Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น้ำท่วมชัยนาท ยังอ่วม 11 โรงเรียนปิดไม่มีกำหนด ปรับรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์

    น้ำท่วมชัยนาท ยังอ่วม 11 โรงเรียนปิดไม่มีกำหนด ปรับรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์

    น้ำท่วมชัยนาท ยังกระทบเป็นวงกว้าง 11 โรงเรียนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ประกาศปิดต่อเนื่อง ปรับรูปแบบการเรียนการเป็นออนไลน์ ลดปัญหาการเดินทางของนักเรียน-บุคลากร

    วันที่ 19 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม้จะเริ่มมีปริมาณลดลงแต่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบ ส่งผลทำให้บ้าน วัด โรงเรียน รวมไปถึงหน่วยงานราชการหลายแห่งยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่น้ำเอ่อเข้าท่วมแล้ว ต้องรอให้น้ำลดมากกว่านี้ถึงจะสามารถระบายได้

    สำหรับปัจจุบัน สถานการณ์น้ำที่ สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,788 ลบ.ม./วินาที ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.45 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 16.29 เมตร/รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 5 ซม. และเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 2,688 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำลดจากเมื่อวาน 5 ซม. นอกจากนี้ทางกรมชลประทานยังได้ทำการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ในอัตรารวมกันอยู่ที่ 640 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ทางด้านท้ายน้ำ

    นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ ยังคงมีระดับสูงไม่ต่ำกว่า 2 เมตรในบางจุด ชาวบ้านใช้ชีวิตกันอยู่ด้วยความยากลำบาก ต้องใช้เรือพายเข้าออกหมู่บ้าน 

    ขณะที่ทางด้านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท เผยตัวเลข ปัจจุบัน ในพื้นที่ จ.ชัยนาท มีโรงเรียนในพื้นที่ประสบอุทกภัยปิดทำการเรียนการสอนแล้ว จำนวน 11 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนวัดอินทราราม โรงเรียนโพธิ์ประสิทธิ์ โรงเรียนวัดสมอ โรงเรียนวัดยางศรีเจริญ โรงเรียนวัดมะปราง โรงเรียนวัดศรีมงคล โรงเรียนวัดหาดอาษา โรงเรียนวัดบ้านหนอง โรงเรียนบางไก่เถื่อน โรงเรียนชุมชนวัดโคกเข็ม และโรงเรียนวัดโพธิ์มงคล ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย นักเรียนไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ โดยทางโรงเรียนได้มีการปรับรูปแบบการเรียนมาเป็นในรูปแบบออนไลน์ และ On hand ให้กับนักเรียน

    ขณะที่ทางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชัยนาท (กอ.ปภ.ชัยนาท) ได้เปิดเผยว่าปัจจุบัน ในพื้นที่ จ.ชัยนาท มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้วจำนวน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.วัดสิงห์ อ.มโนรมย์ อ.เมืองชัยนาท อ.สรรคบุรี และ อ.สรรพยา มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้วจำนวน 26 ตำบล 1 เขตเทศบาล 88 หมู่บ้าน 11 ชุมชน 6,235 ครัวเรือน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแล้ว 17,947 คน พื้นที่ทางการเกษตรกว่า 600 ไร่ ซึ่งทางองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ยังคงให้ความช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/central/2896435&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bRLGaOU0jmmotqE_zuMD1

  • นักวิจัยไขปริศนา…นกและสัตว์ทะเลกินพลาสติกเท่าไรถึงอันตรายแก่ชีวิต?

    นักวิจัยไขปริศนา…นกและสัตว์ทะเลกินพลาสติกเท่าไรถึงอันตรายแก่ชีวิต?

    นับเป็นอีกหนึ่งผลการศึกษาที่น่าสนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม เมื่อนักวิจัยจากหลายประเทศทำการวิเคราะห์ซากสัตว์ทะเลกว่า 10,412 ตัวจากทั่วโลก เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนพลาสติกกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต พบว่าสัตว์ทะเลหลายชนิดสามารถตายได้แม้กลืนพลาสติกเพียงเล็กน้อย

    งานวิจัยล่าสุดนี้เผยแพร่ใน Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) โดยทีมวิจัยรวบรวมข้อมูลจากนกทะเล เต่าทะเล และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เช่น โลมา วาฬ และแมวน้ำ เพื่อสร้างโมเดลทางสถิติที่ช่วยทำนายความเสี่ยงการตายจากพลาสติก โดยใช้เทคนิค Weibull Accelerated Failure Time model ซึ่งเน้นวัดความเสี่ยงจากการตายเฉียบพลัน หลังการอุดตันหรือบาดเจ็บในทางเดินอาหาร

