Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ สั่งคลัง เร่งลงทะเบียนรอบใหม่ “บัตรรัฐ-คนละครึ่งพลัส เฟส2”

    นายกฯ สั่งคลัง เร่งลงทะเบียนรอบใหม่ “บัตรรัฐ-คนละครึ่งพลัส เฟส2”

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมเปิดลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ควบคู่ไปกับการจัดทำโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2

    นายกฯ กำชับชัดว่า ทั้งสองโครงการต้อง ‘ปิดจ๊อบ’ ภายในเดือนธันวาคม 2568 โดยให้ปรับปรุงจากผลการดำเนินงานโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสแรก และแนวทางเดิมของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังรับไปดำเนินการอย่างเร่งด่วน

    anutin-mof-government-card-half-half-plus-new-round-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลยังเดินหน้าแนวทางเดิมในการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ คือ
    • คนที่มีกำลังซื้อ เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส รัฐช่วยสมทบคนละครึ่ง
    • ผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่สามารถร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสได้ จะได้รับเงินสนับสนุนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน
    โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถเข้าร่วมคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้

    สำหรับงบประมาณที่จะใช้ดำเนินโครงการ รองนายกฯ ระบุว่า จะใช้งบกลางเป็นหลัก ส่วนจำนวนเงินต้องขอพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าการโอนเงินถึงมือประชาชนจะเป็นไปตามแผนเดิมคือ ภายในเดือนมกราคม 2569

    ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จึงถูกมองว่าเป็นมาตรการคู่ขนานที่รัฐบาลใช้ดูแลทั้งผู้มีรายได้น้อยและผู้มีกำลังซื้อ เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจช่วงรอยต่อปีใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/anutin-mof-government-card-half-half-plus-new-round&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-_bhl1R_e1-yhdVlzIotn

  • จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน 2026

    จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน 2026

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings: Sustainability 2026

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings: Sustainability 2026 ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืน ให้อยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน อันดับ 1 ของประเทศไทยเช่นเดียวกับปีที่แล้ว อันดับ 15 ของเอเชีย และอันดับ 165 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568  

    QS World University Rankings: Sustainability 2026 พิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยประเมินมหาวิทยาลัยจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) และการบริหารจัดการ (Governance)

    ทั้งนี้ผลการจัดอันดับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2026 ดีขึ้นจากปี 2025 โดยผลคะแนนรวมของจุฬาฯ สูงถึง 85.5 สะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ แสดงถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้น โดยผลงานที่โดดเด่นของจุฬาฯ เช่น

    – ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 81 ของโลก

    – การแลกเปลี่ยนความรู้: อันดับ 138 ของโลก

    – ความเท่าเทียม: อันดับ 175 ของโลก

    – ความสามารถในการจ้างงานและโอกาส: อันดับ 179 ของโลก

    ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืนเพิ่มเติมได้ที่

    https://www.topuniversities.com/sustainability-rankings

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/272029/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tYeGdHOyPY599Rmy4364i

  • ม.นครพนมเปิดหลักสูตรใหม่ ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ จัดเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ”

    ม.นครพนมเปิดหลักสูตรใหม่ ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ จัดเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ”

    ภูมิภาค

    ม.นครพนมเปิดหลักสูตรใหม่ ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ จัดเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ”

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม (Faculty of Management Sciences and Information Technology, Nakhonphanom University) ได้จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ” และร่วมฟัง ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อร่วมกันพลิกโฉมโลจิสติกส์ไทย พร้อมเปิดตัวหลักสูตรใหม่ “สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ”โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรีภูมินทร์ ฮงมา คณบดีฯเป็นประธาน และกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมในครั้งนี้ ณ  MIT Co-working Space ชั้น 1 คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม

