Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ธุรกิจ

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    18 พ.ย. 2025 เวลา 19:21 น.

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ‘อนุทิน’ ย้ำความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนท่องเที่ยว หารือร่วม 5 สมาคม อ้อนรัฐออกมาตรการเร่งด่วน 3 เดือนฟื้นจากภาวะนักท่องเที่ยวหดตัวในภาพรวม หวั่นไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    วันนี้ (18 พ.ย.) ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงฯ นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำคณะผู้แทนจากภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว

    ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (สทน.) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และสมาคมสายการบินประเทศไทย เข้าพบปะหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2568 หลังจากหลายประเทศในเอเชียและอาเซียนประสบภาวะตลาดหดตัวส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตลอดปี 2568 อาจลดลงราว 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ภาคเอกชนได้เสนอมาตรการเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่น และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อจัดการข่าวลบในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมกับมาตรการกระตุ้นตลาด ด้วยข้อเสนอให้จัดแคมเปญความปลอดภัยในระดับโลก การเพิ่มแรงจูงใจด้านราคาบัตรโดยสารทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

    ในส่วนของข้อเสนอระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนแนะนำให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานสำคัญ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลจากการเดินทางเยือนจีนที่ผ่านมา การเจรจาระหว่าง “รัฐกับรัฐ” เป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะเร่งเจรจาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางระหว่างจีน-ไทย รวมถึงโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจีนจะเดินทางมาหารือข้อตกลงระหว่างไทย-จีน ททท. อาจจะพิจารณาเสนอ MOU ด้านการท่องเที่ยวในคราวเดียวกันเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไป

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ‘อนุทิน’ ย้ำเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยว’ เอกชนจี้ข้อกังวล หวั่นไทยเสี่ยงหลุดจุดหมายปลายทางหลักของโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1208234&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DJdH2WhOhT6ijFO3rDKbM

  • ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจาก ตปท.

    ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจาก ตปท.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 4 พื้นที่ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องเป็นสถานศึกษาที่นานาชาติให้การยอมรับ

    โดยพื้นที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้กำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อให้เป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น รวมทั้งจังหวัดสงขลา และปทุมธานี จากเดิมที่มีเพียง 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000110279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K_0JzwqUqLRHPObz_W2lz

  • รมต.คลังญี่ปุ่นกังวลเงินเยนร่วงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

    รมต.คลังญี่ปุ่นกังวลเงินเยนร่วงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

    18 พฤศจิกายน 2568, 17:25น.

              หลังตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อคืนวานนี้(17 พ.ย.) มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่นร่วงมาอยู่ที่ 180 ต่อเงินยูโร ต่ำสุดนับตั้งแต่กลุ่มสหภาพยุโรป(อียู)ประกาศใช้เงินยูโรครั้งแรกในปี 2542 นอกจากนั้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรากฎว่า เงินเยนร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนที่ 155 เยนต่อดอลลาร์

              นางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นแถลงข่าวในวันนี้(18 พ.ย.)แสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีการเคลื่อนไหวเพียงด้านเดียวและรวดเร็วมาก โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่นร่วงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่ายในเรื่องสถานะทางการคลังของญี่ปุ่น โดยรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะติดตามสถานการณ์ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวน,การเคลื่อนไหวแบบผิดปกติ รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนจากนักเก็งกำไร ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นมองว่าโดยหลักแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราควรจะเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ

             นักวิเคราะห์ ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เทขายเงินเยนมากขึ้น หลังประเมินว่า สถานะทางการคลังของญี่ปุ่น มีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิของญี่ปุ่นเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่รวมมูลค่า 17 ล้านล้านเยน(ราว 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ตามมาตรการเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐในเชิงรุก ที่ผ่านมา เงินเยนได้รับผลกระทบก่อนแล้วจากกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)จะเผชิญความยากลำบากในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจากร้อยละ 0.5 ในปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทากาอิจิ สนับสนุนให้ BOJ ผ่อนคลายนโยบายการเงินของ BOJ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    #เงินเยนอ่อนค่า

    #เทียบดอลลาร์

    ที่มา: เกียวโดนิวส์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YH4aUb75dJV0gIR2qKxRH

  • ‘ไม่เป๊ะบ้างก็ได้’ โลกความงามกำลังก้าวสู่ยุคของการโอบรับความจริง

    ‘ไม่เป๊ะบ้างก็ได้’ โลกความงามกำลังก้าวสู่ยุคของการโอบรับความจริง

    ถ้าคุณเคยรู้สึกเหนื่อยกับการต้อง ‘เป๊ะ’ ตลอดเวลาในโลกที่เต็มไปด้วยฟิลเตอร์ คุณไม่ได้รู้สึกคนเดียว ทศวรรษที่ผ่านมาโลกความงามถูกครอบงำด้วยความสมบูรณ์แบบ แคมเปญโฆษณาที่ถูกรีทัชจนไร้ที่ติ ยิ่งในปัจจุบันยิ่งเห็นได้ชัดว่า AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากเพียงใด

    แต่เทรนด์ล่าสุด ‘Beyond the Algorithm: The Human Touch Revolutionกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผู้คนกำลังเหนื่อยล้ากับการไล่ตามภาพความงามที่ถูกควบคุมโดยเทคโนโลยี และกำลังโหยหาสิ่งที่ ‘จริง’ ที่สุด

    เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบ คือความงามใหม่

    ความงามยุคใหม่จะไม่ได้วัดกันที่ความเพอร์เฟกต์ แต่วัดกันที่การแสดงออกถึงตัวตน และการสะท้อนทางอารมณ์ที่แท้จริง ดังนั้นข้อบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์แบบจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด แต่เป็นหลักฐานของความเป็นมนุษย์ที่ทำให้คุณแตกต่างและมีเสน่ห์

    แน่นอนว่าเทรนด์นี้จะส่งผลต่อทิศทางการตลาดของแบรนด์โดยตรง เมื่อผู้บริโภคโหยหาความจริงใจ การตลาดที่ถูกขัดเกลาอย่างหนักหรือแบรนด์ที่รีทัชหนักเกินจริง อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

    แบรนด์ที่จะชนะในยุคนี้ คือแบรนด์ที่กล้าใส่ความจริงใจลงไปในทุกขั้นตอน การกล้าเผยเบื้องหลัง หรือแม้แต่ข้อบกพร่องเพื่อเป็นหลักฐานของความแท้จริง

    ความเป็นมนุษย์ที่ AI ลอกเลียนไม่ได้

    นี่ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือการปรับสมดุลเพื่อหันกลับมาโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง 

    เทรนด์นี้คาดการณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 ประสบการณ์ด้านความงามที่มีค่าที่สุดจะเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกถึง ‘ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง’ – สิ่งที่เต็มไปด้วยอารมณ์, ความคิดสร้างสรรค์, และเรื่องราวที่จริงแท้ และนั่นคือเหตุผลที่โลกความงามกำลังบอกเราว่า ไม่เป๊ะบ้างก็ได้…ตราบใดที่นั่นคือความจริงของคุณ

    อ้างอิง:

    • ข้อมูลจากรายงาน Global Beauty and Personal Care 2026 โดย Mintel

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/life/beauty-trend-beyond-algorithm-imperfection/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h3LtN2kUhbAF_-6oZdAZN

  • ดูดวงรายปี 2569 ราศีตุลย์ 16 ต.ค. – 15 พ.ย. โดย อาจารย์สุรัชดา

    ดูดวงรายปี 2569 ราศีตุลย์ 16 ต.ค. – 15 พ.ย. โดย อาจารย์สุรัชดา

    ดูดวงปี 2569 ราศีตุลย์ หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน

    ปี 2569 การเดินทางของดาวศุกร์ ดาวแห่งความรัก ความสุข และที่เป็นดาวประจำตัวของชาวราศีตุลย์ เริ่มต้นด้วยการพัฒนาตนเอง ทั้งจากการศึกษา หรือปรับปรุงภาพลักษณ์ให้เลิศเลอมากที่สุด ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดี ที่จะก้าวไปถึงจุดที่ปรารถนา ..งาน เงิน ความรัก!

    ดูดวงปี 2569 เดือนมกราคม

    ร่วมด้วยช่วยกันกับคนรัก คู่ครอง หรือกับหุ้นส่วน ที่จะเร่งรัด ผลักดันงาน ภารกิจที่กำลังทำ โดยเฉพาะเรื่องท่องเที่ยว การศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้มีชื่อเสียง เจริญรุ่งเรือง มีเงินทองไหลมาเทมา ถ้าเป็นคนโสด การเดินทาง หรือเข้าร่วมกิจกรรมตามความเชื่อ ศรัทธา ก็อาจเป็นโอกาสให้ได้พบรัก เจอเนื้อคู่ได้

    ดูดวงปี 2569 เดือนกุมภาพันธ์

    ด้วยลมปากหวานหูไม่รู้หาย ที่แสดงถึงว่า “เชื่อถือได้” ก็จะมีโอกาสรวย รวย รวย! แต่ก็ควรระวังเงินทองของบาดใจ ก็อาจทำให้ทะเลาะวิวาทกับคนรัก คู่ครอง หรือหุ้นส่วนได้ และถ้าจะต้องเซ็นสัญญา ลงนามในเอกสารสำคัญ ก็ควรระวังจะ…เสียรู้ เสียเปรียบ! ในเรื่องความรัก แหล่งบันเทิงเริงรมย์ อาจทำให้พบรัก เจอเนื้อคู่ได้

    ดูดวงปี 2569 เดือนมีนาคม

    ลงทุน เริ่มงาน โครงการใหม่ ๆ ถ้ามีผู้ร่วมหุ้นหลายคน ก็ควรระวังจะมาปัดแข้งปัดขากันเอง ที่จะเหนี่ยวรั้งจนไปต่อไม่ได้ แต่ถ้ากำลังว่างงาน สมัครงาน สัมภาษณ์งาน ก็จะมีโอกาสมากขึ้น แต่ถ้าเป็นผู้บริหาร เจ้าของกิจการ อย่าประมาท พนักงาน ลูกจ้าง อาจก่อเรื่อง ทำให้เดือดร้อน เสียหายได้ เรื่องความรัก ถ้าไม่คาดหวังมากนัก ก็จะไม่ผิดหวัง

    ดูดวงปี 2569 เดือนเมษายน

    งานทำเงินได้มากมายมหาศาล แต่ควรระวังหักโหมงานหนักมาเกินไป รวมถึงเหตุภัย/อันตราย จาก “น้ำ” ก็อาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบาย จนเป็นอุปสรรค ที่จะทำให้งานล่าช้า เสียหายได้ ในเรื่องความรัก ถ้ากำลังมีรักซ้อน ซ่อนรักกับพนักงาน ลูกจ้างของตนเอง ก็อย่าประมาท เพราะอาจก่อศัตรู ที่จะเป็นภัยร้ายแรงได้

