Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตร.ท่องเที่ยวลพบุรี เร่งช่วยเหลือประชาชนน้ำท่วมอินทร์บุรี

    ตร.ท่องเที่ยวลพบุรี เร่งช่วยเหลือประชาชนน้ำท่วมอินทร์บุรี

    Logo

    Logo

    ตร.ท่องเที่ยวลพบุรี เร่งช่วยเหลือประชาชนน้ำท่วมอินทร์บุรี

    วันนี้ (13 พ.ย.68) เวลาประมาณ 13.00 น. พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศิริเจริญนำ สวญ.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.1 ได้นำกำลังข้าราชการตำรวจ ส.ทท.2ฯ และอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว นำนำ้ดื่มไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ต.ทับยา อ.อินทร์บุรี จว.สิงห์บุรี ที่มีความต้องการนำ้ดื่มและอาหารแห้งและได้เข้าพื้นที่เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านในพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำสถานการณ์นำ้ท่วม ขณะนี้ในพื้นที่ยังมีนำ้ท่วมขัง โดยทางหน่วยงานราชการในพื้นที่กำลังเร่งระดมช่วยเหลือประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/256788&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14qf0786VLjUHhm-aDksyp

  • บอร์ดคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟเขียวขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์ ช่วง 14.00-17.00 น.ได้

    บอร์ดคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟเขียวขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์ ช่วง 14.00-17.00 น.ได้

    เศรษฐกิจ

    13 พ.ย. 2025 เวลา 15:25 น.

    บอร์ดคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟเขียวขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์ ช่วง 14.00-17.00 น.ได้

    คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไฟเขียวปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.ได้ ชี้ช่วยหนุนท่องเที่ยวช่วงเทศกาล รอประกาศสำนักนายกฯใน 15 วัน ส่วนเรื่องการขยายเวลานั่งดื่มนั้นให้ท่องเที่ยวกับสาธารณสุขหาข้อสรุปเรื่องข้อกังวลเรื่องอุบัติเหตุก่อน

    วันนี้ (13 พ.ย.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ว่าตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการแก้ไขปัญหาการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบในการขยายเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเดิมที่กำหนดอนุญาตให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.

    โดยในวันนี้ เห็นชอบให้มีการขยายระยะเวลาขายในช่วง 14.00-17.00 น. ได้

    โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทางกระทรวงท่องเที่ยว มีความกังวลว่าความตื่นตระหนกในการบังคับใช้กฎหมายจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่มายังประเทศ หรือนักท่องเที่ยวในประเทศไม่เดินทางจับจ่ายใช้สอยเพื่อเฉลิมฉลอง ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายขยายระยะเวลเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจ ทั้งนี้ หลังจากมีการสรุปผลการประชุมในวันนี้จะมีการรับฟังความคิดเห็นใน 15 วัน และจากนั้นจะมีการออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ต้องนำเข้า ครม.

    อย่างไรก็ตามในส่วนของประเด็นการขยายเวลานั่งดื่มจากหลังเวลา 24.00 น.ออกไปนั้น ยังคงมีการหารือกันอย่างเคร่งเครียด โดยทางฝ่ายกระทรวงท่องเที่ยวและเอกชน มีความต้องการให้ขยายเวลาถึง 4:00 น. แต่ฝ่ายสาธารณสุขและแพทย์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุจะสูงสุดมาก ในช่วง 2:00 น. ถึง 3:00 น. โดยสถิติชี้ว่า คนที่ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับสูงมาก ในช่วง 2:00 น.