    ซึ่งกิจกรรมเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ได้รับเกียรติจากผู้ร่วมเสวนาที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์มากมาย ได้แก่ ผศ.ดร.ขจิต ณ กาฬสินธุ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยนครพนม  คุณศรีตระกูล จันทรนิภา รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม  คุณดิศพล เลิศสุวรรณวงษ์ Aircraft Appearance Supervisor, Thai Lion Air  คุณภัคธินันท์ ธนโสภณไพสิฐ บริษัท ไอซีแอล อินเตอร์เนชันแนล จำกัด สาขานครพนม และ คุณวิภาวี ถึงนาค หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่ 2 ด่านศุลกากรนครพนม นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร.พรหมภัสสร ชุณหบุญญทิพย์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาฯ มหาวิทยาลัยนครพนม เป็นผู้ดำเนินรายการในกิจกรรมครั้งนี้อีกด้วย

    ทั้งนี้ จังหวัดนครพนมถูกวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภาคอีสาน เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน คือเป็นประตูเศรษฐกิจสู่อาเซียนและจีนตอนใต้ – ตะวันออก โดยมีการพัฒนาศูนย์การขนส่งชายแดน เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า รองรับการเปลี่ยนถ่ายตู้สินค้าระหว่างรถบรรทุกกับระบบรถไฟทางคู่ในอนาคต

    มีวิสัยทัศน์เป็นศูนย์กลางขนส่งและโลจิสติกส์,ผลิตอาหารปลอดภัยอุตสาหกรรมแปรรูป,ศูนย์ธุรกิจขนส่ง และเป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม โดยเน้นจุดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ให้เป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (สาสนา ประวัติศาสตร์ และนิเวศน์ในอนุภาคมิภาคลุ่มน้ำโขง),เกษตรปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม,เมืองศูนย์กลางการค้าชายแดน และการลงทุนประตูเศรษฐกิจสู่อาเชียน และจีนตอนใต้-ตะวันออก รวมถึงเป็นเมืองการศึกษารองรับการพัฒนาสู่ประชาคมอาเชียน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WPBWkJsVXYSiCYoBFlujQ

  • ‘มาร์ค’ปลื้มผลโพล ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต ‘วันนอร์’ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

    ‘มาร์ค’ปลื้มผลโพล ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต ‘วันนอร์’ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    มาร์คปลื้มผลโพล

    ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต

    วันนอร์ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

    วันนอร์ย้ำยึดรธน.ม.151วรรคสอง ยื่นญัตติซักฟอกแล้วห้ามรัฐบาลยุบสภา แม้มีคนโต้แย้งมองก่อนบรรจุวาระยังมีอำนาจยุบสภา พร้อมเปิดสมัยวิสามัญธันวาคม ถกแก้ไขร่างรธน.วาระ 2 ด้าน อภิสิทธิ์ขอบคุณผลโพลอันดับปชป.เพิ่มขึ้น ถือเป็นกำลังใจ ชู 2 นโยบาย บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโตขึ้นไม่กังวลพื้นที่กทม.สกลธีชนเอกนัฎขอแข่งขันแบบมิตร ไม่เล่นฟาวล์

    เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายน2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา เดือนธันวาคมว่า เมื่อสภาเปิดสมัยประชุม ส.ส.สามารถเข้าชื่อ1ใน5 เพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ได้ ทั้งนี้ มีประเด็นข้อแย้งที่ต้องพิจารณาว่าหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วจะยุบสภาได้หรือไม่ และในความเห็น 2 ฝ่าย คือรัฐธรรมนูญ มาตรา151วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้ ขณะที่ข้อบังคับการประชุมสภา ระบุว่า เมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วกำหนดให้ประธานสภาตรวจสอบรายชื่อว่าครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่ ญัตติขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับหรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภาก่อนบรรจุวาระ โดยกำหนดเวลาให้พิจารณาแล้วเสร็จไม่เกิน7วัน

    ยันยื่นซักฟอกแล้วยุบสภาไม่ได้

    “ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะยุบสภาได้หรือไม่ เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ผมได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาประชุมกับฝ่ายกฎหมายของสภา พิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ คือเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะยื่นต่อสภาหรือประธานสภา ตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถยุบสภาได้ ส่วนข้อบังคับนั้นมีสิทธิน้อยกว่ารัฐธรรมนุญ ทั้งนี้ เป็นข้อกฎหมายของสำนักงานที่เสนอ แต่จะมีคนขอหารือไปยังหน่วยงานอื่นก็แล้วแต่ แต่รัฐธรรมนูญพูดชัด ทั้งนี้ ความเห็นของฝ่ายกฎหมายเสนอไปยังเลขาธิการสภาแล้ว แต่ยังไม่มาถึงผม ซึ่งต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

    พร้อมเปิดวิสามัญธ.ค.ถกแก้รธน.

