Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา

    ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา

    ตำรวจท่องเที่ยว บุกจับหนุ่มจีน วีซ่าขาดเกือบ 3 ปี แฝงตัวเป็นไกด์เถื่อนพาทัวร์จีนเที่ยวพัทยา 

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.แมน รถทอง ผู้กำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สนธิกำลังชุดสืบสวน สภ.นาจอมเทียน บุกจับชายชาวจีนรายหนึ่ง หลังสืบทราบว่าเป็นบุคคลในภาพบัตรไกด์ปลอมที่ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียล ซึ่งแฝงตัวอยู่ในกรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวจีน คอยดูแลและประสานงานพากลุ่มทัวร์เที่ยวตามโปรแกรม

    เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบเพจ “ข่าววงการท่องเที่ยว” เผยภาพบุคคลใช้บัตรไกด์ลักษณะปลอม จึงเริ่มสืบสวนจนทราบว่าพักอยู่โรงแรมบนเขาพระตำหนัก เมืองพัทยา ก่อนเฝ้าติดตามจนพบชายต้องสงสัย ในเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน กำลังเดินทางมากับกรุ๊ปทัวร์จีนในพื้นที่ตำบลนาจอมเทียน

    เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็น ชายชาวสัญชาติจีน อายุ 30 ปี อยู่เกินกำหนดอนุญาตถึง 1,043 วัน (เกือบ 3 ปี) โดยเดินทางเข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2565 ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึง 5 มกราคม 2566 แต่ไม่เดินทางออกนอกประเทศ อีกทั้งยังทำหน้าที่ดูแลและประสานงานกรุ๊ปทัวร์ในลักษณะมัคคุเทศก์ ซึ่งเข้าข่ายทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

    เจ้าหน้าที่จึงแจ้ง 3 ข้อหา ได้แก่ 1.เป็นคนต่างด้าวอยู่เกินกำหนดอนุญาตในราชอาณาจักร 2.ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาจอมเทียน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่เน้นการกวาดล้างกลุ่มต่างชาติผิดกฎหมาย และอาชญากรรมที่กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ

    ตำรวจท่องเที่ยวขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นชาวต่างชาติทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีพฤติกรรมต้องสงสัย โปรดแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเพจ Facebook: ตำรวจท่องเที่ยว Thailand Tourist Police “มั่นใจ ปลอดภัย ไปกับตำรวจท่องเที่ยว”

    เครดิต Superball

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61126&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ENV8QTUbbzP34OUp9Bap4

  • ท่ามกลางวิกฤตโกโก้โลก ไทยฉวยโอกาส ปั้นคลัสเตอร์เชียงราย เน้นแปรรูป-คุณภาพสูง

    ท่ามกลางวิกฤตโกโก้โลก ไทยฉวยโอกาส ปั้นคลัสเตอร์เชียงราย เน้นแปรรูป-คุณภาพสูง

    เชียงรายปั้น “โกโก้พรีเมียม” สู่เวทีโลก คลัสเตอร์ภาคเหนือเดินเกมคุณภาพ—ภาครัฐหนุนเชิงนโยบาย—ตลาดส่งออกพุ่งท่ามกลางภาวะขาดแคลนโกโก้โลก

    เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 — ในวันที่ “โกโก้โลก” กำลังเผชิญคลื่นสั่นสะเทือนจากภาวะอุปทานตึงตัว ราคาตลาดพุ่งแรง และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว เมืองเหนืออย่างเชียงรายกลับเลือก “อ่านเกม” ต่างจากเดิม—ไม่แข่งที่ปริมาณ แต่ยกระดับ “คุณภาพ” ผ่านโมเดลคลัสเตอร์ แปรรูป และเอกลักษณ์เชิงถิ่น (single origin) เพื่อก้าวจาก “มวยรอง” สู่ “ดาวรุ่งรายใหม่” ในตลาดพรีเมียมโลก

    แม้ประเทศไทยยังถูกจัดวางไว้ในฐานะผู้เล่นขนาดเล็กในห่วงโซ่โกโก้โลก—ผลผลิตทั้งประเทศประมาณ 3,000–4,000 ตัน/ปี เทียบกับอุตสาหกรรมโลกกว่า 4,000,000 ตัน/ปี และส่งออกเมล็ดดิบยังต่ำกว่า 1,000 ตัน/ปี—แต่ความได้เปรียบใหม่กำลังก่อตัวอย่างมีนัยสำคัญ ราคาตลาดโลกในเดือนตุลาคม 2567 ขยับสู่ 6.6 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. เพิ่มขึ้น 83.3% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ “สินค้าโกโก้แปรรูป” ของไทยทำผลงานโดดเด่นในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 ด้วยมูลค่าส่งออก 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 16.4% โดยตลาดหลักอย่าง ญี่ปุ่น โต 42.2% และ จีน โต 40.3% สะท้อนโอกาสที่ชัดเจนของ “รสชาติ มาตรฐาน เรื่องเล่าเชิงถิ่น” มากกว่าการแข่งขันแบบสินค้าโภคภัณฑ์

    ภายใต้ภาพใหญ่ดังกล่าว เชียงราย—จาก “เมืองกาแฟที่คนทั้งโลกคุ้นชื่อ”—กำลังก้าวสู่ “เมืองโกโก้” ผ่านสามคานงัดสำคัญ (1) คลัสเตอร์ที่ทำงานครบห่วงโซ่ (2) โมเดลแปรรูป craft/single origin ที่ใส่ใจการหมัก ตาก คุณภาพถ้วย (cup quality) และ (3) การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรคุณภาพสูง เพื่อดึงทั้งรายได้และการรับรู้ของผู้บริโภคเข้าหาสินค้า “โกโก้เชียงราย”

    จาก “มวยรอง” สู่ “จุดตั้งต้นใหม่”—ตัวเลขที่เปลี่ยนภูมิทัศน์

    บทความเชิงวิเคราะห์ของ กรุงเทพธุรกิจ ตั้งคำถามสำคัญว่า “ทำไมเมล็ดโกโก้ไทยยังเป็นแค่ ‘มวยรอง’ ในตลาดโลก?” ทั้งที่ในความจริง เกษตรกรไทยหลายรายพัฒนาคุณภาพจนคว้ารางวัลนานาชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบางรายพลิกจากต้นทุน 20–30 บาท/กก. เป็นสินค้าคราฟต์มูลค่า 500–600 บาท/กก. รวมถึงส่งออกได้จริง

    คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ “โครงสร้างอุตสาหกรรมยังอยู่ในวัยตั้งไข่” — ความรู้หลังเก็บเกี่ยว (post-harvest) และมาตรฐานหมัก ตากยังไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ พันธุ์ สิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตยังทำให้ “คุณภาพเหวี่ยง” เมื่อคุณภาพไม่นิ่ง ผู้ซื้อรายใหญ่ย่อมลังเล ขณะเดียวกัน “ภาพจำของผู้บริโภค” ในประเทศยังมองโกโก้เป็น “ของหวานรสนม น้ำตาล” มากกว่าจะดื่มโกโก้แท้แบบ specialty ส่งผลให้ร้านโกโก้สเปเชียลตี้ในเมืองใหญ่มีเพียง “หยิบมือ”—เฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 10 แห่ง ตรงกันข้ามกับร้านกาแฟแบบ slow bar/roaster ที่ผุดขึ้นมากมาย

    แต่เมื่อ “ราคาตลาดโลก” พุ่ง 83.3% ในรอบปีล่าสุด—เกมก็เริ่มเปลี่ยน ผู้ผลิตที่เน้นคุณภาพมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อเริ่มเสาะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่เล่าเรื่อง “terroir” ได้จริง นี่คือช่วงเวลา “หน้าต่างโอกาส” ของเชียงราย

