Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวพบนายกฯ ชงแผน 3 เดือน กวาดข่าวลบ-ฟื้นเชื่อมั่นต่างชาติ

    “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวพบนายกฯ ชงแผน 3 เดือน กวาดข่าวลบ-ฟื้นเชื่อมั่นต่างชาติ

    “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวเข้าพบนายกฯ ชงแผนเร่งด่วน 3 เดือน คุมภาพลักษณ์กวาดข่าวลบ ฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติ หลังตลาดระยะใกล้หดแรง เสนอรัฐเดินหน้าแคมเปญความปลอดภัยระดับโลก ดึงอีเวนต์ใหญ่–ลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน–ขยายเที่ยวไทยคนละครึ่ง เตือนหากขยับไม่ทัน ไทยเสี่ยงหลุด “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือแค่หนึ่งในทางเลือกของนักท่องเที่ยว

    เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. นำคณะผู้แทนภาคเอกชนท่องเที่ยว ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และสมาคมสายการบินประเทศไทย เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเสนอฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2568 หลังตลาดระยะใกล้ในเอเชียและอาเซียนหลายประเทศหดตัวแรง กระทบภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงราว 7%

    ทั้งนี้ภาคเอกชนท่องเที่ยวได้เสนอ มาตรการเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการบริหารจัดการความปลอดภัยและฟื้นฟูความเชื่อมั่น เช่น ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านความปลอดภัย–สื่อสารเชิงรุก จัดการข่าวลบในโซเชียล พร้อมเผยแพร่ข่าวบวกต่อเนื่อง รวมถึงสั่งทุกหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้เห็นผลจริง จัดการพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ไม่เหมาะสม พร้อมประกาศผลการดำเนินคดีต่อสาธารณะ และผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น ไทย–จีน เพื่อออกคำแนะนำด้านท่องเที่ยวและช่วยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ด้าน มาตรการกระตุ้นตลาด (Quick Win) ได้เสนอทำแคมเปญความปลอดภัยระดับโลก ดึงอีเวนต์–คอนเสิร์ตใหญ่ เพิ่มแรงจูงใจด้านบัตรโดยสารทั้งต่างประเทศและในประเทศ รวมถึงมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวสำหรับคนไทย เช่น ขยายโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน และรณรงค์เป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อดึงเสน่ห์ไทยกลับมาเป็นจุดขายหลัก

    สำหรับ ข้อเสนอระยะกลาง–ยาว ภาคเอกชนเสนอให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานใหญ่ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว พัฒนามาตรฐานบริการ โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย พร้อมเตือนชัดว่า หากรัฐบาลขยับไม่ทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2896368&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XcmeodFvJYSf_sKj95udO

  • ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    วันนี้ (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568) คณะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หารือแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยภาคเอกชน ประกอบไปด้วย 5 สมาคมท่องเที่ยว ได้แก่  สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ สมาคมโรงแรมไทย และสมาคมสายการบินประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    ภาคเอกชนมองว่าในปี 2568 นับเป็นปีที่อุดสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไทยเผชิญความท้ายหลายด้าน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แม้ตลาดในประเทศและตลาดระยะไกลยังคงเติบโตได้ดี แต่ตลาดระยะใกล้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเชียนมีการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยเกิน 500,000 คนต่อปี เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลี มาเลเชีย สปป.ลาว เวียดนาม โดยคาดว่าจะส่งผลให้การเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงประมาณ 7 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
     

    อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักในภูมิภาคเอเชียและได้รับการจัดอยู่ในลำดับต้นของประเทศที่นักท่องเที่ยวตัวต้องการเดินทางมาเยือน แต่ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านความคุ้มค่า (Value for Money) ความหลากหลาย (Variety) และความเป็นมิตร(Friendly) ที่เคยเข้มแข็ง กำลังถูกสั่นคลอนจากจากตันทุนการท่องเที่ยวที่สูงขึ้น

    ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    วิกฤตภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอันเกิดจากข่าวทางลบ และความอ่อนแอในการกำกับดูแลมาตรฐานการบริการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ในขณะที่ภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรุนแรงขึ้นจากคู่แข่งรายใหม่ในภูมิภาคที่มีความพร้อมและนวัตกรรมต่อเนื่อง