    นายวันนอร์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลแจ้งเตรียมความพร้อมต่อการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ช่วง 8 ธ.ค. เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจากรัฐบาล แต่ตนได้หารือกับ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาฯ แล้ว ว่า หากมีประกาศราชกิจจานุเบกษา ให้เปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ จะมีความพร้อมเปิดประชุมตั้งแต่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป แต่เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพราะอำนาจของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเป็นเรื่องของรัฐบาล นอกจากนั้นแล้วได้หารือกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา อย่างไม่เป็นทางการ ทราบว่าต้องการเปิดประชุม ช่วง 8-10 ธ.ค.รัฐสภาต้องหารือกับวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่ละฝ่ายจะใช้เวลาอภิปรายเท่าใดในวาระสอง ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับกมธ.ที่สงวนความเห็นกับ สส.ที่เสนอคำแปรญัตติ แม้จะไม่ถูกจำกัดเวลาอภิปราย ต้องไม่อภิปรายเหมือนกับวาระแรก และเมื่อรัฐสภาพิจารณาจบวาระสองแล้ว ต้องเว้นไว้ 15 วัน ถึงจะลงมติในวาระสามได้ ดังนั้นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะจบต้องลงมติเห็นชอบในวาระสาม

    อภิสิทธิ์ขอบคุณผลโพลอันดับดีขึ้น

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพลที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมในอันดับที่ดีขึ้น ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชน แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีขึ้นมีลงตลอดเวลา จริงๆ ตอนนี้สำคัญที่สุดสำหรับเรา แข่งขันกันด้วยเวลา เพราะเวลามีจำกัดมาก และงานก็ต้องทำเยอะมากทั้งนโยบายและผู้สมัคร และเรื่องอื่นๆ รวมทั้งแข่งขันกับตัวเองด้วย เพราะเรารู้ ว่าต้องการให้ประชาชนเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กับแนวทางของเราทั้งในแง่การการเมืองและสิ่งที่จะทำให้กับประเทศ เพราะฉะนั้นผลสำรวจที่ออกมาก็เป็นกำลังใจ แต่ว่างานหลักรออยู่ข้างหน้าเยอะมาก

    ชู2นโยบายบ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต

    เมื่อถามถึงนโยบายหลักที่จะใช้ชูในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีเรื่องหลักอยู่ 2 เรื่อง ที่ตนคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับประเทศคือ 1.ถ้าเราไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเป็นบ้านเมืองที่สุจริตจริงๆ ปัญหาอื่นแทบแก้ไม่ได้เลย เพราะตัวนี้คือตัวบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งปัญหาสารพัด ทั้งการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ 2.ถ้าเราไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้เหมือนสมัยก่อน คือ ยังโตอยู่แค่ร้อยละ1ร้อยละ2 ต่อเนื่องแบบนี้เรื่องอื่นเราก็แก้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวแต่เราจะไม่มีทรัพยากร มาดูแลผู้สูงอายุ มาสร้างระบบสวัสดิการ ที่มีมีความจำเป็นเพียงพอกับทุกคน เพราะฉะนั้นสองเรื่องนี้คือสองเรื่องหลัก หมายความว่าต้องทำให้บ้านเมืองสุจริตและเศรษฐกิจต้องดี ดีในที่นี้คือทั้งโตและกระจายให้ทั่วถึง

    แจกเงินกระตุ้นทำตามสถานการณ์

    เมื่อถามว่า จะมีนโยบายแบบกระตุ้นให้เร็วขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าว นโยบายกระตุ้นต้องดูตามสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่จะเป็นคำตอบให้กับประเทศต่อไป ตนคิดว่าในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เรามีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจถี่มาก ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง บางช่วงรวมทั้งในปัจจุบันก็แก้ปัญหาความยากลำบากได้ระดับหนึ่ง แต่ตนคิดว่าคนก็มองว่าเป็นคำตอบเฉพาะในช่วงนี้ และถ้าเศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่ตนตั้งเป้าหมายไว้ เราก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ และเราจะมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำเรื่องนี้ เพราะฐานะทางการคลังก็จะมีปัญหามากขึ้น

