แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักพัฒนาสังคม กทม. และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ภายใต้แผนความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี โดยมีผู้แทนอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนต้นแบบ 12 แห่ง เข้าร่วมจัดทำและได้รับเกียรติบัตรในวันนี้ด้วย

    เซเวอรีน ลีโอนาดิ แสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับ กทม. โดยระบุว่า ความสำเร็จนี้จะเป็นแรงบันดาลใจและแสงสว่าง ให้กับอีกหลายหน่วยงานและจังหวัดทั่วประเทศ ในการลงทุนด้านเด็กปฐมวัย โดยเน้นนโยบายที่คิดถึงผู้ที่อยู่ในห้องเรียนจริงคือครูและเด็ก
    แผนการจัดการเรียนรู้ฯ ที่เผยแพร่นี้ ประกอบด้วย 4 สาระการเรียนรู้ และจำแนกเป็นแผนรายกิจกรรมสำหรับช่วงอายุ 2 – 6 ปี ที่สำคัญคือยังครอบคลุมแนวการศึกษาปฐมวัยสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่มีจุดเน้นเฉพาะ 5 แนวการศึกษา ได้แก่ วอลดอร์ฟ, ไฮสโคป, วิถีพุทธ, วิถีอิสลาม และ มอนเตสซอรี

    รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ย้ำว่า แม้แผนการเรียนรู้ฯ จะเกิดขึ้นแล้ว แต่งานยังไม่จบ โดย กทม. จะนำไปขยายผลต่อให้ ครอบคลุมศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั้ง 259 แห่ง และเตรียมจัดกิจกรรมอบรมให้อาสาสมัครผู้ดูแลเด็กในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

    “นับเป็นครั้งแรกที่ กทม. มีแผนการจัดการเรียนรู้ฯ กลาง… งานเรายังไม่จบ ยังมีอีกกว่าสองร้อยศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ที่เราต้องเดินหน้ายกระดับการสอนต่อ วางกลไกให้ทุกศูนย์ฯ มีมาตรฐานเท่ากันหรือมากยิ่งขึ้นไปอีก และให้ทุกศูนย์ฯ ดีที่สุดเพื่อดูแลเด็กเล็กของกรุงเทพมหานคร”

    ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ กทม. ในการสร้าง ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ให้มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย และเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติต่อไป

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bangkok-unicef-curriculum-launch/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bcrOPQPv3MW4xpo2RaeLd