    เชียงรายวางหมาก—ปั้นคลัสเตอร์ครบห่วงโซ่และยึด “คุณภาพเป็นเข็มทิศ”

    คลัสเตอร์โกโก้ภาคเหนือ (CocoaThai/Cocoa Doi) ในอำเภอแม่จัน—ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายฝึกอบรมและการจัดการแปรรูปแบบอินทรีย์—ทำหน้าที่หนุน “กลางน้ำ” ให้เกษตรกรเข้าใจการหมัก การตาก การคัดคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับจาก “ขายสด ราคาต่ำ” ไปสู่ “ขายเมล็ดหมักมาตรฐาน–มูลค่าสูง” และเชื่อมต่อกับผู้แปรรูป craft/single origin ทั้งในและต่างประเทศ

    ขณะที่โครงการ Cocoa Land Chiang Rai บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ที่ห้วยสัก (อำเภอเมือง) ใช้โมเดล “เกษตร–ท่องเที่ยว” สมัยใหม่มีแปลงสาธิต 60 ไร่, พิพิธภัณฑ์โกโก้, ร้านอาหารอินทรีย์ และพูลวิลล่า—ทำให้ผู้บริโภค “สัมผัสประสบการณ์” ก่อนตัดสินใจซื้อ และช่วยสร้าง แบรนด์พื้นที่ (place branding) ให้ “โกโก้เชียงราย” เป็นมากกว่าวัตถุดิบ—แต่คือ “จุดหมายปลายทาง”

    ปลายทางของห่วงโซ่ยังมีผู้เล่นแปรรูปคุณภาพอย่าง Boo Chocolate House ในแม่จัน ที่ย้ำหัวใจ “single origin” ให้ชัด—รสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสที่สะท้อนดิน ฝน ความสูง วิธีหมักเฉพาะถิ่น สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนความต่าง” ที่ประเทศผู้ผลิตปริมาณมากทำได้ยาก

    ตลาดต่างประเทศตอบรับ—ญี่ปุ่นและจีนโตแรง แคนาดาพุ่งระดับสามร้อยเปอร์เซ็นต์

    ข้อมูล 9 เดือนแรกปี 2567 สะท้อนศักยภาพฝั่งดีมานด์อย่างแจ่มชัด—มูลค่าการส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งของไทยรวม 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+16.4% y/y) โดย ญี่ปุ่น โต 42.2% และ จีน โต 40.3% ยังมีตลาดดาวรุ่งอย่าง แคนาดา โตถึง +392%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +90.7%, และ สหรัฐฯ +46.3% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพียง “สวยงาม” ทางสถิติ แต่บอกเราว่า ตลาดพรีเมียมกำลัง มองหา โกโก้ที่เล่าเรื่องคุณภาพได้จริง—ซึ่งสอดรับกับทิศทางที่เชียงรายกำลังเดิน

    นอกจากนี้ โครงสร้างการค้าของไทยยัง “ปกป้องมูลค่า” โดยธรรมชาติ เพราะ 99% ของการส่งออกเป็น “ผลิตภัณฑ์แปรรูปและช็อกโกแลต” ไม่ใช่เมล็ดดิบ (ซึ่งไทยอยู่อันดับ 68 ของโลก มูลค่าเพียง 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566) โมเดลนี้ช่วยให้ไทย “หนี” การแข่งขันราคาแบบสินค้าดิบ และ “เข้าใกล้” ผู้บริโภคปลายทางมากขึ้น

    จุดเปราะบางที่ต้องแก้—คุณภาพต้องนิ่ง คลัสเตอร์ต้องแน่น ผู้บริโภคต้องเข้าใจ

    แม้โครงเรื่องเชิงบวกจะชัดเจน แต่อุปสรรคสำคัญยังมีอย่างน้อยสี่ประการ

    1. มาตรฐานหลังเก็บเกี่ยว (post-harvest) — การหมัก ตาก คัดคุณภาพยังไม่สม่ำเสมอระหว่างแปลง หากคุณภาพเหวี่ยง “แบรนด์ถิ่น” จะสั่นคลอน
    2. โครงสร้างราคารับซื้อ — เกษตรกรจำนวนมากยังขายผลผลิตสด 20–30 บาท/กก. ต่างจากรายที่แปรรูปเองซึ่งทำได้ถึง 500–600 บาท/กก. ช่องว่างนี้สะท้อน “ความรู้ เครื่องมือ ตลาด” ที่ยังเข้าถึงไม่เท่ากัน
    3. รับรู้ของผู้บริโภค — ร้านโกโก้สเปเชียลตี้เฉลี่ยจังหวัดละไม่เกิน 10 แห่ง ทำให้คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจโกโก้ผ่าน “ช็อกโกแลตผสมนม–น้ำตาล” มากกว่า “โกโก้แท้” การศึกษาตลาด การสื่อสาร การสร้างประสบการณ์จึงสำคัญ
    4. การรวมกลุ่ม — หากไม่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือคลัสเตอร์ เพื่อรวมมาตรฐาน ต่อรองราคา เล่าเรื่องร่วมกัน ศักยภาพ single origin ระดับโลกจะเกิดได้ยาก

    นโยบายรัฐคือคานงัด—เพิ่ม “โกโก้” เข้าคณะอนุกรรมการพืชสวน และขับเคลื่อนปลายน้ำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม

    ปี 2567 ถือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน” เมื่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบให้เพิ่ม “โกโก้” อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะอนุกรรมการพืชสวน (แต่เดิมดูแลเพียง 5 รายการเมล็ดกาแฟ, กาแฟสำเร็จรูป, ชา, พริกไทย, ลำไย) การยกระดับนี้หมายถึง “กรอบสนับสนุนระยะยาว” และ “มาตรฐานกลาง” ที่จะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมเติบโตอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับโจทย์ชัดเจนให้เร่งคุณภาพ “กลางน้ำ ปลายน้ำ” ตั้งแต่การยกระดับโรงงานหมัก ตาก การพัฒนา “รสชาติ” เป็นเป้าหมาย (เพราะรสคือหัวใจของตลาดพรีเมียม) ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี Smart Farming และโมเดล โรงงานขนาดเล็ก รองรับพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น—ทั้งหมดนี้คือ “ชิ้นส่วน” ของจิ๊กซอว์เดียวกันที่จะช่วยให้ “คลัสเตอร์เชียงราย” ไปไกลกว่าเดิม

    เศรษฐศาสตร์เกษตรที่ “ใช่”—แรงจูงใจชัด รายได้รายเดือน และพันธุ์ที่สอดคล้องตลาด

    บทเรียนจากพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะ จังหวัดน่าน ชี้ให้เห็นว่าโกโก้ “สร้างรายได้สม่ำเสมอ” ได้—สวนโกโก้อายุ 3–4 ปี มีรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาท/ไร่/เดือน เทียบกับพืชผลตอบแทนต่ำอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขายเพียง 7 บาท/กก. ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้การ “เปลี่ยนพืช” เกิดขึ้นได้จริงเมื่อ “ความรู้ ตลาด เครื่องมือแปรรูป” พร้อม

    ด้านพันธุ์ “ลูกผสมชุมพร 1” ถูกระบุว่าตอบโจทย์ตลาด—ให้ผลผลิตเฉลี่ย 127 กก./ไร่ และมีปริมาณไขมันสูงราว 57% ซึ่งสำคัญทั้งสำหรับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตและการสกัดโคโค่บัตเตอร์ เมื่อ “พันธุ์” สอดคล้องกับ “การหมัก–ตาก” ที่เป็นมาตรฐาน โอกาสย่อมขยายตัวทั้งในประเทศและส่งออก

    แผนแม่บท 2568–2570 สำหรับเชียงราย—ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ

    เพื่อเร่งเครื่องให้เชียงราย “ขึ้นชั้น” เป็นเขตเศรษฐกิจโกโก้พรีเมียมของไทยและอาเซียนตอนบน ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่สอดรับตัวเลขและนโยบายมีดังนี้

