Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เกาหลีใต้ระงับเที่ยวบิน-เลื่อนเปิดตลาดหุ้น เปิดทาง “วันสอบซูนึง”

    เกาหลีใต้ระงับเที่ยวบิน-เลื่อนเปิดตลาดหุ้น เปิดทาง “วันสอบซูนึง”

    ประเทศเกาหลีใต้เข้าสู่วันสำคัญของเยาวชนทั้งประเทศกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ หรือ “ซูนึง” ซึ่งเป็นการสอบที่มีความสำคัญสูงสุดในชีวิตนักเรียนเกาหลีใต้ เพราะเป็นกุญแจสู่การเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ เส้นทางอาชีพที่มั่นคง และแม้กระทั่งชีวิตแต่งงานในอนาคต โดยทางการสั่งระงับเที่ยวบินทั่วประเทศเป็นเวลา 35 นาที และตลาดหุ้นเลื่อนเวลาเปิดทำการไปหนึ่งชั่วโมง

    การสอบวัดความถนัดทางวิชาการเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย (College Scholastic Ability Test) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ซูนึง” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความก้าวหน้าทางสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และแม้กระทั่งการแต่งงานที่ดี และถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางวิชาการที่สำคัญที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ ได้เริ่มขึ้นที่ศูนย์สอบ 1,310 แห่ง ทั่วประเทศเมื่อเวลา 08:40 น. ตามเวลาในเกาหลีใต้

    กระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้เปิดเผยว่า มีผู้สมัครสอบในปีนี้รวมทั้งสิ้น 554,174 คน เพิ่มขึ้น 31,504 คน หรือร้อยละ 6 จากปีที่แล้ว และเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายและผู้ที่จบการศึกษาไปแล้วคิดเป็นร้อยละ 67.1 และร้อยละ 28.9 ของจำนวนผู้สมัครสอบทั้งหมดตามลำดับ

    ด้วยเดิมพันที่สูงลิ่ว รัฐบาลเกาหลีใต้จึงไม่ประมาท โดยมีการดำเนินมาตรการหลายอย่างในวันที่นักเรียนหลายคนถือว่าเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตวัยรุ่นของพวกเขา โดยมีการประกาศห้ามบินทั่วประเทศเป็นเวลา 35 นาที ในช่วงการสอบฟังภาษาอังกฤษ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ธนาคารและหน่วยงานราชการสั่งให้พนักงานเริ่มงานช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมงเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัดบนท้องถนน

    คิม มิน-แจ วัย 18 ปี กล่าวขณะที่เขาเดินเข้าสู่ศูนย์สอบในกรุงโซลเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี “ผมกังวลมาก ๆ แต่เนื่องจากผมเตรียมตัวมามาก ผมจะทำให้ดีที่สุด”  เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า ผู้ปกครองของเขา “กังวลยิ่งกว่า” ตอนที่เขาออกจากบ้าน โดย “พวกเขาพยายามทำให้แน่ใจว่าผมมีทุกอย่างครบถ้วน”

    กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่ง เปิดเผยว่า เที่ยวบินทั้งหมด 140 เที่ยวบิน รวมถึงเที่ยวบินระหว่างประเทศ 75 เที่ยวบิน จะถูกปรับเปลี่ยนตารางเวลาตั้งแต่เวลา 13:05 น. ถึง 13:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากการสอบ ส่วนอากาศยานที่กำลังบินอยู่ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน จะต้องคงระดับการบินอยู่ที่ระดับความสูง 3 กิโลเมตรขึ้นไป ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานควบคุมการจราจรทางอากาศ

    ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งโดยปกติเปิดตั้งแต่เวลา 09:00 น. จนถึง 15:30 น. ได้เปิดทำการช้าลงหนึ่งชั่วโมงเพื่อลดความแออัดของการจราจรในช่วงเช้า และจะปิดทำการช้าลงหนึ่งชั่วโมง ส่วนในกรุงโซล มีการเพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งของบริการรถไฟใต้ดิน 29 เที่ยว ระหว่างเวลา 06:00 น. ถึง 10:00 น. เพื่อช่วยให้นักเรียนเดินทางไปยังศูนย์สอบได้ทันเวลา

