Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • 18 พ.ย. ลุ้นศาลฯ ชี้ ‘เก็บค่าบำรุงการศึกษา’ กระทบสิทธิเรียนฟรี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    18 พ.ย. ลุ้นศาลฯ ชี้ ‘เก็บค่าบำรุงการศึกษา’ กระทบสิทธิเรียนฟรี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    18 พ.ย. ลุ้นศาลฯ ชี้ ‘เก็บค่าบำรุงการศึกษา’ กระทบสิทธิเรียนฟรี

    18 พ.ย.นี้ ลุ้นศาลปกครองสูงสุด รับพิจารณาคดีที่สภาผู้บริโภคฟ้องกระทรวงศึกษาธิการ เรียกเก็บ ค่า บำรุงการศึกษา ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ขัดแย้งนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล

    ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ สภาผู้บริโภคชวนให้ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บ ค่าบำรุงการศึกษา ร่วมติดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่สภาผู้บริโภคฟ้องร้องต่อกระทรวงศึกษาธิการ (สธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้หยุดการกระทำที่เอาเปรียบผู้บริโภคจากการเรียกเก็บ ค่าบำรุงการศึกษา ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และขัดแย้งนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล

    จากศาลปกครองกลางสู่ศาลปกครองสูงสุด

    การต่อสู้ทางกฎหมายที่ใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 67 สภาผู้บริโภคพร้อมด้วยอนุกรรมการด้านการศึกษา ทนายความ และผู้เสียหาย ได้ร่วมกันฟ้องร้องกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ยุติการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบจากการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดแย้งกับหลักการ “เรียนฟรี” ที่รัฐประกาศไว้ และส่งผลให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระเกินกำลัง อีกทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่ควรจะได้รับการศึกษาฟรีตามรัฐธรรมนูญ

    แม้ในการยื่นฟ้องครั้งแรก ศาลปกครองกลางจะปฏิเสธคำฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนดระยะเวลา แต่ทนายความได้ยื่นขอขยายเวลาอุทธรณ์ถึงสองครั้ง และในที่สุด ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 และล่าสุดวันที่ 18 พฤศจิกายน 68 ศาลปกครองสูงสุดมีนัดฟังคำสั่งศาล กรณีการถูกเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ภาระที่ซ่อนเร้น และผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ

    การเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาได้สร้างภาระทางการเงินอย่างมากให้กับผู้ปกครอง จากผลสำรวจของสภาผู้บริโภค เมื่อวันที่ 16 ก.ค. – 30 ก.ย. 2568 ในกลุ่มผู้ปกครองและนักเรียน พบว่าแม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่โรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ยังคงมีการเรียกเก็บค่าเทอมหรือค่าบำรุงการศึกษา ซึ่งมีช่วงราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ต่ำกว่า 1,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 12,000 บาทต่อเทอม

    ภาระไม่ได้จำกัดอยู่แค่ค่าบำรุงการศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตอกย้ำถึงความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

    สำหรับค่าใช้จ่ายในด้านการเรียนโดยตรง อย่างหนังสือและอุปกรณ์เรียน เป็นภาระที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละโรงเรียน โดยนักเรียนเกือบครึ่งใช้จ่ายไม่เกิน 1,000 บาทต่อเทอม แต่ในโรงเรียนที่ไม่มีการสนับสนุนวัสดุจากรัฐ บางส่วนต้องจ่ายสูงถึงมากกว่า 3,000 บาท นอกจากนี้ ชุดนักเรียนก็เป็นภาระที่ไม่เคยหายไป โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งต้องจ่าย 1,000–3,000 บาทต่อเทอม โดยเฉพาะชุดลูกเสือ-เนตรนารี หรือยุวกาชาด ซึ่งถูกมองว่าจำเป็นน้อย แต่แพงมาก และเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

    ขณะนี้ค่าใช้จ่ายพื้นฐานและค่าใช้จ่ายในยุคดิจิทัล รวมถึงค่าอาหารและขนม ก็เป็นภาระพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนักเรียนกว่า 45% ใช้จ่ายระหว่าง 200 – 600 บาทต่อสัปดาห์ ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคการเรียนรู้ดิจิทัล อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริง โดยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 75% มีค่าอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 500–1,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้บุตรหลานสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม และสุดท้าย ค่าเดินทาง ก็เป็นอีกตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางพื้นที่ เนื่องจากเกือบหนึ่งในสี่ของนักเรียนต้องจ่ายมากกว่า 1,000 บาทต่อเดือน เพื่อเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพซึ่งมักอยู่ไกลบ้าน

    เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพราะค่าใช้จ่ายแฝง

    ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงและค่าบำรุงการศึกษานี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควร

    ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ว่า ในปี 2566 มีเด็กและเยาวชนไทยที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา หรือไม่มีข้อมูลในระบบสะสมสูงถึงกว่า 1.02 ล้านคน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเหล่านี้ต้องออกจากโรงเรียนคือความยากจน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 46.7% ของกรณีศึกษาทั้งหมด