    ทั้งนี้ ตนได้เสนอให้คณะกรรมการควบคุมไปพูดคุยกันเพื่อหา จุดกลางโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ โดยมีการมองถึงโมเดล 1:00 น. หากขยายถึง 2:00 น. จะทำให้เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผู้คนเริ่มเดินทางมาทำงาน เช่น 5:00 น. ถึง 7:00 น.เป็นต้น

    “การแก้ไขมาตรการนี้เพราะเคยระบุในอดีตว่า ไม่อยากให้ข้าราชการ ไปดื่มเหล้า ในช่วงบ่าย 14:00-17:00 น. ซึ่งเคยมีการระบุ ห้ามดื่มโดยฝ่ายนโยบายเห็นว่ามาตรการนี้มันหมดยุคแล้ว และควรยกเลิกซะ เนื่องจากข้าราชการยุคนี้จะไม่ไปดื่มเหล้าในช่วงบ่ายแน่นอน โดยมาตรการที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงไม่ได้ โดยระบุว่ามาตรการใดที่ส่งเสริมให้งด การ ดื่ม เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลนั้น สามารถส่งเสริมได้ แต่รัฐไม่ควรดำเนินการหากมาตรการนั้นนำไปสู่ภาคปฏิบัติไม่ได้หากจะให้งดดื่มจะต้องมีแรงจูงใจ”นายโสภณ กล่าว

    สำหรับ การให้นโยบายเพิ่มเติมในเรื่องโซนนิ่งของการขาย และการจำหน่ายใกล้ สถานศึกษา โดยให้มีการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะนับระยะห่าง จากรั้วหรือนับจากอาคาร เพื่อให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pYV4ZIUtwf7rtrPAqpDuf

  • สจด. จัดพิธีลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดพิธีลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116999/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bz5vbC2-pGJhj6MBzADiO

  • ม.อ. ร่วมมือทางวิชาการ “โครงการ จป.พันธุ์ใหม่ สู่วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน” สร้างเครือข่ายความปลอดภัยในสถานศึกษา

    ม.อ. ร่วมมือทางวิชาการ “โครงการ จป.พันธุ์ใหม่ สู่วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน” สร้างเครือข่ายความปลอดภัยในสถานศึกษา

    ม.อ. ร่วมมือทางวิชาการ “โครงการ จป.พันธุ์ใหม่ สู่วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน” สร้างเครือข่ายความปลอดภัยในสถานศึกษา

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิตชไม โอวาทฬารพร รักษาการแทนผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการใน “โครงการ จป.พันธุ์ใหม่ สู่วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน” จัดโดย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. โดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน และวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี โดย รองศาสตราจารย์สุชาดา ทิพย์มนตรี รองอธิการบดีวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ยังเข้าร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568

    โครงการ “จป.พันธุ์ใหม่ สู่วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน” มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความปลอดภัยกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ปลูกฝังจิตสำนึกและวัฒนธรรมความปลอดภัยให้แก่นิสิต นักศึกษา ตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “รู้ทัน ทำทัน สื่อสารทัน” เพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้พร้อมสู่การเป็นแรงงานคุณภาพที่มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ถูกต้องด้านความปลอดภัยในการทำงาน

    นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ความปลอดภัยในการทำงานเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุบัติเหตุจากการทำงานยังเกิดขึ้นในหลายภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานใหม่ที่มักขาดประสบการณ์ การพัฒนา ‘วัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่ในสถานศึกษา’ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเสี่ยงและสร้างคุณภาพแรงงานในระยะยาว และจะเป็นกำลังสำคัญในการเตรียมความพร้อมของกำลังคนรุ่นใหม่ ให้มีความรู้และทักษะในการทำงานอย่างปลอดภัย เป็นระบบ และมีมาตรฐานเดียวกับภาคอุตสาหกรรม เราต้องการเห็นสถาบันการศึกษาเป็นแบบอย่างด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อบุคลากรที่มีคุณภาพสู่ตลาดแรงงาน และลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

    ขณะที่ ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กล่าวว่า สสปท. มีแนวคิดที่จะสร้างและพัฒนาเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานรุ่นใหม่ คือ จป.พันธุ์ใหม่ ให้มีความรู้ ความสามารถ และทัศนคติที่ถูกต้องสำหรับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยภายใต้แนวคิดหลัก ‘รู้ทัน ทำทัน สื่อสารทัน’ นอกจากนี้ สสปท. ยังพร้อมเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงาน เช่น การฝึกอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยในสถาบันการศึกษา เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในระดับบุคลากร นักศึกษา สถานศึกษา และสถานประกอบการที่นักศึกษาเข้าฝึกปฏิบัติงาน

    การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการสนับสนุนการขับเคลื่อน “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเรียนรู้และการทำงานในระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและปลอดภัยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/971502&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39mNrb2C0dcWtOzP_tf2WD

  • ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา

    ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา

    อาชญากรรม

    ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.38 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มีรายงานว่าตำรวจท่องเที่ยวว่า มีการเปิดเผยภาพบุคคลใช้บัตรไกด์ลักษณะปลอมในเพจสื่อออนไลน์ด้านการท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่จึงเริ่มสืบสวนจนทราบว่าพักอยู่โรงแรมบนเขาพระตำหนัก เมืองพัทยา ก่อนเฝ้าติดตามจนพบชายต้องสงสัยในเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน กำลังเดินทางมากับกรุ๊ปทัวร์จีนในพื้นที่ตำบลนาจอมเทียน

    เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นชายชาวจีนชื่อ MR. JINLEI (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี สัญชาติจีน อยู่เกินกำหนดอนุญาตถึง 1,043 วัน (เกือบ 3 ปี) โดยเดินทางเข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2565 ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึง 5 มกราคม 2566 แต่ไม่เดินทางออกนอกประเทศ อีกทั้งยังทำหน้าที่ดูแลและประสานงานกรุ๊ปทัวร์ในลักษณะมัคคุเทศก์ ซึ่งเข้าข่ายทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

    เจ้าหน้าที่จึงแจ้ง 3 ข้อหา ได้แก่ 1.เป็นคนต่างด้าวอยู่เกินกำหนดอนุญาตในราชอาณาจักร 2.ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาจอมเทียน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่เน้นการกวาดล้างกลุ่มต่างชาติผิดกฎหมาย และอาชญากรรมที่กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ

    ตำรวจท่องเที่ยวยังขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นชาวต่างชาติทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีพฤติกรรมต้องสงสัย โปรดแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเพจ Facebook: ตำรวจท่องเที่ยว Thailand Tourist Police “มั่นใจ ปลอดภัย ไปกับตำรวจท่องเที่ยว”
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/crime/454261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03EBffxUtl3gOUIjLR_EMb

  • กมธ.ทหารลงพื้นที่ตราด วอนรัฐช่วยอุ้มท่องเที่ยว-เร่งเคลียร์ปัญหาชายแดน

    กมธ.ทหารลงพื้นที่ตราด วอนรัฐช่วยอุ้มท่องเที่ยว-เร่งเคลียร์ปัญหาชายแดน

    ภูมิภาค

    กมธ.ทหารลงพื้นที่ตราด วอนรัฐช่วยอุ้มท่องเที่ยว-เร่งเคลียร์ปัญหาชายแดน

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    13 พฤศจิกายน 2568-นายเอกราช อุดมอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร (กมธ.) พร้อมคณะลงพื้นที่จังหวัดตราดเพื่อรับฟังปัญหาของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) กองทัพเรือ และชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีนายศักดินัย นุ่มหนู ส.ส.ตราด ร่วมติดตามการดำเนินงาน

    น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผบ.ฉก.นย.ตราด รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพบว่ามีการรุกล้ำพื้นที่ 35 จุด ส่วนใหญ่เกิดจากการสร้างถนนยุทธศาสตร์ของกัมพูชาในปี 2556-2557 โดยเฉพาะในพื้นที่บ้าน 3 หลัง ซึ่งรุกล้ำเข้ามาประมาณ 100 เมตร ฝ่ายไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงและอยู่ระหว่างการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา

    ปัญหาชายแดนยังค้างคาอยู่เพราะกัมพูชาอ้างถึง MOU ปี 2543 ว่าห้ามการปรับปรุงภูมิประเทศส่งผลกระทบต่อการปักปันเขตแดนในอนาคต ขณะที่ทหารไทยยืนยันพร้อมปฏิบัติการหากได้รับคำสั่ง และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการเรื่องการขีดเส้นแบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