    ขณะที่โรงเรียนมัธยมยงซานในกรุงโซล เต็มไปด้วยสื่อมวลชนและตำรวจจราจร ในช่วงที่นักเรียนทยอยเข้ามาตั้งแต่เช้าเพื่อเข้าสอบซูนึง ที่ใช้เวลาตลอดทั้งวัน

    ที่ประตูโรงเรียนยงซาน มีนักเรียนรุ่นน้องในระดับมัธยมต้น ซึ่งจะต้องเข้าสอบซูนึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มาให้กำลังใจผู้เข้าสอบรุ่นพี่ โดยถือป้ายให้กำลังใจและตะโกนคำขวัญ รวมถึง: “ขอให้ได้คะแนน 100 ในการสอบซูนึง”

    คัง ดง-อู วัย 16 ปี กล่าวว่า “ผมมาที่นี่เพื่อให้กำลังใจรุ่นพี่ การมาอยู่ที่นี่ทำให้ผมมีแรงจูงใจที่จะเรียนให้หนักขึ้นในช่วงสองปีข้างหน้าเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบซูนึงของตัวเอง”

    มีข้อห้ามหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้ หนึ่งในนั้นคือ การหลีกเลี่ยงซุปสาหร่ายเป็นอาหารกลางวัน เนื่องจากเชื่อกันว่าเส้นที่ลื่นของซุปอาจทำให้นักเรียน “ลื่น” หรือทำข้อสอบพลาดในบททดสอบที่มีความสำคัญสูงนี้ ซึ่งเป็นความเชื่อโชคลางที่กำหนดเมนูอาหารในวันสอบมาอย่างยาวนาน

    หลังจากส่งลูก ๆ ไปยังศูนย์สอบแล้ว ผู้ปกครองมักจะเดินทางไปโบสถ์หรือวัดทางพุทธศาสนาเพื่อสวดภาวนาขอให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ฮัน ยู-นา วัย 50 ปี แม่ของผู้เข้าสอบคนหนึ่ง ก็เป็นหนึ่งในนั้น

    “ฉันจะไปวัดใกล้บ้านเพื่อสวดมนต์พร้อมกับแม่คนอื่น ๆ ในช่วงเวลาสอบ” เธอกล่าว ฮัน ซึ่งเป็นผู้บริหารสถาบันกวดวิชาเอกชน กล่าวว่า ตารางการสวดมนต์ของเธอจะสะท้อนตามตารางการสอบของลูกชาย โดยจะพักเมื่อลูกชายพัก และจะรับประทานอาหารกลางวันเมื่อลูกชายรับประทานอาหารกลางวัน “ลูกชาย ยอง-วู ของแม่ แม่หวังว่าลูกจะทุ่มเทให้ดีที่สุดจนจบ แม่รักลูกนะ” เธอกล่าวถึงลูกชายของเธอ

    มีนักเรียนลงทะเบียนเข้าสอบมากกว่า 550,000 คน แม้ว่าจำนวนผู้เข้าสอบจริงมักจะน้อยกว่าเล็กน้อย

    รอบการรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 2026 นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสี่ปีทั้งหมด ต้องพิจารณาประวัติความรุนแรงในโรงเรียนของนักเรียน ในการตัดสินใจรับเข้าเรียน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหยื่อการบูลลี่ได้ออกมาพูดในลักษณะคล้ายกับกระแส #MeToo โดยกล่าวหาว่าผู้กระทำผิดหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและเรียกร้องความยุติธรรม

    ก่อนหน้านี้ การนำประวัติดังกล่าวมาพิจารณาเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ไม่ใช่ข้อบังคับ สส. คัง คยอง-ซุก เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่ง ปฏิเสธผู้สมัคร 45 คน เนื่องจากมีประวัติความรุนแรงในโรงเรียนในการรับเข้าเรียนรอบที่ผ่านมา.

