Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “แพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์” จุดเปลี่ยนประเทศไทย

    “แพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์” จุดเปลี่ยนประเทศไทย

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.33 น.

    ตลาด อี-คอมเมิร์ซ ในไทยระอุ เผยมูลค่าซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ 10 เดือนแรกของปี ทะลุ 8 แสนล้านบาท ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ หลังเกิดแนวคิดใหม่ “เศรษฐกิจแห่งความใจร้อน” หรือ Impatience Economy 

    นายอุดมธิปก ไพรเกษตร อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) หรือสมาคมอี-คอมเมิร์ซ เปิดเผยว่า ปัจจุบันความนิยมของคนไทยในการเปิดร้านค้าจำหน่ายสินค้าบน “แพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ” รวมทั้งการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยว่า มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลทำให้จำนวนผู้ซื้อที่มีการรายงานกันว่า มีมากกว่า 16 ล้านคน  และมีสินค้ามากกว่า 300 ล้านรายการวางจำหน่ายอยู่บนร้านค้าออนไลน์ในประเทศไทยนั้น เป็นตัวเลขที่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง แต่ที่น่าสนในก็คือ การเข้ามาของธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าขายของประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง แต่การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ คนไทย ทั้งในฝั่งขายต้องทำความเข้าใจในเรื่องกฎระเบียบ กติกา ตลอดจนข้อจำกัด และกลยุทธทางด้านการแข่งขันต่าง ๆ ให้ชัดเจน ขณะที่ผู้ซื้อเองก็ต้องรู้เท่าทัน และต้องสามารถปกป้องตนเองจากมิจฉาชีพ ที่อาจแฝงตัวเข้ามาอยู่ในธุรกิจนี้ได้ด้วย  

    ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า ธุรกิจ B2C e-Commerce สำหรับประเทศไทยในปีนี้ จะเติบโตได้ 6.4%  โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาท

    แต่สำหรับผู้คนในแวดวง อี-คอมเมิร์ซ ระบุว่า มูลค่าของธุรกิจนี้ สำหรับปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 1.07 ล้านล้านบาท และตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านบาท ในปี พ.ศ.2573 โดยแพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับคนไทย ยังคงเป็น Shopee, Lazada, และ TikTok  

    ส่วนพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปรจะวันไปแล้ว แต่ก็ยังมีช่วงที่ที่สนใจสั่งซื้อเป็นกรณีพิเศษคือ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี คือ เดือนตุลาคม – ธันวาคม โดยในช่วงดังดังกล่าว สัดส่วนการซื้อจะอยู่ที่ประมาณ 25-30% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งปี ดังนั้นจึงสามารถประเมินได้ว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) คนไทยซื้อ-ขายสินค้าออกไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ ที่ร้อยละ 70 – ร้อยละ 75 จากมูลค่ารวมที่ 1.07 ล้านล้านบาท จึงน่าจะมีตัวเลขของมูลค่าการซื้อ-ขายที่749,000 – 802,500 ล้านบาท

    นอกจากนี้ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่าง ๆ ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยมากกว่าร้อยละ 67 ที่ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์นั้น ส่วนใหญ่มักได้รับแรงจูงใจจากเนื้อหาตามโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การซื้อ-ขายสินค้าได้ย้ายไปอยู่ในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต และ อี-คอมเมิร์ซ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการค้าของประเทศไทยจากตลาดค้าปลีกแบบดั้งเดิมไปสู่ตลาดดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว และเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยอาศัยปัจจัยหลักจากการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจแห่งความใจร้อน (Impatience Economy) ของผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม แม้ “แพลตฟอร์ม Marketplace”อย่าง Shopee และ Lazada ยังคงเป็นผู้ครองตลาด ด้วยส่วนแบ่งรวมกันที่ ร้อยละ 50 แต่ทั้ง 2 ราย ก็ยังต้องถูกท้าทายอย่างหนักจากการแข่งขันด้านราคา และความเร็วในการจัดส่งสินค้า ดังนั้นการอยู่ให้รอดของผู้ค้าออนไลน์นั้น นอกจากสามารถแข่งขันทางด้านราคา และความเร็วในการจัดส่งสินค้าได้แล้ว การปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค ยังกลายเป็นกุญแจสำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จในตลาดนี้อีกด้วย 

    ทั้งนี้ การเติบโตของแพลตฟอร์มการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ ที่สามารถดันมูลค่าการค้าได้ให้สูงขึ้นเกิน 1 ล้านล้านบาทได้แล้ว ธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ก็ยังเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทยอีกด้วย คือ