    ไม่กังวลกทม.สกลธีชนเอกนัฎ

    เมื่อถามถึงการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. ที่ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯดูแลพื้นที่ กทม.อาจจะต้องชนกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ให้ดูพื้น กทม. ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นฐานเสียงเดียวกันนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่พูดเรื่องฐานเสียง เราแข่งขันเสนอตัวให้คนกรุงเทพฯ ซึ่งสิ่งที่จะตอบโจทย์ทั้งคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคือนโยบายบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่นี่ แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคนกรุงเทพฯ จะมองถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วยว่าต้องการจะไปอย่างไร การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้มีความกังวลอะไร นายสกลธี ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคดูแล กทม. ซึ่งเราทราบตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเป็นจุดที่ยาก เมื่อถามว่า เป็นการเจอมิตรเก่า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราต้องแข่งขันกันแบบมิตรเต็มที่ แต่เราไม่เล่นฟาวล์อยู่แล้ว

    หากยุบสภาม.ค.ต้องทำงานหนักขึ้น

    ต่อข้อถามว่า หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ปลายเดือนม.ค.69 ที่ประกาศไว้ พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องพร้อม แต่จะเหนื่อยมากขึ้น ซึ่งเรายอมรับไม่ปฏิเสธ และในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย.) จะเริ่มประชุมกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากได้รับการรับรองจากคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรารู้ว่าเวลาเดิมก็น้อย ถ้าน้อยเพิ่มขึ้นไปอีกก็เหนื่อยมากขึ้น แต่เป็นปกติของระบบสภาฯ พรรคการเมืองต้องเดินหน้าเต็มที่

    ส่วนหนักใจหรือไม่เรื่องการเมืองสุจริตซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการใช้เงินจากการฟอกขาว เข้ามาใช้ในการเมือง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตนหนักใจน้อยลงกว่าเดิมเยอะ เพราะตั้งแต่ตนกลับเข้ามา ได้เจอผู้คนประชาชนธรรมดาไปจนถึงนักธุรกิจระดับสูงพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าไม่ต้องการอยู่แบบนี้อีกแล้ว ยืนยันว่าหนักใจน้อยลงเพราะแนวร่วมของคนที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้นมาก

    ภราดรยันรบ.พร้อมแจงถูกอภิปราย

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ถ้ายื่นก็เชื่อว่าทุกคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมที่จะชี้แจง ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย.นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาท้าทายฝ่ายค้านให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 152 คือการอภิปรายโดยไม่มีการลงมติ นายภราดร กล่าวว่า นายโสภณพูดที่พรรคในนามส่วนตัว ซึ่งพูดชัดว่าเป็นการพูดในนามของลูกพรคภูมิใจไทย แต่ในส่วนของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีได้มีการออกแถลงการณ์ไปแล้วว่าพร้อมที่จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพร้อมที่จะชี้แจงในทุกประเด็น

    เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันหรือไม่ว่ายังคงเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) ในประเด็นเรื่องการยุบสภาวันที่ 31 ม.ค.69 นายภราดร กล่าวว่า ไทม์ไลน์ยังเหมือนเดิม เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านขอเปิดตามมาตรา 151 ในขณะที่รัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ประเด็นนี้รัฐบาลทำใจแล้วใช่หรือไม่ว่าถึงอย่างไรก็คงจะแพ้ นายภราดร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีประกาศตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีแค่ 140 กว่าเสียง เพราะฉะนั้นในส่วนของงานสภาไม่ว่าจะเป็นญัตติใดถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาก็คงไม่สามารถชนะโหวตได้ รวมถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ดังนั้นเมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจโอกาสที่จะพลิกชนะเสียงไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าการจะไม่ไว้วางใจนั้นต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดคือ 250เสียงถึงจะล้มรัฐบาลได้ ซึ่งต้องไปดูในช่วงนั้นว่าจะมีเสียงลงมติมากกว่ากึ่งหนึ่งหรือไม่ กรณีนี้หมายถึงถ้าฝ่ายค้านยื่นอภิปรายจริง เมื่อถามว่า มีคนจับตาว่า จะมีเสียงจากฝ่ายค้านอื่นที่ไม่ใช่พรรคประชาชนมาช่วยยกมือโหวตให้รัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่ยื่นญัตติอภิปรายเลย อย่าเพิ่งคิดถึงลงมติ ให้มีญัตติก่อนแล้วค่อยว่ากัน