    ผลการศึกษาพบว่าแม้สัตว์จะกลืนพลาสติกเพียงเล็กน้อยก็สามารถเกิดอันตรายรุนแรงได้ เช่น

    • นกทะเล มีโอกาสตายสูงถึง 90% เมื่อกลืนพลาสติกเพียง 6 ชิ้นขนาดเล็กกว่าถั่ว
    • เต่าทะเล อาจเสียชีวิตเมื่อมีพลาสติกในทางเดินอาหารประมาณ 405 ชิ้น
    • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เช่น โลมาและแมวน้ำ มีโอกาสตายสูงเมื่อกลืนพลาสติกประมาณ 29 ชิ้น

    sustainability-researchers-solve-mystery-plastic-marine-animal-death-SPACEBAR-Photo01.jpg

    นักวิจัยยังพบว่า “ชนิดของพลาสติก” ส่งผลต่อความรุนแรงของอันตรายแตกต่างกัน

    • นกทะเล อันตรายมากจาก พลาสติกยางและพลาสติกแข็ง
    • เต่าทะเล เสี่ยงจาก พลาสติกเนื้อนิ่มและถุงพลาสติก
    • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ได้รับอันตรายจาก พลาสติกเนื้อนิ่มและเศษอุปกรณ์ประมง

    ข้อมูลจากการชันสูตรซากสัตว์เผยว่า 47% ของเต่าทะเล, 35% ของนกทะเล และ 12% ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทะเล มีพลาสติกในทางเดินอาหารเมื่อเสียชีวิต และส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์หรือถูกคุกคามตาม IUCN ซึ่งชี้ชัดว่ามลพิษพลาสติกเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของสายพันธุ์หลายชนิด

    “ขีดจำกัดของพลาสติกที่เป็นอันตรายต่อนกทะเลและสัตว์ทะเลนั้นเล็กกว่าที่เราคาดไว้มาก เราจำเป็นต้องลดการผลิตพลาสติก ปรับปรุงระบบจัดการขยะ รีไซเคิล และทำให้มหาสมุทรสะอาดขึ้น”

    — เอริน เมอร์ฟีย์ นักวิจัยด้านพลาสติกในทะเลจากองค์กร Ocean Conservancy กล่าว

    นักวิจัยชี้ว่าการศึกษานี้เน้นผลกระทบระยะสั้นจากการอุดตันในทางเดินอาหารเท่านั้น ยังไม่ได้รวมถึงผลระยะยาวจากสารเคมีในพลาสติก หรือความเสี่ยงจากการพันรัด ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบต่อชีวิตสัตว์ทะเลสูงกว่าที่รายงานหลายเท่า

    sustainability-researchers-solve-mystery-plastic-marine-animal-death-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ทั้งนี้ จากข้อมูล OECD ที่เปิดเผยในปี 2019 พบว่าในแต่ละปีมีพลาสติกกว่า 6 ล้านตันเล็ดลอดเข้าสู่แม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทร การวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าปัญหาเศษพลาสติกขนาดใหญ่ยังคงเป็นภัยร้ายแรงต่อสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ แม้ว่าความสนใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะขยายไปยัง “ไมโครพลาสติก” และ “นาโนพลาสติก” ที่พบกระจายทั้งในทะเลลึกและร่างกายมนุษย์

    งานวิจัยนี้ตอกย้ำความจำเป็นในการดำเนินมาตรการเพื่อลดพลาสติกในมหาสมุทร ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 12 และ SDG 14 ทั้งในเรื่องการลดการผลิตพลาสติก การปรับปรุงระบบจัดการขยะ การรีไซเคิล และการทำความสะอาดมหาสมุทร เพื่อปกป้องชีวิตสัตว์ทะเลและรักษาสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว

    ท้ายที่สุด หากมองในมุมเสียดสี เหมือนกับว่ามหาสมุทรกำลังกลายเป็น “บุฟเฟ่ต์พลาสติก” ขนาดยักษ์สำหรับสัตว์ทะเล โดยที่ “มนุษย์” เป็นพ่อครัวผู้สร้างอาหารพิษ โดยไม่รู้ว่าเหล่านก เต่า และวาฬที่กินเข้าไป…จะรอดชีวิตได้กี่เปอร์เซ็นต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-researchers-solve-mystery-plastic-marine-animal-death&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35onknHRSIFYpSj3v5kYzi

  • SPC มอบ 300 ทุนการศึกษา สานต่ออนาคตบุตรพนักงาน

    SPC มอบ 300 ทุนการศึกษา สานต่ออนาคตบุตรพนักงาน

    บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC สานต่อเจตนารมณ์ความห่วงใยและใส่ใจบุคลากร มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชน ผ่าน “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา” แก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว และเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยในปี 2568 นี้ SPC ได้มอบทุนการศึกษาไปทั้งสิ้น 300 ทุน เพราะการศึกษาคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรหยุดใฝ่รู้

    นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ได้ย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาในพิธีมอบทุนว่า “การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยของชีวิต ในวัยใดก็ตาม แม้กระทั่งตนเอง ก็คิดว่า ต้องไม่หยุดที่จะศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเอง สามารถเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด การเรียนรู้มีความสำคัญมาก อยากฝากพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลาน ให้สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม ความสนใจใฝ่รู้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หากคนเรารู้น้อย จะไม่สามารถสู้คนที่รู้เยอะได้ ต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ปล่อยทุกอย่างผ่านไป ถือว่าไม่ใช่หน้าที่”

    พลังใจและความมุ่งมั่นของเด็กๆ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่าประทับใจ

    ด.ญ.ปิญดา กุศลศิลป์ (น้องบิวตี้) อายุ 8 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดแพรกษา จ.สมุทรปราการ ผู้ได้รับทุนเป็นปีแรก  ได้กล่าวด้วยความดีใจและซาบซึ้ง “รู้สึกดีใจ และขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ได้ทุนการศึกษานี้จะนำไปแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับพ่อแม่ ซึ่งตนเองมีความใฝ่ฝันอยากเป็นครู และมีผลการเรียนระดับ 3 มาตลอด เนื่องจากได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ต้องเหนื่อยทำงานเพื่อดูแลครอบครัว จึงตั้งใจเรียนและมักจะช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านด้วยการกวาดบ้านถูบ้าน เพื่อช่วยแบ่งเบาและทำให้คุณพ่อคุณแม่หายเหนื่อย

    น.ส. ทิพย์รัตน์ สายเสมา (น้องจีจ้า) อายุ 15 ปี  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนบ้านหนองนกทา จ.อุบลราชธานี ผู้ได้รับทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้โอกาสทางการศึกษา เงินทุนที่ได้รับมีความสำคัญอย่างยิ่ง “นำเงินทุนการศึกษาที่ได้ ไปจ่ายค่าเทอม ซื้อชุดนักเรียน และใช้กับกิจกรรม การเรียนต่างๆ เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ส่วนผลการเรียนอยู่ในระดับดีเสมอมา และชอบงานสายลุย จึงทำให้ตั้งเป้าหมายที่ตนเองตั้งใจไว้ นั่นคือ การเป็นวิศวกรรมโยธา

    นายภูริพัฒน์ มหาเจริญ (น้องเชพ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม จ.นครปฐม ผู้ได้รับทุนเป็นปีแรก  ได้กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่มอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ตนเองนั้นรู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก  และจะนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งทุนการศึกษา และค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารอากาศเหมือนคุณตา

    การมอบทุนการศึกษานี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ SPC ในการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อร่วมสร้างเยาวชนคนเก่งให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/796924&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EF3SpJJeKkBf0-TEkSJ0S

  • ททท. ต่อยอดกระแสบวก หนุน ‘จีนเที่ยวไทย’ ฟื้น ระดมแคมเปญเจาะกรุ๊ปทัวร์-กลุ่ม FIT

    ททท. ต่อยอดกระแสบวก หนุน ‘จีนเที่ยวไทย’ ฟื้น ระดมแคมเปญเจาะกรุ๊ปทัวร์-กลุ่ม FIT

    ธุรกิจ

    19 พ.ย. 2025 เวลา 6:10 น.

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. 2568 ตามคำทูลเชิญของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับการตอบรับเชิงบวกเป็นอย่างมากจากทั้งสื่อหลักและประชาชนจีนซึ่งสะท้อนความคิดเห็นบนโลกออนไลน์

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการติดตามกระแสสื่อและความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ในประเทศจีนของสำนักงาน ททท. ทั้ง 5 แห่งในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กว่างโจว และคุนหมิง พบว่าข่าวการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระราชินี ได้รับการตอบรับเชิงบวกเป็นอย่างมากจากทั้งสื่อหลักและประชาชนจีน ทั้งในเชิงภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความคาดหวังด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดการเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในหมู่ประชาชนจีน นับเป็นโอกาสสำคัญยิ่งของ ททท. และภาครัฐของประเทศไทยในการขับเคลื่อนฟื้นฟูตลาดนักท่องเที่ยวจีนต่อจากนี้