    เปลี่ยนที่ 1 คือ เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) ให้เกิดความคุ้นชินกับเศรษฐกิจดิจิทัล คือ อี-คอมเมิร์ซ ทำให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัย รวมทั้งผู้สูงวัย (Baby Boomer) และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงและคุ้นชินกับการทำธุรกรรมออนไลน์ การซื้อของออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และคนไทยทุกคนสามารถตัดสินใจซื้อ และได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว

    เปลี่ยนที่ 2 คือ พลิกโฉมธุรกิจและการแข่งขัน (Business Transformation) ได้แก่ การปลดล็อก SMEs ให้สามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ได้ ด้วย อี-คอมเมิร์ซ ซึ่งถือว่า ตลอดออนไลน์ ได้ทลายข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) ในต่างจังหวัด สามารถขายสินค้าไปยังผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ และยังสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ต้นทุนในการเปิดร้านค้าทางกายภาพ (off line) ลดลง พร้อมทั้งสามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในวันเดียว (Same Day Delivery) และลูกค้าสามารถซื้อได้จากทุกช่องทาง (Omnichannel) กระทั่งการซื้อ-ขายออนไลน์ กลายเป็นมาตรฐานไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือกอีกต่อไป

    เปลี่ยนที่ 3 คือ เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (Infrastructure Development) เข้าสู่ระบบโลจิสติกส์ยุคใหม่ ที่ความต้องการความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า พร้อม ๆ กับประสิทธิภาพในระดับสูง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีในธุรกิจโลจิสติกส์และคลังสินค้า (Warehouse Management) ทั่วประเทศ อย่างมากมายเพื่อรองรับการบริหารและจัดการ การจัดส่งพัสดุจำนวนมากในเวลาที่จำกัด

    เปลี่ยนที่ 4 คือ เปลี่ยนระบบการชำระเงินจากการโอนจ่ายหน้าร้านค้าแบบ off line มาเป็นการชำระในระบบดิจิทัล หรือ e-Payment เช่น การโอนค้าสินค้าผ่าน Mobile Banking, e-Wallet, และ QR Code มากขึ้นอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดสังคมไร้เงินสดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/454781&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28CLVFR8hkhyw6hpf4Gkuv

  • ไทยก้าวใหม่ เตือนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเอาไม่อยู่ GDP ไทยยังขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน

    ไทยก้าวใหม่ เตือนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเอาไม่อยู่ GDP ไทยยังขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ชี้สัญญาณอันตราย GDP ไทยขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน เหตุ “ภาษีทรัมป์-ลงทุนภาครัฐ-เอกชนต่ำ” กระตุ้นระยะสั้นเอาไม่อยู่แน่

    วันที่ 18 พ.ย. 2568 นายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ออกโรงเตือนรัฐบาล หลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% จากปีก่อน และหดตัว -0.6% จากไตรมาสก่อน ต่ำสุดในอาเซียน สะท้อนสัญญาณชัดว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแรงต่อเนื่อง

    นายคเณศ ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาต่ำกว่าคาดมีสาเหตุสำคัญหลายปัจจัย ได้แก่

    1. ภาคการผลิตเริ่มหดตัว จากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มกระทบภาคส่งออกสำคัญ

    2. การลงทุนภาครัฐที่หดตัว และภาคเอกชนชะลอการลงทุนต่อเนื่อง

    3. การท่องเที่ยวอ่อนแรงลง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ลดลงถึง 7.56% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่ฟื้นตัว

    4. ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์สูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเสียเปรียบหลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีต้นทุนและโครงสร้างโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพกว่า

    5. แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูงอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้กำลังซื้อของประชาชนไม่ฟื้น แม้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐก็ได้ผลจำกัด ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแรง

    นายคเณศ มองว่าปัจจัยเหล่านี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกดทับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ทั้งความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การพึ่งพาการท่องเที่ยวแบบเดิม และผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ทางการค้า

    อย่างไรก็ตาม มาตรการของรัฐบาลในปัจจุบันกลับเน้นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เช่น มาตรการกระตุ้นเฉพาะหน้าและการอัดฉีดเพื่อประคองกำลังซื้อ ซึ่ง “ไม่เพียงพอ” ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายคเณศ จึงเรียกร้องให้รัฐบาล “เปลี่ยนเกียร์” ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เช่น การฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน การยกระดับอุตสาหกรรมเพื่อรองรับห่วงโซ่อุปทานใหม่ การเจรจาการค้าระดับยุทธศาสตร์เพื่อรับมือมาตรการกีดกันทางการค้า การยกเครื่องนโยบายท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์คุณภาพและตลาดใหม่

    และการปฏิรูประบบราชการและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

    “นี่คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเสียความสามารถในการแข่งขัน หากรัฐบาลไม่เร่งออกนโยบายที่แก้ปัญหารากเหง้า ประเทศจะเสี่ยงถดถอยซ้ำซ้อนในระยะยาว” นายคเณศกล่าว

    พรรคไทยก้าวใหม่ย้ำว่า รัฐบาลต้องเตรียมรับมืออย่างรอบด้าน และหยุดพึ่งพามาตรการสั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทย “หลุดวงโคจร” การแข่งขันของภูมิภาคในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2896345&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AbtIGbXOzj9n6VTwTp4Bk

  • EU คาดเศรษฐกิจขยายตัวปานกลาง ชี้การค้าโลกและกำแพงภาษีสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ : อินโฟเควสท์

    EU คาดเศรษฐกิจขยายตัวปานกลาง ชี้การค้าโลกและกำแพงภาษีสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ : อินโฟเควสท์

    คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจประจำฤดูใบไม้ร่วงปี 2568 โดยระบุว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นเพื่อรับมือกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวในอัตราปานกลางต่อไปตามช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้

    EC ระบุในรายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของ EU จะเติบโต 1.4% ในปี 2568 ขณะที่กลุ่มยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% สำหรับการเติบโตในปี 2569 นั้น คาดการณ์ไว้ที่ 1.4% สำหรับ EU และ 1.2% สำหรับยูโรโซน ลดลงเล็กน้อยจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพ.ค.

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในยูโรโซน น่าจะลดลงเหลือ 2.1% ในปีนี้ จาก 2.4% ในปี 2567 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วทั้ง EU คาดว่าจะลดลงจาก 2.6% ในปี 2567 มาอยู่ที่ 2.2% ในปี 2570

    EC คาดว่า การขาดดุลงบประมาณของ EU จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ของ GDP ในปี 2570 จาก 3.1% ในปี 2567 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านกลาโหม ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ของ EU คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 84.5% ในปี 2567 เป็น 85% ในปี 2570 ส่วนอัตราส่วนของยูโรโซนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 88% เป็น 90.4%

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานคาดการณ์ระบุว่า อุปสรรคทางการค้าทั่วโลกได้ยกระดับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และปัจจุบัน EU ต้องเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยที่สูงขึ้นสำหรับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เมื่อฤดูใบไม้ผลิ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องยังคงฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยที่มาตรการภาษีและข้อจำกัดที่ไม่ใช่ภาษีอาจจำกัดการเติบโตของ EU มากกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่า การยกระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ใด ๆ ก็ตาม อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุปทานอย่างรุนแรงมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L4jLt1ersG6Jp1rdekuww

  • ‘

    “เอกนิติ” มั่นใจจีดีพีปี 68 โตถึง 2% หลัง “สภาพัฒน์” คาดไตรมาส 4 ขยายตัว 0.6% เผยไตรมาส 3 ติดลบ 0.6% ถือว่าเป็นครั้งแรก ที่ติดลบไตรมาสต่อไตรมาสรอบ 10 ไตรมาส แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกิดภาวะถดถอย ทางเทคนิค แนะไทยเดินหน้าเจรจาการค้าต่อเนื่อง รักษาบรรยากาศการค้า การลงทุนในปีที่มีการเลือกตั้ง ด้านนักเศรษฐศาสตร์ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำถาวร หากไม่เร่งปรับโครงสร้าง

       นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ว่าขยายตัว 1.2% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับฤดูกาลพบว่าหดตัว 0.6% QoQ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่หดตัวไตรมาสต่อไตรมาส แต่โดยรวม 9 เดือนยังขยายตัวได้ 2.4%

       ไตรมาสที่ 3/2568 พบว่าการใช้จ่ายเอกชนเติบโต 2.6% ใช้จ่ายภาครัฐลดลง 3.9% การลงทุนรวมโต 1.1% จากการลงทุนภาครัฐหดตัว 5.3% ขณะที่ภาคส่งออกเริ่มได้รับแรงกดดันจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ที่บังคับใช้ตั้งเดือน ส.ค. ส่งผลให้ชะลอลงเหลือ 11.5% จาก 15% ในไตรมาสก่อนหน้า

