Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เคทีซี x สิงคโปร์ เปิดแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป” ปักหมุดจุดหมายสุดคุ้มค่า

    เคทีซี x สิงคโปร์ เปิดแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป” ปักหมุดจุดหมายสุดคุ้มค่า

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ต้องการ “ไปเที่ยว” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” (value) และ “ความหมายของประสบการณ์” (experience-driven travel) มากขึ้น ตามเทรนด์โลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสทองของตลาดที่มีศักยภาพอย่างสิงคโปร์

    ล่าสุด “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จับมือกับ “การท่องเที่ยวสิงคโปร์” (Singapore Tourism Board – STB) เดินหน้าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ผ่านแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” เพื่อยกระดับสิงคโปร์ให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวชาวไทย พร้อมมอบสิทธิพิเศษครบวงจรทั้งด้านการเดินทาง ร้านอาหาร ที่พัก และแหล่งช้อปปิ้งในที่เดียว

    สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวไทย ด้วยระยะทางใกล้ ใช้เวลาเดินทางเพียงราว 2 ชั่วโมง และมีเที่ยวบินตรงเกือบ 20 เที่ยวต่อวันจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต อีกทั้งยังมีจุดเด่นด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัยสูง และการบริการมาตรฐานระดับโลก

    เคทีซี x สิงคโปร์ เปิดแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป” ปักหมุดจุดหมายสุดคุ้มค่า

    นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า สิงคโปร์ติดอันดับ 4 จุดหมายต่างประเทศยอดนิยมของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯเพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ราว 9,800 บาทต่อทริป หมวดที่สมาชิกใช้จ่ายถี่และเติบโตสูงสุดคือ “ร้านอาหาร” ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15% ในขณะที่สมาชิกใช้จ่ายต่อครั้งที่ 900 บาท เฉลี่ยต่อคนราว 3,100 บาท

    สำหรับแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” ที่ร่วมกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากพฤติกรรมจริงของนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม ที่ต้องการประสบการณ์ครบวงจรทั้งเรื่องกิน เที่ยว และช้อป เราคาดว่าการมอบสิทธิพิเศษครบมิติครั้งนี้ จะช่วยผลักดันยอดใช้จ่ายรวมให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย 5% พร้อมเสริมภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ให้เป็นจุดหมายที่ “คุ้มค่าทุกการใช้จ่าย” อย่างแท้จริง

    มิสเตอร์ โอลิเวอร์ ชอง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานต่างประเทศ การท่องเที่ยวสิงคโปร์ กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสิงคโปร์ และเรายังคงเห็นแนวโน้มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยในกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์ที่แข็งแกร่ง เช่น การรับประทานอาหารและการช้อปปิ้ง การร่วมมือกับเคทีซีในครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มความสะดวกและความคุ้มค่าให้แก่นักท่องเที่ยวไทย พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะ ‘จุดหมายปลายทางที่ครบในที่เดียว’ ที่ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ซึ่งมองหาประสบการณ์คุณภาพระดับพรีเมียม”

    สิงคโปร์ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายที่นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เช่น Gardens by the Bay, Marina Bay Sands, Singapore Flyer, Sentosa Island, และ Singapore Zoo รวมถึงย่านท่องเที่ยวสุดชิคอย่าง Haji Lane, Chinatown, Little India, และ Tiong Bahru ที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของประเทศ

    นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมือง “Gastronomy Hub” ของเอเชีย ด้วยจำนวนร้านอาหารระดับมิชลินมากกว่า 50 ร้าน ตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดชื่อดังอย่าง “Hill Street Tai Hwa Pork Noodle” ไปจนถึงร้านไฟน์ไดน์อย่าง “Odette” หรือ “Burnt Ends” ซึ่งล้วนเป็นจุดหมายในฝันของนักชิมจากทั่วโลก

    ในมิติของการช้อปปิ้ง สิงคโปร์มีแหล่งช้อปชื่อดังอย่าง Orchard Road, Jewel Changi Airport, และ The Shoppes at Marina Bay Sands ที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นระดับโลกและสินค้าท้องถิ่นดีไซน์ร่วมสมัย ขณะที่นักท่องเที่ยวสายครอบครัวนิยมเดินทางไปเยือนสถานที่อย่าง Universal Studios Singapore, S.E.A. Aquarium, หรือ Science Centre Singapore ที่เหมาะกับทุกวัย

    การเปิดตัวแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” จึงเป็นมากกว่าการตลาดเชิงโปรโมชั่น แต่เป็นการสร้าง “ประสบการณ์คุณค่า” สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการเดินทางอย่างชาญฉลาด โดยสิทธิพิเศษในแคมเปญครอบคลุมตั้งแต่ส่วนลดตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงแหล่งช้อปปิ้งและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพียงชำระผ่านบัตรเครดิตเคทีซีก็สามารถรับสิทธิ์ได้ทันที

    ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงพลังของแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการสร้าง “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” ระหว่างภาคเอกชนไทยและหน่วยงานการท่องเที่ยวระดับโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ให้เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยนวัตกรรม วัฒนธรรม และความคุ้มค่าทุกมิติของการเดินทาง