    โดย ททท.เตรียมจัด 4 กิจกรรมกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ 1.นำเสนอแคมเปญประชาสัมพันธ์ “จงไท่อี้เจียซิน” (จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน) ผ่านคอนเทนต์เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย-จีน ชุมชนไทย-จีน อาหารไทยที่มีรากฐานจากจีน และการแต่งกายชุดไทย ผ้าไทย 2.การจัดโปรโมชันตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พัก เพื่อเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ร่วมกับแพลตฟอร์มจองสินค้าท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA: Online Travel Agents)

    3.การทำโปรโมชันแพ็กเกจท่องเที่ยวภายใต้แคมเปญ จงไท่อี้เจียซิน ร่วมกับบริษัททัวร์ในจีน ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน 2569 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่จะมีนักท่องเที่ยวจีนออกเดินทางจำนวนมาก และ 4.การทำแพ็กเกจเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง นำเที่ยวชุมชนสัมพันธ์ไทย-จีน ร่วมกับสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ด้วยการให้บริษัทจัดการจุดหมายปลายทาง (DMC: Destination Management Company) ในไทย จัดทำเส้นทางใหม่ๆ เช่น เส้นทางตลาดน้อย-ตลาดพลู-เยาวราช ในกรุงเทพฯ, เส้นทางชุมชนซากแง้ว ชลบุรี, เส้นทางจันทบุรี, เส้นทางเมืองเก่าในนครสวรรค์ กับภูเก็ต และเส้นทางเมืองสร้างสรรค์ น่าน และสุพรรณบุรี เป็นต้น

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า จากกระแสเชิงบวกบนโลกออนไลน์ของจีนเกี่ยวกับ “ในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ เยือนจีน” โดยมี “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน จัดพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ทั้งนี้ “ผ้าไทย” และ “อาหารไทย” ได้รับการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์อย่างมาก มีการไลฟ์ขายผ้าไทย 24 ชั่วโมงบน TikTok

    ขณะเดียวกันทาง “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ได้ให้ความเคารพและเป็นมิตรต่อพระมหากษัตริย์ไทย ถือเป็นกระแสที่ดีอย่างมาก ได้ใจชาวจีน เรียกได้ว่ามุมมองเชิงลบของชาวจีนที่มีต่อประเทศไทยก่อนหน้านี้ได้หายไปหมด มีแต่มุมมองเชิงบวกในทุกแพลตฟอร์มของจีน

    นอกจากนี้ สมาคมฯ มองว่าประเทศไทยน่าจะได้อานิสงส์บวกจาก “กรณีพิพาทจีนกับญี่ปุ่น” ทำให้ “นักท่องเที่ยวจีน” หันมาเที่ยวไทยแทน เพราะย้อนไปเมื่อราวปี 2560 ที่ชาวจีนลุกขึ้นมาประท้วงญี่ปุ่นทั้งประเทศ ตอนนั้นกระแสต่อต้านแรงมาก ยกเลิกการเดินทางเข้าญี่ปุ่นแล้วมาเที่ยวไทย แต่ปีนั้นท่องเที่ยวไทยเป็น “พระเอก” ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่เริ่มมีคู่แข่งหลายประเทศเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งประเมินว่าอย่างไรประเทศไทยก็น่าจะได้อานิสงส์ตรงนี้อยู่บ้าง

    “ตอนนี้มีไทยกับเวียดนามท้าชิงฐานนักท่องเที่ยวจีนกัน แต่จากฟีดแบ็กล่าสุดพบว่า แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยจะลดลงก็จริง แต่เอเย่นต์ทัวร์ที่เคยขายแพ็กเกจเที่ยวไทยแล้วย้ายไปขายแพ็กเกจเที่ยวเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา เขาพูดมาว่านักท่องเที่ยวไม่ค่อยเดินทางซ้ำ ต่างจากตอนขายแพ็กเกจเที่ยวไทยมาเป็นสิบปี ลูกค้าเดินทางซ้ำตลอด”

    การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. ตรงกับช่วงเข้าฤดูหนาว คนในพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนเริ่มวางแผนล่วงหน้าก่อนเดินทางหนีหนาว 2-4 สัปดาห์ จึงน่าจะได้ลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามา เมื่อลูกค้าเริ่มไหลเข้าไทย หนุนให้ราคาตั๋วเครื่องบินเริ่มสูงขึ้นตามแรงดีมานด์ จากเฉลี่ย 700-800 หยวน (ราว 3,200-3,700 บาท) ต่อเที่ยวบิน เพิ่มเป็น 1,400 หยวน (6,400 บาท) ต่อเที่ยวบิน นอกจากนี้เอเย่นต์ทัวร์จีนก็น่าจะปรับแผนทำเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เปลี่ยนเดสติเนชันจากญี่ปุ่นเข้าไทยมากขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569