    ที่มา AFP  Yonhap

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2895270&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Crzy5cM56ZyaGOOH22qwN

  • ไอแบงก์ มอบกำลังใจ “รถขนฝัน” นักกีฬาโรงเรียนหมอนทองวิทยา มอบทุนการศึกษา พร้อมเปิดบัญชี

    ไอแบงก์ มอบกำลังใจ “รถขนฝัน” นักกีฬาโรงเรียนหมอนทองวิทยา มอบทุนการศึกษา พร้อมเปิดบัญชี

    ไอแบงก์ มอบกำลังใจ

    ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) โดย นายธีระ ยีโกบ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานธุรกิจสาขา พร้อมด้วย นายจักรี บุณยเกียรติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร มอบทุนการศึกษาแก่นักกีฬา โค้ช และทีมงานผู้ฝึกสอนโรงเรียนหมอนทองวิทยา เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท และ ดร. ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคาร ร่วมสมทบทุนการศึกษาให้อีก 20,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 70,000 บาท แก่นายสกล เกลี้ยงประเสริฐ หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา ในโอกาสที่โรงเรียนได้เข้าร่วมทัวร์นาเมนท์การแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2025 ซึ่งทีมโรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ทั้งนี้ธนาคารได้เล็งเห็นความสำคัญของการออมเงินให้กับเยาวชน จึงได้เปิดบัญชี ibank e-Savings ให้กับนักกีฬา โค้ช และทีมงานผู้ฝึกสอน ซึ่งมี ดร.สุเมธ ริดหมัด ประธานชมรมฟุตบอล ศิษย์เก่าโรงเรียนหมอนทองวิทยา ร่วมรับมอบ บัญชี ibank e-Savings ในครั้งนี้ และนอกจากนี้ธนาคารยังได้มอบบัญชีเงินฝากอัลฮัจย์และอุมเราะห์ ให้กับโรงเรียนโดยมี นายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา เป็นผู้รับมอบในโอกาสนี้อีกด้วย โดยมีนายสามารถ สุขถาวร อิหม่ามประจำมัสยิดยามิอุ้ลคอยร๊อต และนายสมศักดิ์ หมัดหมุด อิหม่ามประจำมัสยิด ดารุ้ลคอยร๊อต ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงเรียนหมอนทองวิทยา จ.ฉะเชิงเทรา


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12765121&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bqRWLCBFl57nUWsw8K3FR

  • เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงทำริบบิ้นสีดำถวายความอาลัย

    เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงทำริบบิ้นสีดำถวายความอาลัย

    เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงทำริบบิ้นสีดำถวายความอาลัย

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.29 น.

    เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงทำริบบิ้นสีดำถวายความอาลัย

    เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “HRH Princess Sirivannavari Nariratana Rajakanya” ได้โพสต์ภาพขณะ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทำริบบิ้นสีดำถวายความอาลัย โดยระบุข้อความว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทำริบบิ้นสีดำถวายความอาลัย

    ทั้งนี้ การติดริบบิ้นดำเพื่อไว้อาลัยนั้น เป็นธรรมเนียมที่เป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล เพื่อแสดงออกถึงความโศกเศร้าและการระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยใช้ ริบบิ้นดำ (Black Ribbon) เป็นสัญลักษณ์ของการรำลึกถึงหรือการไว้ทุกข์ มักจะถูกสวมใส่หรือแสดงในที่สาธารณะเพื่อแสดงความเสียใจ

    การแสดงออกถึงความโศกเศร้าในลักษณะนี้ มีมาตั้งแต่สมัยอดีตและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เช่นเดียวกับการใช้ ปลอกแขนสีดำ (Black Armband)”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/927508&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w5fyFiOHiWmndOnxlqjP8

  • ปังไม่หยุด! “สงขลา” คู่แชมป์ ไมซ์ซิตี้ & เมืองสร้างสรรค์อาหาร เตรียมพลิกโฉมเศรษฐกิจใต้ | TOPNEWS