    1) ลงทุนศูนย์หลังเก็บเกี่ยวมาตรฐาน (Fermentation & Drying Hubs)

    • เป้าหมายคุณภาพ “นิ่ง” ทั้งคลัสเตอร์ ลดความเหวี่ยงจากฤดูกาล อากาศ
    • บทบาทเป็นจุดทดสอบคุณภาพ (เช่น bean-cut test/ความชื้น) และศูนย์เรียนรู้ร่วม

    2) ระบบรับรองคุณภาพ แบรนด์ถิ่น (GI/Organic/Fair Trade)

    • ยกระดับ “พรีเมียม” และต่อรองราคาได้ดี
    • เชื่อมการสื่อสารตลาดสากลจาก “เมล็ดเชียงราย” สู่ “ประสบการณ์เชียงราย”

    3) ตลาดกลางโกโก้ภาคเหนือแบบโปร่งใส

    • เผยแพร่กรอบราคาอิงคุณภาพ—จูงใจให้เกษตรกรลงทุนการหมัก ตาก
    • ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นรายใหญ่ รายย่อย

    4) Agri-Tourism & Cocoa Experience

    • ขยายบทเรียนจาก Cocoa Land ให้เป็น “เส้นทางท่องเที่ยวโกโก้เชียงราย” (Cocoa Route)
    • ร้าน craft/โรงงานขนาดเล็ก/พิพิธภัณฑ์ เวิร์กช็อป สร้างดีมานด์ภายในและภาพจำระดับประเทศ

    5) พันธมิตรการค้าต่างประเทศเชิงกลยุทธ์

    • รักษาฐาน ญี่ปุ่น–จีน (คุณภาพ/ความสม่ำเสมอ) พร้อม “เร่งต่อยอด” ตลาดที่โตผิดปกติ เช่น แคนาดา (+392%) และ สหรัฐฯ (+46.3%) ด้วยเส้นทาง single origin เฉพาะถิ่น
    • ใช้ “เรื่องเล่า” เป็นสะพานที่มา ชุมชน ภูมิอากาศ กระบวนการหมัก

    ตัวเลข “มีชีวิต”—จากเมล็ดสู่เมือง

    จุดแข็งที่หลายประเทศไม่มีคือ “เล่าเรื่องได้ครบ” จากสวนบนดินสูง—แปลงสาธิต—ศูนย์หมัก—โรงงานคราฟต์—คาเฟ่สเปเชียลตี้—พิพิธภัณฑ์—เส้นทางท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้ “มัดรวม” เป็นหนึ่งเดียวในเชียงรายได้จริง หากคลัสเตอร์ยึด “คุณภาพเป็นเข็มทิศ” และรัฐช่วย “เร่งเครื่อง เปิดทาง” ในจุดที่เป็นคอขวด (มาตรฐาน ทุนเครื่องมือ ตลาดกลาง) เมืองทั้งเมืองจะได้ประโยชน์จาก “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริการ โลจิสติกส์

    ในโลกที่ราคาโกโก้แกว่งแรง ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ผลิตที่ปลูกมากสุดเสมอไป—แต่คือผู้ที่ “ทำให้คุณภาพนิ่ง เล่าเรื่องชัด และส่งมอบประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซ้ำ” เชียงรายมีชิ้นส่วนทั้งหมดนี้อยู่แล้ว—เหลือเพียง “ประกอบร่าง” ให้แน่นหนา

    บทสรุปเชิงนโยบายและภาคปฏิบัติ

    • ระยะสั้น (12 เดือน) ตั้งจุดหมัก ตากมาตรฐานต้นแบบ 1–2 จุด/คลัสเตอร์, วางเกณฑ์คุณภาพร่วม, ทำคู่มือหมัก ตากฉบับชุมชน, ออกแบบสตอรี่ไลน์ “Cocoa Route เชียงราย” สำหรับสื่อและนักท่องเที่ยว
    • ระยะกลาง (18–24 เดือน) เดินเรื่อง GI/Organic และมาตรฐานการค้า, เปิดตลาดกลางคุณภาพ, ทำโครงการจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อในญี่ปุ่น จีน อเมริกาเหนือ
    • ระยะยาว (36 เดือน) ปั้น “เชียงราย มหานครโกโก้คุณภาพ” เชื่อมคลัสเตอร์น่าน ลำปาง เชียงใหม่ เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ภาคเหนือ สร้างงานวิจัยสายพันธุ์ การหมักเชิงวิทยาศาสตร์ และศูนย์เรียนรู้ระดับนานาชาติ

    ข้อควรระวังเชิงยุทธศาสตร์เมื่อราคาตลาดโลกสูง—แรงจูงใจด้าน “ปริมาณ” จะถาโถมเข้ามา แต่เส้นทางที่ยั่งยืนสำหรับเชียงรายคือ “คุณภาพ เรื่องเล่า มาตรฐาน” เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง และป้องกันไม่ให้โกโก้ไทยเดินซ้ำรอย “ทุเรียนสดยุคบูม” ที่สูญเสียความได้เปรียบเชิงแปรรูปให้ประเทศเพื่อนบ้าน

    ตัวเลขชวนคิด (จากข้อมูลที่ผู้ขอข่าวจัดมาให้)

    • ราคาตลาดโลก (ต.ค. 2567) 6.6 ดอลลาร์/กก. (+83.3% y/y)
    • กำลังผลิตไทย3,000–4,000 ตัน/ปี; ส่งออกเมล็ดดิบ <1,000 ตัน/ปี
    • ส่งออกสินค้าโกโก้แปรรูป (ม.ค.–ก.ย. 2567) 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+16.4%)
      • ญี่ปุ่น +42.2%, จีน +40.3%, เมียนมา +19.4%
      • แคนาดา +392%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +90.7%, สหรัฐฯ +46.3%
    • โครงสร้างการส่งออกของไทย: 99% เป็นสินค้าปลายทาง/แปรรูป
    • เมล็ดดิบไทยปี 2566: 0.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับ 68 ของโลก)
    • พันธุ์ “ลูกผสมชุมพร 1”: ผลผลิตเฉลี่ย 127 กก./ไร่, ไขมัน ~57%
    • รายได้สวนโกโก้อายุ 3–4 ปี: ~3,000 บาท/ไร่/เดือน (ตัวอย่างพื้นที่น่าน)
    • ราคาเปรียบเทียบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ~7 บาท/กก.
    • ร้านโกโก้สเปเชียลตี้ในเมืองใหญ่: เฉลี่ยจังหวัดละ ไม่เกิน 10 แห่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-premium-cocoa-export-global/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VeVeC0PjXyxYKpwx4vCCf

  • ปลดล็อกเวลาขายสุรา ดริ้งต่อหลังเที่ยงคืน เริ่ม ธ.ค.นี้

    ปลดล็อกเวลาขายสุรา ดริ้งต่อหลังเที่ยงคืน เริ่ม ธ.ค.นี้

    พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มี อรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ใช้เวลาหารือกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะได้ข้อสรุป “ปลดล็อกชั่วคราว” ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น.

    รมว.พัฒนา เผยหลังประชุมว่า มติครั้งนี้เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยอนุญาตให้จำหน่ายสุราในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6 เดือน ก่อนจะมีการประเมินผลทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และผลกระทบทางสังคมอีกครั้ง หากผลออกมาดีอาจขยายระยะเวลามาตรการต่อไป

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติ ‘ผ่อนปรน’ ให้ลูกค้าสามารถ นั่งดื่มต่อได้ 1 ชั่วโมงหลังเที่ยงคืน แต่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติม โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดของมาตรการนี้ สำหรับสาเหตุที่ไม่ขยายเวลาขายเกิน 24.00 น. นั้น เป็นเพราะตามข้อมูลพบว่า อุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ มักเกิดสูงสุดในช่วงเวลา 00.00-02.00 น.