    ในฐานะผู้แทนจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงมีข้อเสนอเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ทั้งในระยะเร่งด่วน และระยะกลาง-ยาว

    ข้อเสนอของภาคเอกชนท่องเที่ยวต่อนายกรัฐมนตรี มีดังนี้

    1.ข้อเสนอการดำเนินงานเร่งด่วนให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เน้นบริหารจัดการด้านความปลอดภัย มุ่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น แก้ภาพลักษณ์ กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศและชาวไทย ได้แก่

    มาตรการด้านฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Restoring Trust)

    • ตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการเฉพาะกิจความปลอดภัยและสื่อสาร เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจในการเดินทางมาไทย โดยมีหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการกำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว บริหารจัดการวิกฤตข่าวทางลบ การจัดการข้อมูลลบบนสังคมออนไลน์ รวมทั้งการเผยแพร่ข่าวสารทางบวกอย่างมีความถี่ ทั่วถึง และต่อเนื่อง
    • สั่งการให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการผู้ปฏิบัติงานหน้าด่านประพฤติตัวไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องตามมาตรฐาน พร้อมประกาศผลการดำเนินคดีต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำว่าว่ารัฐจริงจังในการคุ้มครองนักท่องเที่ยว
    • พิจารณาการยกระดับความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐและระหว่างหน่วยงานความมั่นคง เพื่อร่วมกันดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เช่น ความร่วมมือระหว่างตำรวจไทย-จีน เป็นต้น รวมทั้งทำความร่วมมือกับสถานทูตในตลาดต่าง ๆ ในการให้คำแนะนำด้านการท่องเที่ยว (Advisory Note) รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ปลอดภัยต่าง ๆ พร้อมสื่อสารไปยังสื่อต่างๆ

    ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    มาตรการกระตุ้นตลาด (Reviving Market Momentum)

    • จัดทำแคมเปญ/มาตรการ Quick Win สำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

    เช่น การจัดทำแคมเปญสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย ส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ Event และคอนเสิร์ตระดับโลกควบคู่กับการทำแคมเปญพิเศษกระตุ้นการซื้อบัตรโดยสารระหว่างประเทศ แถมบัตรโดยสารเส้นทางในประเทศ รวมถึงการให้ Incentive แก่กลุ่มประชุมสัมนาต่างประเทศ

    • จัดทำแคมเปญ/มาตรการ Quick Win สำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศ ได้แก่

    ขยายระยะเวลามาตรการเที่ยวลดภาษีสำหรับชาวไทย มาตรการภาษีสำหรับการจัดประชุมสัมมนา ขยายเวลาโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง หรือเพิ่มโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง โดยเพิ่มกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มที่พักและบริษัทนำเที่ยว ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินเพื่อนำไปลดราคาคาบัตรโดยสารและเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางในประเทศ เป็นต้น

    • มาตรการฟื้นความเป็นไทยและกระแสความภูมิใจในความเป็นไทย

    ด้วยการรณรงค์ให้คนไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีรอยยิ้ม ความอบอุ่น จริงใจ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว นำเสน่ห์ไทยกลับมาใช้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของท้องถิ่น

    2.ข้อเสนอการดำเนินงานระยะกลาง-ยาว เพื่อส่งมอบให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติ(ททช.) เป็นผู้ขับเคลื่อน

    มุ่งให้เกิดการพัฒนาเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบและพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตที่ยั่งยืน 6 ประเด็น ได้แก่ การพัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยง การแก้กฎหมาย ด้านการท่องเที่ยวให้มีความทันสมัย การยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า บริการ โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวรอง สนับสนุนภาคเอกชน ในการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งชัน การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างจุดชายใหม่ที่มีคุณค่าและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และสร้างภาพลักษณ์และภาพจำใหม่ของประเทศไทย

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลดำเนินการยกระดับคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่น และผลักดันการพัฒนา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ทันกาล อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน และถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในทางเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644325&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B1Zx_CPPBb40diZ-XRJQO