    ดูดวงปี 2569 เดือนพฤษภาคม

    ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความพึงพอใจของผู้ที่ติดต่อ สัมพันธ์ด้วย ถึงจะมีโอกาสหารายได้ว่าจะได้มากแค่ไหน รวมถึงลาภโดยเสน่หา ของมีค่า ที่จะได้รับจากคนรัก คู่ครอง อีกด้วย ในเรื่องงาน คิด/เขียน/พูด ทำคลิปอย่างสร้างสรรค์ แล้วเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ถึงจะมีชื่อเสียง ที่จะได้ลาภผลตามมาอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าสร้างข่าวลือ ข่าวปลอม ก็อาจถูกฟ้องร้องได้

    ดูดวงปี 2569 เดือนมิถุนายน

    เงินทองของบาดใจ ที่ควรระวังอาจทำให้ขัดแย้งจนทะเลาะวิวาทกับคนรัก คู่ครอง หรือหุ้นส่วน คู่สัญญา จนแตกหักกันได้ และถ้าคิดจะเสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อยู่ในเกณฑ์เสี่ยงที่จะสูญเสียมากกว่า สำหรับมนุษย์เงินเดือน ระวังน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ที่ควรหลีกเลี่ยงจะขัดแย้ง หรือมีปัญหากับคนหมู่มาก เพราะอาจทำให้ถูกกลายเป็นผิด จนตกงานได้

    ดูดวงปี 2569 เดือนกรกฎาคม

    ลงทุน เสี่ยงโชค เก็งกำไร ยังอยู่ในระยะเสี่ยงที่จะสูญเสียมากกว่า หรือจากการติดต่อ สัมพันธ์ใด ๆ ก็มีเกณฑ์จะเสียรู้ เสียเปรียบ ถ้าจะต้องเซ็นสัญญา ลงนาม ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ ก่อน สำหรับสัมพันธ์รักที่กำลังมีปัญหา ควรระวังเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ถ้าขัดแย้งกับเขา/เธอ ก็ควรระวังว่าอาจนำเหตุภัย/อันตรายมาให้ตนเองได้ สำหรับคนโสดเช่นกัน ถ้าอดีตรักขอกลับมาคืนดี ก็ควรระวัง ตั้งสติให้ดี ๆ เพราะ เงิน คือสิ่งที่เขา/เธอ ต้องการเท่านั้น

    ดูดวงปี 2569 เดือนสิงหาคม

    อาจถูกโกง! ทั้งจากเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ ขอกู้ยืมแล้วไม่คืน หรือถูกชักชวนให้ร่วมหุ้น ลงทุน เก็งกำไร ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะเจอมิจฉาชีพ ในเรื่องงาน โดดเด่นนักมักเป็นภัย อาจทำให้ถูกใส่ร้าย ป้ายสี จากคนใกล้ชิด ที่จะทำให้สูญเสียชื่อเสียง ถ้าเป็นเรื่องความรัก ระวังความเชื่อ ศรัทธาที่ต่างกัน ก็อาจทำให้ทะเลาะวิวาทกันได้

    ดูดวงปี 2569 เดือนกันยายน

    งานทำเงิน แต่อาจต้องใช้ความพยายามมากขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าคิดจะเสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อยู่ในระยะพลิกผันไม่แน่นอน ในเรื่องงาน ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ก็อย่าประมาท พนักงาน ลูกจ้าง อาจรวมหัวกันแอนตี้ ที่จะทำให้งานล่าช้า เสียหายได้ ในเรื่องความรัก อาจพบรัก เจอรักต่างวัย แต่ก่อนจะตกลงปลงใจ ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะเขา/เธอ อาจมีคู่อยู่แล้ว

    ดูดวงปี 2569 เดือนตุลาคม

    ด้วยลมปากหวานหูไม่รู้หาย ทั้งจากการพูด/เขียน และ การปรับปรุงภาพลักษณ์ของตนเองให้ดูดีมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเข้าสังคม สังสรรค์มิตรสหาย เผยแพร่ตนเองในสื่อออนไลน์ให้มากยิ่งขี้น ก็จะเป็นการสร้างโอกาสดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้มากมาย ในเรื่องความรัก จากงาน ภารกิจที่กำลังทำ ก็อาจทำให้พบรัก เจอเนื้อคู่ได้

    ดูดวงปี 2569 เดือนพฤศจิกายน

    ลงทุน เสี่ยงโชค เก็งกำไร อาจถูกล่อลวง จนสูญเสียเงินจำนวนมากได้ ในเรื่องงาน ถ้ามีมิตรสหายมาชวนให้ร่วมหุ้น ลงทุน โดยเฉพาะเรื่องบันเทิงเริงรมย์ ก็ควรระวังว่าจะถูกโกง ในเรื่องความรัก อยู่ในระยะ “เจ้าเสน่ห์” ที่จะดึงดูดเพศตรงข้ามให้เข้ามาชิดใกล้ ให้ได้รัก ได้เลือกจนพอใจ แต่ถ้ามีคู่ครองอยู่ก่อนแล้ว ก็ควรระวังอารมณ์หวง หึง หวาดระแวง…อันตราย!