    “กระแสเชิงบวกบนโลกออนไลน์ของในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ เยือนจีน กับกรณีพิพาทจีนกับญี่ปุ่น จะเป็นแรงบวกสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดจองการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนทั้งตลาดกรุ๊ปทัวร์และกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) หลังเอเย่นต์ทัวร์กล้าเข้ามาช้อนที่นั่งโดยสารเที่ยวบินเช่าเหมาลำไปขายต่อ โดยน่าจะเห็นยอดจองเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

    ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า “คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเพิ่มเป็น 20,000-25,000 คนต่อวัน จากปัจจุบันเดินทางเข้าเฉลี่ย 10,000 คนต่อวัน หนุนยอดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยในปีนี้แตะ 5 ล้านคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1208260&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z6jYf_k1yJLMD0B9cls8a

  • ลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จังหวัดไหนดี? (1)

    ลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จังหวัดไหนดี? (1)

    ลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จังหวัดไหนดี? (1)

    หลังโควิด 19 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness) และเชิงการแพทย์เป็นที่สนใจมากขึ้น สำหรับประเทศไทยของเรามีหลายจังหวัดที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวหลัก

    ซึ่งต่างก็เป็นตัวเลือกของการเป็นฮับด้านสุขภาพและด้านการแพทย์ แต่ในความเป็นจริงแล้วแต่ละจังหวัดมีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกัน 

    บทความนี้จะนำเสนอผลการศึกษาที่วัดความสัมฤทธิ์ผลของการพัฒนามิติต่าง ๆ ของจังหวัดท่องเที่ยวและขีดความสามารถของการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้จัดทำชุดดัชนีจังหวัดวิวัฒน์ โดยใช้ตัวชี้วัดทั้งหมด 41 ตัว แบ่งเป็น 4 มิติเพื่อประกอบเป็นดัชนี 4 ดัชนีด้วยกัน (ตารางที่ 1) คือ 

    ลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จังหวัดไหนดี? (1)

    ความพร้อมทางเศรษฐกิจมีองค์ประกอบ 2 ส่วนคือ 1) โครงสร้างพื้นฐานและ 2) ขนาดของเศรษฐกิจซึ่งนับว่าเป็นทุนประเดิมของแต่ละจังหวัด ตามมาด้วยดัชนีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รวมถึงผลด้านการกระจายรายได้ ดัชนีเศรษฐกิจและสังคมมีองค์ประกอบของสุขภาวะและความปลอดภัย

    ส่วนดัชนีการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นดัชนีที่พิจารณารวมสภาพแวดล้อม และดัชนีจังหวัดภิวัตน์ซึ่งเป็นดัชนีที่ได้รวมความเสี่ยงและความสามารถในการรับมือความเสี่ยงไว้ด้วย ข้อมูลเหล่านี้ภาคเอกชนสามารถใช้พิจารณาประกอบในการเลือกการลงทุนด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้

    การจะเป็นจังหวัดด้านสุขภาพนั้นจริง ๆ แล้วต้องเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวด้วย เพราะนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมักไม่มาคนเดียว แม้จะเป็นคนป่วยจึงต้องมีที่ท่องเที่ยวให้คนที่พามาด้วย ซึ่งในที่นี้จะเลือก 7 จังหวัดที่เลือกมานำเสนอเป็นจังหวัดท่องเที่ยวอยู่แล้วแต่นำมาเปรียบเทียบกันได้ว่าถ้าต้องการเป็นศูนย์ wellness จังหวัดท่องเที่ยวเหล่านี้ต้องเสริมจุดแข็งและกำจัดจุดอ่อนอย่างไร

    เราลองเริ่มต้นโดยการดูดัชนีในภาพรวมก่อนว่าจังหวัดท่องเที่ยวดาวรุ่งทั้ง 7 ที่เราจะพิจารณานี้มีลำดับของความอภิวัฒน์ของจังหวัดในระดับใด โดยดูความสมดุลของการพัฒนาในภาพรวม ในตารางที่ 1 ได้แสดงลำดับของจังหวัดทั้ง 7 ในดัชนีจังหวัดภิวัตน์จะเห็นได้ว่า “ชลบุรี” เป็นจังหวัดที่แข็งแกร่งที่สุดนำมาเป็นลำดับที่ 1 ในทุกด้าน รองลงมาคือ เชียงใหม่ เชียงรายและภูเก็ตจะมีความสมดุลในการพัฒนาต่ำกว่าจังหวัดอื่น ๆ

    ลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จังหวัดไหนดี? (1)   ลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จังหวัดไหนดี? (1)