    สำหรับการท่องเที่ยวในจังหวัดตราด กำนันและผู้ใหญ่บ้านได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว เนื่องจากธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ชัดเจน กมธ.ทหารจึงจะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว

    ส่วนกรณีคาสิโนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิพาท พบว่าอาจล้ำเข้ามาในดินแดนอธิปไตยของไทย หากการเจรจาจบลงตามแผนที่สำรวจร่วม ก็จะต้องมีการรื้อถอนในพื้นที่ที่รุกล้ำ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454265&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AQrXIkcYAxMKkzTTIPH08

  • คกก.นโยบายแอลกอฮอล์ จ่อปลดล็อกขายสุราช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล มอบ สธ.-ท่องเที่ยว คุยขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืนให้จบ รับห่วงอุบัติเหตุ

    คกก.นโยบายแอลกอฮอล์ จ่อปลดล็อกขายสุราช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล มอบ สธ.-ท่องเที่ยว คุยขยายเวลานั่งดื่มหลังเที่ยงคืนให้จบ รับห่วงอุบัติเหตุ

    วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.30 น. โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 กล่าวว่า หลายคนเป็นห่วงเรื่องเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ หากเราบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยวประเทศไทย หรือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ จึงให้นโยบายว่าในช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา 14.00-17.00 น. ที่ในอดีตที่ห้ามเพราะไม่อยากให้ข้าราชการไปดื่มสุรา จึงได้กำหนดออกมาว่าห้ามดื่ม ตนจึงบอกไปว่าตอนนี้มันหมดยุคแล้ว ยุคนี้ข้าราชการไม่มีไปดื่มสุราในช่วงบ่าย ฉะนั้น ควรจะยกเลิก

    ส่วนเรื่องขยายเวลาทางภาคท่องเที่ยวอยากให้ยาวไปถึงเวลา 04.00 น. ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ระบุว่าไม่ได้ เพราะถ้าไปดูสถิติของการเกิดอุบัติเหตุช่วงเวลา 02.00-03.00 น. จะเกิดจำนวนมาก ตนได้ให้คณะกรรมการฯไปคุยกัน ส่วนเรื่องของสถานประกอบการนั้น ความจริงมีกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยอยู่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่กระทรวงมหาดไทยควบคุมได้ โดยกำหนดไว้ว่าเวลาไหนดื่มได้ เวลาไหนดื่มไม่ได้

    โสภณ กล่าวต่อว่า ตนได้ให้ข้อสังเกตไปว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีข้อห้ามของกระทรวงสาธารณสุขที่ส่งเสริมให้งดการดื่มในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตนเห็นว่ามันส่งเสริมได้ แต่อย่าลืมเขาเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาล ฉะนั้น มาตรการใดที่นำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้ รัฐอาจจะส่งเสริมได้ แต่ว่าต้องมีแรงจูงใจ ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาบอกว่าไม่ให้ดื่ม มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามีแรงจูงใจถือว่าเหมาะสม อย่างเช่น ชุมชนไหนไม่มีการดื่มสุราจะต้องมีอะไรให้เขา สรุปคือขยายแน่ แต่เวลาให้รอผลการประชุมคณะกรรมการฯก่อน จะ 02.00 น. หรือ 04.00 น. จะมีจุดลงตัวอย่างไร ส่วนเวลา 14.00-17.00 น. ให้ยกเลิก

    ทั้งนี้ หากคณะกรรมการฯมีมติอย่างใด ไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถออกประกาศสำนักนายกฯได้เลย ซึ่งในประกาศดังกล่าวจะต้องรอฟังความเห็นของประชาชนภายใน 15 วันนับจากวันที่คณะกรรมการฯมีมติ และมีผลบังคับใช้เลย