    ดูดวงปี 2569 เดือนธันวาคม

    เงินทองของบาดใจ ทั้งกับมิตรสหาย หรือกับคนรัก คู่ครอง ก็อาจทำให้ทะเลาะวิวาทจนแตกหักกันได้ ในเรื่องงาน ถ้าถูกมิตรสหายชักชวนให้ร่วมหุ้น ลงทุน ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะอาจเป็นธุรกิจสีเทา ที่จะนำความยุ่งยาก เดือดร้อนมาให้ และถ้าจะเดินทางไกล ก็ควรตรวจสอบเอกสารสำคัญให้ละเอียด เพราะอาจเป็นตัวแปรที่จะทำให้ไม่ได้ไป!

    • อัญมณี/สี ที่เสริมสิริมงคล : ไพลิน สีน้ำเงิน หรือสีฟ้า
    • อัญมณี/สี ที่เป็นอริ มรณะ : พลอยสีแดง สีแดง, พลอยสีเขียว สีเขียวอ่อน สีไพล
    • วันดีที่สุดในสัปดาห์ : วันศุกร์ เลขที่ต้องชะตา : 6 9 4
    • ราศีแห่งมิตรที่ต้องชะตา : เมถุน สิงห์ ธนู กุมภ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/316627/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Cda3JolCf7H9GzYsSjZ3F

  • ‘ภาษีทรัมป์’ ทำเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัว.!

    ‘ภาษีทรัมป์’ ทำเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัว.!

    “รัฐบาลญี่ปุ่น” เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 3/68 หดตัวเกือบ 2% อันเป็นผลมาจากการส่งออกลดลง เนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวครั้งแรกรอบ 6 ไตรมาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกจากบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ดิ่งลงอย่างหนัก หลังจากการส่งออกพุ่งสูงขึ้น ก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้..!!

    บรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายคน ประเมินว่า เนื่องจากการหดตัวโดยรวมไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้ จึงน่าจะเป็นเพียงการชะลอตัวชั่วคราวมากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอย

    เริ่มจาก Kazutaka Maeda นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเมจิยาสึดะ ระบุว่า การหดตัวส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่นการลงทุนในที่อยู่อาศัย ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ส่วนการส่งออกตอบสนองเช่นกัน โดยรวมแล้วเศรษฐกิจขาดแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง แต่แนวโน้มบ่งชี้การฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    โดยทั่วไปแล้วนักเศรษฐศาสตร์หลายคน มองว่า ตัวเลข GDP ไตรมาสนี้ มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อแนวคิดของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เมื่อเทียบกับปัจจัยทั้งหลายอื่น ๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ ที่ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ให้น้ำหนักความสำคัญกับข้อมูลชุดนี้มากกว่า

    Takuji Aida หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นของเครดิตอะกริโคล ธนาคารขนาดใหญ่ของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหลักของทาคาอิจิ ที่รับผิดชอบในการวางยุทธศาสตร์การเติบโตของประเทศ รายงานว่า “การหดตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นถือเป็นการนำทางที่ผิดพลาดสำหรับ BOJ ในการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย”

    โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นหดตัวที่ระดับ 1.8% ช่วงไตรมาส 3/68 (กรกฎาคม-กันยายน) เทียบกับการเติบโตของ GDP ในไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 2.3% และเทียบกับการคาดการณ์เฉลี่ยของนักเศรษฐศาสตร์ ในโพลสำรวจของรอยเตอร์ ที่คาดว่าจะหดตัว 2.5% ตัวเลข GDP ดังกล่าวยังหมายถึงการหดตัวรายไตรมาส 0.4%

    การส่งออกถือเป็นปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายเห็นปริมาณการส่งออกลดลง ทำให้การส่งออกที่เคยสูงขึ้นมากก่อนการขึ้นภาษีศุลกากร พลิกกลับมาเป็นปรับลดลง แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตรถยนต์จะแบกรับภาษีศุลกากรไว้เองด้วยการลดราคาลงก็ตาม..

    ตัวเลขการส่งออกสุทธิหรือยอดส่งออกหักลบด้วยยอดนำเข้า มีผลให้การเติบโตลดลง 0.2% เทียบกับที่เคยเติบโตเป็นบวก 0.2% ช่วงไตรมาส 2/68

    สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้าพื้นฐานของสินค้าญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดไว้ 15% เทียบกับอัตราภาษีเบื้องต้นที่ 27.5% สำหรับรถยนต์และ 25% สำหรับสินค้าอื่น ๆ 

    การลงทุนด้านที่อยู่อาศัย ส่งผลกระทบต่อการเติบโตเช่นกัน เนื่องจากกฎระเบียบด้านประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวดมากขึ้น ที่ประกาศใช้ในเดือนเมษายน ทำให้การทำสัญญาผูกพันต่าง ๆ ชะลอตัวลง

    ที่สำคัญการบริโภคภาคเอกชน ที่คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ญี่ปุ่น เติบโตเพียงแค่ 0.1% สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยชะลอลงต่ำกว่าไตรมาส 2/68 ที่อยู่ระดับ 0.4% บ่งชี้ว่าต้นทุนอาหารที่สูง ทำให้เกิดความลังเลเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/796766&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239plFvd7QC4I8ciZ6gPrp

  • ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวน…

    ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวน…

    ปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ ‘ธุรกิจอาหาร’ ซึ่งถือเป็นปัจจัย 4 สำหรับมนุษย์ที่ต้องกินอยู่ทุกวัน นั่นเพราะต่างได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่เปราะบางจากเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ฉายมุมมองว่า ความท้าทายที่ว่านั้นมาจากทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันค่อนข้างผันผวนและปั่นป่วนคือ สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างประเทศทำให้เกิดการหยุดชะงักของระบบ Supply Chain โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางเรือ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ

    ขณะที่ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ หนี้ครัวเรือนซึ่งทำให้คนไทยมีกำลังซื้อที่ลดลง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจล่าช้า อย่างรัฐบาลปัจจุบันมีอายุเพียง 4 เดือน จึงสามารถดำเนินโครงการได้ในระยะสั้นเท่านั้น เช่นโครงการคนละครึ่งพลัสที่เน้นกลุ่มรากหญ้าช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวได้ดี และการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยเที่ยวดีมีคืนสำหรับกลุ่มระดับกลาง

    อย่างไรก็ตามมาตรการเหล่านี้เป็นเพียงระยะสั้นหลังจาก 4 เดือนไปแล้ว การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้เกิดความไม่นิ่งอีกครั้ง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจใช้เวลา 6-8 เดือน ดังนั้นคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ฟื้นตัวจนถึงกลางปีหน้า ถึงอย่างนั้นเศรษฐกิจจะไม่ทรุดกว่านี้แล้ว

    “ในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบางแบบนี้ สำหรับผู้ประกอบการสิ่งที่ต้องทำคือ ต้องทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม หากทำงานเท่าเดิมผลลัพธ์จะลดลง แต่ถ้าใครทำน้อยลงส่งผลถึงธุรกิจอย่างแน่นอน” ไพศาล ระบุ

    สำหรับแนวโน้มของธุรกิจร้านอาหาร (F&B) หากมองไปจนถึงปี 2569 นั้น สามารถแบ่งออกเป็น

    1. ภาคการท่องเที่ยวกับการพึ่งพาตลาดภายใน: การท่องเที่ยวของไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนหันไปกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศตนเอง รัฐบาลจึงต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจ F&B ดีขึ้น อย่างไรก็ตามอาหารไทยยังคงมีราคาไม่สูง มีความหลากหลายเมื่อเทียบกับทั่วโลก และภาพลักษณ์เปลี่ยนจากการเน้น Night Life มาสู่เสน่ห์ของ Street Food และร้านอาหารที่หลากหลาย

    2. การจัดการต้นทุนและการจัดหาวัตถุดิบ: ภาวะเงินเฟ้อโลกและค่าเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อรักษาสมดุลด้านต้นทุนผู้ประกอบการควรหันมาใช้ วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Ingredient) ให้มากขึ้น

    3. สงครามราคาและความคาดหวังด้านมูลค่า: ผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการ คุณภาพที่ดีขึ้น แต่ไม่ต้องการจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะสงครามราคาในตลาดร้านอาหาร อย่างกลุ่ม High End/Luxury (เช่น ร้านอาหารในโรงแรม, Omakase) เริ่มลดราคาลงมาแข่งขันกับกลุ่มกลาง ทำให้เป็นกลุ่มที่เจอความท้าทายมากที่สุด

    ที่น่าสนใจคือข้อมูลการใช้จ่ายของคนทำงานใน One Bangkok พบว่า การใช้จ่ายค่าอาหารส่วนใหญ่ ต่ำกว่า 100 บาท โดยกลุ่มที่ขายดีที่สุดคือ ต่ำกว่า 60 บาท ขณะที่ค่าเครื่องดื่มกลับมีราคา 100 บาทขึ้นไปและขายดีมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเงินกับเครื่องดื่มมากกว่าอาหาร

    “กลยุทธ์ที่ใช้ในการรับมือคือการทำ Segmentation และ Tiering โดยใช้ Price by Location (ราคาตามทำเลที่ตั้ง) แทนการลดราคาในทุกช่องทาง”

    4. เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน: โดยเทรนด์สุขภาพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ร้านอาหารส่วนใหญ่เริ่มนำเมนูเพื่อสุขภาพมาผสมผสาน และ Plant-based ยังคงขายได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ Plant-based ยังมีราคาที่สูงและรสชาติยังไม่ถูกปากคนไทย ขณะเดียวกันธุรกิจทุกประเภทต้องทำเรื่องความยั่งยืนเพื่อความอยู่รอด นโยบายความยั่งยืนช่วยควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะการจัดการ Food Waste

    5. เทคโนโลยีและประสบการณ์: ไม่ว่าจะเป็น การใช้ Cashless, Mobile Ordering, และระบบ POS เป็นสิ่งที่ทุกร้านต้องทำ มีการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล, ตรวจจับการโกงในร้าน, และวิเคราะห์ความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการมีบริการ Delivery ในแง่ของประสบการณ์ หากร้านอาหารที่ไม่มี Concept หรือไม่สร้าง Experience จะอยู่ยาก ขณะที่การมี Storytelling จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีได้

    6. ปัญหาแรงงาน: ปัญหาเรื่อง Skilled Labor (เช่น เชฟ) เริ่มหาได้ยากขึ้น และมีค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อตัว ผู้ประกอบการจึงมีต้นทุนในการอบรมพนักงาน (Training Cost) สูงขึ้น เนื่องจากอัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ภายใต้กลุ่มธุรกิจอาหารในเครือไทยเบฟ ประกอบด้วยความหลากหลายของธุรกิจบริการอาหารที่มีศักยภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