    นอกจากนี้จะต้องเปรียบเทียบบรรยากาศด้านสิ่งแวดล้อมและทางสังคมที่ต้องมีความปลอดภัยอีกด้วย ตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่าจังหวัดท่องเที่ยวทั้ง 7 ล้วนมีความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ค่อนข้างสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นด้านอัคคีภัยและอุทกภัย แต่สำหรับเชียงใหม่ เชียงรายและภูเก็ต จะมีความเสี่ยงเรื่องดินโคลนถล่มด้วย

    โดยเฉพาะภูเก็ตมีธรณีสัณฐานของภูเขาเป็นหินแกรนิตซึ่งเมื่อเปิดหน้าหินแล้วจะยุ่ยง่าย หากการอนุรักษ์ดินในที่สูงไม่ดีพอก็จะทำให้เกิดดินโคลนถล่ม ส่วนการรับมือความเสี่ยงนั้นมีขีดความสามารถอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเกือบทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดกระบี่และภูเก็ต

    ลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จังหวัดไหนดี? (1)   ลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จังหวัดไหนดี? (1)

    ส่วนตารางที่ 3 แสดงว่าในจังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น ส่วนใหญ่มีความปลอดภัยต่ำ เนื่องจากมีอุบัติเหตุทางถนนค่อนข้างสูงและมีคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ค่อนข้างสูง ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีคดีอุบัติเหตุทางถนนสูงสุดจัดเป็นลำดับที่ 76 ของประเทศ

    นอกจากนี้ เชียงใหม่ กระบี่ และภูเก็ตมีคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์สูงเป็นลำดับที่ 7 15 และ 76 ตามลำดับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขไม่ใช่ทำตัวเป็นเต่าใหญ่ไข่กลบ และเราไม่สามารถประกาศว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัย

    ในตอนที่ 2 เราจะไปดูปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ตัวชี้วัดความยั่งยืนและสุขภาวะค่ะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1208201&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rOyn6k1aMU6R_radt-OjS

  • “Quick Big Win” แจกตั๋วฟรี-คนละครึ่ง ดันท่องเที่ยวสู่ 2.8 ล้านล้าน

    “Quick Big Win” แจกตั๋วฟรี-คนละครึ่ง ดันท่องเที่ยวสู่ 2.8 ล้านล้าน

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผนึกกำลังภาคเอกชน เดินหน้าเร่งรัดนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีนี้ไปจนถึงปี 2569

    โดยมีมาตรการสำคัญเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ทั้งการแจกตั๋วเครื่องบินในประเทศฟรี 200,000 ใบสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการต่อยอดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ดึงคนไทยเที่ยวผ่านบริษัททัวร์ คาดหวังขับเคลื่อนรายได้ท่องเที่ยวรวมปีหน้าแตะ 2.8 ล้านล้านบาท

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนและหน่วยงานหลักด้านการท่องเที่ยว ถึงแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายหลักในการผลักดันมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวตามนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อนำเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. โดยเร็วที่สุด

    3 ประเด็นหลักกระตุ้นท่องเที่ยวครอบคลุมทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
    มาตรการเร่งด่วนที่หารือร่วมกับภาคเอกชน สรุปเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

    1. ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการ
    รัฐบาลจะพยายามหาแนวทาง ลดค่าใช้จ่าย ต่างๆ ของผู้ประกอบการ เช่น ค่าธรรมเนียม หรือ ค่าน้ำมัน เพื่อช่วยให้สามารถลดต้นทุน และมีช่องทางในการจัดทำโปรโมชันหรือเสนอราคาบริการที่ถูกลงแก่นักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    2. ส่งเสริมตลาดในประเทศ (ไทยเที่ยวไทย)
    ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” โดยใช้เงินงบประมาณที่คงเหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่สิ้นสุดไปแล้วราว 500 ล้านบาท

    โครงการนี้จะเน้นการเดินทางท่องเที่ยวผ่าน บริษัททัวร์ ในลักษณะของแพ็กเกจที่ครอบคลุมสายการบินและโรงแรม โดยสนับสนุนไม่เกิน 3,000 บาท/คน/ทริป
     

    คาดว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ได้ภายใน เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    3. กระตุ้นตลาดต่างประเทศและฟื้นฟูภาพลักษณ์
    เตรียมเสนอโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” (ซื้อตั๋วจากต่างประเทศบินเข้าประเทศไทย รัฐบาลสนับสนุนแจกตั๋วฟรีเส้นทางบินในประเทศ)

    โครงการนี้รัฐบาลจะสนับสนุนตั๋วเครื่องบินภายในประเทศที่นั่งละ 1,750 บาทต่อเที่ยว (ไป-กลับรวม 3,500 บาท)