    ขั้นตอนต่อไป กระทรวงสาธารณสุขจะมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ศึกษาผลกระทบในพื้นที่ และเปิดรับฟังความคิดเห็นภายใน 15 วัน ก่อนเสนอประกาศลงราชกิจจานุเบกษา คาดเริ่มบังคับใช้ได้ต้นเดือนธันวาคมนี้

    รมว.สาธารณสุข ย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของ ‘สมดุล’ระหว่าง การกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการดูแลสุขภาพประชาชน โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ พร้อมระบุว่า แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้เปิดสถานบริการถึง 04.00 น. แต่ข้อมูลการศึกษาชี้ชัดว่า การขยายเวลาปิดร้านถึงตี 4 จะเพิ่มอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับอย่างมีนัยสำคัญ

    “เราต้องมองทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมให้รอบด้าน ไม่ได้มุ่งแต่เปิดเพิ่มชั่วโมงขาย แต่ต้องดูความปลอดภัยของประชาชนควบคู่กัน”

    — รมว.พัฒนา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moph-government-unlocks-time-selling-alcohol-drinks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw191m5181fYatwlZiXhBBCD

  • เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

    เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.50 น.

    “รมว.สธ.”เผย”คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”เคาะแล้ว ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น / ประเมินผล 6 เดือน พร้อมไฟเขียวหลังเที่ยงคืนนั่งดริ้งต่อ 1 ชม.ไม่มีกำหนดกรอบ คาดเริ่มต้น ธ.ค.ยันรัฐบาลคำนึงกระตุ้นศก.ควบคู่สุขภาพ

    เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยใช้เวลาการประชุมกว่า 3 ชั่วโมง

    ต่อมา นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่ตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอ อยากให้มีการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงความชัดเจนในเรื่องของการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่มีการจำหน่าย โดยที่ประชุมมีมติว่า ช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.สามารถจำหน่ายแอลกอฮอล์ได้ และการขยายระยะเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์หลัง 24.00 น.ยังคงไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่สามารถนั่งอยู่ที่ร้านต่อได้อีก 1 ชั่วโมง โดยมติที่อนุญาตให้ขายช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.เป็นมาตรการที่จะดำเนินการในระยะเวลา 6 เดือน และจะมีการประเมินผลดีทางเศรษฐกิจ เรื่องสุขภาพ และประเด็นอื่นๆ ทางสังคม และจะนำผลการศึกษาเหล่านี้มาวิเคราะห์เข้าที่ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะต่อมาตรการตรงนี้ออกไปหรือไม่ ในส่วนหลังเวลา 24.00 น.ให้นั่งต่ออีก 1 ชั่วโมง และไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาของมาตรการ เพราะเราพบว่ามีอุบัติเหตุช่วงเวลา 24.00 – 02.00 น.สูงที่สุด และเมื่อสถานบริการปิด อุบัติเหตุลดลง ซึ่งเราไม่ได้ขยายเวลาการขายหลังเที่ยงคืน

    นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับการศึกษามาตรการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่เวลา 14.00 – 17.00 น.จะมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ศึกษาและนำผลเข้าที่ประชุมอีกครั้งว่าในแต่ละจังหวัดมีผลบวกผลลบหรือประเด็นข้อกังวลอย่างไรบ้าง โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็น 15 วัน และจะสามารถประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้

    นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับเรื่องการจัดโซนนิ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติสถานบริการที่มีการแก้ไขการกำหนดเขตพื้นที่ได้มีการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น ยังคงมีอยู่ เนื่องจากเป็นการประกาศตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว ฉะนั้น โซนนิ่งยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกี่ยวข้องมองกันหลายมุม รวมถึงมีการแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะในหลายเรื่อง โดยยืนยันว่าเราไม่ละทิ้งกระบวนการสาธารณสุข กระบวนการป้องกันต่างๆ แต่เราต้องพิจารณาองค์ประกอบให้รอบด้าน ทั้งการรักษาสุขภาพ ในแง่การส่งเสริมเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องทำให้มีความสมดุล เพราะเรามีนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ตัวแทนกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งที่ประชุมว่าปัจจุบันกำลังพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ

    เมื่อถามว่า จะมีการไปพูดคุยกับผู้ประกอบการหรือไม่ เพราะมีการเรียกร้องให้เปิดถึง 04.00 น.นั้น นายพัฒนา กล่าวว่า เราต้องประเมินผลกระทบ และอยากให้ผู้ประกอบการประเมินผลกระทบไปกับเรา เพราะเราเคยมีการศึกษามาว่าหากให้มีการเปิดสถานบริการถึง 04.00 น.เราเห็นว่ามีอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่คนเริ่มจะออกมาทำงาน เพราะพฤติกรรมของคนไทยเวลาดื่มแล้วมักเปลี่ยนสถานที่ รวมถึงขับรถกลับบ้าน ซึ่งตรงนี้ต้องมองในมิติทางสังคมให้รอบด้าน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/927709&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03D2DOnJTggyN6fPNoFd2k

  • สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ประชุมมอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษา ครั้งที่ ๔/๒๕๖๘ – OBEC

    สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ประชุมมอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษา ครั้งที่ ๔/๒๕๖๘ – OBEC

    ดร.กัญจนา สัตตรัตนำ ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ เป็นประธานประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ครั้งที่ ๔/๒๕๖๘ เพื่อมอบนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีคุณธรรม” ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ณ หอประชุมพิมานพรหม สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑

    วันศุกร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ เป็นประธานประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ครั้งที่ ๔/๒๕๖๘ เพื่อมอบนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีคุณธรรม” ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ก่อนมอบนโยบาย ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง ๙๓ วินาที เพื่อแสดงความไว้อาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง และกล่าวคำปฏิญาณเขตพื้นที่การศึกษาเขตสุจริต โดยมี นายอรรถพล ชาติรัมย์ นายสุพรมแดน ประทุมเมศ นางสาวพรทิพย์ ทวีวัฒน์โสภา รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ดร.ปริศนา วรรณารักษ์ รอง ผอ.สพม.เชียงใหม่ (ช่วยราชการ) ผู้อำนวยการกลุ่ม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่ม/หน่วย ร่วมแสดงความไว้อาลัยฯ พร้อมได้มอบเกียรติบัตรผู้มีผลงานดีเด่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจการปฏิบัติงาน ณ หอประชุมพิมานพรหม สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๑ โดย ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานในสถานศึกษานำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอ พัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ทันสมัยและสอดคล้องกับศตรวรรษที่ ๒๑ พัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในยุคปัจจุบัน ส่งเสริมให้ผู้เรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษามีความปลอดภัย สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้ผู้เรียนทุกวัยทุกระดับอย่างเท่าเทียม โดยมี นายอรรถพล ชาติรัมย์ นายสุพรมแดน ประทุมเมศ นางสาวพรทิพย์ ทวีวัฒน์โสภา รอง ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑ ดร.ปริศนา วรรณารักษ์ รอง ผอ.สพม.เชียงใหม่ (ช่วยราชการ)  ผู้อำนวยการกลุ่ม ผู้อำนวยการหน่วย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่ม แจ้งข้อราชการที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดทราบเพื่อเป็นแนวปฏิบัติโดยให้ยึด กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ ณ หอประชุมพิมานพรหม สพป.บุรีรัมย์ เขต ๑

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/20967&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ChbfvDezJVony0hVf1wma

  • เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

    เคาะแล้ว!ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น/ประเมินผล 6 เดือน

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.50 น.