    กางไทม์ไลน์แก้รธน.จบก่อนปีใหม่

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ยังให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเปิดวันใดว่า การจะเปิดวันใดอยู่ที่กรรมาธิการว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อใด หากเสร็จภายในต้นเดือนธ.ค. ก็สามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ ก่อนเปิดสมัยประชุมสามัญวันที่ 12ธ.ค.ตนดูไทม์ไลน์คร่าวๆ และได้หารือกับคณะกรรมาธิการแล้วว่าการโหวตวาระ 3 ต้องแล้วเสร็จก่อนช่วงปีใหม่ หมายความว่าหากเปิดสมัยประชุมวิสามัญวันที่ 9-11 ธ.ค. ยังสามารถลงมติวาระ 3 ก่อนช่วงปีใหม่ได้อยู่ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยยืนยันว่าพร้อมเปิดประชุมสมัยวิสามัญให้ อย่างไรก็ตามขณะนี้การพิจารณาของกรรมาธิการเดินหน้าไปได้พอสมควรแล้ว ในมาตรา 256/1 ที่เป็นหัวใจของการแก้รัฐธรรมนูญได้ผ่านมติเสียงข้างมากแล้ว ส่วนมาตราอื่นคงใช้เวลาไม่มาก เดินหน้าได้เร็วมากขึ้น คาดว่าภายในเดือน พ.ย. น่าจะแล้วเสร็จ แต่หากไม่แล้วเสร็จก็น่าจะเสร็จต้นเดือนธ.ค.

    สูตร20หยิบ1’เพื่อไทยเห็นด้วยแล้ว

    เมื่อถามว่า กระบวนการนี้จะเดินหน้าไปถึงเดือนม.ค.ใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า“อยู่แล้ว เพราะจากไทม์ไลน์ลงมติวาระ3ช่วงก่อนปีใหม่ หลังผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้ว จะส่งเรื่องมาที่ ครม.แล้วหลังจากนั้นอีก 2-3วัน ก็จะประชุมครม.เพื่อมีมติให้ทำประชามติแล้วส่งเรื่องไปที่ กกต.โดยช้าที่สุดไม่เกินกลางเดือน ม.ค.”เมื่อถามว่า การทำประชามติจะทันไทม์ไลน์ของกกต.ที่ขอเวลาเตรียมความพร้อมไว้ 75วันหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เมื่อ 2สัปดาห์ก่อน ทางเลขา กกต.แจ้งแล้วว่าขอเวลา 75วัน โดยย้อนจากวันที่ 29 มี.ค.69 ซึ่งจะตรงกับวันที่ 15ม.ค.69 ครม.จำเป็นต้องมีมติภายในวันดังกล่าวเพื่อส่งให้กับ กกต.เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พรรคเพื่อไทยโจมตีว่าสูตร 20หยิบ1 จะทำให้เกิดการล็อกสเปก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อะไรก็ไม่ดีไปหมด จริงๆสูตรนี้ได้มีการหารือกันนอกรอบ ตนได้อภิปรายเรื่องนี้ตามร่างของพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่วาระ1 แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนมองว่า จะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสีใดสีหนึ่ง ตนเลยยอมถอยแล้วใช้สูตรพรรคประชาชน วันนั้นพรรคเพื่อไทยบอกว่า แบบนี้ก็พูดคุยกันได้ แล้วพยายามทำทุกอย่างให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินต่อได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/928530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-X7_afyyxoBHwytqrBJnt

  • เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด – BBC News ไทย

    เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด – BBC News ไทย

    เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด

    Two seal pups rest on a sandy beach. One seal has a rope of yellow and green plastic caught around its neck.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ลูกแมวน้ำถูกเศษเชือกพลาสติกที่คล้ายกับอวนประมงพันรอบคอบนหาดทราย
      • Author, เฮเลน บริกกส์
      • Role, ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม
      • X, @hbriggs

    นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ด้วยการชันสูตรพลิกซากสัตว์ทะเล 10,000 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า การกินพลาสติกเข้าไปนำไปสู่การตายของพวกมันได้อย่างไร

    การศึกษาดังกล่าวพบว่า นกทะเลมีความเสี่ยงสูงหลังจากกลืนพลาสติกเข้าไปเพียง 23 ชิ้น ทำให้มีโอกาสตายถึง 90% ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเลก็มีความเสี่ยงในระดับใกล้เคียงกันเมื่อกลืนพลาสติกเข้าไป 29 ชิ้น ส่วนเต่าทะเลอาจจะต้องกินพลาสติกเข้าไปประมาณ 405 ชิ้นถึงจะมีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน

    ผลการศึกษานี้ทำให้นักวิจัยรู้สึกประหลาดใจว่าพลาสติกเพียงน้อยนิดก็อาจเป็นอันตรายได้แล้ว โดยพลาสติกชนิดอ่อนที่มีปริมาตรน้อยกว่าลูกฟุตบอลหนึ่งลูกก็อาจทำให้โลมาเสียชีวิตได้ ขณะที่นกทะเลอาจเสียชีวิตจากการกินยางที่มีขนาดเล็กกว่าเม็ดถั่วเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

    นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การค้นพบนี้อาจช่วยกำหนดทิศทางความพยายามในการปกป้องสัตว์ป่าทั่วโลกได้

    A small grey bird perches on a blue plastic bottle floating on a grey sea

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, มลพิษจากพลาสติกก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อนกทะเล ทั้งการทำให้นกได้รับบาดเจ็บและการเป็นพิษต่อพวกมัน

    “นี่เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญอย่างยิ่งว่ามลพิษจากพลาสติกเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของสัตว์ทะเล” ดร.เอริน เมอร์ฟี หัวหน้านักวิจัยจากกลุ่มอนุรักษ์มหาสมุทร (Ocean Conservancy) ในสหรัฐอเมริกา กล่าว

    การวิเคราะห์นี้ใช้ข้อมูลจากการชันสูตรพลิกซากทั้งนกทะเล เต่าทะเล และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เช่น แมวน้ำ สิงโตทะเล และโลมา ซึ่งเก็บรวบรวมตัวอย่างจากทั่วโลก โดยพบว่าเต่าทะเลเกือบครึ่งหนึ่งที่ศึกษา นกทะเลหนึ่งในสามของตัวอย่างที่ศึกษา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลหนึ่งในสิบของตัวอย่างได้กินพลาสติกเข้าไป

    นักวิจัยประเมินความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการกลืนพลาสติกชนิดต่าง ๆ ในสัตว์ทะเลแต่ละกลุ่ม

    พวกเขาพบว่า ประเภทของพลาสติกที่สัตว์กินเข้าไปนั้นสร้างความแตกต่าง เช่น ยางเป็นอันตรายที่สุดสำหรับนกทะเล พลาสติกชนิดอ่อนและเศษอุปกรณ์ด้านการประมงถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุดสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และพลาสติกทั้งแข็งและอ่อนก็เป็นภัยคุกคามต่อเต่าทะเล

    A small turtle on a sandy beach emerges from a blue net of entangled plastic

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เต่าตนุแรกเกิดกำลังพยายามดินหนีออกจากตาข่ายพลาสติก

    การศึกษานี้ตรวจสอบเฉพาะพลาสติกที่พบในกระเพาะของสัตว์เท่านั้น ไม่ได้ประเมินผลกระทบทางเคมีหรืออันตรายจากการที่มันถูกพันธนาการ ซึ่งหมายความว่าระดับความเสียหายที่แท้จริงมีแนวโน้มจะสูงกว่านี้