    ไฮไลต์แคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป One-Stop Privileges in Singapore”

    แคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป One-Stop Privileges in Singapore” มอบสิทธิพิเศษครบวงจร ตั้งแต่ส่วนลดตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไปจนถึงดีลร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวในสิงคโปร์ สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีชำระผ่านบัตรฯ รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ทันที รายละเอียดเพิ่มเติม: https://ktc.promo/NTO-STB

    ผู้สนใจสามารถติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่  https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์  https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/733425&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30TUHY2iWYVvVOOhZbILJq

  • คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    13 พฤศจิกายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม 

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    นายโสภณ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า มีประเด็นสำคัญที่จะให้ที่ประชุมได้พิจารณา ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ แต่ยังมีปัญหาเรื่องการจำหน่าย และการดื่มสุรา ฉะนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นรัฐบาลจะต้องทำโดยเร็ว เพราะรัฐบาลมีเวลาที่จำกัดในการบริหารประเทศ ระเบียบใดที่สามารถแก้ได้ก็ต้องแก้ ถ้ากฎหมายที่นำไปสู่การปฏิบัติยาก ก็เป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ หรือคนที่เกี่ยวข้องในการรักษากฎหมายไปหาผลประโยชน์ ดังนั้นกฎหมายต้องชัดเจนและปฏิบัติได้จริง 

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ประชุมได้ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่ง นายโสภณ ได้เปิดเผยผลการประชุมในครั้งนี้ว่า คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ได้รับแนวทางตามที่คณะรัฐมนตรีมาให้แก้ปัญหา โดยได้ยกเลิกกรอบเวลาห้ามดื่มสุราในห้วงเวลา 14.00-17.00 น. แต่การขยายเวลานั่งดื่มหลัง 24.00 น.นั้น  นายโสภณ เปิดเผยว่า แม้ว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยากให้ขยายเวลาถึง 04.00 น. แต่กระทรวงสาธารณสุข ยังไม่เห็นด้วย และอยากให้ขยายถึงเพียง 01.00 น.เพราะอัตราเกิดอุบัติเหตุมากสุด ในช่วง 02.00-03.00 น. ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ จึงอยู่ระหว่างการหารือกัน แต่การจัดโซนนิ่งที่สามารถจำหน่ายได้ถึง 04.00 น. ยังคงตามนโยบายเดิม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609850&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UgK8tVxCuvEnXhZF9wiqm

  • ททท. ต้อนรับ นทท. ต่างประเทศ ขับเคลื่อนรายได้ 2.8 ล้านล้านบาทในปี 69 – INN News

    ททท. ต้อนรับ นทท. ต่างประเทศ ขับเคลื่อนรายได้ 2.8 ล้านล้านบาทในปี 69 – INN News

    ข่าว

    13 พฤศจิกายน 2025 – 18:08

    ททท. จับมือพันธมิตรต้อนรับ นทท. ต่างประเทศ ชูตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ขับเคลื่อนรายได้ 2.8 ล้านล้านบาทในปี 69

    วันนี้ (13 พฤศจิกายน 2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาแผนกวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรมการท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมอนามัย ตำรวจท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศไทย สมาคมโรงแรมไทย หอการค้าไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ สมาคมสวนสนุกแลผะสวนพักผ่อนหย่อนใจ บริษัท Trip.com (ประเทศไทย)

    บริษัท อโก้ดา เซอร์วิสเซส จำกัด  บริษัท แกร็บแท๊กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ฯลฯ ร่วมแถลงข่าวความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและมอบตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ให้กับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับรองมาตรฐานคุณภาพด้านความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมาของปี 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมประมาณ 26.7 ล้านคน สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนมีจำนวน 3.7 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ดำเนินมาตรการสร้างความมั่นใจในการเดินทางให้นักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ด้วยโครงการ “Trusted Thailand” ที่ดำเนินการโดย ททท. เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในการเลือกสถานประกอบการโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว ผ่านตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่สร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้กลับมาเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนให้เกิดการเดินทางอย่างต่อเนื่อง

    นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาแผนกวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 50 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศจีนกับประเทศไทย ได้เติบโตอย่างมั่นคงและลึกซึ้ง รวมถึงความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว ซึ่ง “ความปลอดภัย” เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเดินทาง การที่ประเทศไทยได้ริเริ่มโครงการ “Trusted Thailand” จึงเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชม อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความรับผิดชอบ และความตั้งใจจริงในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ปลอดภัย มีคุณภาพแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอข่าวที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่มีความนิยมในการเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบของนักเดินทางอิสระ (FIT) มากขึ้น ทำให้เกิดแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวจะพิจารณาเลือกจุดหมายการเดินทางที่มีการจัดการด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โครงการ “Trusted Thailand” จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ “ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวไทย” ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “ปลอดภัย คุณภาพสูง และเชื่อถือได้” พร้อมทั้งตอกย้ำตำแหน่ง Top of Mind Destination ในใจแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน ด้วยพลังแห่งรอยยิ้ม มิตรภาพ และวัฒนธรรมที่งดงามไม่สิ้นสุด โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลาดจีนให้ฟื้นคืนกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ผลักดันการสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไทยสู่เป้าหมาย 2.8 ล้านล้านบาท ในปี 2569