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางใดที่เป็นแนวทางกลางๆ โสภณ กล่าวว่า ได้บอกไปแล้วว่าให้หาจุดกึ่งกลางโดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น เวลา 01.00 น. เพราะกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า 02.00 น. มีผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับจำนวนมาก ดังนั้น ขอให้สบายใจได้ว่าขยายแน่ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งบรรยากาศที่เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้คือ ช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ และตนไม่เห็นด้วยที่จะต้องไปกำหนดเป้าจะต้องไม่ให้มีผู้เสียชีวิตเท่าไร เพราะถ้ากำหนดเท่าไรมันจะไปถึงจุดนั้น ที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมาย

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่กำหนดโซนให้ดื่มได้ถึง 04.00 น. ยังกำหนดในพื้นที่ท่องเที่ยวหรือไม่ โสภณ กล่าวว่า ยังเหมือนเดิม นอกจากนี้ ตนให้นโยบายเพิ่มเติมคือ โซนนิงของการจำหน่ายสุรากับระยะห่างจากสถานศึกษา ตนให้ไปกำหนดชัดเจนว่าต้องเริ่มนับจากจุดไหนถึงจุดไหน จะเริ่มนับจากรั้ว หรือตัวอาคารเรียน ให้มันชัดเจน และนำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/unlock-afternoon-alcohol-sales/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P6tLV6oiVc7ZQgUDaVLyd

  • การรถไฟฯ เดินหน้าแผนท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ล้าน

    การรถไฟฯ เดินหน้าแผนท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ล้าน

    ทั่วไป

    13 พ.ย. 2025 เวลา 17:23 น.

    ตอกย้ำความสำเร็จ “โครงการรถไฟทางคู่สายใต้” หนุนการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวหลัก “หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์” การรถไฟฯ เดินหน้าแผนการตลาดท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรถไฟทางคู่ พร้อมผลักดันการเดินทางด้วยรถไฟสู่การท่องเที่ยว โดยมีนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมส่วนราชการ คณะผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เร่งรัดดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จตามแผนงาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อปฏิรูประบบการขนส่งทางรางของประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ และเพิ่มความตรงต่อเวลา สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน สำหรับภาพรวมความคืบหน้าของโครงการ มีประเด็นสำคัญดังนี้

    โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 จำนวน 7 เส้นทาง เปิดให้บริการไปแล้ว 5 เส้นทาง ประกอบด้วย

    1. ช่วงชุมทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย (ระยะทาง 106 กิโลเมตร)
    2. ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น (ระยะทาง 187 กิโลเมตร)
    3. ช่วงนครปฐม-หัวหิน (ระยะทาง 169 กิโลเมตร)
    4. ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ (ระยะทาง 84 กิโลเมตร)
    5. ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร (ระยะทาง 167 กิโลเมตร)

    ส่วนอีก 2 เส้นทาง ที่เปิดใช้งานเกือบเต็มระบบ ได้แก่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร เปิดใช้เส้นทางเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 และจะเปิดใช้เต็มระบบในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 และช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มระบบในปี 2570

    การรถไฟฯ เดินหน้าแผนท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ล้าน

    นอกจากนี้ รฟท. ยังได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างเส้นทางคู่สายใหม่เพื่อเชื่อมโยงการค้าภูมิภาค โดยโครงการช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ทั้ง 3 สัญญา มีความคืบหน้าเร็วกว่าแผนงานโดยเฉลี่ย 3-4% ขณะที่โครงการช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ทั้ง 2 สัญญา มีความคืบหน้า 61.095% ปัญหาเนื่องจากการเวนคืนที่ดิน ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้ล่าช้า

    ส่วน “โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2” ช่วงขอนแก่น-หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนเมษายน 2568 ยังมีความคืบหน้าช้ากว่าแผนเล็กน้อย สำหรับเส้นทางระยะที่ 2 อื่น ๆ อีก 6 เส้นทาง (เช่น ปากน้ำโพ-เด่นชัย, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี) ได้เสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติโครงการแล้ว เช่นเดียวกับสายใหม่ช่วงสุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ที่ออกแบบเสร็จสิ้นและอยู่ระหว่างรอการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