    การตัดสินใจระหว่างการส่งลูกไปโรงเรียนกับการนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ เป็นทางเลือกที่ยากลำบากสำหรับครอบครัวที่ยากจน เมื่อผู้ปกครองไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายแฝงที่สูงขึ้นได้ เด็ก ๆ จึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว หรือบางครอบครัวต้องกู้ยืมเงินเพื่อจ่ายค่าเรียน สิ่งนี้ตอกย้ำ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การฟ้องร้องคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ เพื่อประกันสิทธิและโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมให้กับเด็กทุกคนในประเทศ

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/181168-educational/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k3o44uCNbC8meU_eXtva7

  • พีพี กฤษฏ์ จากนักแสดงสู่นักร้อง T-POP สุดฮอต ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย

    พีพี กฤษฏ์ จากนักแสดงสู่นักร้อง T-POP สุดฮอต ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย

    ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งคนดังในวงการบันเทิงที่มากความสามารถ และประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย สำหรับ พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ที่เริ่มต้นในวงการบันเทิงจากการเป็นนักแสดงสมทบ ก่อนจะโด่งดังสุดๆ จากซีรีส์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” และก้าวเข้าสู่วงการเพลง T-POP ที่มีเพลงดังหลายเพลง อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความเป็นสายแฟชั่นด้วย

    สำหรับเรื่องราวชีวิตของ พีพี กฤษฏ์ เกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 เป็นลูกคนเล็ก และมีพี่สาว 1 คน ด้านการศึกษา พีพีจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ โดยในช่วงที่เรียนชั้นมัธยม พีพีมีโอกาสไปเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา 1 ปี ระดับปริญญาตรี สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การประกอบการ (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    พีพีเข้าสู่วงการบันเทิงจากการเป็นนักแสดงในสังกัดนาดาวบางกอก เริ่มมีงานเดินแบบ ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ส่วนงานแสดงเริ่มต้นจากมิวสิกวิดีโอ MSN ศิลปิน Helmetheads รวมถึงเพลง ฉันยืนอยู่ตรงนี้ ศิลปิน LingRom ก่อนจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากการเป็นนักแสดงในละคร My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน โดยรับบท “ทิวเขา”

    หลังจากนั้นพีพีโด่งดังสุดๆ กับการรับบท โอ้เอ๋ว ในซีรีส์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” คู่กับ บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ซึ่งซีรีส์นี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้คว้ารางวัล 29 รางวัล จาก 10 เวทีทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ

    จากนั้นพีพีก้าวเข้าสู่วงการเพลง T-POP ในฐานะนักร้องเดี่ยวสังกัดนาดาว มิวสิค ก่อนจะเปิดตัวด้วยเพลงแรก “It’s Okay Not To Be Alright” ในเดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นเพลงเดบิวต์ และเพลง “I’ll Do It How You Like It” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

    แต่หลังจากที่นาดาวบางกอกปิดตัวลง พีพีตัดสินใจเปิดบริษัทสังกัดของตัวเองคือ PPKrit Entertainment ที่เน้นในเรื่องงานแสดงและงานเพลง ก่อนที่จะปล่อยซิงเกิลแรกภายใต้สังกัดนี้ด้วยเพลง “Fire Boy” ที่ได้ The Toys มาแต่งเพลงให้ และกลายเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก 

    ก่อนจะปล่อยซิงเกิลเพลงอื่นๆ มาให้แฟนๆ ได้ฟังอีกหลายเพลง อาทิ ลังเล, เส้นเรื่องเดิม (RERUN), เสนอตัว (Ooh!), ขอโทษละกัน (friend to friend), Oopsy Daisy, What’s goin on 

    นอกจากนี้ พีพี กฤษฏ์ ยังขึ้นชื่อว่าเป็นคนบันเทิงสายแฟชั่นที่ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะเวลาออกงานต่างๆ แฟชั่นการแต่งตัวของพีพีมักจะถูกพูดถึงอยู่เสมอ อีกทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Global Brand Ambassodar คนแรกของแบรนด์ Balenciaga เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2566 พร้อมกับ Isabelle Huppert อีกด้วย 

    คุณอยากให้ใคร เป็น “T-POP แห่งปี ที่สุดแห่งปี 2025” 

    ผู้ที่สร้างผลงานโดดเด่นจนกลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่ววงการบันเทิง เพื่อค้นหา “T-POP แห่งปี” ชิงรางวัล “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” 

    ร่วมโหวตได้ที่ https://www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2895154&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wVBCP0imhN32xWXBjtGdm

  • ‘Longevity Hub’ ยั่งยืนทางรอดเศรษฐกิจไทย

    ‘Longevity Hub’ ยั่งยืนทางรอดเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    13 พ.ย. 2025 เวลา 7:00 น.