    ททท. เปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้ารับการประเมิน เพื่อรับตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ผ่านเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand โดยแบ่งเป็นสถานประกอบการ 4 ประเภท ได้แก่ โรงแรมและที่พัก ภัตตาคารและร้านอาหาร นันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ซึ่งจะได้รับการประเมินตามเกณฑ์คุณภาพ 4 ด้านหลัก ได้แก่

    (1) มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การวางแผนการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย การเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยว การควบคุม  การเข้า – ออก รวมถึงการซักซ้อมแผนรองรับภัยพิบัติหรือเหตุไม่คาดฝัน

    (2) มาตรการในการควบคุมความปลอดภัยในการชำระเงิน การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก (เช่น Alipay, WeChat Pay) การจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้อย่างปลอดภัย การป้องกันการถูกแฮกหรือแอบอ้างข้อมูล รวมถึงการแสดงข้อมูลค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

    (3) การสื่อสารภาษาต่างประเทศ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการดูแลนักท่องเที่ยวด้วย ความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ

    (4) ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง เส้นทางที่ปลอดภัยมีจุดที่ตั้งที่ชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยว การติดตั้งป้ายหรือจุดให้ข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย

    ทั้งนี้ ททท. คาดว่า จะมีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมรับการประเมิน เพื่อรับตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ไม่น้อยกว่า 5,000 ราย ซึ่งผู้ที่ผ่านตราสัญลักษณ์จะได้รับสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรของ ททท. เช่น การขึ้นตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand บนแพลตฟอร์ม Trip.com และการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ต่างๆ ของ ททท. ผู้ประกอบการสามารถสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand ได้ที่ www.tourismthailand.org/trustedthailand หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @trustedthailand และ 1672 Travel Buddy

                       

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_963217/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iwjGjER_32nx9KTfcAC7E

  • คอเหล้ามีเฮ!

    คอเหล้ามีเฮ!

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    คอเหล้ามีเฮ!
    ‘โสภณ’แย้มได้ลุ้นข่าวดี
    เปิดทางดื่มหลังเที่ยงคืน

    “รองนายกฯโสภณ” เผย 13 พฤศจิกายน นักดื่มเตรียมเฮ คณะกรรมการน้ำเมา จ่อปลดล็อกเวลาห้ามขายสุรา เปิดทางดื่มยาวหลังเที่ยงคืน ระบุกฎหมายที่ไม่สอดรับวิถีชีวิต ก็ต้องยกเลิก เพราะอาจเป็นช่องว่างข้าราชการนอกรีดหาประโยชน์

    เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดย นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย, นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เดินทางร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

    นายสรเทพ เปิดเผยว่า ปัญหาหลักของกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่มีปัญหาหลักคือเรื่องของการห้ามนั่งดื่มต่อ แต่จริงๆ วันนี้ที่มายื่นคือเรื่องของการปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2515 ซึ่งไม่เข้ากับบริบทของประเทศไทย 2. เรื่องของการปลดโซนนิ่ง และ 3. เรื่องของการอนุญาตให้นั่งดื่มต่อ(นอกเวลาจำหน่าย) ซึ่งสามข้อนี้กระทบมาก และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการในประเทศไทยเท่านั้น โดยขอแยกออกเป็น 2 กรณีคือ

    1. ผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว 2. ภาคธุรกิจกลางคืน โดยในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โทร.มาสอบถามว่าแก้ได้หรือไม่และแก้อย่างไร เพราะสำนักข่าวต่างประเทศเล่นข่าวหลายสำนัก จึงมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเต็มๆ ทั้งนี้ทีเส็บจะมีการประชุมใหญ่ เป็นสัมมนา 3-4 กรุ๊ป แน่ๆ ถ้ากฎหมายนี้ไม่ได้แก้มีผลกระทบกับเขาแน่ๆ และถึงขั้นที่ว่าเขาอาจจะย้ายจัดการสัมมนาไปประเทศอื่น นี่คือผลกระทบ

    นายสรเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร การท่องเที่ยวมีความกังวล กระทั่งแม้แต่มัคคุเทศก์เองยังเป็นกังวล ว่าจะเอาอย่างไรอย่างเช่นหากมีการพานักท่องเที่ยวไปทัวร์ในช่วงที่มีอากาศร้อนเขาจะไปนั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายสอง 10 นาทีมันก็ไม่ได้แล้ว ทางร้านจะโดนจับทั้งไกด์ทั้งร้านที่ขาย เขาก็กลัวไปหมดกลายเป็นสภาวะสุญญากาศในช่วงนี้ที่กระทบกับการท่องเที่ยวเต็มๆ เราจึงดูแล้วว่าไม่ไหว เราเข้าใจว่าคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มองในมิติสุขภาพ แต่ตนอยากเรียกร้องว่าให้ท่านมองในมิติอื่นด้วย มองในแง่เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ยังมีทั้งในเรื่องท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ อีกหลายล้านชีวิตในประเทศ ตนจึงมายื่นข้อเสนอตรงนี้