    การรถไฟฯ เดินหน้าแผนท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ล้าน

    สำหรับ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม – ชุมพร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างชะอำและหัวหิน ปัจจุบัน ได้เปิดใช้งานทางคู่ตลอดเส้นทางแล้ว โดยใช้ระบบทางสะดวกอิเล็กทรอนิกส์ (E-token) แม้ความคืบหน้าของโครงการโดยรวมอยู่ที่ 72.491% คาดว่าจะเปิดใช้งานได้เต็มระบบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางลงสู่ภาคใต้ได้อย่างมาก

    ส่วนระยะถัดไป จะขยายเส้นทางลงสู่ภาคใต้ตอนล่าง ในช่วงสุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น เพื่อเชื่อมโยงฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (เกาะสมุย-ภูเก็ต) พร้อมทั้งพัฒนาสถานีชุมทางหาดใหญ่และปาดังเบซาร์ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า (Container Yard) เพื่อเชื่อมต่อชายแดนและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค

    การรถไฟฯ เดินหน้าแผนท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ล้าน

    นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังมุ่งมั่นพัฒนาขบวนรถท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางราง กระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปยังชุมชนต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง อันเป็นการกระจายรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดย รฟท. ได้เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันได้เปิดให้บริการขบวนรถพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเป็นประจำ ทั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์และในโอกาสพิเศษต่าง ๆ

    สำหรับผลการดำเนินงานรถไฟนำเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) มีนักท่องเที่ยวใช้บริการทั้งสิ้น 186,488 คน สร้างรายได้รวม 72.13 ล้านบาท โดยรายได้หลัก 66.55 ล้านบาท มาจากการจัดเดินขบวนรถนำเที่ยว ซึ่งขบวนที่ทำรายได้สูงสุดคือ ขบวน Royal Blossom (28.46 ล้านบาท) และขบวน KIHA 183 (21.58 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ รฟท. มีบริการขบวนรถท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ทั้งขบวนรถที่วิ่งประจำวันเสาร์-อาทิตย์ (เช่น สวนสนประดิพัทธ์, น้ำตกไทรโยคน้อย), ขบวนรถจักรไอน้ำ ที่ให้บริการใน 7 โอกาสพิเศษตลอดปี และขบวนรถนำเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตามฤดูกาล (พ.ย.-ม.ค.)

    การรถไฟฯ เดินหน้าแผนท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ล้าน

    นอกจากนี้ รฟท. ยังมีรายได้จากแพคเกจนำเที่ยวร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 5.58 ล้านบาท และรายได้สนับสนุนการท่องเที่ยวอื่น ๆ อีก 40.49 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการให้บริการเช่าเหมาขบวน 39.29 ล้านบาท และการลากจูงขบวนรถของมาเลเซีย 1.20 ล้านบาท

    สำหรับแผนงานพัฒนาการท่องเที่ยวทางรถไฟในปีงบประมาณ 2569 รฟท. จะมุ่งขยายฐานการตลาด โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนสามารถเช่ารถเหมาขบวนเพื่อจัดทริปท่องเที่ยวได้เองตลอดทั้งปี พร้อมทั้งจะพัฒนาโครงการ “Scenic routes” และ “Luxury route” โดยใช้รถโดยสารปรับอากาศชั้นดีจัดทริปในเส้นทางธรรมชาติที่สวยงามไปยังทุกภูมิภาคต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกทั้ง เป็นการเพิ่มการใช้บริการทางรถไฟ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยใช้ศักยภาพทางด้านระบบขนส่งสาธารณะของประเทศเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปีอีกด้วย

    การลงพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อร่วมกันพัฒนาการเดินทางโดยรถไฟเพื่อการท่องเที่ยวทางราง และวางแผนการใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหลังจากการหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด หมุดหมายแรกจะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงพื้นที่ของการรถไฟฯ ในอำเภอหัวหิน และหากสำเร็จด้วยดี จะขยายผลไปสู่พื้นที่ศักยภาพอื่น ๆ อาทิ ปราณบุรี กุยบุรี และบางสะพานน้อย ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่ระบบรางสามารถพัฒนาและเชื่อมต่อได้อย่างสะดวก รฟท. มั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะเป็นทิศทางสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ และฟื้นฟูให้หัวหินกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางหลักด้านการท่องเที่ยวต่อไป