  • รมว.ท่องเที่ยว รับ คลิปยูทูบเบอร์ ถอดเสื้อเต้นที่ญี่ปุ่น กระทบภาพลักษณ์ไทย

    รมว.ท่องเที่ยว รับ คลิปยูทูบเบอร์ ถอดเสื้อเต้นที่ญี่ปุ่น กระทบภาพลักษณ์ไทย

    ข่าวทั่วไป

    รมว.ท่องเที่ยว รับ คลิปยูทูบเบอร์ ถอดเสื้อเต้นที่ญี่ปุ่น กระทบภาพลักษณ์ไทย

    18 พ.ย. 2025 เวลา 10:18 น.

    รมว.ท่องเที่ยว รับ คลิปยูทูบเบอร์ ถอดเสื้อเต้นที่ญี่ปุ่น กระทบภาพลักษณ์ไทย

    รมว.ท่องเที่ยว รับ ยูทูบเบอร์ดัง ทำคลิปถอดเสื้อเต้นกลางญี่ปุ่น กระทบภาพลักษณ์ นักท่องเที่ยวไทย วอนช่วยกันเคารพวัฒนธรรมต่างชาติ

    เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึง กรณีกระแสวิจารณ์ยูทูบเบอร์ไทยรายหนึ่ง ทำคลิปถอดเสื้อผ้าเต้นบนหลังคารถ ที่ประเทศญี่ปุ่น จะกระทบกับภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปเที่ยวหรือไม่ว่า มันก็คงกระทบ ทั้งนี้ ตนยังไม่เห็นคลิปดังกล่าว ซึ่งเราไม่สามารถห้ามได้ เพราะเป็นสิทธิ

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเราก็พยายามรณรงค์ โดยเฉพาะคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ หากไปทำอะไรที่ไม่ถูกวัฒนธรรมหรือกฎระเบียบของเขา เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ขอให้นักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศ ให้ช่วยๆ กัน เพราะทุกการกระทำที่เป็นเชิงลบ จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ถ้าเป็นไปได้ ตนก็อยากให้เที่ยวในประเทศมากกว่า

    ส่วนจะต้องสื่อสารกับชาวต่างชาติ เพื่อไม่ให้เกิดการเหมารวมนักท่องเที่ยวไทยหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เราก็พยามสื่อสารมาโดยตลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1208109&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GmYWi-FBVerRUSa-r0Iy3

  • B

    B

    บูทิค คอร์ปอเรชั่น (BC) มองแนวโน้มไตรมาส 4/68 สดใส รับแรงหนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรยากาศท่องเที่ยวปลายปี ส่งผลดีต่อพอร์ตโรงแรมในหัวเมืองสำคัญ ขณะที่ ผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 ทำรายได้รวมเกือบ 505 ล้านบาท กำไรสุทธิ (ไม่รวมรายการพิเศษ) เกือบ 18 ล้านบาท เดินหน้าฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อัตราเข้าพักโรงแรม (ของโครงการในกรุงเทพฯ) เพิ่มเป็น 75.7% หนุนรายได้ธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า และสำนักงานเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเปิดโรงแรม “Mercure Phuket Patong Journeyhub” ภายในเดือน พฤศจิกายนนี้ หลังรีโนเวทรับทราฟฟิคลูกค้า หนุนผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

    BC เผย 9 เดือน โกยรายได้ 505 ลบ. มั่นใจ Q4/68 ท่องเที่ยว-มาตรการรัฐหนุน เตรียมปักหมุดโรงแรมใหม่ จ.ภูเก็ต เสริมรายได้ปลายปี

    นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ “Build-Operate-Sale” (BOS) เปิดเผยว่า “ภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 3/2568 สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยอัตราการเข้าพักของโรงแรมในเครือ (ของโครงการในกรุงเทพฯ) เพิ่มขึ้นจาก 66.7% ในไตรมาสก่อน เป็น 75.7% ในไตรมาสนี้ หนุนรายได้จากธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า และสำนักงานเติบโตตามดีมานด์นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่กลับมาคึกคัก ขณะที่ช่วงไฮซีซั่นปลายปีซึ่งมีเทศกาลลอยกระทง คริสต์มาส และปีใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นรายได้กลุ่มโรงแรมในทำเลศักยภาพหลัก ได้แก่ สุขุมวิท นิมมาน ป่าตอง และพัทยา ให้เติบโตต่อเนื่อง เสริมด้วยแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของภาคประชาชนที่ฟื้นตัวชัดเจน