    ปังไม่หยุด! “สงขลา” คู่แชมป์ ไมซ์ซิตี้ & เมืองสร้างสรรค์อาหาร เตรียมพลิกโฉมเศรษฐกิจใต้ | TOPNEWS

    “สงขลา” ปังต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับการรับรองเป็นเมืองไมซ์ซิตี้ หรือ เมืองที่มีศักยภาพและความพร้อมในการรองรับกิจกรรมเชิงธุรกิจ อย่างเป็นทางการ ด้านผู้ว่าฯ โชตินรินทร์ ประกาศพร้อม เดินหน้าสู่ศูนย์กลาง MICE ภาคใต้

    นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้กล่าวแสดงความภาคภูมิใจต่อความสำเร็จในครั้งนี้ โดยชี้ว่า การได้รับการรับรองให้เป็นเมืองไมซ์ซิตี้ เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัด ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนชาวสงขลา ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจเมือง สร้างรายได้จากการจัดประชุม สัมมนา และกิจกรรมไมซ์ สอดรับกับการที่จังหวัดสงขลา เพิ่งได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร ซึ่งถือเป็นข่าวดีในการส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นเมืองเศรษฐกิจของภาคใต้ ช่วยยกระดับการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ นำไปสู่การสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ยั่งยืนระยะยาว

    โดยการรับรองดังกล่าวเกิดจากการที่จังหวัดสงขลา ผ่านเกณฑ์การประเมินใน 8 ด้านสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพรอบด้านในการรองรับกิจกรรมเชิงธุรกิจ ได้แก่

    1. การเข้าถึงเมืองและสถานที่จัดงานที่สะดวก ปลอดภัย ครอบคลุมระบบคมนาคมทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ
    2. การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการในพื้นที่
    3. กิจกรรมหลังการประชุมที่มีความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์
    4. ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐาน สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก
    5. สถานที่จัดงานคุณภาพสูง ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและคำนึงถึงการจัดการอย่างยั่งยืน
    6. ภาพลักษณ์และประสบการณ์การจัดงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ
    7. ความปลอดภัยของเมืองสำหรับผู้เข้าร่วมงานและนักเดินทาง
    8. การบริหารจัดการความเสี่ยง ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และสาธารณภัยต่าง ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1389499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14MSBG4QZzVk7TBIXj9Mos

  • CRC เผย 9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้เกือบ 2 แสนล้าน เดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ลุยขยายธุรกิจทั้งไทยและเวียดนาม

    CRC เผย 9 เดือนแรกปี 68 กวาดรายได้เกือบ 2 แสนล้าน เดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ลุยขยายธุรกิจทั้งไทยและเวียดนาม

    “แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว และเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยท้าทายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ถึงอย่างไรนั้น บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามแผนภายใต้กลยุทธ์ New Heights, Next Growth” ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าว

    ในตลอด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 194,440 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงอยู่ที่ 5,112 ล้านบาท ลดลง 13%

    ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 มีรายได้รวม 62,516 ล้านบาท ลดลง 0.9% และมีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 1,299 ล้านบาท ลดลง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ความเคลื่อนไหวในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขยายการเติบโตในตลาดเวียดนาม ด้วยการเปิดศูนย์การค้า GO! เพิ่มอีก 2 สาขา ได้แก่ ฮึงเอียน (Hung Yen) และเอียนบาย (Yen Bai) โดยมียอดเช่าพื้นที่เกินกว่า 90% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตโดดเด่น 8.23% ในไตรมาสดังกล่าว

    ในช่วงเวลาเดียวกัน ตลาดในประเทศไทย บริษัทเดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, และ ออโต้วัน รวมถึงการเสริมพอร์ตแบรนด์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ เช่น Aveda แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียมจากต่างประเทศ ที่บริษัทในเครือ CMG ได้สิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมและแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2568 ในพอร์ตธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสัน จะมีสาขารวม 76 สาขา, ท็อปส์มีมากกว่า 700 สาขา, ไทวัสดุ 88 สาขา, ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ 28 สาขา, ศูนย์การค้า GO! 44 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ตเก็ต go! อีก 16 สาขาในเวียดนาม