    การรถไฟฯ เดินหน้าแผนท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ หลังปี 68 สร้างรายได้กว่า 72 ล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1207541&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vhOFuDV1HdrF-gbn-BY35

  • เคทีซี x สิงคโปร์ เปิดแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป” ปักหมุดจุดหมายสุดคุ้มค่า

    เคทีซี x สิงคโปร์ เปิดแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป” ปักหมุดจุดหมายสุดคุ้มค่า

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ต้องการ “ไปเที่ยว” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” (value) และ “ความหมายของประสบการณ์” (experience-driven travel) มากขึ้น ตามเทรนด์โลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสทองของตลาดที่มีศักยภาพอย่างสิงคโปร์

    ล่าสุด “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จับมือกับ “การท่องเที่ยวสิงคโปร์” (Singapore Tourism Board – STB) เดินหน้าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ผ่านแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” เพื่อยกระดับสิงคโปร์ให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวชาวไทย พร้อมมอบสิทธิพิเศษครบวงจรทั้งด้านการเดินทาง ร้านอาหาร ที่พัก และแหล่งช้อปปิ้งในที่เดียว

    สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวไทย ด้วยระยะทางใกล้ ใช้เวลาเดินทางเพียงราว 2 ชั่วโมง และมีเที่ยวบินตรงเกือบ 20 เที่ยวต่อวันจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต อีกทั้งยังมีจุดเด่นด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัยสูง และการบริการมาตรฐานระดับโลก

    เคทีซี x สิงคโปร์ เปิดแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป” ปักหมุดจุดหมายสุดคุ้มค่า

    นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า สิงคโปร์ติดอันดับ 4 จุดหมายต่างประเทศยอดนิยมของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯเพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ราว 9,800 บาทต่อทริป หมวดที่สมาชิกใช้จ่ายถี่และเติบโตสูงสุดคือ “ร้านอาหาร” ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15% ในขณะที่สมาชิกใช้จ่ายต่อครั้งที่ 900 บาท เฉลี่ยต่อคนราว 3,100 บาท

    สำหรับแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” ที่ร่วมกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากพฤติกรรมจริงของนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม ที่ต้องการประสบการณ์ครบวงจรทั้งเรื่องกิน เที่ยว และช้อป เราคาดว่าการมอบสิทธิพิเศษครบมิติครั้งนี้ จะช่วยผลักดันยอดใช้จ่ายรวมให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย 5% พร้อมเสริมภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ให้เป็นจุดหมายที่ “คุ้มค่าทุกการใช้จ่าย” อย่างแท้จริง

    มิสเตอร์ โอลิเวอร์ ชอง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานต่างประเทศ การท่องเที่ยวสิงคโปร์ กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสิงคโปร์ และเรายังคงเห็นแนวโน้มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยในกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์ที่แข็งแกร่ง เช่น การรับประทานอาหารและการช้อปปิ้ง การร่วมมือกับเคทีซีในครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มความสะดวกและความคุ้มค่าให้แก่นักท่องเที่ยวไทย พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะ ‘จุดหมายปลายทางที่ครบในที่เดียว’ ที่ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ซึ่งมองหาประสบการณ์คุณภาพระดับพรีเมียม”

    สิงคโปร์ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายที่นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เช่น Gardens by the Bay, Marina Bay Sands, Singapore Flyer, Sentosa Island, และ Singapore Zoo รวมถึงย่านท่องเที่ยวสุดชิคอย่าง Haji Lane, Chinatown, Little India, และ Tiong Bahru ที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของประเทศ

    นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมือง “Gastronomy Hub” ของเอเชีย ด้วยจำนวนร้านอาหารระดับมิชลินมากกว่า 50 ร้าน ตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดชื่อดังอย่าง “Hill Street Tai Hwa Pork Noodle” ไปจนถึงร้านไฟน์ไดน์อย่าง “Odette” หรือ “Burnt Ends” ซึ่งล้วนเป็นจุดหมายในฝันของนักชิมจากทั่วโลก