    “รมว.สธ.”เผย”คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”เคาะแล้ว ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น / ประเมินผล 6 เดือน พร้อมไฟเขียวหลังเที่ยงคืนนั่งดริ้งต่อ 1 ชม.ไม่มีกำหนดกรอบ คาดเริ่มต้น ธ.ค.ยันรัฐบาลคำนึงกระตุ้นศก.ควบคู่สุขภาพ

    เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยใช้เวลาการประชุมกว่า 3 ชั่วโมง

    ต่อมา นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่ตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอ อยากให้มีการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงความชัดเจนในเรื่องของการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่มีการจำหน่าย โดยที่ประชุมมีมติว่า ช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.สามารถจำหน่ายแอลกอฮอล์ได้ และการขยายระยะเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์หลัง 24.00 น.ยังคงไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่สามารถนั่งอยู่ที่ร้านต่อได้อีก 1 ชั่วโมง โดยมติที่อนุญาตให้ขายช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.เป็นมาตรการที่จะดำเนินการในระยะเวลา 6 เดือน และจะมีการประเมินผลดีทางเศรษฐกิจ เรื่องสุขภาพ และประเด็นอื่นๆ ทางสังคม และจะนำผลการศึกษาเหล่านี้มาวิเคราะห์เข้าที่ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะต่อมาตรการตรงนี้ออกไปหรือไม่ ในส่วนหลังเวลา 24.00 น.ให้นั่งต่ออีก 1 ชั่วโมง และไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาของมาตรการ เพราะเราพบว่ามีอุบัติเหตุช่วงเวลา 24.00 – 02.00 น.สูงที่สุด และเมื่อสถานบริการปิด อุบัติเหตุลดลง ซึ่งเราไม่ได้ขยายเวลาการขายหลังเที่ยงคืน

    นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับการศึกษามาตรการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่เวลา 14.00 – 17.00 น.จะมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ศึกษาและนำผลเข้าที่ประชุมอีกครั้งว่าในแต่ละจังหวัดมีผลบวกผลลบหรือประเด็นข้อกังวลอย่างไรบ้าง โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็น 15 วัน และจะสามารถประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้

    นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับเรื่องการจัดโซนนิ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติสถานบริการที่มีการแก้ไขการกำหนดเขตพื้นที่ได้มีการยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น ยังคงมีอยู่ เนื่องจากเป็นการประกาศตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว ฉะนั้น โซนนิ่งยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกี่ยวข้องมองกันหลายมุม รวมถึงมีการแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะในหลายเรื่อง โดยยืนยันว่าเราไม่ละทิ้งกระบวนการสาธารณสุข กระบวนการป้องกันต่างๆ แต่เราต้องพิจารณาองค์ประกอบให้รอบด้าน ทั้งการรักษาสุขภาพ ในแง่การส่งเสริมเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องทำให้มีความสมดุล เพราะเรามีนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ตัวแทนกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งที่ประชุมว่าปัจจุบันกำลังพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ

    เมื่อถามว่า จะมีการไปพูดคุยกับผู้ประกอบการหรือไม่ เพราะมีการเรียกร้องให้เปิดถึง 04.00 น.นั้น นายพัฒนา กล่าวว่า เราต้องประเมินผลกระทบ และอยากให้ผู้ประกอบการประเมินผลกระทบไปกับเรา เพราะเราเคยมีการศึกษามาว่าหากให้มีการเปิดสถานบริการถึง 04.00 น.เราเห็นว่ามีอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่คนเริ่มจะออกมาทำงาน เพราะพฤติกรรมของคนไทยเวลาดื่มแล้วมักเปลี่ยนสถานที่ รวมถึงขับรถกลับบ้าน ซึ่งตรงนี้ต้องมองในมิติทางสังคมให้รอบด้าน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/927709&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03D2DOnJTggyN6fPNoFd2k

  • ส่องศักยภาพ สนามบินเชียงรายรองรับ 3 ล้านคน ทอท. ย้ำผู้โดยสารโต 2.3%

    ส่องศักยภาพ สนามบินเชียงรายรองรับ 3 ล้านคน ทอท. ย้ำผู้โดยสารโต 2.3%

    ทอท.ทุ่มงบ 5,870 ล้านบาท ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย สร้างอาคารหลังที่ 2 เป้ารองรับ 8 ล้านคนต่อปี คาดเสร็จปี 2575

    เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการบินในภาคเหนือที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ประกาศเดินหน้าโครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ด้วยงบประมาณสูงถึง 5,870 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากปัจจุบัน 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6-8 ล้านคนต่อปี พร้อมยกระดับเชียงรายให้เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Hub) ของภาคเหนือและเป็นประตูสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS)

    การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับกับสถานการณ์การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่กำลังจะเข้าสู่จุดอิ่มตัวของขีดความสามารถเดิมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตามข้อมูลของ ทอท. คาดการณ์ว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายจะมีผู้โดยสารเต็มขีดความสามารถ 3 ล้านคนภายในปี 2573-2574 ขณะที่โครงการขยายจะแล้วเสร็จในปี 2575 ซึ่งอาจเกิดช่วง “ช่องว่างความแออัด” เป็นระยะเวลา 1-2 ปี ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการและความสามารถในการแข่งขัน

    ตัวเลักดันโครงการขยาย เติบโตช้าแต่ต้องเตรียมพร้อมรับอนาคต

    ในปีงบประมาณ 2568 ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีปริมาณผู้โดยสารรวม 1.94 ล้านคน เติบโตขึ้นในอัตราร้อยละ 2.3 จากปีก่อน พร้อมทั้งมีจำนวนเที่ยวบิน 12,897 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.2 แม้ว่าตัวเลขการเติบโตดังกล่าวจะถือว่าอยู่ในระดับที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงการฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของท่าอากาศยานในเครือ ทอท. ที่มีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 11.76 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568

    อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า อัตราการเติบโตของเที่ยวบินที่ร้อยละ 5.2 สูงกว่าการเติบโตของผู้โดยสารที่ร้อยละ 2.3 กว่าสองเท่า แสดงให้เห็นว่าสายการบินกำลังเพิ่มความถี่ในการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการและเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตัวในอนาคต ขณะเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากท่าอากาศยานภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภูเก็ตและเชียงใหม่ ที่ได้แรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดระหว่างประเทศ

    ปัจจุบันท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีอัตราการใช้ขีดความสามารถอยู่ที่ประมาณร้อยละ 64.67 จาก 3 ล้านคนต่อปี ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่สบาย แต่ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการท่าอากาศยาน การใช้งานที่เกินร้อยละ 70-80 ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างและขยายเพื่อป้องกันปัญหาคอขวดในอนาคต

    รายละเอียดโครงการ ครบวงจรทุกมิติ

    โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ประกอบด้วยการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มงานหลัก ได้แก่

    งานเขตการบิน (Airside) มีการก่อสร้างระบบทางขับขนานด้านทิศเหนือและการปรับปรุงทางขับท้ายหลุมจอด ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2568 การปรับปรุงนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเที่ยวบิน โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงการเพิ่มหลุมจอดอากาศยานแบบประชิดอาคารอีก 9 หลุม เพื่อรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ขึ้นและลดระยะเวลาการปฏิบัติการภาคพื้นดิน

    งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ ประกอบด้วยการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ (อาคาร 2) การปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิม และการก่อสร้างอาคารจอดรถ การพัฒนาครั้งนี้จะช่วยให้สามารถแยกกระบวนการผู้โดยสารระหว่างประเทศและภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    งานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน รวมถึงการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO) การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนนภายใน ระบบระบายน้ำ บำบัดน้ำเสีย ประปา และไฟฟ้า รวมถึงการสำรวจและออกแบบคลังสินค้าทดแทนและอาคารซ่อมอุปกรณ์ภาคพื้นดิน