    ในด้านการบริหารการเงิน บริษัทได้ชำระคืนหนี้และปรับโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวภายใต้โมเดลธุรกิจ ‘สร้าง-ดำเนินงาน-ขาย (Build-Operate-Sell)’ โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม ความคืบหน้าโครงการใหม่ และการขายสินทรัพย์ผ่าน Tokenization ที่ช่วยเสริมฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น

    นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับเครือ Accor เซ็นสัญญาแฟรนไชส์ บริหารโรงแรมทั้ง 3 แห่ง ภายใต้แบรนด์ Moevenpick, Mercure และ Handwritten Collection พร้อมได้รับการรับรองเป็น Third Party Operator (TPO) อย่างเป็นทางการ ซึ่งตอกย้ำศักยภาพการบริหารโรงแรมตามมาตรฐานสากล โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ ได้เปิดตัวโรงแรม ‘Mercure Phuket Patong Journeyhub’ อย่างเป็นทางการ หลังรีโนเวทปรับโฉมครั้งใหญ่ รับการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี เสริมฐานรายได้และผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

    สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนแรก ปี 2568 BC มีรายได้รวม 504.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 17.8 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตอย่างมั่นคงจากการดำเนินงานในธุรกิจหลัก

    ด้าน ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 BC มีรายได้รวม 80.4 ล้านบาท ลดลง 59.4% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท BPKN3 ซึ่งรับรู้รายได้ไปแล้วในไตรมาส 1/2568 ภายใต้โครงการจำหน่ายเงินลงทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล (Tokenization) รวมถึงการจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนในโรงแรม IBIS ในไตรมาส 3/2567 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะการดำเนินงานปกติ รายได้จากธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า และสำนักงานปรับตัวดีขึ้นตามอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในส่วนของ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลขาดทุนลดลงเหลือ 12.1 ล้านบาท จากการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดลงของต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนใหม่ ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทอยู่ที่ 45.0 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากขาดทุน 55.7 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า

    โครงสร้างรายได้ตามพื้นที่ดำเนินการ กลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ มีรายได้ 79.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) สะท้อนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและความต้องการเข้าพักที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประกอบด้วยโครงการหลัก ได้แก่ ซิทาดีนส์ 8, ซิทาดีนส์ 11, ซิทาดีนส์ 16, โอ๊ควู้ด เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท 24, โจโน่ อโศก และเจอร์นีย์ฮับ สุขุมวิท 26

    กลุ่มโรงแรมต่างจังหวัด มีรายได้ 47.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% QoQ จากดีมานด์ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ซึ่งมีโรงแรมในเครือ เช่น เจอร์นีย์ฮับ ภูเก็ต, เจอร์นีย์ฮับ พัทยา, โนโวเทล เชียงใหม่ นิมมาน เจอร์นีย์ฮับ และไอบิส เชียงใหม่ นิมมาน เจอร์นีย์ฮับ นอกจากนี้ BC ยังบริหารโครงการของลูกค้าภายนอกในจังหวัดภูเก็ต (กะรน) ภายใต้แบรนด์ของตนเอง “โจโน่ เอ็กซ์” และได้รับค่าตอบแทนจากการบริหารรายได้และการบริหารโรงแรม ซึ่งเป็นรายได้ต่อเนื่องจากธุรกิจบริหารจัดการ