    นอกจากนี้ ยังพบสัตว์ทะเลหลายร้อยชนิดมีพลาสติกอยู่ในร่างกาย เช่น นกมักกลืนเศษพลาสติกเข้าไป และเต่ามักเข้าใจผิดว่าถุงพลาสติกเป็นแมงกะพรุน อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังขาดข้อมูลที่แน่ชัดว่าพลาสติกมีอันตรายถึงชีวิตต่อสัตว์ขนาดต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด

    ดร.เมอร์ฟี กล่าวเสริมว่า “เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อสรุปจากวิทยาศาสตร์นั้นชัดเจน เราจำเป็นต้องลดปริมาณพลาสติกที่เราผลิต ปรับปรุงการจัดเก็บและรีไซเคิล และกำจัดขยะพลาสติกที่มีอยู่แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c8x108188elo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iLLiKSWEtd4-XUxdYVFVV

  • จริงทุกดอก! จูดี้ ชี้ดราม่า “แจ็กแปปโฮ” ขออย่าโทษการศึกษาต่ำ

    จริงทุกดอก! จูดี้ ชี้ดราม่า “แจ็กแปปโฮ” ขออย่าโทษการศึกษาต่ำ

    จูดี้ แจ็กแปปโฮ
    แฟ้มภาพ

    จูดี้ จารุกิตติ์ มองกรณีสังคมเหลืออดคอนเทนต์ แจ็ก แปปโฮ ยืนโชว์วิบัติปีนรถยืนเต้นหรา ขออย่าโทษการศึกษาเด็ดขาด ยกตัวอย่างแม่ตัวเองจบชั้นป.7 แต่สอนเรื่องมารยาทสาธารณะ พี่จบป.โท ตลอด

    ถึงเวลานี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ชนิดสวดยับถึงพฤติกรรมและจิตใต้สำนึกของนายจาตุรงค์ พาโพธิ์หรือ “แจ็ก แปปโฮ” ยูทูบเบอร์อายุ 32 ปี ยังคงถาโถมเสียงติติงหนักขั้นสุด ตลอดจนวีรกรรมหนนี้น่าจะสร้างคดีความผิดทางกฏหมายให้กับอินฟลูฯ สายเรื้อนที่ตกเป็นดราม่าล่าสุดของสังคมได้เลยทีเดียว

    อย่างไรก็ดีอีกมุมของเสียงวิจารณ์ก็ได้มีผู้ที่ออกมาคอลเอาต์เบาๆ โดยขออนุญาตหล่นมุมมองเชิงวิเคราะห์แบบมีตรรกะที่ถูกที่ควร โดยยกให้เคสนี้อย่าไปตำหนิหรือหยิบยกประเด็นเรื่องของการศึกษามาพาดพิงกัน เพราะอาจทำให้คนที่เรียนจบไม่สูงแต่มีมารยาทนั้น เสียหายเอาได้ง่ายๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

    ล่าสุด จูดี้ จารุกิตติ์ อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์คอนเทนต์ที่โด่งดังจากช่อง TikTok @judydiaw69 และเป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนสนิทของคัลแลน-พี่จอง 2 ยูทูบเบอร์เกาหลี ได้หย่อนโพสต์สั้นๆ แต่ได้ใจความ โดยเป็นการยกเรื่องมารยาทของมารดาตัวเองมาวิเคราะห์ให้เห็นว่า แม้การศึกษาจะไม่สูง แต่เรื่องของกิริยาและวาจาที่สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมตามกาลเทศะ และเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างสงบสุขและน่าอยู่นั้น ที่บ้านของเธออบรมมาน่าจะคนละแนวทางกับอินฟลูฯ ยืนโยกหน้าลอว์สันวิวฟูจิหรือไม่ ?