    โครงการนี้ตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในปี 2575 โดยมีเป้าหมายรองรับผู้โดยสารภายในประเทศ 5 ล้านคน และผู้โดยสารระหว่างประเทศ 1 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศอย่างมากจากปัจจุบันที่มีเพียง 7,370 คนต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 1

    กลยุทธ์ดึงเที่ยวบินนานาชาติ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

    เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทอท. ได้วางกลยุทธ์หลายด้านเพื่อดึงดูดสายการบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศ

    แรงจูงใจทางการเงิน ทอท. ได้จัดตั้ง Marketing Fund โดยเฉพาะสำหรับสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายและหาดใหญ่ ให้เงินสนับสนุนสูงถึง 300 บาทต่อผู้โดยสารระหว่างประเทศที่มาใช้บริการในเส้นทางบินระหว่างประเทศใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเสนอส่วนลดค่าธรรมเนียมการบินร้อยละ 50 เป็นเวลา 3 ปี สำหรับสายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่ การสนับสนุนทางการเงินในระดับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงในการสำรวจตลาดใหม่ของสายการบิน โดยเฉพาะในการเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ GMS

    กลยุทธ์ Dual Hub แอร์เอเชียได้เปิดเส้นทางใหม่ “เชียงราย-สุวรรณภูมิ (CEI-BKK)” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยเสริมจากเส้นทางเดิม “เชียงราย-ดอนเมือง (CEI-DMK)” การเพิ่มการเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศหลักของประเทศ ช่วยให้ผู้โดยสารต่างชาติสามารถใช้ระบบ Fly-Thru เดินทางมายังเชียงรายทางอ้อมได้ง่ายขึ้น นับเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างฐานผู้โดยสารระหว่างประเทศก่อนที่โครงสร้างพื้นฐานระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จ

    การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทอท. ได้เปิดให้เอกชนลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน โดยมีพื้นที่แปลงหน้าท่าอากาศยานขนาด 91 ไร่ ที่พร้อมให้สัมปทานสูงสุดถึง 30 ปี สำหรับธุรกิจหลากหลาย เช่น โรงแรม ศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO โครงการแบบ Mixed-use และ Logistics Hub

    เชียงราย จุดหมายปลายทางในประเทศยอดนิยม

    แม้การเติบโตจะชะลอตัว แต่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญในเครือข่ายการบินภายในประเทศ ตามข้อมูลจาก Flightradar24 เชียงรายติดอันดับ Top 10 สนามบินที่มีเที่ยวบินสูงสุดจากท่าอากาศยานดอนเมือง โดยอยู่ในอันดับที่ 8 รองจากภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ อุดรธานี สุราษฎร์ธานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการเดินทางภายในประเทศที่มั่นคง

    ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของเชียงรายที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (พม่า ลาว ไทย) ทำให้มีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการเชื่อมต่อในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายยังเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สามเหลี่ยมทองคำ และดอยแม่สลอง

    มุมมองผู้เชี่ยวชาญ ลงทุนวันนี้เพื่ออนาคต

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า แม้ปัจจุบันท่าอากาศยานจะมีอัตราการใช้ขีดความสามารถเพียงร้อยละ 64.67 แต่การลงทุนเชิงป้องกันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากระยะเวลาในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มักใช้เวลานานหลายปี และหากรอจนกระทั่งเกิดปัญหาความแออัดจริงๆ แล้วจึงเริ่มดำเนินการ จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างรุนแรง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ยืนยันว่าโครงการนี้เป็นการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวและการบินในอนาคต ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของเชียงรายจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางไปสู่การเป็นประตูการค้าและจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นักวิเคราะห์ด้านการบินมองว่า การกำหนดเป้าหมายขีดความสามารถที่ 6 ล้านคนต่อปีนั้นสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับขนาดตลาดและศักยภาพของพื้นที่ โดยเป็นการจัดวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในฐานะศูนย์กลางระดับรอง (Secondary Regional Hub) ที่เสริมความแข็งแกร่งในตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) ที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติในภาคเหนือตอนบน ซึ่งแตกต่างจากท่าอากาศยานหลักอย่างภูเก็ตที่มีแผนขยายไปสู่ 18 ล้านคนต่อปี หรือเชียงใหม่ที่ตั้งเป้า 20 ล้านคนต่อปี

    ผลตอบแทนที่คาดหวัง เกินกว่าตัวเลขทางการเงิน

    การลงทุน 5,870 ล้านบาทในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลตอบแทนทางการเงินในทันที แต่เป็นการลงทุนที่มองไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง การเป็น “มหานครการบิน” (Aviation Metropolis) ที่มีขีดความสามารถ 6 ล้านคนต่อปีและมีบริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจร จะช่วยสร้างการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น

    การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และคลังสินค้าจะช่วยให้ ทอท. สามารถเพิ่มรายได้จากกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบินโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการบิน (Aeronautical) และธุรกิจอื่นๆ (Non-Aeronautical) ให้เป็น 50:50 นอกจากนี้ ผู้โดยสารระหว่างประเทศมักมีศักยภาพในการใช้จ่ายเชิงพาณิชย์สูงกว่า ทำให้รายได้ต่อผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ความท้าทายและข้อควรระวัง

    ถึงแม้โครงการจะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะช่วง “ช่องว่างความแออัด” ระหว่างปี 2573 ถึง 2575 ซึ่งท่าอากาศยานจะเข้าสู่ขีดความสามารถเต็มที่ 3 ล้านคน ขณะที่โครงการขยายยังไม่แล้วเสร็จ ทอท. จะต้องเตรียมมาตรการบริหารจัดการชั่วคราว เช่น การใช้ Remote Bay อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงขั้นตอนการให้บริการ และการบริหารจัดการ Slot เพื่อรักษาคุณภาพการบริการ

    นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดึงดูดสายการบินระหว่างประเทศให้มาเปิดเส้นทางใหม่ตามเป้าหมาย 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงรายในตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง

    การบริหารโครงการก่อสร้างให้เป็นไปตามกำหนดเวลาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การล่าช้าจะทำให้ช่องว่างความแออัดยาวนานขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันของเชียงรายในระยะยาว ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

    มองไปข้างหน้า เชียงรายบนแผนที่การบินภูมิภาค

    โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญในภูมิภาค การวางรากฐานที่แข็งแกร่งในขณะนี้จะช่วยให้เชียงรายสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ความสำเร็จของโครงการจะไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ให้กับ ทอท. และอุตสาหกรรมการบินเท่านั้น แต่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือ สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    การเชื่อมโยงกับเมืองใหญ่ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้จะเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถเข้าถึงเชียงรายได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่างๆ

    บทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    โครงการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นการขยายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการท่าอากาศยานสมัยใหม่ อาคารผู้โดยสารหลังใหม่จะได้รับการออกแบบให้รองรับระบบดิจิทัลที่ทันสมัย ตั้งแต่การเช็คอินอัตโนมัติ ระบบตรวจสอบความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบจัดการสัมภาระที่มีประสิทธิภาพ

    การใช้ระบบบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะ (Smart Building Management System) จะช่วยลดการใช้พลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ทอท. นอกจากนี้ ระบบข้อมูลและการสื่อสารที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในท่าอากาศยาน ทำให้การให้บริการมีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

    มิติด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

    ท่ามกลางความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ทอท. ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาท่าอากาศยานที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอาคารใหม่จะเน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ และการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ

    ระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมได้รับการออกแบบให้รองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปลูกต้นไม้และจัดภูมิทัศน์รอบบริเวณท่าอากาศยานจะช่วยลดมลพิษทางอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

    การมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

    ความสำเร็จของโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการดำเนินงานของ ทอท. เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การประชาสัมพันธ์และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนโดยรอบเกี่ยวกับผลกระทบและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการเป็นสิ่งสำคัญ