    พร้อมกันนี้ บริษัทมีแผนปรับปรุงห้างและศูนย์การค้าให้ทันสมัยมากขึ้น ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาปิ่นเกล้า และแจ้งวัฒนะ รวมถึงศูนย์การค้า GO! สาขาทังลอง (Thang Long) และดงนาย (Dong Nai) ในเวียดนาม ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี

    ด้านธุรกิจใหม่ บริษัทเดินหน้าขยาย โก โฮลเซลล์ และ ออโต้วัน ต่อเนื่องในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีโก โฮลเซลล์ รวม 14 สาขา และออโต้วันมากกว่า 50 สาขา ขณะเดียวกัน ช่องทางออนไลน์ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยยอดขายผ่าน Central App ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ปเนต ประเมินว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ภาพรวมเศรษฐกิจปลายปีมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการเที่ยวดีมีคืน และคนละครึ่งพลัส รวมถึงแคมเปญการตลาดของเซ็นทรัล รีเทล และแบรนด์ในเครือ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นทราฟฟิกในศูนย์การค้าและเพิ่มกำลังซื้อในช่วงไฮซีซัน

    รวมถึงโครงสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งของบริษัททั้งในประเทศไทยและเวียดนาม จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ซึ่งเชื่อมั่นว่าภายใต้กลยุทธ์ ‘New Heights, Next Growth’ และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยผลักดันให้เซ็นทรัล รีเทลเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/crc-eyes-thailand-vietnam-expansion/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wj_kNynAD78IN3E3BaZ5r

  • “หุ้นเอเชีย” เปิดลบ นักลงทุนชะลอการซื้อขาย หลังขาดข้อมูลเศรษฐกิจ

    “หุ้นเอเชีย” เปิดลบ นักลงทุนชะลอการซื้อขาย หลังขาดข้อมูลเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบในวันนี้ (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายในช่วงเวลาที่ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีเพียงจำกัด ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีความไม่ชัดเจน

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 51,013.15 จุด ลดลง 50.16 จุด หรือ -0.10%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,779.48 จุด ลดลง 143.25 จุด หรือ -0.53% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,996.51 จุด ลดลง 3.63 จุด หรือ -0.09%

    ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ปรับตัวลง 0.25% ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ขยับขึ้น 0.1%

    ขณะนี้ฤดูกาลเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ใกล้จะสิ้นสุดลง นักลงทุนจึงหันไปจับตาความเคลื่อนไหวของเฟดและแนวโน้มของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะเกิดขึ้น แต่การขาดข้อมูลบ่งชี้ที่สำคัญ เช่น ตัวเลขการว่างงาน และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนตุลาคม ส่งผลให้นโยบายการเงินของเฟดเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำเนียบขาวยืนยันว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่มีการเผยแพร่ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐบาลยังคงปิดทำการ หรือชัตดาวน์

    อย่างไรก็ดี สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 222 ต่อ 209 ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้วในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ (12 พ.ย.) ซึ่งจะทำให้การปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ สิ้นสุดลง

    ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ถูกส่งให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยทำเนียบขาวได้กำหนดการลงนามร่างกฎหมายที่ห้องทำงานรูปไข่ในเวลา 21.45 น. ตามเวลาสหรัฐฯ

    การลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของสภาผู้แทนราษฎรมีขึ้น หลังจากที่วุฒิสภาได้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ย.) เพื่อยุติการชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/795490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UsWvCTt-UMvq7YpBkE-mE