    โดยรวมพลังระหว่าง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ QSA (คิวเอสเอ), บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ OISHI (โออิชิ), และ บริษัท ฟู้ด ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ FOA (เอฟโอเอ) ภายใต้วิสัยทัศน์ ONE FOODS GROUP: ONE FOOD – ONE TEAM – ONE GOAL และเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกัน

    กลุ่ม QSA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant หรือ QSR) เป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ซี เคเอฟซี ประเทศไทย ที่มีสาขามากที่สุด หรือกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ

    กลุ่ม OISHI ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น มีแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้ตราสินค้า โออิชิ อีทโตะ (OISHI EATO) อีกด้วย

    กลุ่ม FOA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่อาหารไทยทั่วทุกภูมิภาค, อาหารจีน, อาหารอาเซียน, อาหารชาติตะวันตก, รวมไปถึงเค้กและเบเกอรี่ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

    “กลุ่ม QSA จะเน้นขยายสาขาเพื่อสร้างการเติบโต ขณะที่ OISHI จะรีแบรนด์ให้ทันสมัยมากขึ้นโดยเริ่มไปแล้วกับชาบูชิ โดยแบรนด์ต่อไปที่จะปรับคือโออิชิ อีทเทอเรียม ด้าน FOA จะเน้นเปิดและพัฒนาแบรนด์เพื่อเสริมให้กับอสังหาริมทรัพย์ในเครือเป็นหลัก”

    ข้อมูล ณ กันยายน 2568 เครือไทยเบฟในประเทศไทยมีรวมทั้งสิ้น 882 สาขา แบ่งเป็นกลุ่ม QSA (KFC) 530 สาขา,กลุ่ม OISHI 269 สาขา และกลุ่ม FOA 63 สาขา

    ภาพ: Mangkorn Danggura / Shutterstock

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/work-harder-volatile-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dN5CdoXsgxEbmA9Cphl3Z

  • ม.อ. ส่งพลังร่วมปั้น “สงขลา” สู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร UNESCO

    ม.อ. ส่งพลังร่วมปั้น “สงขลา” สู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร UNESCO

    “บทบาทของ ม.อ. เป็นทีมรับผิดชอบเรื่องเวทีนานาชาติ การสร้างเครือข่าย และการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า SO ทั้ง SO1 เรื่องต้นน้ำการผลิตวัตถุดิบอาหาร และ SO5 เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจนวัตกรรมต่าง ๆ”

    พูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัตรา เดวิสัน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการอาเซียนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และผู้ประสานงานหลัก (Focal Point) ของสงขลา ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในคณะทำงานระดับจังหวัด และยังทำหน้าที่เชื่อมโยงหน่วยงานของมหาวิทยาลัยที่สามารถให้การสนับสนุนในการขับเคลื่อน “สงขลา” เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของยูเนสโก้

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัตรา เดวิสัน กล่าวว่า เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเมืองต่าง ๆ บนโลกนี้ โดยมีเป้าหมายคือ การใช้วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาเมือง โดยการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ภายใต้กรอบการพัฒนาของยูเนสโก ซึ่งเราได้เริ่มต้นจากในที่ประชุมภาคี 15 เครือข่ายของจังหวัดสงขลา จนเกิดแนวคิดว่าอยากจะใช้เรื่องของอาหารในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของสงขลา และเมื่อปี 2564 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ทำการศึกษาเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศรวม 8 เมือง ซึ่งพบว่าจังหวัดสงขลา มีศักยภาพในการที่จะเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของยูเนสโก หลังจากนั้นในปี 2565 ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อที่จะขับเคลื่อนสงขลาสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์

    “ตัวอาจารย์เองเป็น Focal Point ของเมืองสร้างสรรค์ เป็นผู้จัดเตรียมใบสมัคร และเขียนใบสมัครร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ และจากการมอบหมายของ ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ได้ให้ไปช่วยจังหวัดในเรื่องเหล่านี้ ซึ่ง ม.อ.จะเป็นทีมรับผิดชอบเรื่องเวทีนานาชาติ และการสร้างเครือข่าย รวมทั้งยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า SO ทั้ง SO1 เรื่องต้นน้ำการผลิตวัตถุดิบอาหารทั้งหลาย อย่างปลอดภัยและสร้างความมั่นคงทางอาหาร และ SO5 เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจนวัตกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะมีกลุ่มย่อยก็คือเรื่องของอาหารด้วย”

    ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการอาเซียนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวอีกว่า การเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก้นั้น ถือเป็นคำมั่นสัญญา โดยเราสัญญากับยูเนสโกว่าจะทำอะไร มีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งจังหวัดสงขลาที่อยากเป็นเมืองอาหารแห่งสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หมายถึงการต้องดูแลคนด้วยอาหาร ด้วยภูมิปัญญา ด้วยวัฒนธรรม ด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งกายและใจ อีกประเด็นคือทิศทางการพัฒนาจะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาของจังหวัดด้วย ซึ่งในแต่ละภาคส่วนก็สามารถจะขับเคลื่อนไปตามบริบทของตัวเองได้เช่นกัน