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้มีการพูดคุยกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งแรก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ในเนื้อหาสาระมีการปลดล็อกเวลาขาย และให้ไปดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ เพิ่มเวลาขายแต่ห้ามนั่งดื่มเกินเวลา ซึ่งเราได้รับคำแนะนำจากฝ่ายกฎหมายว่า เมื่อประกาศฉบับดังกล่าวยังไม่บังคับใช้ การไปแก้กฎหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อบังคับใช้แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อน จึงได้เร่งให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการประชุมกันในวันที่ 13 พ.ย.โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อผลออกมา คิดว่าจะได้คำตอบ และมีผลบังคับใช้ไม่เกินต้นเดือน ธ.ค. นี้ ตามข้อกำหนดของกฎหมาย

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในระหว่างนี้จะหารือกับคณะกรรมการดูว่ามีอะไรบ้างที่สามารถผ่อนปรน หรือผ่อนผันในช่วงนี้ได้ ในส่วนของแนวทางมีความเห็นในทางที่ตรงกัน เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความเห็นเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลกับจำนวนนักท่องเที่ยว โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ขอให้อดใจรอนิดหนึ่ง

    เมื่อถามว่า จะมีแนวทางที่เหมาะสมพอจะตกลงกันได้หรือไม่ เพราะมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย นายสิริพงศ์ กล่าวว่า น่าจะมีการปลดล็อกเวลาขายในช่วงเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนการขายอาจจะให้จบแค่ช่วงเวลาเที่ยงคืน สำหรับร้านอาหารทั่วไป ส่วนการนั่งต่อกำลังดูแนวทาง แต่อาจจะมีให้นั่งต่อไปอีกสักช่วงเวลาหนึ่ง

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ระเบียบเหล่านี้จะเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตัวกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลา กำหนดเพียงว่าห้ามขายและห้ามดื่ม ส่วนเรื่องเวลาต้องดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และย้ำว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถทำได้อย่างลำพัง แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    ด้านนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติในวันที่ 13 พย. ว่า จะเป็นการประชุมทั้งคณะใหญ่และคณะรอง ซึ่งได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.เพื่อรับทราบ และถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ ก่อนย้ำว่า เราต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริง เพราะกฎหมายที่ออกมาบางอย่าง ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ของปุถุชนคนธรรมดา จึงต้องนำมาปรับปรุง

    นายโสภณ กล่าวว่า ระเบียบกฎหมายบางครั้งออกได้แต่ปฏิบัติจริงไม่ได้ ควรจะเลิกได้แล้ว ระเบียบที่ฝืนข้อเท็จจริงไม่ว่าเรื่องใด แม้ว่าจะโลกสวย แต่ในการปฏิบัติใช้ชีวิต มันทำไม่ได้ แล้วพอปฏิบัติไม่ได้ก็เป็นปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย นี่เป็นข้อจำกัดของประเทศไทย พร้อมกับมองว่าเป็นอุปสรรค คนที่ปฏิบัติตามกฎหมายก็เสียผลประโยชน์ ส่วนคนที่ละเมิดกฎหมายก็ได้ประโยชน์ และที่สำคัญ เป็นบ่อเหตุ ของการแสวงหาผลประโยชน์ ของหน่วยงาน และคนที่อยู่นอกรีด ใช้เครื่องมือพวกนี้ไปทุจริต ตนจึงมองว่าในรัฐบาลชุดนี้ กฎหมายใดที่ปฏิบัติไม่ได้ หากควรยกเลิก ก็ควรยกเลิก

    เมื่อถามว่าดูแนวโน้มแล้วการยกเลิกเวลา ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น. -17.00 น. หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เป็น พ.ร.บ.เก่า จึงต้องไปดูว่าสามารถปล่อยผ่านได้อย่างไร ต้องคุยกันตรงๆ ในที่ประชุม แล้วมองว่าต้องขยายเวลา ต้องรอผลการประชุมในวันพรุ่งนี้ แต่ทุกฝ่ายเห็นด้วยทั้งหมด ส่วนจะออกมาในรูปแบบคำสั่งยกเลิกเลยหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า หากคณะกรรมการมีอำนาจในการยกเลิกก็ยกเลิกได้เลย แต่ต้องไปดูในรายละเอียดก่อน แต่โดยความเห็นภาพรวม วิถีที่ควรจะเป็น เป็นไปไม่ได้หรอกวิธีแบบนี้

    ส่วนที่ผู้ประกอบการสะท้อนปัญหา ผู้ที่จะเข้ามาจัดการประชุมในประเทศไทยมีเรื่องกังวลในกรณีดังกล่าวนั้น นายโสภณกล่าวว่า ไม่เฉพาะผู้ประกอบการ ประชาชนคนอยากดื่ม ก็รับไม่ได้