    สำหรับธุรกิจศูนย์การค้าและพื้นที่เช่าโครงการ “โคฟ ฮิลล์” (Cove Hill) ไลฟ์สไตล์มอลล์ในย่านเจริญกรุง มีอัตราการเช่าพื้นที่รวมสูงขึ้นเป็น 71.4% ในไตรมาส 3/2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 78% ในไตรมาส 4/2568 นอกจากนี้ BC ยังคงมีรายได้บริหารโครงการพื้นที่เช่าแบบมิกซ์ยูส “ซัมเมอร์ พ้อยท์” (Summer Point) ย่านพระโขนง ซึ่งได้จำหน่ายเงินลงทุนสำเร็จในไตรมาส 1/2568 ภายใต้โครงการ Tokenization เสริมรายได้ค่าบริการอย่างต่อเนื่องให้กลุ่มบริษัทฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietdmsdthtth95cgcx9uybynoqsv5hvz&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1URKVQta8QJPmAVLeGXFIw

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ นำทัพภาคท่องเที่ยว หารือนายกฯ เสนอ 2 มาตรการเร่งด่วน “Restoring Trust & Quick Win” ยกระดับมาตรฐาน-เสริมแกร่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    รมว.ท่องเที่ยวฯ นำทัพภาคท่องเที่ยว หารือนายกฯ เสนอ 2 มาตรการเร่งด่วน “Restoring Trust & Quick Win” ยกระดับมาตรฐาน-เสริมแกร่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.30 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ประกอบด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวและกีฬา, นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรายงานสถานการณ์ และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนในการยกระดับศักยภาพและฟื้นฟูความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มุ่งเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในปี 2569

    นายอรรถกร เปิดเผยภายหลังการหารือว่า การนำภาคเอกชนเข้าพบนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงค์ของกระทรวงฯ ในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็น “จุดหมายปลายทางคุณภาพ” ที่มอบทั้ง “มูลค่าที่คุ้มค่า” (Value for Money) และสร้างภาพลักษณ์ “ความเป็นมิตร” (Friendly) ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่กระทรวงฯ กำลังขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยได้นำเสนอ 2 มาตรการหลัก ที่เป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาและกระตุ้นตลาดในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็น “จุดหมายปลายทางหลัก” ในภูมิภาค โดยสรุป 2 มาตรการหลักที่ได้รับการผลักดันเชิงนโยบาย คือ

    โดยสรุป 2 มาตรการหลักที่ได้รับการผลักดันเชิงนโยบาย คือ 1. มาตรการด้านความปลอดภัยและการฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Restoring Trust)
    –  เน้นหนัก: การจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ และการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อจัดการข่าวสารที่ไม่ถูกต้องและลดข่าวปลอม
    – หัวใจสำคัญ: ผลักดันให้มีการจัดทำ “Travel Advisory Note” ที่มีมาตรฐานเดียวและมีความชัดเจน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงรุกและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่นักท่องเที่ยว
    – การกำกับดูแล: เข้มงวดในการกวดขันและปราบปรามผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

    2. มาตรการกระตุ้นตลาดและลดต้นทุนผู้ประกอบการ (Reviving Market Momentum / Quick Win)
    – การตลาด: เร่งจัดทำแผนงานและแคมเปญ “Quick Win” ทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ พร้อมจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมการขายร่วมกับเอกชน เพื่อกระตุ้นยอดเดินทาง
    – การสนับสนุน: ขอรับการสนับสนุนมาตรการด้านการเงิน อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนสามารถลดต้นทุนและฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรี ได้ให้การตอบรับและแสดงความพร้อมของรัฐบาลในการสนับสนุนการทำงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเห็นชอบในหลักการที่ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า บริการ และมาตรการความปลอดภัยให้ทัดเทียมสากล ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/258092&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iNnnfG-IpO5CEDX0Kw_R8

  • นายกฯ อนุทิน หารือภาคท่องเที่ยว เร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2568

    นายกฯ อนุทิน หารือภาคท่องเที่ยว เร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2568

    นายกฯ อนุทิน หารือภาคท่องเที่ยว เร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2568


    18/11/2568 | 163 |

    วันนี้ (18 พฤศจิกายน 2568) ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงฯ นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำคณะผู้แทนจากภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (สทน.) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และสมาคมสายการบินประเทศไทย เข้าพบปะหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2568 หลังจากหลายประเทศในเอเชียและอาเซียนประสบภาวะตลาดหดตัวส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตลอดปี 2568 อาจลดลงราวร้อยละ 7 