    อยากให้พวกเราทุกคนภูมิใจ และขอให้พวกเราดูแลรักษา พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรมทางด้านอาหารของเรา เพื่อนำสู่สายตาของประชาคมโลกต่อไป เพราะว่าเรื่องของเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร ไม่ได้พูดถึงอาหารเป็นจาน ๆ เท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องของการพัฒนา เรื่องของความยั่งยืน เรื่องของระบบนิเวศอีกด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัตรา เดวิสัน กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/973010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZZaZ58879Z8LuuUkRe-V5

  • ศุภจี ซุ่มเงียบ

    ศุภจี ซุ่มเงียบ

    ศุภจี ซุ่มเงียบ “เกมอำนาจต่อรองเศรษฐกิจกับอเมริกา” : News Hour 18-11-68

    เผยแพร่:

    ศุภจี ซุ่มเงียบ “เกมอำนาจต่อรองเศรษฐกิจกับอเมริกา” : News Hour 18-11-68 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/176gcWbiGL8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ODD5pfyjxzGmFn9By4xo_

  • ชง Quick Big Win กระตุ้นท่องเที่ยว แจกตั๋วฟรีในประเทศ-ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    ชง Quick Big Win กระตุ้นท่องเที่ยว แจกตั๋วฟรีในประเทศ-ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้หารือกับผู้แทนจากภาคเอกชน และหน่วยงานหลักด้านการท่องเที่ยว เพื่อเร่งรัดการดำเนินการนโยบาย Quick Big Win รวมถึงการหารือแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรี และครม.เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องถึงปีหน้า ทั้งนี้จากการหารือกับภาคเอกชนถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว หลักๆ จะมี 3-4 ประเด็นหลัก

    ประเด็นที่ 1 จะเป็นเรื่องของการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการ

    โดยรัฐบาลพยายามหาทางลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ของผู้ประกอบการ เช่น ค่าธรรมเนียม หรือค่าน้ำมัน ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน และมีช่องว่าง ในการจัดทำโปรโมชัน หรือเสนอบริการที่ถูกลงแก่นักท่องเที่ยวได้ ทั้งในช่วงฤดูท่องเที่ยว(ไฮซีซัน) และช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน)

    ประเด็นที่ 2 การส่งเสริมตลาดในประเทศ หรือ ไทยเที่ยวไทย

    โดยภาคเอกชนเสนอขอให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” โดยจะใช้เงินงบประมาณที่เหลืออยู่จากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่เสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” จะเน้นการเดินทางท่องเที่ยวผ่านบริษัททัวร์ในลักษณะของแพ็คเกจที่ครอบคลุมทั้งสายการบินและโรงแรม โดยสนับสนุนไม่เกิน3พันบาทคน/ทริป

    การท่องเที่ยวไทย ปี 2568

    สำหรับโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” มีการกันงบประมาณทั้งสิ้น 1,750 ล้านบาท มีการใช้จ่ายในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวไปแล้วประมาณ 1,250 ล้านบาท ทำให้มีงบประมาณคงเหลืออยู่ในวงเงินประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการหารือว่าควรจะใช้เงินงบประมาณที่คงเหลืออยู่ หรือจะขอท็อปอัพงบประมาณเพิ่มเติม

    โดยคาดว่าทุกขั้นตอนกระบวนการจะมีความรวดเร็วและไม่ยาก เพราะเป็นโครงการที่มีอยู่แล้วและเพียงแค่ขอต่อเท่านั้น รอให้ทำรายละเอียดเสร็จก็สามารถเสนอเข้าครม.ได้ เมื่อครม.อนุมัติ ก็คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    ส่วนโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” จะมีเฟส 2 หรือไม่นั้น ต้องขอพิจารณาก่อน เพราะรัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบาย Quick Big Win ก่อน จึงสั่งการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปพิจารณาหรือหาโครงการที่กระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้นๆ ที่สามารถดำเนินการได้เลยมาก่อน เพื่อเสนอ ครม. พิจารณา โดยโครงการที่ทำได้เร็ว ไม่ต้องใช้งบ ไม่ต้องขอมติ ครม. ก็ให้เร่งดำเนินการ หรือถ้าต้องขอมติ ครม. ก็ขอให้เร่งจัดทำโครงการเสนอ เพื่อมีโอกาสจะได้อนุมัติทำก่อน

    ชง Quick Big Win กระตุ้นท่องเที่ยว แจกตั๋วฟรีในประเทศ-ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    ประเด็นที่ 3 การกระตุ้นตลาดต่างประเทศเร่งประชาสัมพันธ์และฟื้นฟูภาพลักษณ์

    การเร่งประชาสัมพันธ์ฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งการกระตุ้นตลาดต่างชาติเที่ยวไทย โดยจะเสนอโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” (ซื้อตั๋วจากต่างประเทศบินเข้าประเทศไทย รัฐบาลสนับสนุนแจกตั๋วฟรีเส้นทางบินในประเทศ) เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ในประเทศไทย นอกเหนือจากเมืองท่องเที่ยวหลักต่างชาติเที่ยวไทย

    “โครงการนี้รัฐบาลสนับสนุนตั๋วเครื่องบินเส้นทางภายในประเทศ ที่นั่งละ 1,750 บาทต่อเที่ยว หรือไป-กลับรวม 3,500 บาท เป้าหมายรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยกว่า 200,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยมุ่งเน้นจังหวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยูเนสโก เมืองน่าเที่ยว และเมืองท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศไทย รวมวงเงิน 700 ล้านบาท ที่จะเตรียมนำเสนอครม.อนุมัติ โดยตั้งเป้าหมายจะเริ่มโครงการนี้ได้หลังเดือนธันวาคมไปแล้ว หรือในราวต้นปีหน้า”