    ส่วนข้อกำหนดที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้บริเวณสถานศึกษา ควรจะยังมีไว้ใช่หรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า เรื่องพวกนี้ละเอียดอ่อน ต้องระวัง ใกล้สถานศึกษา ศาสนสถาน ต้องเป็นข้อยกเว้นไป ตอนนี้เยาวชนหมกมุ่นเรื่องพวกนี้ แต่ในเขตธุรกิจต่างๆ ก็ต้องให้ดำเนินการ เพราะนักดื่มก็ดื่มอยู่แล้ว ก่อนทิ้งท้ายว่ากฎหมายที่ปฏิบัติไม่ได้เลิกเถอะ

    เมื่อถามว่า ในวัน ที่ 13 พฤศจิกายนจะมีข่าวดีใช่หรือไม่นายโสภณ กล่าวว่า “ข่าวดี ข่าวดี” บอกผู้ประกอบการเขาจะได้สบายใจ คนจะได้มาเที่ยวประเทศไทยเยอะๆ เอาเงินมาใช้บ้านเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/927435&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hGeZL2FVmW0q-hYny_qis

  • ‘ศุภจี’ เดินหน้าเจรจาสหรัฐฯ แม้ไทย-กัมพูชา ตึงเครียด ย้ำไม่กระทบความสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    ‘ศุภจี’ เดินหน้าเจรจาสหรัฐฯ แม้ไทย-กัมพูชา ตึงเครียด ย้ำไม่กระทบความสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    กระทรวงพาณิชย์ยืนยันเดินหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

    วันนี้ 13 พฤศจิกายน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้อกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ว่า การหารือทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ

    ศุภจี ระบุว่า ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงร่วม (Joint Declaration) ก่อน และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีความสูญเสียต่อฝ่ายไทย ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถยอมรับได้ และเชื่อว่ารัฐบาลของทุกประเทศย่อมไม่สามารถยอมรับการกระทำในลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกัน

    ฝ่ายสหรัฐฯ จึงควรเข้าใจข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ และไม่ควรนำสถานการณ์ดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการชะลอหรือหยุดการเจรจาการค้ากับไทย ซึ่งจากการพบปะหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในการประชุมเอเปคที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนว่า

    “สหรัฐฯ แยกประเด็นทางการเมืองออกจากการค้า และยังคงมีเจตนารมณ์ที่จะผลักดันให้การเจรจาสำเร็จภายในปลายปีนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับท่าทีของไทย และความต้องการของภาคเอกชนทั้งสองประเทศที่ต้องการเห็นความชัดเจนในการค้าและการลงทุน”

    ทั้งนี้ เมื่อสองวันก่อน (11 พ.ย.68) นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ให้การต้อนรับ Mr. Ted Osius ตำแหน่ง Senior Vice President and Regional Managing Director และคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council: USABC) ในโอกาสเยือนประเทศไทย ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ภายใต้ USABC โดยทุกฝ่ายมีมุมมองตรงกันว่า

    “ไทยเป็นประเทศสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง นักธุรกิจสหรัฐฯ ชื่นชมบทบาทเชิงรุกของไทยในการขยายตลาดการค้า ผ่านการเจรจาเปิดตลาดและข้อตกลงการค้าเสรี FTA”

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงประเด็น นโยบายภาษีของสหรัฐฯ (US Tariff) ซึ่งภาคเอกชนสหรัฐฯ มองว่าเป็นประเด็นที่มีทั้ง “โอกาสและความท้าทาย” ต่อบริษัทอเมริกันเอง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิตหรือห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสำคัญและเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ

    ศุภจี ระบุเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าหลักของไทย และรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลและความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าที่เป็นมิตร พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    “กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายเร่งขยายตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุก ทั้งการเจรจาเปิดตลาด การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และการส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยใช้ประโยชน์จากผลการเจรจาและกิจกรรมส่งเสริมการค้า”

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและกระทรวงพาณิชย์จะยังคงเดินหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของภาคการส่งออกของไทย ควบคู่กับการแสวงหาตลาดใหม่ และส่งเสริมสินค้าไทยในประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/supajee-talks-us-amid-tension/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UYjCZn7XApTNnSI5imHUy

  • สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

    สหรัฐอเมริกาประกาศยุติการผลิตเหรียญเพนนีอย่างเป็นทางการ ปิดฉากเหรียญ 1 เซนต์ ที่อยู่คู่สังคมอเมริกันมากว่า 230 ปี หลังต้นทุนการผลิตสูงกว่ามูลค่าจริงหลายเท่า และแทบจะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

    เหรียญเพนนีเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1793 โดยในยุคนั้นเหรียญหนึ่งสามารถซื้อบิสกิต เทียน หรือขนมได้หนึ่งชิ้น ทว่าปัจจุบันแทบไม่มีค่าในทางปฏิบัติ หลายคนเก็บรวมไว้ในโหลหรือกล่องขยะในบ้าน ขณะที่ต้นทุนการผลิตเหรียญแต่ละเหรียญสูงถึงเกือบ 4 เซนต์