    การจ้างงานแรงงานท้องถิ่นในระหว่างการก่อสร้างและการดำเนินงานจะช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในพื้นที่ โครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการท้องถิ่นให้มีมาตรฐานและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เป็นโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    เปรียบเทียบกับสนามบินภูมิภาคอื่นในภูมิภาคอาเซียน

    เมื่อมองในภาพกว้างของภูมิภาคอาเซียน การพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามได้พัฒนาสนามบินในเมืองรองอย่าง ดานัง และเมืองโฮจิมินห์ให้เป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญ ขณะที่เมียนมาก็กำลังพัฒนาท่าอากาศยานในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์

    การลงทุนของไทยในครั้งนี้จึงเป็นการรักษาความสามารถในการแข่งขันและตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินในภูมิภาค การมีท่าอากาศยานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในทุกภูมิภาคของประเทศจะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด

    บทเรียนจากการขยายสนามบินในอดีต

    ประสบการณ์จากการขยายท่าอากาศยานภูมิภาคอื่นๆ ของ ทอท. ให้บทเรียนที่มีค่า การวางแผนที่ดีและการคาดการณ์ความต้องการที่แม่นยำเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จ ท่าอากาศยานภูเก็ตซึ่งเคยประสบปัญหาความแออัดอย่างรุนแรงในอดีต ได้รับการขยายและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    กรณีของท่าอากาศยานเชียงใหม่ก็ให้ข้อคิดสำคัญเช่นกัน การเติบโตของตลาดระหว่างประเทศที่รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ทำให้ต้องมีการปรับแผนและเร่งการพัฒนา สำหรับเชียงราย ทอท. ได้เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้และวางแผนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเตรียมพร้อมสำหรับการขยายในระยะถัดไปหากความต้องการเพิ่มขึ้นเกินคาดการณ์

    ผลกระทบต่อตลาดแรงงานและการศึกษา

    การพัฒนาท่าอากาศยานจะส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะความต้องการบุคลากรที่มีทักษะในอุตสาหกรรมการบิน การบริการ และการท่องเที่ยว สถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรและผลิตบุคลากรที่ตรงตามความต้องการของตลาด

    มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสถาบันการศึกษาอื่นๆ สามารถพัฒนาหลักสูตรด้านการจัดการการบิน การบริหารโรงแรมและการท่องเที่ยว การโลจิสติกส์ และธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรในอนาคต การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นในด้านต่างๆ เช่น การบริการลูกค้า ภาษาต่างประเทศ และทักษะดิจิทัล จะช่วยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีรายได้ดีขึ้น

    แนวโน้มการท่องเที่ยวและโอกาสทางธุรกิจ

    ตลาดการท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป นักท่องเที่ยวในปัจจุบันมีความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และธรรมชาติมากขึ้น เชียงรายมีจุดเด่นในด้านนี้ด้วยมรดกทางวัฒนธรรมล้านนา ชุมชนชนเผ่าที่หลากหลาย และธรรมชาติที่สวยงาม

    การเข้าถึงที่สะดวกขึ้นจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อดี และมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวหลัก ธุรกิจโรงแรมบูติค รีสอร์ทเชิงนิเวศ ร้านอาหารท้องถิ่น และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยจะมีโอกาสเติบโตอย่างมาก

    นอกจากนี้ การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากภาคเหนือไปยังตลาดในจีนและอาเซียนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

    ข้อเสนอแนะสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

    สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ โอกาสนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบริการ และมาตรฐานสากล การศึกษาตลาดเป้าหมายและความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มจะช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อแบ่งปันทรัพยากรและความรู้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    สำหรับภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อ เช่น ถนน ระบบขนส่งสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ท่าอากาศยานที่ได้รับการพัฒนาสามารถสร้างประโยชน์สูงสุด การจัดทำแผนพัฒนาเมืองและการบริหารจัดการการเติบโตอย่างยั่งยืนจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    สำหรับชุมชนท้องถิ่น การเตรียมความพร้อมทั้งด้านทักษะ ภาษา และการบริการจะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น การอนุรักษ์และส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นจะช่วยสร้างความแตกต่างและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์แท้จริง

    ข้อมูลสำคัญและสถิติสรุป

    • งบประมาณโครงการ: 5,870 ล้านบาท
    • ขีดความสามารถปัจจุบัน: 3 ล้านคนต่อปี
    • ขีดความสามารถเป้าหมาย: 6-8 ล้านคนต่อปี
    • ผู้โดยสารปีงบ 2568: 1.94 ล้านคน (เติบโต 2.3%)
    • จำนวนเที่ยวบินปีงบ 2568: 12,897 เที่ยวบิน (เติบโต 5.2%)
    • อัตราการใช้ขีดความสามารถปัจจุบัน: 64.67%
    • เป้าหมายผู้โดยสารระหว่างประเทศ: 1 ล้านคนต่อปี
    • กำหนดแล้วเสร็จ: ปี 2575
    • จุดอิ่มตัวขีดความสามารถเดิม: คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2573-2574

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-airport-passenger-growth-aot/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cSIvAkgaI_zeqXYsvb9dR

  • จังหวัดน่าน แถลงทิศทางการตลาดการท่องเที่ยว ปี 2569 | TOPNEWS

    จังหวัดน่าน แถลงทิศทางการตลาดการท่องเที่ยว ปี 2569 | TOPNEWS

    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมสฐา รีสอร์ท อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน จัดงานแถลง “ทิศทางการดำเนินงานด้านการตลาดการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และการบูรณาการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน” เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน

    พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธาน พร้อมมอบนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว สร้างสมดุลเศรษฐกิจฐานราก และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

    นายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน พร้อมด้วย นายอรรถพล ทวีสุนทร รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน ได้นำเสนอรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวของจังหวัด และทิศทางการดำเนินงานด้านการตลาดประจำปี 2569 ซึ่งเน้น การกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในทุกฤดูกาล, การส่งเสริมสินค้าท่องเที่ยวมูลค่าสูง, การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการตลาด เพื่อยกระดับจังหวัดน่านให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน

    ด้านภาคเอกชน พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ได้กล่าวถึงความสำคัญของการทำงานแบบบูรณาการระหว่างรัฐและเอกชน พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยได้รับข้อเสนอแนะจากกลุ่มผู้ประกอบการต่าง ๆ อาทิ ชมรมผู้ประกอบการที่พัก ชมรมรถเช่า กลุ่มคลัสเตอร์กาแฟน่าน และกลุ่มชุมชนท่องเที่ยวบ้านห้วยโทน

    งานดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดน่านเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ จังหวัดน่าน, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน, สำนักงานพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.น่าน), สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน, สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวน่าน, สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน และเครือข่ายผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากพื้นที่ต่าง ๆ

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและสร้างสรรค์ สะท้อนถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นของทุกภาคส่วนในการกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และนโยบายการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1390039&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BF-9gfbGOULaA3McRTUn-

  • LCB1 Group ฉลองครบรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด “พันธมิตรที่เชื่อถือได้ ท่าเรือที่ไว้วางใจ” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต | TOPNEWS

    LCB1 Group ฉลองครบรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด “พันธมิตรที่เชื่อถือได้ ท่าเรือที่ไว้วางใจ” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต | TOPNEWS