    นอกจากนี้ยังมีการขอให้พิจารณามาตรการทางด้านภาษีสำหรับสายการบินในประเทศ และการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) รวมถึงเที่ยวบินพาณิชย์ (Commercial Flight) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณที่ดีมากจากทั้งเที่ยวบินเช่าเหมาลำและสายการบินใหม่

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในปีนี้ททท.คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยประมาณ 33 ล้านคน ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงไฮซีซันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยราว 90,000-100,000 คนต่อวัน และคาดการณ์ว่าในช่วงปีใหม่ อาจเพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 130,000–150,000 คนต่อวัน

    ส่วนตลาดไทยเที่ยวไทย ยังคงเติบโตคาดว่าจะอยู่ที่ราว 205 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งมีการเติบโตทั้งด้านการเดินทางและการใช้จ่าย (spending) ทำให้รายได้การท่องเที่ยวในปีนี้โดยรวมน่าจะอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และรายได้จากคนไทยประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท

    สัดส่วนนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป โดยนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล (Long Haul) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 31% (จากเดิม 20%) เทียบกับตลาดระยะใกล้ (Short Haul) ที่ 69% ซึ่งตลาด Long Haul นี้มีการใช้จ่ายที่มากกว่า (Spending มากกว่า) และมีอัตราการเติบโตถึง 11%

    ส่วนปีหน้า เป้าหมายที่วางไว้คือการเติบโตด้านรายได้ 7% คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวไทยจะเติบโตถึง 2.8 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าอาจจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาใกล้เคียง 38 ล้านคน หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นการตั้งเป้าที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่น แม้ว่าในปีนี้จะเผชิญกับเหตุการณ์หลายอย่าง แต่ยังคงทำยอดได้เกิน 30 ล้านคน ผู้ว่าททท.กล่าวทิ้งท้าย

    ชง Quick Big Win กระตุ้นท่องเที่ยว แจกตั๋วฟรีในประเทศ-ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ในการหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สมาคมโรงแรมฯได้เสนอ 3 มาตรการ ได้แก่

    1.เร่งสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่ขณะนี้รัฐบาลจีนประกาศเตือนไม่ให้ประชาชนจีนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวประเทศไทยได้ ขอให้มีการดำเนินการปราบปรามเรื่องแสกมเมอร์ และ การโกงนักท่องเที่ยว อย่างจริงจังสม่ำเสมอจะทำให้สร้างความเชื่อมั่นได้

    2.เตรียมงบและโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงโลว์ซีซั่น ให้สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 เพราะกังวลว่าถึงเวลานั้น จะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำงานแล้วหรือไม่ ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐบาลรักษาการ อยากให้มีแผนเตรียมดำเนินการในส่วนนี้อย่างทันท่วงที เพราะการท่องเที่ยวภายในประเทศยังสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    3.ขอให้ขยายโครงการเที่ยวดีมีคืนที่ช่วยในเรื่องภาษี ออกไปอีก แต่ขอให้มีการกำหนดให้มีการใช้จ่ายนอกพื้นที่พักอาศัยของตน เพื่อให้มีการกระจายรายได้ไปสู่จังหวัดอื่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ นายกสมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯอยากเสนอให้รัฐบาลฟื้นโครงการ “Buy International, Free Domestic Flights” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ที่มีแผนจะดำเนินงานสมัยรัฐบาลชุดก่อนกลับมาอีกครั้ง โดยมอบบัตรโดยสารภายในประเทศฟรีแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 15 มกราคม-12 เมษายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 200,000 คน (จำนวน 400,000 ที่นั่ง) และสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศกว่า 8,500 ล้านบาท

    อีกทั้งยังขอชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการบิน ทั้งค่าบริการการเดินอากาศ (Air Navigation Services Charge : ANSC) และค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge : PSC) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของสายการบินและผู้โดยสารในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยเสนอให้เลื่อนการปรับขึ้นค่า ANSC ของท่าอากาศยานดอนเมือง (DMK) ไปเริ่มในปี 2570 

    ส่วนของท่าอากาศยานหลักในภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ไปเริ่มในปี 2571 เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เพิ่มความถี่เที่ยวบิน และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

    นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น จาก 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนสายการบิน และทำให้สายการบินสามารถลดราคาบัตรโดยสารภายในประเทศได้ราว 100 บาทต่อเที่ยว และเพิ่มจำนวนที่นั่งเที่ยวบินภายในประเทศกว่า 3.8 ล้านที่นั่ง ระหว่างวันที่ 15 มกราคม-15 พฤษภาคม 2569 โดยคาดว่ามาตรการนี้จะสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 22,000 ล้านบาท สนับสนุนการเดินทางภายในประเทศช่วงต้นปี

    รวมทั้งสมาคมยังเสนอให้รัฐบาลทบทวนอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานเพื่อส่งเสริมการบินภายในประเทศ และเพิ่มความรวดเร็วในการนำเข้าอากาศยาน รวมถึงยกระดับกระบวนการพิจารณาค่าธรรมเนียมการบินให้โปร่งใส โดยนำแนวทางการปรึกษาสาธารณะ หรือ Public Consultation มาใช้ และผลักดันการปฏิรูปกฎหมายการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644370&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gcv2djlNlj6p8zSOKbGRy