    แบรนดอน บีช รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างพิธีที่โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียว่า “พระเจ้าคุ้มครองอเมริกา และเราสามารถประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้ถึง 56 ล้านดอลลาร์” ก่อนกดปุ่มปั๊มเหรียญเพนนีสุดท้าย ซึ่งถูกจัดวางอย่างระมัดระวังให้สื่อมวลชนชม โดยเหรียญชุดสุดท้ายบางส่วนจะถูกนำออกประมูล

    แม้จะยุติการผลิต แต่เหรียญเพนนีหลายพันล้านเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่จะยังคงสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับเหรียญครึ่งเซนต์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1857 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ เลิกใช้เหรียญอย่างเป็นทางการ

    เจ้าหน้าที่เผยว่า โรงกษาปณ์ส่วนใหญ่ได้หยุดผลิตเหรียญเพนนีตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ในวันสุดท้ายของการปั๊ม เหล่าพนักงานต่างยืนสงบอยู่หน้าเครื่องจักร ราวกับกล่าวอำลาเพื่อนเก่าที่อยู่ด้วยกันมานาน ก่อนจะปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อเหรียญสุดท้ายถูกผลิตออกมา

    การตัดสินใจเลิกผลิตเหรียญเพนนีเกิดขึ้นจากคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนไม่คุ้มค่า “สหรัฐฯ ผลิตเหรียญเพนนีที่มีต้นทุนเกินมูลค่ามานานเกินไปแล้ว เป็นเรื่องสิ้นเปลือง!” ทรัมป์ระบุในโพสต์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันจำนวนมากยังรู้สึกผูกพันกับเหรียญเพนนี บางคนมองว่าเป็นเหรียญนำโชคหรือของสะสม ขณะที่ร้านค้าปลีกหลายแห่งเริ่มกังวลในช่วงก่อนเลิกผลิต เนื่องจากเหรียญเริ่มขาดตลาดโดยไม่มีแนวทางจากรัฐบาลว่าจะจัดการการทอนเงินอย่างไร บางร้านเลือกปัดเศษราคาลงเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียประโยชน์ ขณะที่บางแห่งขอให้ลูกค้านำเหรียญเพนนีมาใช้จ่ายหรือแลกเป็นของรางวัล เช่น เครื่องดื่มฟรี

    ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกเหรียญเพนนีให้เหตุผลว่า จะช่วยลดต้นทุนของรัฐ ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และสอดคล้องกับประเทศอื่น เช่น แคนาดา ที่ยุติการผลิตเพนนีตั้งแต่ปี 2012

    ธนาคารบางแห่งเริ่มจำกัดการจ่ายเหรียญเพนนี เนื่องจากปริมาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ ปัจจุบันเหรียญเพนนีคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่ผลิตในโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียและเดนเวอร์ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา แม้เหรียญเพนนีจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์) ที่ใช้เงินถึงเกือบ 14 เซนต์ต่อเหรียญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหรียญไดม์ (10 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเพียง 6 เซนต์ และเหรียญควอเตอร์ (25 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเกือบ 15 เซนต์ การผลิตเหรียญเพนนีจึงไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

    แฟรงก์ โฮลท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เหรียญ กล่าวว่า การเลิกผลิตเพนนีถือเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรม “เหรียญเหล่านี้สะท้อนตัวตนของเรา เราเลือกสลักคำขวัญและภาพบุคคลสำคัญลงบนมัน มันคือหลักฐานของประวัติศาสตร์ การเมือง ศิลปะ และอุดมคติของประเทศ”.

    ที่มา AP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2895348&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oOLzUqP1FoOPC1I3WvLXn

  • มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

    มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

    มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง


    13/11/2568 | 102 |

    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. – นางสาว ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อตรวจเยี่ยม วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (ศูนย์การเรียนรู้รักษ์ผ้าทอโนนสัง) ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง พร้อมมอบนโยบายสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาชีพของสตรีในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานราก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู, หัวหน้าส่วนราชการ, ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มสตรีทอผ้าในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ โดยวิชชาลัยผ้าทอโนนสังนับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับชุมชน

    โดย นางสาวศศิธร ได้ร่วมกิจกรรม เวิร์กช็อปการทำผ้าพิมพ์ลายและการทอผ้าลายพื้นเมือง กับกลุ่มสตรีผู้ประกอบการผ้าทออย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัย สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น เช่น การสร้างแบรนด์ผ้าท้องถิ่น การออกแบบลวดลายร่วมสมัย และการใช้ช่องทางออนไลน์ในการจำหน่ายสินค้า เพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    รมช.มหาดไทยกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเสริมสร้างศักยภาพสตรี ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและชุมชน โดยเน้นให้ทุกพื้นที่มีการรวมกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง และพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยจะสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และเครือข่ายอาชีพในทุกจังหวัด เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยยังมีแผนบูรณาการการพัฒนาอาชีพสตรีเข้ากับโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)” และนโยบายเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ผ่านการสร้างเครือข่ายอาชีพและยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/442152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lGm12-GRzzjUjM42Lz87u