    ภาคเอกชนได้เสนอมาตรการเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่น และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อจัดการข่าวลบในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมกับมาตรการกระตุ้นตลาด ด้วยข้อเสนอให้จัดแคมเปญความปลอดภัยในระดับโลก การเพิ่มแรงจูงใจด้านราคาบัตรโดยสารทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ในส่วนของข้อเสนอระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนแนะนำให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานสำคัญ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลจากการเดินทางเยือนจีนที่ผ่านมา การเจรจาระหว่าง “รัฐกับรัฐ” เป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะเร่งเจรจาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางระหว่างจีน-ไทย รวมถึงโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจีนจะเดินทางมาหารือข้อตกลงระหว่างไทย-จีน ททท. อาจจะพิจารณาเสนอ MOU ด้านการท่องเที่ยวในคราวเดียวกันเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/444252&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IK1iyAhLT5sy3zUietKbd

  • ทาสแมวเฮ! ครม. เห็นชอบ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสแมวเฮ! ครม. เห็นชอบ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสแมวเฮ! ครม. เห็นชอบ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    วันนี้(วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ 

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ

    เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

    โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน

    แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต 

    อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ 

    โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกันส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น

    ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/644332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17oJxYKv1rPitRSjy42MFq

  • คนละครึ่งพลัส เฟส 2 คนที่เคยได้มาก่อน 20 ล้านคน ลงทะเบียนไม่ทันจะชวดอีก 2,000 ไหม

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 คนที่เคยได้มาก่อน 20 ล้านคน ลงทะเบียนไม่ทันจะชวดอีก 2,000 ไหม

              คนละครึ่งพลัส เฟส 2 คนที่เคยได้มาก่อน 20 ล้านคน ถ้าลงทะเบียนไม่ทันจะชวดเงินอีก 2,000 บาทไหม สรุปรายละเอียดเบื้องต้น

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียน
    ภาพจาก tete_escape/shutterstock.com

              คนละครึ่งพลัส ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ หลายคนก็ใช้เงินจนหมดเกลี้ยงแล้ว และกำลังรอคอยคนละครึ่งพลัส เฟส 2 อย่างใจจดใจจ่อ

              ล่าสุด วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กระปุกดอทคอม มีการสรุปรายละเอียดคร่าว ๆ เกี่ยวกับคนละครึ่งพลัส เฟส 2 มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ดังนี้

    คนที่ได้เฟส 1 ต้องลงทะเบียนใหม่เฟส 2 ใหม่

              คำตอบคือ ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ระบบจะมอบเงินให้ทันที ส่วนคนที่ต้องลงทะเบียนใหม่คือ คนที่ไม่เคยเข้าร่วมเฟส 1

    ช่วงเวลาการลงทะเบียน

              ยังไม่มีกำหนดการที่แน่นอน

    จำนวนเงินที่ได้

              นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุเบื้องต้นไว้ว่า คนที่เคยเข้าเฟส 1 จะได้เฟส 2 จำนวน 2,000 บาท ส่วนคนที่ไม่ได้เข้า จะได้ 4,000 บาท อย่างไรก็ตาม ต้องรอสรุปผลการหารืออีกครั้ง

    ช่วงเวลาที่ใช้

              คาดว่าเริ่มเดือนมกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296589.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lkzxQonNpYI-l0EqGx5nN

  • คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนเมื่อไร มีเงื่อนไขอะไร ใครได้บ้าง

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนเมื่อไร มีเงื่อนไขอะไร ใครได้บ้าง

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เป็นโครงการที่หลายคนกำลังจับตามอง เนื่องจากเป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพที่รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนเพิ่มเติม หลังจากเฟสแรกมีผู้ตกหล่นจำนวนมาก โดยผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จในเฟสนี้ คาดว่า จะได้รับวงเงินสูงสุด 4,000 บาท และจะสามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีหน้า ทั้งนี้รายละเอียดต่างๆ อยู่ระหว่างการพิจารณาและออกแบบระบบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน

    ปัจจุบัน โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 อยู่ระหว่างขั้นตอนการหารือและออกแบบการดำเนินงาน โดยรัฐบาลยืนยันว่า จะเปิดให้ผู้ตกหล่นจากเฟสแรกลงทะเบียนใหม่ได้ เบื้องต้น คาดว่าเปิดลงทะเบียนภายในเดือนธันวาคม 2568 และ เริ่มใช้สิทธิได้จริงในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เฟส 2

    • มีสัญชาติไทย
    • อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • มีบัตรประชาชน
    • ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
    • ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือเรียกคืนเงินในโครงการที่เกี่ยวข้อง

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 2

    ประชาชนที่สนใจ คาดว่า สามารถลงทะเบียนผ่านแอป เป๋าตัง โดยมีขั้นตอนดังนี้

    1. ดาวน์โหลดและเปิดใช้งานแอปฯ เป๋าตัง
    2. กดลงทะเบียนรับสิทธิในแบนเนอร์โครงการ
    3. ตรวจสอบผลผ่าน SMS หรือหน้าแอปฯ
    4. เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วจึงเริ่มใช้สิทธิได้ตามกำหนด

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้เท่าไร ใช้วันไหน

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชัดเจนแล้วว่า คนที่ไม่เคยเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเฟส 1 ควรได้รับวงเงินมากกว่า ส่วนวงเงินที่จะได้รับต่อคนนั้น ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่รัฐบาล และสำนักงานงบประมาณจัดสรร พร้อมยืนยันว่า ตัวเงิน 4,000 บาท เป็นเพียงตัวเลขสมมติเท่านั้น 

    ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ควบคู่ไปกับการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน รอบใหม่ ยืนยันจะเริ่มจ่ายเงินให้ประชาชนภายในเดือน ม.ค. 69 

    เงื่อนไขคนละครึ่งพลัส เฟส 2

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างออกแบบหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งในกลุ่มผู้เคยได้รับสิทธิและผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วม โดยมีแนวทางเบื้องต้นว่า

    • ผู้ใช้สิทธิครบ 2,000 บาทในเฟสแรก สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ได้
    • ผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน จะได้รับวงเงินมากกว่า
    • วงเงินที่ผู้ใช้เฟสแรกไม่ได้ใช้จะถูกรวมกลับเข้าสู่ระบบเพื่อนำมาใช้ในเฟสใหม่

    สรุป คนละครึ่งพลัส เฟส 2

    โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 คาดว่ารัฐบาลจะเริ่มจ่ายเงินให้ประชาชนได้ในเดือน ม.ค. 69 โดยผู้ที่ตกหล่นจากเฟสแรกมีโอกาสได้รับวงเงินมากกว่า ทั้งนี้ ต้องรอติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945172/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yCzMmSmhmP2wUZgjAGXgt

  • เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    18 พ.ย. 2568 มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ที่ประชุม กกต.มีมติ 4-3 เสียง เลือก “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ว่าที่ กกต. ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปี 2567 ให้ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.คนใหม่ 

    ทั้งนี้ในที่ประชุม กกต.ช่วงบ่าย มีวาระการประชุม เสนอชื่อเพื่อเป็นประธาน กกต.จำนวน 3 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา และนายณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าฯ อุทัยธานี ซึ่งนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ได้รับคะแนนเสียง 4 เสียง ส่วนนายสิทธิโชติ ได้ไป 3 เสียง

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.คนใหม่

    นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ จบการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2525 เนติบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปี 2526 และพัฒนบริหารศาสตรบัณฑิตทางรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปี 2539

    ประวัติการทำงาน

    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2 (1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559) 
    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (1 ตุลาคม 2559 – 30 กันยายน 2561) 
    • รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2562) 
    • อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง (1 ตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2564) 
    • ผู้พิพากษาศาลฎีกา (1 ตุลาคม 2564 – 30 กันยายน 2566) 
    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (1 ตุลาคม 2566 – 2568)
    • กรรมการการเลือกตั้ง (30 สิงหาคม 2568 – ปัจจุบัน )

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/610038&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BN4gpZG7JcP3tn_IFjt7X