       ไตรมาสที่ 3 ยังมีปัจจัยลบทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมมีปัจจัยเฉพาะเรื่องการปิดซ่อมโรงกลั่นทำให้ตัวเลขการผลิตนี้หดตัวลง

       หวังกระตุ้นเศรษฐกิจประคองการเติบโต

       สศช.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ ไว้ที่ 2% โดยมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนเอกชนจะทำให้ไตรมาสสุดท้ายของยังคงขยายตัว ได้ประมาณ 0.6% ส่วนกระทรวงการคลังประเมินว่าจีดีพีจะโต 1.1% ในไตรมาสสุดท้าย

       อย่างไรก็ตามยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าไทยมีสัญญาณของการถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ต้องดูรวมทั้งด้านการคลัง การเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริง

       สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในกรอบ 1.2-2.2% (ค่ากลาง 1.7%) แต่ยอมรับความเสี่ยงสำคัญ มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ การชะลอตัวของการค้าโลก ภาระหนี้ภาคเอกชนสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงก่อน-หลังการเลือกตั้งซึ่งต้องมีการรักษาบรรยากาศให้เอื้อต่อการค้าและการลงทุนมากที่สุด

       ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มลดลงภายหลังการขยายตัวในเกณฑ์สูงในช่วงก่อนหน้า อีกทั้งไทยมีสัดส่วนสินค้าที่ถูกเก็บภาษีเฉพาะเจาะจง ในสัดส่วนที่สูง เช่นรถยนต์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน เหล็กและอะลูมิเนียม

       ทั้งนี้การส่งออกอาจไม่มีแรงส่งถึงปีหน้า แต่ยังมีตลาดใหม่ที่สามารถขยายได้ เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา อินเดีย

       ส่วนในด้านนโยบายการคลัง การเร่งจัดทำงบประมาณปี 2569 สำคัญมาก เพราะการล่าช้างบประมาณที่ผ่านมา ทำให้การเบิกจ่ายลงทุนหายไปเกือบทั้งปี

       สำหรับประเด็นการบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2568 และในปี 2569 ที่สภาพัฒน์แนะนำให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ได้แก่

       1.การเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 75% เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อนุมัติแล้ว และเร่งจัดทำงบปี 2570

       2.ฟื้นการท่องเที่ยว

       3.เร่งฟื้นฟูเกษตรกรหลังอุทกภัย เร่งโครงการ บริหารจัดการน้ำตามแผนหลัก

       4.ผลักดันการส่งออก ลดต้นทุนผู้ผลิต รับมือกีดกันการค้าสหรัฐ การสร้างความเข้าใจเรื่องกฎถิ่นกำเนิด (C/O และ RVC) ขยายตลาดใหม่ เดินหน้าเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป-เกาหลีใต้ ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ บริหารความเสี่ยงค่าเงิน

       5.กระตุ้นลงทุนเอกชน และดึง FDI เข้าประเทศ โดยเร่งให้นักลงทุนที่ได้รับส่งเสริมในช่วงปี 2567 -2569 ลงทุนจริง และใช้โอกาสการเบี่ยงเบนการค้า -การลงทุนจากมาตรการสหรัฐ ดึงอุตสาหกรรม มูลค่าเพิ่มสูงเข้าประเทศ 6.ให้ความสำคัญกับการ แก้ปัญหาสินเชื่อ-คลี่คลายลูกหนี้เรื้อรังโดย เดินหน้าลดปัญหา NPL ครัวเรือน ผ่านมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก ช่วย SMEs ที่ขาดสภาพคล่องจากผลกระทบกีดกันการค้า ยกระดับฐานข้อมูลหนี้ทั้งในและนอกระบบ เพื่อวิเคราะห์เครดิตและปรับโครงสร้างหนี้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

       มั่นใจจีดีพีปีนี้เกิน2%-ห่วงโตต่ำระยะยาว

       นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ายังมั่นใจว่าจีดีพีปี 2568 จะขยายตัวเกิน 2% โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเสาที่หนึ่งทั้งคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ จะเป็นส่วนสำคัญ หลังรัฐบาลออกนโยบาย ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนก็เริ่มฟื้นตัว

       ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า แม้ภาพเศรษฐกิจไตรมาส 4 อาจไม่ได้แย่หากเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่ภาพใหญ่ยังน่ากังวล จากศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่อาจเหลือเพียง 1-2% เท่านั้น หากไม่ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปฏิรูปด้านเทคโนโลยี ที่ดินแรงงาน ด้านพลังงานต่าง ๆ ดังนั้น หากไม่แก้ไขสิ่งเหล่านี้ระยะยาวเศรษฐกิจไทย การโตจะวนอยู่ในระดับต่ำต่อไป หรืออาจไม่ถึง 1% ในอนาคต

       ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ที่ออกมา ไม่ต่างกับที่ประเมินไว้ คือ โตต่ำเทียบกับปีก่อน และติดลบเทียบไตรมาสต่อไตรมาสหน้า แต่เชื่อว่าการติดลบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าไม่น่าจะลากยาว และนำไปสู่ภาวะ ถดถอยทางเทคนิค และมองไตรมาส 4 จะเริ่มฟื้นตัวได้ เพราะรัฐบาลเริ่มทำงาน มาตรการต่าง ๆ เริ่ม เดินหน้า และความเชื่อมั่นค่อย ๆ กลับมา สิ่งที่น่าห่วง ที่สุดไม่ใช่การถดถอย แต่คือเศรษฐกิจโตต่ำยาวนาน

       “การโตต่ำจะลากยาวไปถึงอย่างน้อยครึ่งแรกของปีหน้า และนี่คือประเด็นใหญ่ที่ทำให้ความน่าสนใจของไทยลดลงในสายตาต่างชาติ เพราะกลายเป็นประเทศที่ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาคอีกครั้ง เพราะปีนี้คาดว่าไทยขยายตัว 2.2% ปีหน้า 1.7%”

       นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจที่ออกมาในไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาดเล็กน้อยจากเดิมที่คาด 1.6%

       สิ่งที่น่าห่วงที่สุด คือ การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่แย่กว่าที่คาดมาก แม้ว่าการส่งออกจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ แต่ก็มีสัญญาณค่อนข้างชะลอลง และปีถัดไปน่ากังวลยิ่งกว่าจากผลกระทบนโยบายทรัมป์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KpuD3NL2KX51_KoZxtffB

  • อาริฟ: เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับเบลารุส

    อาริฟ: เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับเบลารุส

    🔻มูฮัมหมัดเรซา อาริฟ ในการพบกับนายกรัฐมนตรีเบลารุส ระหว่างการประชุมสุดยอดเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างเตหะราน–มินสก์อยู่ในระดับสูง และควรยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้นในระดับเดียวกันด้วย

    🔸เขาถือว่าการเยือนมินสกล่าสุดของประธานาธิบดีอิหร่านว่าเป็น “จุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ของสองประเทศ” และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนร่วม การผลิตร่วม และบทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนาความร่วมมือ

    🔻ด้านนายกรัฐมนตรีเบลารุสก็ได้กล่าวว่าอิหร่านเป็น “ประเทศมิตรและใกล้ชิด” พร้อมระบุว่าการดำเนินตามข้อตกลงจากการเยือนครั้งล่าสุดและข้อตกลงการค้าเสรีกับยูเรเชียจะช่วยขยายความสัมพันธ์ให้กว้างขึ้น อีกทั้งเขายังกล่าวถึงความสนใจของเบลารุสในการทำโครงการร่วม และการจัด “วันวัฒนธรรมเบลารุสในอิหร่าน”

  • มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    มศว เปิดเวทีแม่ขรี พัทลุง พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ ปฐมวัย–ประถมต้น เน้นสอดคล้องชุมชน รับยุคดิจิทัล ต่อยอดการเรียนรู้นอกห้องเรียน

    คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา” ที่โรงเรียนในสังกัดเทศบาลตำบลแม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น พ.ศ.2568 ในพื้นที่ท้องถิ่นที่มีความพร้อม เมื่อวันที่ 17พ.ย.2568

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    ผศ. ว่าที่ ร.ต.ดร.กิตติคุณ รุ่งเรือง คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มศว ระบุว่า หลักสูตรใหม่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาท้องถิ่นดำเนินการได้รวดเร็วกว่าเดิม เพราะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดการศึกษาตลอดชีวิต รวมถึงสามารถออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบทสังคม วัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    ผศ. ว่าที่ ร.ต.ดร.กิตติคุณ ระบุว่า ระบบการศึกษาของท้องถิ่นถือเป็นต้นแบบสำคัญของการประยุกต์ใช้หลักสูตรใหม่ในสถานการณ์จริง ช่วยให้ผู้เรียนต่อยอดความรู้สู่การเรียนรู้นอกห้องเรียน เพิ่มทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และสอดรับกับโลกยุคดิจิทัลมากขึ้น

    การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนิสิต มศว เข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชนท้องถิ่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษา
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/733618&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VRI5htAwT_BY31A2g9ouy

  • คนจีนไม่หวั่นคำเตือนรัฐบาล ‘ห้ามเที่ยว’ ญี่ปุ่น ชี้เป็นเรื่องปกติไม่น่ากังวลเท่าใดนัก

    คนจีนไม่หวั่นคำเตือนรัฐบาล ‘ห้ามเที่ยว’ ญี่ปุ่น ชี้เป็นเรื่องปกติไม่น่ากังวลเท่าใดนัก

    นักท่องเที่ยวและนักศึกษาชาวจีนต่างแสดงความเห็นที่หลากหลายต่อคำเตือนของรัฐบาลจีนเรื่องการเดินทางและการศึกษาในญี่ปุ่น ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งบางส่วนมองว่าสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงมากเท่าไร โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูท่องเที่ยวสูงสุด  

    ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่นายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นได้กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่า “ญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารเข้ามาหากเกิดความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวัน” จากนั้น รัฐบาลจีนจึงตอบโต้ด้วยการเรียกตัวทูตญี่ปุ่นมาเพื่อตำหนิว่า “คำพูดดังกล่าวของทาคาอิจินั้นผิดอย่างร้ายแรงและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง” 

    เมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.) กระทรวงการต่างประเทศจีนได้เรียกร้องให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ‘หลีกเลี่ยง’ การเดินทางไปญี่ปุ่น โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวก็ได้ออกมาเรียกร้องในทำนองเดียวกันเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็ได้ออกคำแนะนำกระตุ้นให้ชาวจีนพิจารณาการศึกษาต่อในญี่ปุ่นอีกด้วย 

    เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น สื่อของรัฐรายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ว่า “การเข้าฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2 เรื่องในจีนจึงถูกเลื่อนออกไป” 

    อย่างไรก็ดี คำเตือนการเดินทางดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวชาวจีนแห่กันมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง โดยย่านใจกลางเมืองอย่างโตเกียวและเกียวโตมักขึ้นชื่อในเรื่องสีสันของใบไม้ ซึ่งจะสวยงามที่สุดตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีนบางคนยังวางแผนเดินทางสำหรับวันหยุดปีใหม่ด้วย 

    นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ได้กังวลต่อคำเตือน ‘ยกเลิก’ การเดินทางไปญี่ปุ่นมากนัก 

    หลิว ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดในกรุงปักกิ่งวัย 30 ปี กำลังวางแผนการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกกับกลุ่มเพื่อนในช่วงปลายเดือนนี้ บอกว่า คำเตือนการเดินทางครั้งแรกดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่คำประกาศอื่นๆ รวมถึงข้อเสนอยกเลิกเที่ยวบินฟรีจากสายการบินใหญ่หลายแห่งทำให้คำเตือนนี้ดู ‘เป็นทางการและจริงจังมากขึ้น’” 

    สายการบินจีนอย่างน้อย 7 สาย รวมถึง Air China, China Southern, และ China Eastern ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ (15 พ.ย.) โดยระบุว่า “จะอนุญาตให้คืนตั๋ว หรือเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทางโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการจองจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม” 

    หลิว บอกอีกว่า เธอจะติดตามสถานการณ์ต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ก็ยังเผื่อใจในการ ‘ยกเลิก’ ทริป แม้เธอจะบอกว่า “เรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคลไม่ใช่สิ่งที่เธอกังวลมากนัก แต่สถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน และรู้สึกว่าความตึงเครียดทางการทูตได้สร้างแรงกดดันต่อผู้คน” 

    ขณะที่ ฌอน จู ชาวเซี่ยงไฮ้วัย 31 ปีซึ่งมักเดินทางไปญี่ปุ่นทั้งเพื่อพักผ่อนและธุรกิจ เผยว่า เขายังคงวางแผนที่จะฉลองปีใหม่ที่ญี่ปุ่น และเขา ‘ไม่กังวลเลย’“คำเตือนอย่างเป็นทางการฟังดูเหมือน ‘การทูตแบบนักรบหมาป่า’ (Wolf Warrior) ที่คุ้นเคยจากปักกิ่ง” จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเพื่อนของเขาคนใดยกเลิกการเดินทางเลย ขณะที่บางคนกำลังติดตามค่าโดยสารเครื่องบินเพื่อพิจารณาเดินทางไปญี่ปุ่นในกรณีที่ราคาลดลง

    ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนในจีนต่างพากันแสดงความคิดเห็นว่า พวกเขา ‘ไม่ได้กังวล’ เป็นพิเศษ แต่บางคนก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการเพิกเฉยต่อคำเตือนอย่างเป็นทางการ 

    หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ของญี่ปุ่น รายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ว่า “บริษัททัวร์จีน 2 แห่งได้ยกเลิกทัวร์กรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดที่กำหนดไว้ในเดือนพฤศจิกายน” 

    จีนเป็นหนึ่งในแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาญี่ปุ่น โดยชาวจีนแผ่นดินใหญ่เดินทาง 7.48 ล้านครั้งในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้  ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นจำนวนสูงสุดจากต่างประเทศ หรือภูมิภาคใดๆ 

    ฉิน เยว่ฮั่น นักศึกษาชาวจีนในญี่ปุ่นที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้าระดับปริญญาโท กล่าวว่า เขา ‘ไม่ได้กังวล’ มากนัก เพราะความตึงเครียดดูเหมือนจะไม่แตกต่างไปจากที่เคยปะทุขึ้นก่อนหน้านี้มากนัก“ผมยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับบรรยากาศในสังคมญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่เป็นมิตรกับผม และผมยังไม่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ…ชาวญี่ปุ่นบางคนอาจมีความเกลียดชังชาวต่างชาติอยู่บ้าง แต่สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกที่มีต่อชาวต่างชาติทุกคน ไม่ใช่แค่ชาวจีนเท่านั้น” 

    ฉิน บอกอีกว่า เขาไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแผนการเรียนปริญญาโท 2 ปีที่ญี่ปุ่น “ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นมีความผันผวนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มันอาจจะเป็นแค่เรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ” 

    (Photo by : GREG BAKER / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/china-travel-warnings-for-japan-evoke-mixed-reactions-at-home&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y0WEB7NIlHIInwF1hsJZV

  • วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง

    วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง

    อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ ‘ศิลปะ’ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    ปิดท้ายเวที Young Leader Dialog ในงาน THE STANDARD Economic Forum 2025 กับเซสชั่นที่สำคัญและทรงพลังอย่างยิ่งในหัวข้อ ‘Financial Literacy: ปลูกฝังวินัยการเงิน สร้างความมั่งคั่งฉบับคนรุ่นใหม่’ ที่ชวนให้ผู้ฟังได้ศึกษาคำว่าอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง

    นี่คือการรวมตัวของผู้หญิงเก่ง 3 ท่านในวงการการเงิน ได้แก่ ดิว ธิษณา ธิติศักดิ์สกุล กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โนบูโร แพลตฟอร์ม จำกัด, เอม มทินา วัชรวราทร ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย, และ เฟิร์น ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up และผู้ดำเนินรายการ Morning Wealth

    ‘ความมั่งคั่ง’ ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือ ‘อิสรภาพ’

    ‘ความมั่งคั่ง’ (Wealth) ในนิยามของ 3 กูรูไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเงิน เฟิร์นนิยามว่าคือ ‘อิสรภาพ’ (Freedom) ที่จะเลือกใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวล ดิว มองว่าเป็น ‘ความมั่งมีและความสุข’ (Well-being) ที่ทำให้เราทำตามฝันได้ ส่วนเอม นิยามว่าคือ ‘ความยืดหยุ่น’ (Resilience) และการใช้เงินอย่างมีความหมาย (Purposeful) โดยมี ‘เวลา’ เป็นทุนที่สำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่ที่พวกเขามักมองไม่เห็น

    หาเงินเก่ง แต่ขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’

    ปัญหาใหญ่ที่พบคือ คนรุ่นใหม่หาเงินเก่ง แต่ขาดศิลปะในการใช้เงิน หลายคนอยู่ในภาวะ ‘รู้แต่ทำไม่ได้’ และขาดความเข้าใจในบทเรียนที่สำคัญที่สุดสู่ความร่ำรวย

    ทางออกเริ่มต้นที่การสร้าง Awareness ให้เห็นสถานะการเงินที่แท้จริงของตนเอง แนะนำให้คนรุ่นใหม่ ‘ฝึกฝัน’ เพื่อให้มีเป้าหมายระยะยาว และ ‘ฝึกฝืน’ เพื่อให้มีวินัยควบคุมตัวเอง ทั้งยังควรสะสม ‘สินทรัพย์’ (Assets) ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กองทุน หรือบ้าน ไม่ใช่สะสมสิ่งของ หรือไลฟ์สไตล์ที่ใช้แล้วหายไป