    เป้าหมายรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 200,000 คน ด้วยวงเงินรวม 700 ล้านบาท โดยเน้นการกระจายไปยังจังหวัดรอง เช่น เมืองน่าเที่ยว และจังหวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยูเนสโก

    คาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้ราว ต้นปีหน้า

    ขอให้พิจารณามาตรการทางด้านภาษีสำหรับสายการบินในประเทศ รวมถึงการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และเที่ยวบินพาณิชย์ (Commercial Flight) อย่างต่อเนื่อง

    ข้อเสนอเพิ่มเติมจากภาคเอกชน

    สมาคมโรงแรมไทย: เสนอ 3 มาตรการ คือ 1. เร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย (โดยเฉพาะตลาดจีน) 2. เตรียมงบและโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศช่วง โลว์ซีซั่น ให้เริ่มได้ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 และ 3. ขยายโครงการ เที่ยวดีมีคืน โดยกำหนดให้มีการใช้จ่ายนอกพื้นที่พักอาศัย

    สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย: สนับสนุนการฟื้นโครงการ “Buy International, Free Domestic Flights” ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 200,000 คน พร้อมขอให้ชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการบิน (ANSC และ PSC) เพื่อลดต้นทุนสายการบิน และเสนอให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่นจาก 4.726 บาท/ลิตร เหลือ 0.20 บาท/ลิตร เพื่อให้สายการบินสามารถลดราคาตั๋วในประเทศได้ราว 100 บาท/เที่ยว และเพิ่มที่นั่งเที่ยวบินในประเทศ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    คาดการณ์รายได้ปี 2569 เติบโต 7% แตะ 2.8 ล้านล้านบาท

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดการณ์ว่ารายได้รวมการท่องเที่ยวในปี 2568 จะอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.5 ล้านล้านบาท และคนไทย 1.15 ล้านล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยประมาณ 33 ล้านคน

    สำหรับปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ไว้ที่ 7% คาดว่ารายได้รวมจะสูงถึง 2.8 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาใกล้เคียง 38 ล้านคน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/733665&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H26Al2B3h71a0VDaH7kkA

  • มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบทุนการศึกษากว่า 6 ล้านบาท หนุนเด็กไทยทั่วประเทศ

    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบทุนการศึกษากว่า 6 ล้านบาท หนุนเด็กไทยทั่วประเทศ

    วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.47 น.

    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์มอบ “อนาคตทางการศึกษา” แก่เยาวชนที่มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเรียน ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา รวมทั้งสิ้น 694 ทุน  มูลค่ารวม 6,090,000 บาท ยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

    มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 68 ปีที่กลุ่มอีซูซุดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราได้ยึดมั่นในวิสัยทัศน์องค์กรคือ “วิถีอีซูซุ : ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้  ช่วยให้สังคมพัฒนา” เป็นหลักในการดำเนินงาน เราประสบความสำเร็จอย่างสูงตลอดระยะเวลาอันยาวนานนี้ได้ ด้วยความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากประชาชนชาวไทย  ดังนั้น   เราจึงได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างประโยชน์และคุณค่าต่อสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง  

    “ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าว “มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ” จึงได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2530 โดยเป็นการสมทบทุนร่วมกันของ 3 บริษัทในกลุ่มอีซูซุ ได้แก่  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท อีซูซุเอ็นยิ่น แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายด้าน อาทิ การสนับสนุนด้านการศึกษา การส่งเสริมด้านการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ การสนับสนุนเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน  รวมถึง การสนับสนุนทางการเงินและการบริจาคอุปกรณ์ที่จำเป็นให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ ด้วยเจตนารมณ์ของการเป็น “นิติบุคคลที่ดีของสังคมไทย”   ที่พร้อมจะร่วมสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้แก่เยาวชนในสังคมไทยอย่างยั่งยืนสืบไป”

    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ ยึดมั่นในการเดินหน้าสานต่อ โครงการมอบทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทั้งบุคคลและสังคม โดยในปีนี้ได้มอบทุนให้แก่ นักเรียนและนักศึกษาที่มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 694 คน  มูลค่ารวม 6,090,000 บาท ทุนนี้จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ให้เยาวชนสามารถใช้ศักยภาพด้านการศึกษาได้อย่างเต็มที่ เดินหน้าสานต่อความฝัน สู่การเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต โดยมีมูลนิธิกลุ่มอีซูซุพร้อมร่วมสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืนไปด้วยกัน