    นายคอร์ สแปงจ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท LCB1 กล่าวว่า “ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราภาคภูมิใจไม่ใช่เพียงความสำเร็จอย่างยั่งยืนของธุรกิจ แต่คือความเชื่อมั่นและความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน เราดำเนินงานด้วยความโปร่งใส เคารพซึ่งกันและกัน และยึดมั่นในความไว้วางใจซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร เราโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นระดับโลกอย่าง PSA และ APM Terminals ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของท่าเทียบเรือเราให้มีมาตรฐานสากลระดับโลก ขณะเดียวกัน ด้วยการนำของ Bangkok Modern Terminal Ltd. เรายังคงรักษารากเหง้าความเป็นองค์กรของคนไทยไว้ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันเรามีพนักงานชาวไทยกว่า 98% หลายคนร่วมงานกับเรามานานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมั่นคงและความผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร”

    “ผมเชื่อว่าบุคลากรคือหัวใจขององค์กร ความภักดีและความทุ่มเทของทีมงานคือพลังที่ทำให้เรามาถึงวันนี้ เราภูมิใจในความเป็นหนึ่งเดียวของทีม LCB1 Group ที่อยู่กับเรามานานและพวกเขาสามารถสืบทอดความเชี่ยวชาญจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรที่มั่นคง อบอุ่น และเปี่ยมด้วยพลัง” นายคอร์ สแปงจ์ กล่าวเสริม

    ในด้านการดำเนินงาน LCB1 Group ให้บริการอย่างยืดหยุ่นและตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสายการเดินเรือหลัก (Main Line Operators) ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสม่ำเสมอ และกลุ่มสายการเดินเรือในภูมิภาค (Intra-Asia) ที่ต้องการความคล่องตัว พร้อมนำนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า ทั้งยังมุ่งมั่นให้การสนับสนุนลูกค้าในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ เพื่อให้การขนส่งตู้สินค้าของลูกค้าดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

    นอกจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว LCB1 Group ยังยึดมั่นในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การนำเครนล้อยางทั้งระบบไฟฟ้าและระบบไฮบริดมาใช้ ซึ่งสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 70% ต่อเครื่อง การเปลี่ยนอุปกรณ์ยกขนตู้สินค้าที่พึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่อง อาทิ การร่วมบริจาคสิ่งของร่วมกับการท่าเรือฯ การสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ และการสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับคนในชุมชนโดยรอบท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    “กลุ่มบริษัท LCB1 มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยสอดคล้องกับนโยบายของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายคอร์ สแปงจ์ กล่าวสรุป

    ในโอกาสครบรอบ 30 ปีนี้ LCB1 Group ยังคงมุ่งมั่นก้าวสู่อนาคตด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสถานะความเป็น “พันธมิตรที่ไว้วางใจได้” และร่วมสร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจและการค้าของประเทศไทยเติบโตต่อไปในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1390014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xRMz8NEHFwhkhMyf92ku-

  • ราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือ 4,200 ดอลลาร์/ออนซ์  รอรับสหรัฐเปิดทำการ

    ราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือ 4,200 ดอลลาร์/ออนซ์ รอรับสหรัฐเปิดทำการ

    ราคาทองคำโลกพุ่งขึ้น 2% วันพุธ จากความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการเปิดประเทศของรัฐบาลสหรัฐ ดันให้ราคายืนเหนือ 4,200 ดอลลาร์/ออนซ์ โลหะมีค่าอื่นๆ ขึ้นยกแผง บอนด์ยีลด์ร่วง

    รอยเตอร์  รายงานราคาทองคำพุ่งขึ้น 2% ในวันพุธ (12 พ.ย.68)  หรือเมื่อคืนที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ลดลงก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติเปิดประเทศอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการกระตุ้นการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ และหนุนการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนธันวาคม

    ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) พุ่งขึ้น 2% มาอยู่ที่ 4,208.98 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม ณ เวลา 13:46 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ (18:46 GMT)

    ราคาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐ สำหรับการส่งมอบเดือนธันวาคม (US Gold Futures) ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.4% มาอยู่ที่ 4,213.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานร่วงลง 1% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

    “รัฐบาลสหรัฐกำลังเปิดประเทศ และตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ อ่อนแอลง” บาร์ต เมเลก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ TD Securities กล่าว พร้อมเสริมว่าผู้ค้าอาจเพิ่มสถานะซื้อ (Long Position) และปิดสถานะขาย (Short Position) บางส่วน

    สภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันควบคุมอยู่ มีกำหนดลงมติในช่วงบ่ายวันนี้เกี่ยวกับข้อตกลงยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

    การปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือภาวะชัตดาวน์นาน 42 วันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และส่งผลให้ข้อมูลของรัฐบาลถูกระงับ ทำให้ผู้กำหนดนโยบาย และตลาดต้องพึ่งพาตัวชี้วัดจากภาคเอกชนเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ

    ด้านราคาโลหะเงินตลาดสปอตพุ่งขึ้นแรง 4.6% มาอยู่ที่ 53.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568

    “ขณะนี้มีความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในโลหะเงินว่าปริมาณอุปทานอยู่ในระดับต่ำมาก สิ่งที่คุณเห็นในขณะนี้ในตลาดทองคำคือ ผลกระทบจากตลาดโลหะเงินในเช้าวันนี้” บ็อบ ฮาเบอร์คอร์น นักกลยุทธ์ตลาดฟิวเจอร์สของ RJO กล่าว

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลการจ้างงานรายสัปดาห์ของ ADP เมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่านายจ้างภาคเอกชนลดตำแหน่งงานเฉลี่ย 11,250 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วงสี่สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ตุลาคม ซึ่งส่งสัญญาณถึงความอ่อนแออย่างต่อเนื่องในตลาดแรงงาน

    ขณะนี้ ผู้ค้ามองว่ามีโอกาส 65% ที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเฟดในเดือนธันวาคม ตามเครื่องมือติดตามเฟด Fed Watch ของ CME Group

    ทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีในสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ และในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    โลหะมีค่าอื่นๆ ปรับขึ้นเช่นกัน โดยราคาแพลทินัม เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,616.80 ดอลลาร์ และแพลเลเดียมเพิ่มขึ้น 2.5% อยู่ที่ 1,480.58 ดอลลาร์

    • อัปเดตราคาเช้านี้ (13 พ.ย.68)

    บลูมเบิร์ก รายงานราคาทองคำตลาดสปอตลดลง 0.1% มาอยู่ที่ 4,192.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 7:56 น. ตามเวลาสิงคโปร์ ดัชนีบลูมเบิร์กดอลลาร์สปอตทรงตัว ราคาโลหะเงินทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราคาแพลทินัมลดลง และแพลเลเดียมแทบไม่เปลี่ยนแปลง

    ราคาทองคำทรงตัวหลังจากเพิ่มขึ้นเกือบ 2% ในการซื้อขายก่อนหน้า เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ไม่แน่นอน ซึ่งประกอบกับการขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

    ราคาทองคำแท่งซื้อขายต่ำกว่า 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เล็กน้อยในวันพฤหัสบดี หลังฟื้นตัวต่อเนื่องมาสี่วัน ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่ยาวนานที่สุดในรอบเดือน แม้ว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐ คาดว่าจะยุติการปิดทำการของรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ทำเนียบขาวได้เตือนว่ารายงานการจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการประจำเดือนตุลาคม อาจจะไม่ถูกเผยแพร่

    ข้อมูลที่ขาดหายไปตลอดช่วงการปิดทำการทำให้นักลงทุนลังเลหรือพึ่งพาสถิติจากภาคเอกชนเพื่อตรวจสอบภาวะเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 5% ในสัปดาห์นี้ ส่วนหนึ่งมาจากการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหลังจากที่วอชิงตันกลับมาทำงาน ซึ่งถือเป็นผลดีต่อทองคำ 

    อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นในการลดต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มเติม ราฟาเอล บอสทิค ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแอตแลนตา และซูซาน คอลลินส์ ประธานธนาคารกลางบอสตัน ต่างกล่าวว่าพวกเขาสนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1207411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw171Cs6QkazQWC2ipckEKpJ