    ข้อเสนอ แก้ปัญหาการเงินที่โครงสร้าง

    ทั้งสามเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาวินัยการเงิน ไม่สามารถหยุดอยู่แค่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล แต่ต้องการการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างจากทุกภาคส่วน

    ภาคเอกชน สามารถมีส่วนร่วมสร้างวัฒนธรรมการเงินในที่ทำงาน โดยเฉพาะ ‘นายจ้าง’ ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการสร้างวัฒนธรรมการเงินที่ดีในที่ทำงาน การสร้างบทสนทนาเรื่องการออมและแก้หนี้ให้เป็นเรื่องปกติ ถูกประเมินว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่มแรงงานได้เกือบ 30% ขณะที่สถาบันการเงินก็ต้องปรับบทบาท จากการมุ่ง ‘ขาย’ มาสู่การ ‘ให้ความรู้’ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกค้า

    ทางฝั่งภาครัฐก็สามารถขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่เอื้อให้ออม โดยระบบการศึกษาคือจุดคานงัดแรกที่ต้องปฏิรูป แนะนำให้บรรจุความรู้การเงินภาคบังคับเข้าไปตั้งแต่ระดับประถม นอกจากนี้ รัฐต้องสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้างผ่านแคมเปญระดับชาติ และพิจารณาเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น การมอบเงินก้นถุงตั้งต้นให้เด็กแรกเกิด เพื่อให้พลังของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ได้เริ่มทำงานทันที

    แม้เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินอาจต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ และการทำในเรื่องท้าทายที่ไม่เคยพบเจอ แต่อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ‘ศิลปะการใช้เงิน’ เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงเริ่มต้นจากวินัยก้าวเล็กๆ ไม่ว่าวันนี้สถานะการเงินของคุณจะอยู่ที่จุดไหน ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้นสร้างอนาคตการเงินที่ดีขึ้นด้วยมือของคุณเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-40/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EIUKESaknSYmAFWmGL2Nw

  • ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และเข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นายเมธี รัตนเสนีย์ แรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา, ว่าที่พันตรี ดร.วัชรพล ลักษณลม้าย ผอ.วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, คุณคาร์ล ออพเพนบอร์น ประธานชมรมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า, และนายนโภช แซ่อุ่ย ผอ. ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า พร้อมด้วย ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธี

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กำหนดกิจกรรมแข่งขันทักษะการบริการลูกค้า มาอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้เป็นปีที่ 47 เพื่อมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยมีหนึ่งในกลไกสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร คือ การแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการบริการของบุคลากรผู้แทนจำหน่ายให้มีความพร้อมในการให้บริการลูกค้าภายใต้ความเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านพฤติกรรม ความต้องการของลูกค้า ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อรักษาความผูกพันของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การจัดกิจกรรมแข่งขันครั้งนี้ มีครบทั้ง 9 ประเภท ครอบคลุมการปฏิบัติงานด้านบริการลูกค้า และด้านตัวถังและสีรถยนต์ โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันจากทุกผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศกว่า 1,200 คน เข้าร่วมสอบทฤษฎีเพื่อคัดกรอง และผ่านเข้าสู่การแข่งขันภาคปฏิบัติในรอบคัดเลือก และมีเพียง 90 คน ที่ผ่านการแข่งขันเข้ามาจนถึงรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ

    สำหรับพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง มีนักลงทุนเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมาลงทุน และตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเรื่อยมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จนปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 1,700 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทางการเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์และประกอบรถยนต์ สำหรับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เชื่อมั่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเป็นที่ตั้งโรงประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือ โรงประกอบรถยนต์เกตเวย์ ในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ ณ อำเภอแปลงยาว และโรงประกอบรถยนต์โตโยต้าบ้านโพธิ์ รวมถึงศูนย์อะไหล่รถยนต์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ณ อำเภอบ้านโพธิ์ นอกจากนี้ ในอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า และวิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้าอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394368&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-cSPh2v-0BF84FMYsofvj

  • ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากตปท. : อินโฟเควสท์

    ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากตปท. : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 4 พื้นที่ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

    “เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องเป็นสถานศึกษาที่นานาชาติให้การยอมรับ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โดยพื้นที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้กำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อให้เป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 ก.ย.65 ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น รวมทั้งจังหวัดสงขลา และปทุมธานี จากเดิมที่มีเพียง 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546887&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aeFLd6ehiiHcCGQkmg2Bt