  • CRC กำไร Q3/68 หดรับผลเศรษฐกิจชะลอ เดินหน้ากลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ปักธงไทย-เวียดนาม : อินโฟเควสท์

    CRC กำไร Q3/68 หดรับผลเศรษฐกิจชะลอ เดินหน้ากลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ปักธงไทย-เวียดนาม : อินโฟเควสท์

    บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น [CRC] รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/68 มีกำไรสุทธิ 1.3 พันล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.22 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2.13 พันล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.35 บาท

    นายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 68 ยังอยู่ในระยะชะลอตัวและเผชิญกับปัจจัยท้าทายจากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม CRC ยังคงเดินหน้าธุรกิจอย่างมั่นคงตามแผนที่วางไว้ภายใต้กลยุทธ์ ‘New Heights, Next Growth’ โดยสามารถสร้างรายได้รวมใน 9 เดือนแรก 194,440 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% แม้กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 5,112 ล้านบาท ลดลง 13% พร้อมทั้งปิดไตรมาส 3 ที่รายได้รวม 62,516 ล้านบาท ลดลง 0.9% และมีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 1,299 ล้านบาท ลดลง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สำหรับในไตรมาส 3/68 ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเปิดศูนย์การค้า GO! ในเวียดนามเพิ่ม 2 สาขา ได้แก่ สาขาฮึงเอียน (Hung Yen) และเอียนบาย (Yen Bai) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคชาวเวียดนาม ด้วยยอดเช่าพื้นที่มากกว่า 90% ซึ่งเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตสูงถึง 8.23% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

    ขณะเดียวกันในประเทศไทย CRC ยังคงมุ่งขยายสาขาห้างร้าน อาทิ ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, ออโต้วัน รวมถึงเสริมพอร์ตแบรนด์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ เช่น Aveda แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมชั้นนำระดับโลก ที่ CMG ได้รับสิทธิ์เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ห้างร้านต่าง ๆ ในเครือ ยังมีการจัดกิจกรรมและแคมเปญทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าแค่การช้อปปิ้งให้แก่ลูกค้า

    ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายของปี 68 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจปลายปีจะปรับตัวดีขึ้นจากทั้งมาตรการภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุน เช่น โครงการเที่ยวดีมีคืน และคนละครึ่งพลัส รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ ของเซ็นทรัล รีเทล และแบรนด์ในเครือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทราฟฟิก สร้างบรรยากาศการจับจ่าย และกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคปลายปีที่เป็นช่วงไฮซีซัน

    สรุปภาพรวมตลอดปี 68 CRC ดำเนินงานได้ตามแผน โดยเฉพาะการเปิดสาขาใหม่ครบตามเป้า พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตในตลาดศักยภาพไทยและเวียดนามต่อไป คาดว่าจะสามารถปิดปีด้วยจำนวนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสันรวม 76 สาขา, ท็อปส์มากกว่า 700 สาขา, ไทวัสดุ 88 สาขา, ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ 28 สาขา, ศูนย์การค้า GO! 44 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต go! 16 สาขาในเวียดนาม พร้อมกันนี้ยังมีแผนที่จะรีโนเวทห้างร้านต่าง ๆ เสร็จสิ้นในช่วงสิ้นปีนี้ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาปิ่นเกล้า และสาขาแจ้งวัฒนะ รวมถึงศูนย์การค้า GO! สาขาทังลอง (Thang Long) และดงนาย (Dong Nai) ในเวียดนาม ที่พร้อมเผยโฉมใหม่เพื่อต้อนรับลูกค้าทุกคน

    ด้านธุรกิจ New Growth Engine ได้ขยายสาขาเพิ่มเติมในทำเลศักยภาพทั่วไทย โดยคาดว่าปิดปี 68 จะมีโก โฮลเซลล์ ทั้งสิ้น 14 สาขา และออโต้วันมากกว่า 50 สาขา ขณะเดียวกันในช่องทางออนไลน์ที่มีการพัฒนาแพลตฟอร์มมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตัวเลขยอดขายจาก Central App ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “ด้วยอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งของเซ็นทรัล รีเทล ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยเราเชื่อมั่นว่าภายใต้กลยุทธ์ ‘New Heights, Next Growth’ ผนวกกับการบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพของเซ็นทรัล รีเทล จะช่วยผลักดันและต่อยอดการเติบโตขององค์กรให้ก้าวข้ามทุกความท้าทายสู่การเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป” นายปเนต กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_OWyy3bnyAOap8hhdB2UF

  • ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนตุลาคม 2568 ฟื้นตัว หนุนแนวโน้มการเติบโตช่วงเทศกาลปลายปี

    ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนตุลาคม 2568 ฟื้นตัว หนุนแนวโน้มการเติบโตช่วงเทศกาลปลายปี