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะที่ต้องเร่ง “จุดประกาย” ทางเศรษฐกิจ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่ติดอยู่มานานกว่า 40 ปี และรับมือกับปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

        ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าหรือการจัดระเบียบซัพพลายเชนใหม่ ในบริบทเช่นนี้ การยกระดับเศรษฐกิจไทยจึงจำเป็นต้องพึ่งพา “เครื่องยนต์ใหม่” ในการขับเคลื่อนประเทศ และหนึ่งในความหวังก็คือ “เศรษฐกิจสุขภาพ” (Health Economy) ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทางรอดประเทศไทย” แต่ต้องมีการวางกลยุทธ์ที่ถูกต้องและลงมือทำอย่างจริงจัง
        ความฝันในการเป็นศูนย์กลางความยั่งยืนด้านสุขภาพระดับโลก หรือ “Longevity Hub” คือทิศทางที่รัฐบาลและภาคเอกชนกำลังให้ความสนใจ โดยตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า เงินจะพัดเข้ามาที่ประเทศไทย เนื่องจากเรามีความพร้อมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นบริการทางการแพทย์ การให้การรักษาที่ได้มาตรฐานสากล ในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งการมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม  การให้บริการที่ดี ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็น ศูนย์กลาง Wellness Economy ได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันกลายเป็นความต้องการหลักของตลาดโลก

        ทว่าความหวังประเทศไทยที่จะเป็น Longevity Hub จะเป็นจริงได้หรือไม่ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันที่คนไทยป่วยด้วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเบาหวาน 6.1 ล้านคน, ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 17.5 ล้านคน, ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 27.4 ล้านคน, ภาวะไขมันในเลือดสูงและกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มอายุที่น้อยลงและวัยทำงาน
        นอกจากนี้ ยังพบว่าคนที่เสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตถึง 5.7 ล้านคน และมีคนป่วยเบาหวานแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวานถึง 1.6 ล้านคน และคนป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่รู้ตัวสูง 8.4 ล้านคนทำให้กองทุนประกันสุขภาพและประกันสังคมมีความเสี่ยงที่จะ “ระเบิด” เนื่องจากระบบบริหารสาธารณสุขยังคงเน้นไปที่ “การรักษาคนป่วย” เป็นหลัก

        ดังนั้น กุญแจสำคัญสู่การเป็นศูนย์กลางความยั่งยืนด้านสุขภาพที่แท้จริง จึงอยู่ที่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเน้นการรักษา ไปสู่การเน้น “การป้องกัน” ระบบสุขภาพจะต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “30 บาทรักษาทุกโรค” ไปสู่การสร้างความเข้าใจในเรื่องการมีสุขภาพดีและ “ป้องกันทุกโรค” การทำให้ “คนไทยไม่ป่วย” ต้องเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน ไม่ใช่เพียงแค่การให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่เจ็บป่วยแล้ว แต่ต้องมุ่งเน้นการป้องกันคนไม่ให้ป่วย และต้องมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนตั้งแต่เกิดไปจนถึงระยะท้ายของการใช้ชีวิต
        การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็น Longevity Hub ที่ยั่งยืนและมั่นคงได้นั้น จึงมิใช่แค่เรื่องของการดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่เป็นการสร้างรากฐานด้านสุขภาพที่แข็งแกร่งให้กับคนในชาติเสียก่อน ทุกภาคส่วน จะต้องมุ่งเน้นการลงทุนในการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้ความหวังและความฝันที่จะเห็นเศรษฐกิจสุขภาพเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนประเทศเป็น “ทางรอดประเทศไทย” ได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1207377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zvPJ3r4tvmlHzCgekV1Gm

  • ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งคลอด 11 มาตรการใหม่ ปิดท้ายด้วย “คนละครึ่งเฟส 2”

    ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งคลอด 11 มาตรการใหม่ ปิดท้ายด้วย “คนละครึ่งเฟส 2”

    รัฐบาล “อนุทิน” เปิดไทม์ไลน์ 20 มาตรการเศรษฐกิจ 4 เดือนสุดท้าย ก่อนยุบสภา เร่งคลอด 11 มาตรการใหม่ปลายปี–ปิดจบด้วย “คนละครึ่งเฟส 2” เดือนมกราคม

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจช่วง 4 เดือนสุดท้ายก่อนยุบสภา เดินหน้ามาตรการขนาดใหญ่รวม 20 โครงการ ครอบคลุมทุกกลุ่มรายได้ ตั้งเป้ากระตุ้นกำลังซื้อ เพิ่มรายได้ และส่งเสริมการลงทุน โดยล่าสุดมี 11 มาตรการใหม่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายในสิ้นปีและเดือนม.ค.2569 ขณะที่อีก 9 มาตรการเดินหน้าแล้วตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมา

    โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้กำหนด “ไทม์ไลน์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เดือนสุดท้าย” ตั้งแต่เดือนต.ค. 2568 ถึงม.ค. 2569 โดยเดือนพ.ย.มีมาตรการที่ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว ได้แก่ 

    • มาตรการแก้หนี้ประชาชนรายย่อยที่มีภาระหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ผ่านกลไกบริหารหนี้เสีย (AMC) ซึ่งมุ่งช่วยลดภาระของผู้มีรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบ
    • มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลค่าครองชีพและราคาสินค้าเกษตร 
    • โครงการยกระดับร้านค้าคนละครึ่งพลัสที่ให้เงินสนับสนุนร้านค้ารายละ 2,000 บาท 
    • โครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับคนไทยกว่า 5 ล้านคน ให้สามารถใช้งานระบบฟรีเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยี

    ส่วนมาตรการที่อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดและเตรียมเสนอเข้า ครม.เศรษฐกิจ ภายในเดือนพ.ย. ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กระทรวงการคลังร่วมกับกรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร และกรมศุลกากรอยู่ระหว่างการออกแบบเพื่อช่วยลดภาระภาษีและต้นทุนธุรกิจ รวมถึงมาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงานเพื่อยกระดับภาคการผลิตและพลังงานสะอาด มาตรการทางการคลังเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคตโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการ Business Transformation ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มุ่งช่วยภาคเอกชนปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    ต่อเนื่องในเดือน ธ.ค. 2568 รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนมาตรการด้านการออมและการลงทุน โดยกระทรวงการคลังจะเสนอออกสลากเพื่อการออมและพันธบัตรรัฐบาลออมทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนออมเงินผ่านระบบการเงินในประเทศ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเตรียมเสนอ “โครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA)” หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเริ่มลงทุนระยะยาวในตลาดทุน นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ Data Analytics Dashboard เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจและติดตามผลของนโยบายต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ ครอบคลุมด้านการกระจายรายได้ การใช้จ่ายของภาครัฐ และประสิทธิภาพของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

    เดือนม.ค. 2569 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนการยุบสภา รัฐบาลเตรียมเปิดตัวมาตรการ “คนละครึ่งเฟส 2” ซึ่งจะเชื่อมโยงกับโครงการ Upskill/Reskill เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นมาตรการไฮไลต์ส่งท้ายของรัฐบาลอนุทิน

    ขณะที่มาตรการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เดือนต.ค. ได้แก่ โครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 850 บาทเป็นเวลา 2 เดือน ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยกว่า 13 ล้านคน โครงการคนละครึ่งพลัสที่ให้สิทธิ์ใช้จ่าย 2,000–2,400 บาท มาตรการภาษี “เที่ยวดีมีคืน” มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และโครงการพลังงานสะอาดของกระทรวงพลังงาน เช่น “โซลาร์เพื่อประชาชน” ที่เน้นการส่งเสริมพลังงานทางเลือกในระดับครัวเรือน

    ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายให้ครอบคลุมประชาชนกว่า 65 ล้านคนทุกกลุ่มรายได้ ทั้งผู้มีรายได้น้อย ชนชั้นกลาง และผู้มีรายได้สูง โดยรัฐบาลต้องการให้มาตรการทั้ง 20 โครงการเสริมกันในสามด้านหลักคือ “เพิ่มรายได้ ลดหนี้ และส่งเสริมการลงทุน” เพื่อสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ต่อเนื่องถึงปี 2569 และรักษาเสถียรภาพก่อนเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2895194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aVh_Op6Z2vzaWMdrRgPrm

  • “พาณิชย์” หารือ “ทูตอินเดีย” หวังปักหมุด “หุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่” ดันมูลค่าการค้าพุ่ง

    “พาณิชย์” หารือ “ทูตอินเดีย” หวังปักหมุด “หุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่” ดันมูลค่าการค้าพุ่ง

    “พาณิชย์” หารือ “ทูตอินเดีย” หวังปักหมุด “หุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่” ดันมูลค่าการค้าพุ่ง

    “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” หารือ “ทูตอินเดีย” ปักหมุดหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่ ผลักดันการค้าเสรีครอบคลุมทุกมิติ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ได้พบหารือกับ นายนาเกช ซิงค์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เพื่อขยายโอกาสการค้าภายใต้ความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์

    นางศุภจี เน้นย้ำว่า ไทยพร้อมร่วมมือกับอินเดียในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้ “ปฏิญญาร่วม ว่าด้วยการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ลงนามเมื่อเดือนเมษายน 2568 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย – อินเดีย ให้เติบโตอย่างมั่นคงในทุกมิติ เพื่อให้การค้าสองฝ่ายเติมเต็มและตอบโจทย์ความต้องการซึ่งกันและกัน โดยปัจจุบันอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และยังมีประชากร Gen Z มากที่สุดในโลก สะท้อนถึงการขยายตัวของชนชั้นกลางในอินเดียที่มีความต้องการบริโภคมหาศาล รวมทั้งยังมีแรงงานคุณภาพให้แก่ตลาดโลก โดยไทยพร้อมร่วมมือกับอินเดียในการสร้างห่วงโซ่อุปทานตอบสนองความต้องการของทั้งผู้บริโภคและอุตสาหกรรมภายในประเทศของอินเดีย รวมทั้งพัฒนาฐานการผลิตร่วมกันเพื่อผลิตและส่งออกไปยังประเทศที่สาม ขณะเดียวกัน ไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถเชื่อมอินเดียสู่ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและเอเชียตะวันออกได้

    นางศุภจี กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกื้อกูลการผลิตระหว่างไทยกับอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ อาหารแปรรูป เป็นต้น จึงได้เสนอให้อินเดียสานต่อการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย – อินเดีย เพื่อยกระดับให้เป็นความตกลงการค้าเสรีแบบครอบคลุม (Comprehensive FTA) ทั้งการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายจะพิจารณาจัดทำความตกลงยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้าโดยระบุสินค้าที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมทั้งริเริ่มการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างไทยกับอินเดียภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่เป็นภาคีร่วมกัน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้สนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าทั้งในไทยและอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ขยายโอกาสทางการค้า และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีแผนจะนำคณะเอกชนไทยเยือนเมืองมุมไบในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Business Networking ในสาขาวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ยั่งยืน

    อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในปี 2567 การค้ารวมมีมูลค่า 17,457.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 8.83 แบ่งเป็นการส่งออกไปอินเดียมูลค่า 11,760.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และการนำเข้าจากอินเดียมีมูลค่า 5,696.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญจากอินเดีย อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 5,197.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) การค้ารวมมีมูลค่า 16,381.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวกว่าร้อยละ 28.25 แบ่งเป็น การส่งออกของไทย 11,906.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทย 4,474.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+5.75%) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 7,432.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2895245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NtwrmbE88Z-2aBaqHf-Co

  • เศรษฐกิจ UK โตเพียง 0.1% ใน Q3 ภาคการผลิตถูกกระทบจากเหตุโจมตีทางไซเบอร์ : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจ UK โตเพียง 0.1% ใน Q3 ภาคการผลิตถูกกระทบจากเหตุโจมตีทางไซเบอร์ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นในวันนี้ (13 พ.ย.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักรขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาส 3/2568 ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.2% และชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ที่มีการขยายตัว 0.3%

    ONS ระบุว่า ตลอดทั้งไตรมาส 3 ภาคการผลิตอ่อนแอลงเนื่องจากผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจากัวร์ แลนด์โรเวอร์ (Jaguar Land Rover) ซึ่งทำให้การผลิตต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานถึง 5 สัปดาห์ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ลิซ แมคเคโอน ผู้อำนวยการฝ่ายสถิติเศรษฐกิจของ ONS โพสต์ข้อความบน X ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3 โดยทั้งภาคบริการและภาคการก่อสร้างต่างก็ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่ภาคการผลิตก็หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ แมคเคโอนกล่าวว่า การผลิตรถยนต์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนก.ย. ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ รวมถึงการลดลงของผลผลิตในอุตสาหกรรมยา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ptz964DrnKeNgV8kNPWRV

  • กระทรวงอุตฯเพิ่มศักยภาพ SMEs ปั๊มเศรษฐกิจระยะส้้น สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 4.6 พันล้าน

    กระทรวงอุตฯเพิ่มศักยภาพ SMEs ปั๊มเศรษฐกิจระยะส้้น สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 4.6 พันล้าน

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) โดยสั่งการให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เร่งออกมาตรการดีพร้อมเสิร์ฟ์งานไว เงินไว by DIPROM  ได้แก่ 

    • งานไว เป็นมาตรการที่ได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณกลางเร่งด่วน เพื่อใช้ในการดำเนินการจัดฝึกอบรมระยะสั้นในหลักสูตรพื้นฐานที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ เกิดการกระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
    • เงินไว เป็นมาตรการที่เร่งเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย โดยมาตรการเร่งด่วนนี้เป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่สำคัญในการเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างเกราะป้องกัน ฟื้นความเชื่อมั่น ดันอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ และตอบสนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่มุ่งเน้นกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัวเห็นผลจริงภายใน 120 วัน

    “คาดว่าการดำเนินการดังกล่าวยกระดับศักยภาพและเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 4,600 ล้านบาท”

    ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งในด้านเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และแรงเสียดทานทางการค้าโลก ทำให้ต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และการที่จะเติบโตอย่างมั่นคงจำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแรงจากวSMEs และวิสาหกิจชุมชน 

    กระทรวงอุตฯเพิ่มศักยภาพ SMEs ปั๊มเศรษฐกิจระยะส้้น สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 4.6 พันล้าน

    ซึ่งเปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญของประเทศ โดยปี 2567 SMEs เกิดการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน 

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังเผชิญข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง หรือความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนั้นจึงต้องยกระดับศักยภาพของ SMEs ไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อสร้างเกราะป้องกัน ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย ให้พร้อมสู่การเป็นธุรกิจมูลค่าสูง (High value) ผ่านมาตรการส่งเสริมและพัฒนา SME และวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ 

    • กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว มุ่งสร้างผลกระทบทันทีต่อเศรษฐกิจ 
    • เพิ่มสภาพคล่องและสร้างเกราะป้องกันภาคอุตสาหกรรม เพื่อเติมทุน เสริมความรู้ แก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน 
    • การลงทุนเพื่ออนาคต มุ่งสร้างความยั่งยืนระยะยาว ผ่านการส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัย พัฒนาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมสมัยใหม่ “การดำเนินงานดังกล่าวนี้ จะเป็นการขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และยั่งยืน อีกทั้ง ยังสะท้อนถึงการส่งต่อนโยบายเชิงยุทธศาสตร์จากภาครัฐสู่ภาคเอกชน โดยเฉพาะวิสาหกิจไทยทั่วประเทศ ที่เป็นกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจให้สามารถฝ่าอุปสรรค ดึงศักยภาพ และผลักดันเศรษฐกิจไทย”

    กระทรวงอุตฯเพิ่มศักยภาพ SMEs ปั๊มเศรษฐกิจระยะส้้น สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 4.6 พันล้าน