    ในมิติของการช้อปปิ้ง สิงคโปร์มีแหล่งช้อปชื่อดังอย่าง Orchard Road, Jewel Changi Airport, และ The Shoppes at Marina Bay Sands ที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นระดับโลกและสินค้าท้องถิ่นดีไซน์ร่วมสมัย ขณะที่นักท่องเที่ยวสายครอบครัวนิยมเดินทางไปเยือนสถานที่อย่าง Universal Studios Singapore, S.E.A. Aquarium, หรือ Science Centre Singapore ที่เหมาะกับทุกวัย

    การเปิดตัวแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” จึงเป็นมากกว่าการตลาดเชิงโปรโมชั่น แต่เป็นการสร้าง “ประสบการณ์คุณค่า” สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการเดินทางอย่างชาญฉลาด โดยสิทธิพิเศษในแคมเปญครอบคลุมตั้งแต่ส่วนลดตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงแหล่งช้อปปิ้งและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพียงชำระผ่านบัตรเครดิตเคทีซีก็สามารถรับสิทธิ์ได้ทันที

    ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงพลังของแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการสร้าง “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” ระหว่างภาคเอกชนไทยและหน่วยงานการท่องเที่ยวระดับโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ให้เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยนวัตกรรม วัฒนธรรม และความคุ้มค่าทุกมิติของการเดินทาง

    ไฮไลต์แคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป One-Stop Privileges in Singapore”

    แคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป One-Stop Privileges in Singapore” มอบสิทธิพิเศษครบวงจร ตั้งแต่ส่วนลดตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไปจนถึงดีลร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวในสิงคโปร์ สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีชำระผ่านบัตรฯ รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ทันที รายละเอียดเพิ่มเติม: https://ktc.promo/NTO-STB

    ผู้สนใจสามารถติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่  https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์  https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/733425&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30TUHY2iWYVvVOOhZbILJq

  • คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    13 พฤศจิกายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม 

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    นายโสภณ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า มีประเด็นสำคัญที่จะให้ที่ประชุมได้พิจารณา ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ แต่ยังมีปัญหาเรื่องการจำหน่าย และการดื่มสุรา ฉะนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นรัฐบาลจะต้องทำโดยเร็ว เพราะรัฐบาลมีเวลาที่จำกัดในการบริหารประเทศ ระเบียบใดที่สามารถแก้ได้ก็ต้องแก้ ถ้ากฎหมายที่นำไปสู่การปฏิบัติยาก ก็เป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ หรือคนที่เกี่ยวข้องในการรักษากฎหมายไปหาผลประโยชน์ ดังนั้นกฎหมายต้องชัดเจนและปฏิบัติได้จริง 

    คกก.น้ำเมา ยกเลิกกฎห้ามดื่มแอลฯ บ่าย 2-5 โมงเย็น คาดมีผลทันปีใหม่

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ประชุมได้ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่ง นายโสภณ ได้เปิดเผยผลการประชุมในครั้งนี้ว่า คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ได้รับแนวทางตามที่คณะรัฐมนตรีมาให้แก้ปัญหา โดยได้ยกเลิกกรอบเวลาห้ามดื่มสุราในห้วงเวลา 14.00-17.00 น. แต่การขยายเวลานั่งดื่มหลัง 24.00 น.นั้น  นายโสภณ เปิดเผยว่า แม้ว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยากให้ขยายเวลาถึง 04.00 น. แต่กระทรวงสาธารณสุข ยังไม่เห็นด้วย และอยากให้ขยายถึงเพียง 01.00 น.เพราะอัตราเกิดอุบัติเหตุมากสุด ในช่วง 02.00-03.00 น. ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ จึงอยู่ระหว่างการหารือกัน แต่การจัดโซนนิ่งที่สามารถจำหน่ายได้ถึง 04.00 น. ยังคงตามนโยบายเดิม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609850&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UgK8tVxCuvEnXhZF9wiqm