    รายงานล่าสุดจาก CNBC/NRF Retail Monitor ซึ่งจัดทำโดยสมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐฯ (National Retail Federation- NRF) ร่วมกับบริษัท Affinity Solutions เผยว่า ยอดค้าปลีกของสหรัฐอเมริกาในเดือนตุลาคม 2568 ฟื้นตัวย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับเพิ่มขึ้นทั้งในรายเดือนและรายปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์ ภาคครัวเรือนและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่งก่อนเข้าสู่ฤดูกาลจับจ่ายปลายปี แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงเผชิญกับปัจจัยแรงกดดันจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ตามรายงานระบุว่า ยอดค้าปลีกหลัก (Core Retail Sales)  ซึ่งไม่รวมร้านอาหาร ผู้จำหน่ายรถยนต์  และสถานีบริการน้ำมัน  ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 จากเดือนก่อนหน้า และปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.89 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ยอดขายลดลงร้อยละ 0.49 เมื่อเทียบรายเดือน แต่ขยายตัวร้อยละ 5.72  เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ยอดค้าปลีกหลักขยายตัวร้อยละ 5.28  ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการบริโภคที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับในมุมมองของภาคอุตสาหกรรม โดยนาย Matthew Shay ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (NRF) ได้ให้ข้อมูลว่า แม้ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดจะสะท้อนภาพที่หลากหลายทั้งสัญญาณเชิงบวกและลบ แต่ภาคการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของค่าจ้างที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออัตราการว่างงานที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากตลาดหุ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อทิศทางการบริโภคในช่วงเทศกาลวันหยุดสิ้นปีนี้

    ในรายงานยังชี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวดหมู่สินค้า ยกเว้นเพียงกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน รวมถึงวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์สวน โดยมีรายละเอียด ดังนี้:

    หมวดสินค้า

    การเปลี่ยนแปลงรายเดือน (MoM)

    การเปลี่ยนแปลงรายปี (YoY)

    สินค้าออนไลน์ (Digital products)

    +2.02%

    +22.39%

    เสื้อผ้าและเครื่องประดับ

    +1.42%

    +7.89%

    อุปกรณ์กีฬา งานอดิเรก ดนตรี และหนังสือ

    +0.09%

    +7.19%

    สินค้าทั่วไป (General merchandise)

    +0.58%

    +6.99%

    เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

    +0.13%

    +6.58%

    ของชำและเครื่องดื่ม

    +0.59%

    +4.08%

    ผลิตภัณฑ์สุขภาพและดูแลส่วนบุคคล

    +0.58%

    +1.9%

    เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน

    -0.08%

    -1.7%

    วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์สวน

    -0.81%

    -8.52%

              หมวดสินค้าที่เติบโตโดดเด่นคือ สินค้าออนไลน์ ซึ่งขยายตัวกว่าร้อยละ 22 เมื่อเทียบรายปี สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคสู่ช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ สมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (NRF) คาดการณ์ว่า ยอดค้าปลีกในช่วงเทศกาลวันหยุดสิ้นปี 2568 จะเติบโตระหว่างร้อยละ 3.7 ถึงร้อยละ 4.2  เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและภาวะตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นภาคการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 

    ข้อคิดเห็น

    การฟื้นตัวของยอดขายค้าปลีกในเดือนตุลาคมถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและศักยภาพของตลาดภายในประเทศการเติบโตที่ต่อเนื่องของการค้าปลีกมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งสมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (NRF) คาดการณ์ว่ายอดขายในช่วงเทศกาลสิ้นปีจะเติบโตร้อยละ 3.7  ถึง ร้อยละ 4.2 จากปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่สะท้อนถึงเสถียรภาพของการบริโภค แม้เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงดอกเบี้ยสูงจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)

    นอกจากนี้ การฟื้นตัวของยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาคการส่งออกของไทย เมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อความต้องการสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น และส่งต่อภาคการผลิตในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว  

    ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยควรเร่งดำเนินมาตรการเสริมศักยภาพการส่งออก รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการส่งออก และการพัฒนาโลจิสติกส์

    หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดสหรัฐฯ ที่เน้น ดิจิทัล ความยั่งยืนและรักษามาตรฐาน คุณภาพ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/us0ef79u8g1vsf4gzw89gf79&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ze2ehxqNEafESZal9iXCw

  • บอร์ด DV8 ศึกษาโอกาสเข้าจดทะเบียนใน OTCQB ในสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    บอร์ด DV8 ศึกษาโอกาสเข้าจดทะเบียนใน OTCQB ในสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    บมจ.ดีวี8 [DV8] เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 13/2568 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 มีมติอนุมัติให้ ฝ่ายจัดการดำเนินการศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้า จดทะเบียนในตลาด OTCQB โดยภายหลังการศึกษาดังกล่าว บริษัทจะนำเสนอผลการศึกษาให้ที่ประชุม คณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาและอนุมัติต่อไป (ตามที่กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกำหนด) ก่อนที่ จะดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการเข้าจดทะเบียนดังกล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545662&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-0fntfUJ7FDGI-33mfRO-