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดี ดีพร้อม กล่าวว่า ดีพร้อมขานรับนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) วิสาหกิจชุมชน และสตาร์ทอัพ ถือเป็นเสาหลักและระบบหมุนเวียนชีวิตเศรษฐกิจขอประเทศ จำเป็นต้องเร่งช่วยเหลือให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดย ดีพร้อม เร่งหาแนวทางการขับเคลื่อนและสร้างวัคซีนทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการผ่านมาตรการเชิงรุก “ดีพร้อมเสิร์ฟ (DIPROM Serve) : งานไว เงินไว by DIPROM เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุดภายใน 120 วัน ประกอบด้วย หลัก 2 กลยุทธ์ ได้แก่ 

    • เสิร์ฟงานไว เน้นเสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการทุกระดับ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพอย่างเข้มข้น เพื่อให้นำไปประกอบอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เช่น ช่างชุมชน แปรรูปอาหาร ผลิตของใช้ในครัวเรือน และพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน ขณะเดียวกัน ดีพร้อมยังยกระดับบุคลากรภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต เช่น การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การตลาดยุคใหม่ เป็นต้น รวมถึงพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ ธุรกิจโดรนเกษตร ธุรกิจพลังงานสะอาด ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) และธุรกิจสัตว์เลี้ยงครบวงจร นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียว และแนวทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คาดว่าจะพัฒนาผู้ประกอบการและประชาชนไม่น้อยกว่า 60,000 รายทั่วประเทศ และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 4,600 ล้านบาท 
    • เสิร์ฟเงินไวเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่มีความต้องการสินค้าสูง (High Season) ผ่านสินเชื่อเงินทุนหมุนไว ไฮซีซั่นวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 200 ล้านบาท ภายใต้ โครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างรวดเร็ว วงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาทต่อราย และสำหรับวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท สามารถใช้บุคคลค้ำประกันได้ ระยะเวลาผ่อนชำระ 24 งวด ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 0.5 ต่อเดือน

    ”มาตรการ ดีพร้อมเสิร์ฟ (DIPROM Serve) นี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการอย่างตรงจุดและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นของประเทศ ซึ่งตอบโจทย์นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มุ่งสร้างเกราะป้องกัน ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย สอดรับกับนโยบาย Quick Big Win ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 120 วัน แต่ได้ผลระยะยาว และเกิดกระจายตัวไปสู่รากแก้วของระบบเศรษฐกิจของประเทศ” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dxaLWF2kCfsceOkA0LgNn

  • พลิกอนาคตไทย ต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ดัน Quick Big Win รับมือพลวัตโลก

    พลิกอนาคตไทย ต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ดัน Quick Big Win รับมือพลวัตโลก

    ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เสวนาในหัวข้อ Co-Create for Actions : Reinvent Thailand’s Next Frontier ผสานพลังขับเคลื่อน สู่มิติใหม่อนาคตไทย ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 โดยมุ่งเน้นที่การรับมือกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    โดยผยงได้สรุปภาพรวมความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปัจจุบัน ดังนี้

    อัตราการเติบโตต่ำ: เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นมาหลายปี แม้ว่า Growth Engine ของโลกจะอยู่ที่อาเซียน เอเชีย และตะวันออกกลางก็ตาม

    ปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง: กลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 10% มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 52% ของรายได้ประเทศ

    เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่: มีขนาดถึง 48% ของเศรษฐกิจทั้งหมด และมีแรงงานนอกระบบ 53% ผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 70% อยู่นอกระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความยากจน ความสามารถในการแข่งขัน ธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม (Rule of Law)

    สถานะหนี้สูง: หากรวมหนี้นอกระบบ จะพบว่าหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงเกินกว่า 100% ต่อ GDP โดยในส่วนนี้เป็นหนี้นอกระบบ (Net) ถึง 14% ของ GDP และแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคารหรือธนาคารเฉพาะกิจที่ปล่อยกู้อีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร

    ปัญหาแรงงานและรายได้: แรงงานนอกระบบมีรายได้ต่ำกว่าแรงงานในระบบถึง 2 เท่า คนรุ่นใหม่ที่จบออกมามีการว่างงานเพิ่มขึ้น ภาคเกษตรมีสัดส่วนถึง 31.5% ของประชากรวัยทำงาน หากรวมกลุ่มเกษตรกรที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีอัตราการว่างงานหรือเสมือนว่างงานสูงถึง 6.2%

    การลงทุนและการแข่งขัน: ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาในประเทศไทยต่ำที่สุดในภูมิภาค นอกจากนั้น แม้ว่าประเทศไทยจะมีสภาพคล่องในระบบสูง (ธปท. บริหารสภาพคล่องระยะสั้นกว่า 5 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) แต่เงินทุนกลับไหลไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) มากกว่า 7 ล้านล้านบาท

    โครงสร้างเศรษฐกิจแบบกระจุกตัว: ผู้ประกอบการเพียง 1% ของประเทศมีส่วนสนับสนุน GDP ถึง 65% แต่จ้างงานเพียง 15% คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แรงงานส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้งหรือถูกละเลยหรือไม่