  • วิริยะประกันภัย มอบทุนการศึกษากว่า 200 ทุน หนุนโอกาส สร้างอนาคตเด็กไทย ในพื้นที่ภาคตะวันออก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    วิริยะประกันภัย มอบทุนการศึกษากว่า 200 ทุน หนุนโอกาส สร้างอนาคตเด็กไทย ในพื้นที่ภาคตะวันออก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายเธียรวิทย์ หาญเมธีคุณา ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 3 (ภาคตะวันออก) ด้านสาขา และนายพงษ์ทิวา กฤษณพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 3 (ภาคตะวันออก) ด้านศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนมอบทุนการศึกษา จำนวน 228 ทุน เป็นเงิน 228,000 บาท และทุนสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ เป็นเงิน 115,000 บาท รวมทั้งสิ้น 343,000 บาท ภายใต้โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยบริษัทฯ ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 128 ทุน เป็นเงิน 128,000 บาท พร้อมมอบทุนสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ เป็นเงิน 70,000 บาท แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีทั้งหมด 22 แห่ง โดยมี นายวสุพจน์ นออ่อน ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองรีมงคลสุขสวัสดิ์ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงเรียนหนองรีมงคลสุขสวัสดิ์ ต.หนองรี อ.เมืองฯ จ.ชลบุรี

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 100 ทุน เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมมอบทุนสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ เป็นเงิน 45,000 บาท ให้แก่โรงเรียนพื้นที่จังหวัดจันทบุรีอีก 23 แห่ง อีกด้วย

    สำหรับ โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” จัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ของการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีสู่สังคม ซึ่ง “การศึกษา” ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการจัดโครงการดังกล่าวขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม เพื่อให้เด็กและเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ ได้เกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาศักยภาพตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมต่อไปในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/13/594131/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R-Aq8IpvGIik4LYTpqPgQ

  • สจด. แนะนำหลักสูตรการศึกษาต่อโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา: ของโรงเรียนจิตรลดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. แนะนำหลักสูตรการศึกษาต่อโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา: ของโรงเรียนจิตรลดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116979/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03cQZp1zDWHwXgjCU7BUxc

  • เอสวีแอล กรุ๊ป ร่วมยกระดับการศึกษา มอบทุนซ่อมบำรุงโต๊ะ/เก้าอี้นักเรียน รร.ธงชัยวิทยา

    เอสวีแอล กรุ๊ป ร่วมยกระดับการศึกษา มอบทุนซ่อมบำรุงโต๊ะ/เก้าอี้นักเรียน รร.ธงชัยวิทยา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/110101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw047NQidpRYCBwr_PCdUiLr

  • 18 พ.ย. ลุ้นศาลฯ ชี้ ‘เก็บค่าบำรุงการศึกษา’ กระทบสิทธิเรียนฟรี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    18 พ.ย. ลุ้นศาลฯ ชี้ ‘เก็บค่าบำรุงการศึกษา’ กระทบสิทธิเรียนฟรี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    18 พ.ย. ลุ้นศาลฯ ชี้ ‘เก็บค่าบำรุงการศึกษา’ กระทบสิทธิเรียนฟรี

    18 พ.ย.นี้ ลุ้นศาลปกครองสูงสุด รับพิจารณาคดีที่สภาผู้บริโภคฟ้องกระทรวงศึกษาธิการ เรียกเก็บ ค่า บำรุงการศึกษา ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ขัดแย้งนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล

    ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ สภาผู้บริโภคชวนให้ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บ ค่าบำรุงการศึกษา ร่วมติดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่สภาผู้บริโภคฟ้องร้องต่อกระทรวงศึกษาธิการ (สธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้หยุดการกระทำที่เอาเปรียบผู้บริโภคจากการเรียกเก็บ ค่าบำรุงการศึกษา ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และขัดแย้งนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล

    จากศาลปกครองกลางสู่ศาลปกครองสูงสุด

    การต่อสู้ทางกฎหมายที่ใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 67 สภาผู้บริโภคพร้อมด้วยอนุกรรมการด้านการศึกษา ทนายความ และผู้เสียหาย ได้ร่วมกันฟ้องร้องกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ยุติการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบจากการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดแย้งกับหลักการ “เรียนฟรี” ที่รัฐประกาศไว้ และส่งผลให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระเกินกำลัง อีกทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่ควรจะได้รับการศึกษาฟรีตามรัฐธรรมนูญ