    นายเกียรติศักดิ์ เหลือบกลาง นักศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตนครราชสีมา “ผมรู้สึกภูมิใจและซาบซึ้งใจมากที่ได้รับทุนนี้ ทุนการศึกษานี้ มีความหมายกับผมมากเพราะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ทำให้ผมมีเวลาโฟกัส กับการตั้งใจเรียนมากขึ้น ความฝันของผมตอนนี้คือเรียนจบสาขาที่ผมรัก สามารถนำความรู้ที่ผมเรียนมาไปต่อยอด และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ขอขอบคุณมูลนิธิกลุ่มอีซูซุและผู้สนับสนุน    ทุกท่านที่ได้ให้โอกาสผมได้รับทุนนี้ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผม เพราะต่อไปผมก็อยากจะมอบโอกาสดี ๆ แบบนี้ให้กับคนอื่นเหมือนกับที่ผมได้รับจากมูลนิธิกลุ่มอีซูซุครับ”

    นางสาวณัฐวดี แรกคำนวณ นักเรียนจากโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ฯ “วันนี้รู้สึก   ดีใจมาก ๆ เลยค่ะ ทุนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้หนูเข้ามหาวิทยาลัยที่หนูใฝ่ฝันได้ หนูอยากเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งทุนนี้เป็นส่วนช่วยให้หนูปล่อยวางจากความเครียด เรื่องการเงิน สามารถโฟกัสกับการเรียนและการเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่ ขอบคุณมูลนิธิกลุ่มอีซูซุที่สร้างโครงการนี้ขึ้นมา รู้สึกขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ”

    ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com  หรือ LINE: @isuzuthai

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/928879&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oju7G1t0SJXre99wN4ThS

  • ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    เว็ปไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์ถือเป็นการยินยอมในการใช้งานคุกกี้ของเว็บไซต์นี้ ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของเราได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.samsung.com/th/%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2593%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2581&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eDvtWh59IT7vUsf740Ay0

  • “อัครา” หนุนสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “พม.ใกล้คุณ” เน้นแก้ปัญหาในพื้นที่-พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย

    “อัครา” หนุนสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “พม.ใกล้คุณ” เน้นแก้ปัญหาในพื้นที่-พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย

    “อัครา” หนุนสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “พม.ใกล้คุณ” เน้นแก้ปัญหาในพื้นที่-พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) รับฟังรายงานผลการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำปี 2568 พร้อมพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด อีกทั้งรับมอบข้อเสนอเชิงนโยบายและความเห็นข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำปี 2568 และงานสมัชชาขบวนองค์กรชุมชน จัดโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวง พม. ซึ่งมีนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ผู้นำองค์กรชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนภาคประชาสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

    นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ และรีสตาร์ทชีวิต โดยครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการชี้เป้าสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาสังคมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยยึด “ประชาชนและครอบครัว” เป็นศูนย์กลาง และพัฒนาการดูแลทุกครอบครัวอย่างไร้รอยต่อแบบ Family First ที่ต้องเริ่มต้นจากครอบครัว มีการเชื่อมโยงสิทธิด้านสวัสดิการสังคมที่พึงได้ ควบคู่การซ่อมสร้างที่อยู่อาศัย และการคุ้มครองทางสังคม นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) , กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) , กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กับ 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย , สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการเรื่องของงบประมาณและการทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ

    นายอัครา กล่าวว่า สำหรับกระทรวง พม. นั้น เรามีงบประมาณในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางในหลายด้านรวมถึงด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเข้ามาช่วยการทำงานของสภาองค์กรชุมชนมากขึ้น และเชื่อว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการรวมพลังของสภาองค์กรชุมชนที่สามารถสะท้อนปัญหามาจากท้องถิ่น ซึ่งอยากฝากทุกท่านว่า มิติใหม่ของการทำงานของกระทรวง พม. ภายใต้การนำของตนนั้น เราจะมีการยกร่างแผนการพัฒนา 1 – 10 ปี โดยการยกร่างจากปัญหาของท้องถิ่น ความต้องการของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ สิ่งที่คาดหวังจากสภาองค์กรชุมชน คือช่วยเป็นกระจกสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ท้องถิ่นระดับล่างมาสู่ระดับกระทรวง เพื่อนำไปสู่การผลักดันให้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และผลักดันงบประมาณลงไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

    สำหรับการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายน 2568 ตามระเบียบวาระและรับรองข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 เรื่อง และสรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ ตามมาตรา 32 (2) จำนวน 6 เรื่อง โดยมอบข้อเสนอฯ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เพื่อพิจารณาดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ต่อไป

    #พมใกล้คุณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/973167&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3umwe_vsE1m0Ctp9VA6Wcd

  • ประกาศผลการคัดเลือกโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน รุ่นที่ 6

    ประกาศผลการคัดเลือกโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน รุ่นที่ 6

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93074&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HIdFnHfwYyTMBi6stt2Xg