    ปัญหา SME และตลาดทุน: ผู้ประกอบการ SME ยังไม่ฟื้นตัวถึงระดับก่อนโควิด-19 ตลาดหลักทรัพย์เผชิญความท้าทาย โดย 65% ของบริษัทจดทะเบียน และ 44% ของ SET 50 มี Price to Book (P/B) ต่ำกว่า 1 สะท้อนว่าตลาดมองว่าผลตอบแทนสินทรัพย์ไม่คุ้มค่าต่อต้นทุนทางการเงินหรือการลงทุน ซึ่งเป็นโจทย์ว่าทำอย่างไรให้นักลงทุนหันมาลงทุนไนประเทศไทยมากขึ้น

    ประสิทธิภาพภาครัฐ: ประสิทธิภาพกลไกภาครัฐยังเป็นรองประเทศอื่นในภูมิภาค ยัง ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล (Connect the Dots) ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) และมีความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายต่อการหมุนเวียนเงินทุน (Money Movement) ที่กระทบต่อค่าเงิน ในมิติของทองคำ คริปโต

    สถานะการคลัง: รัฐบาลประสบภาวะขาดดุลการคลังต่อเนื่องมา 2 ทศวรรษ หนี้สาธารณะอยู่ที่ 64.5% และมีความเสี่ยงที่อันดับความน่าเชื่อถือจะถูกปรับลดลง ซึ่งอาจทำให้ไทยตกไปอยู่ในระดับเดียวกับฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย

    หลักคิดและแนวทาง Reinvent Thailand

    ผยงกล่าวว่า ‘Reinvent Thailand’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เอกสารหรือกระดาษ แต่เป็นหลักคิดที่เน้นการร่วมกันคิดและร่วมกันลงมือทำของภาคเอกชนและภาครัฐ โดยมีเป้าหมายระยะสั้นคือ การเร่งสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ซึ่งจะเป็น Quick Big Win ของประเทศไทย

    โดยแนวทางปฏิบัติของหลักคิดนี้ เช่น โจทย์ที่ชัดเจน (Problem Statement): ต้องมีโจทย์ที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกัน, การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization): ไม่สามารถทำทุกอย่างให้สำเร็จได้ภายในช่วงเวลาอันสั้น เน้น High Impact, การร่วมรับผิดชอบ (Ownership): ทุกภาคส่วนต้องร่วมรับผิดชอบและมีความมุ่งมั่น (Commitment) ในบทบาทของตน, การใช้ข้อมูลและความโปร่งใส (Data & Transparency): ต้องมีการนำข้อมูลมาใช้ให้โปร่งใส และสามารถตอบคำถามต่อสาธารณชนได้ เพื่อนำไปสู่การถกเถียงเชิงสร้างสรรค์, กลไกตลาดและแรงจูงใจ (Market Mechanism & Incentive): การขับเคลื่อนต้องอยู่บนกลไกตลาดและมีแรงจูงใจที่เหมาะสม รวมถึงการวัดผลร่วมกัน (KPI): ต้องมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ร่วมกันที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

    Quick Big Win และการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม

    ผยงกล่าวถึงหลักคิด Reinvent Thailand ที่นำมาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยได้ยกตัวอย่างถึงการแก้ปัญหาหนี้สินรายย่อย (AMC for Small Debtors) ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) น้อยกว่า 1 แสนบาท จำนวน 3.4 ล้านราย รวมหนี้ 1.2 แสนล้านบาท โดยมีการยึดลูกหนี้เป็นจุดศูนย์กลาง (Debtor Centric), บริหารจัดการหนี้แบบรวมศูนย์, ปิดจบหนี้ได้ไว เติมสภาพคล่องให้กับลูกหนี้วินัยดี ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้เหล่านี้หลุดพ้นจากกับดักหนี้และไม่กลับไปสู่หนี้นอกระบบอีก

    นอกจากนี้ยังมีการเห็นชอบร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มุ่งเน้น 6 อุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อ GDP และการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ และจะนำไปสู่การเติบโตแบบ New S Curve ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว, สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์,การเกษตรและการแปรรูปอาหาร, อุตสาหกรรมยานยนต์, การค้าปลีก รวมถึงการแพทย์และสุขภาพ

    โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเกือบถึง 240,000 ราย (46% ของนิติบุคคล) และการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน การเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทานจะนำไปสู่การเติบโตของ GDP และรายได้ของประชากร

    ผยงยังกล่าวถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยระบุว่า ไทยต้องมีการเชื่อมโยงดิจิทัลต้องสร้างถนนแห่งการส่งผ่านข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และนำนวัตกรรม AI (GenAI, Blockchain, Automation) มาใช้ในการขับเคลื่อน Smart Business รวมถึงลงทุน R&D: เพื่อยกระดับผลิตภาพและรายได้ของประเทศให้เทียบเท่าหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับตลาดการค้าใหม่ (New Trade Corridor) โดยเฉพาะจีน อาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลาง

    อีกทั้งแรงงานยังต้องมีการเสริมทักษะ (Upskill / Reskill) มีการรับรอง (Certify) และตอบโจทย์ตลาด ขณะที่รัฐบาลซึ่งเป็น ‘The Biggest Thailand Conglomerate’ ควรใช้กลไก Made in Thailand เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าแข่งขันได้ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยการขับเคลื่อนทั้งหมดนี้เป็นการ ‘ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ’ เพื่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/quick-big-win-thailand-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mrsEQ_7pMeO0UJ-Bojnqc

  • “ศุภจี” หารือ “ทูตอินเดีย” ปักหมุดหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่

    “ศุภจี” หารือ “ทูตอินเดีย” ปักหมุดหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่


    “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” หารือ “ทูตอินเดีย” ปักหมุดหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่ ผลักดันการค้าเสรีครอบคลุมทุกมิติ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เผยผลการหารือทวิภาคีกับนายนาเกช ซิงค์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าสู่การเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

    นางศุภจี เน้นย้ำว่า ไทยพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้ “ปฏิญญาร่วมว่าด้วยการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ลงนามเมื่อเดือนเมษายน 2568 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพมหาศาลของอินเดียในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และมีประชากร Gen Z มากที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อและการขยายตัวของชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ในการหารือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เสนอให้อินเดียสานต่อการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย – อินเดีย โดยยกระดับให้เป็น Comprehensive FTA ที่ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าให้เต็มที่

    ในระยะสั้น ทั้งสองฝ่ายจะเร่งรัดการจัดทำ ความตกลงยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้า (MRA) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และริเริ่มการใช้ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ

    นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกื้อกูลการผลิตระหว่างกัน อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ และอาหารแปรรูป พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนาฐานการผลิตเพื่อป้อนตลาดอินเดียและส่งออกไปยังประเทศที่สาม โดยใช้ประโยชน์จากสถานะของไทยที่เป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมอินเดียสู่ภูมิภาคอาเซียน

    เพื่อกระตุ้นการค้าและการลงทุน รัฐมนตรีฯ ศุภจีมีแผนจะนำคณะเอกชนไทยเยือนเมือง มุมไบ ในช่วงเดือน มกราคม 2569 เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Business Networking ในสาขาวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและขยายความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการค้าทวิภาคี

    ปัจจุบัน อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในปี 2567 การค้ารวมมีมูลค่า 17,457.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.83 และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า

    สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) การค้ารวมขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 28.25 มีมูลค่ารวม 16,381.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยยังคงได้ดุลการค้าสูงถึง 7,432.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและโอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอัญมณีและเครื่องประดับ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iDKLfyCtmi3b2sh8wFj_p

  • ชาวนิวซีแลนด์แห่ย้ายทำงานต่างประเทศ เหตุเศรษฐกิจซบเซา : อินโฟเควสท์

    ชาวนิวซีแลนด์แห่ย้ายทำงานต่างประเทศ เหตุเศรษฐกิจซบเซา : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิตินิวซีแลนด์รายงานในวันนี้ (13 พ.ย.) ว่า พลเมืองนิวซีแลนด์เดินทางออกจากประเทศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในช่วง 12 เดือนจนถึงก.ย. เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาบีบให้คนจำนวนมากขึ้นต้องมองหางานที่มีรายได้ดีกว่าในต่างประเทศ

    รายงานระบุว่า มีชาวนิวซีแลนด์เดินทางออกจากประเทศ 72,684 คนในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่มีพลเมืองเดินทางกลับเข้าประเทศ 26,318 คน ส่งผลให้ตัวเลขพลเมืองไหลออกสุทธิอยู่ที่ 46,366 คน ขณะที่การเดินทางเข้ามาของแรงงานต่างชาติทำให้ตัวเลขเข้าเมืองสุทธิรายปีเพิ่มขึ้น 12,434 คน แต่ลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุดที่ 135,529 คนในปี 2566

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจนิวซีแลนด์ไม่ขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และนักเศรษฐศาสตร์กังวลว่า การฟื้นตัวที่คาดหวังไว้ในช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ลังเลที่จะจ้างงาน และอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ชาวนิวซีแลนด์จำนวนมากจึงเลือกที่จะมองหาโอกาสในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศออสเตรเลีย ขณะเดียวกัน แรงงานต่างชาติเองก็คิดหนักมากขึ้นที่จะย้ายไปนิวซีแลนด์ เนื่องจากหางานยาก ส่งผลให้จำนวนคนเข้าประเทศสุทธิรายปีลดลงอย่างต่อเนื่อง

    จากข้อมูลสำหรับปีที่สิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2568 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ พบว่า ในบรรดาชาวนิวซีแลนด์ที่ออกนอกประเทศนั้น 58% ของทั้งหมดเดินทางไปออสเตรเลีย

    กระแสการไหลออกของพลเมืองกลายเป็นแรงกดดันต่อนายกรัฐมนตรีคริสโตเฟอร์ ลักซอน ซึ่งยืนยันว่า รัฐบาลสายกลาง-ขวาของเขาบริหารเศรษฐกิจได้ดีกว่าพรรคฝ่ายค้าน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ โดยพรรคของเขามีคะแนนตามหลังในการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด ขณะที่นิวซีแลนด์มีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปลายปี 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545431&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jdHNbgXaxiYPeuOz6wLPj