    แม้ในการยื่นฟ้องครั้งแรก ศาลปกครองกลางจะปฏิเสธคำฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนดระยะเวลา แต่ทนายความได้ยื่นขอขยายเวลาอุทธรณ์ถึงสองครั้ง และในที่สุด ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 และล่าสุดวันที่ 18 พฤศจิกายน 68 ศาลปกครองสูงสุดมีนัดฟังคำสั่งศาล กรณีการถูกเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ภาระที่ซ่อนเร้น และผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ

    การเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาได้สร้างภาระทางการเงินอย่างมากให้กับผู้ปกครอง จากผลสำรวจของสภาผู้บริโภค เมื่อวันที่ 16 ก.ค. – 30 ก.ย. 2568 ในกลุ่มผู้ปกครองและนักเรียน พบว่าแม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่โรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ยังคงมีการเรียกเก็บค่าเทอมหรือค่าบำรุงการศึกษา ซึ่งมีช่วงราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ต่ำกว่า 1,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 12,000 บาทต่อเทอม

    ภาระไม่ได้จำกัดอยู่แค่ค่าบำรุงการศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตอกย้ำถึงความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

    สำหรับค่าใช้จ่ายในด้านการเรียนโดยตรง อย่างหนังสือและอุปกรณ์เรียน เป็นภาระที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละโรงเรียน โดยนักเรียนเกือบครึ่งใช้จ่ายไม่เกิน 1,000 บาทต่อเทอม แต่ในโรงเรียนที่ไม่มีการสนับสนุนวัสดุจากรัฐ บางส่วนต้องจ่ายสูงถึงมากกว่า 3,000 บาท นอกจากนี้ ชุดนักเรียนก็เป็นภาระที่ไม่เคยหายไป โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งต้องจ่าย 1,000–3,000 บาทต่อเทอม โดยเฉพาะชุดลูกเสือ-เนตรนารี หรือยุวกาชาด ซึ่งถูกมองว่าจำเป็นน้อย แต่แพงมาก และเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

    ขณะนี้ค่าใช้จ่ายพื้นฐานและค่าใช้จ่ายในยุคดิจิทัล รวมถึงค่าอาหารและขนม ก็เป็นภาระพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนักเรียนกว่า 45% ใช้จ่ายระหว่าง 200 – 600 บาทต่อสัปดาห์ ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคการเรียนรู้ดิจิทัล อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริง โดยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 75% มีค่าอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 500–1,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้บุตรหลานสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม และสุดท้าย ค่าเดินทาง ก็เป็นอีกตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางพื้นที่ เนื่องจากเกือบหนึ่งในสี่ของนักเรียนต้องจ่ายมากกว่า 1,000 บาทต่อเดือน เพื่อเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพซึ่งมักอยู่ไกลบ้าน

    เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพราะค่าใช้จ่ายแฝง

    ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงและค่าบำรุงการศึกษานี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควร

    ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ว่า ในปี 2566 มีเด็กและเยาวชนไทยที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา หรือไม่มีข้อมูลในระบบสะสมสูงถึงกว่า 1.02 ล้านคน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเหล่านี้ต้องออกจากโรงเรียนคือความยากจน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 46.7% ของกรณีศึกษาทั้งหมด

    การตัดสินใจระหว่างการส่งลูกไปโรงเรียนกับการนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ เป็นทางเลือกที่ยากลำบากสำหรับครอบครัวที่ยากจน เมื่อผู้ปกครองไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายแฝงที่สูงขึ้นได้ เด็ก ๆ จึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว หรือบางครอบครัวต้องกู้ยืมเงินเพื่อจ่ายค่าเรียน สิ่งนี้ตอกย้ำ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การฟ้องร้องคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ เพื่อประกันสิทธิและโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมให้กับเด็กทุกคนในประเทศ

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/181168-educational/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k3o44uCNbC8meU_eXtva7