    จูดี้ จารุกิตติ์ การสึกษาแจ็กแปปโฮ
    ภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊ก Facebook @Judy Diaw

    “อย่าโทษการศึกษาเด็ดขาด นะ แม่พี่จูดี้จบป.7แต่สอนเรื่องมารยาทสาธารณะพี่ที่จบป.โทอยู่ตลอด”

    เนื้อหาที่น่าสนใจและชวนเปิดมุมมองสืบเนื่องจากโพสต์ของ “จูดี้” ซี้สองสหายจองและพี่คัลลแลนยังไม่ได้หยุดและจบตรงแค่โพสต์เปรียบเปรยสั้นๆ เท่านั้น เพราะต่อมาได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเข้ามาขมวดประเด็นและร่ายยาวสรุปให้ชัดเจนนยิ่งขึ้นในทำนองที่เห็นด้วยกับสิ่งที่อีกฝ่ายให้ข้อคิดเอาไว้ โดยย้ำความเป็นคนแท้จริงแล้วนั้นวัดกันที่ “การกระทำ” ไม่ใช่ใบปริญญา

    “จริงครับอย่าโทษการศึกษาในระบบ เพราะมารยาทสาธารณะกับสามัญสำนึก มันเริ่มจากที่บ้าน คนจบสูงแต่ขาดการอบรม ก็ทำพฤติกรรมแย่ได้ คนเรียนไม่สูงแต่ได้รับการสั่งสอนดี ก็มีวินัยและรู้กาลเทศะ เรื่องแบบนี้ไม่เกี่ยวเลยว่าจบ ป.7 หรือ ป.โท
    มันเกี่ยวกับการถูกปลูกฝังให้รู้ว่าที่ไหนควร–ไม่ควร และรู้ว่าการกระทำของตัวเองกระทบคนอื่นยังไง
    เพราะสุดท้าย… ความเป็นคนวัดกันที่การกระทำ ไม่ใช่ใบปริญญา”.

    ความเป็นคนวัดที่กการกระทำไม่ใช่ปริญญา
    แฟ้มภาพ Facebook @charukitt.judy
    คอมเมนต์แจ๊กแปปโอ
    แฟ้มภาพ Facebook @charukitt.judy

    สำรวจข่วาบันเทิง-เช็กประเด็นเด็ด ตรวจสอบแวดวงดราม่าร้อนๆ เสิร์ฟตรงส่งถึงหน้าไทม์ไลน์ที่นี่

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Pachara

    Pachara

    นักเขียนประจำที่ Thaiger จบการศึกษาด้านศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เคยผ่านประสบการณ์ผู้สื่อข่าวกีฬา เริ่มเขียนบทความกับ Thaiger ตั้งแต่ปี 2021 วิ่งกับการอ่านหนังสือ คือ กิจกรรมที่สนใจเป็นพิเศษ ช่องทางติดต่อ pachara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1488751/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eU50eVC8i-2FbG7nBFSLm

  • ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

    วันนี้ (18 พ.ย.2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2507-2567 ครม.ได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ, “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ, “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน, “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

    กอช.ได้ขอเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทย พบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง ทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย

    แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา หรือโกนจา และแมวขาวมณี

    ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทย เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

    อ่านข่าว : มติ กกต.เลือก “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” นั่งประธาน กกต.คนใหม่ 

    เด้ง “ชญานันท์” พ้น ปลัดทส. สลับ “รวีวรรณ ภูริเดช” ผอ.สคทช.นั่งแทน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358640&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17soeshOR3G6Bh43TBDR3q

  • LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    บมจ.ไลท์อัพ โทเทิล โซลูชั่น [LTS] แจ้งว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนภายใต้

    โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลากับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย ระยะเวลา 5 ปี มูลค่างาน 141,239,472 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546704&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wPRBvuMw6HjY_fMxhpAdQ

  • 4 เคล็ดลับวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาเพื่อลูกรัก

    4 เคล็ดลับวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาเพื่อลูกรัก

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

    วิธีเตรียมทุนการศึกษาให้ลูกรักด้วย 4 ด้วยเคล็ดลับวางแผนการเงินอย่างการออม ลงทุน และใช้รถเป็นทุนสำรองฉุกเฉินรับมือเงินเฟ้อ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูก

    การมอบอนาคตทางการศึกษาที่ดีที่สุดให้กับลูก คือความฝันอันสูงสุดของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ท่ามกลางค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกปี ต้องอาศัยการเตรียมตัวและการวางแผนการเงินที่ดีตั้งแต่วันนี้ บทความนี้ได้รวบรวม 4 แนวทางสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมทุนการศึกษาให้ลูก ๆ ได้อย่างอุ่นใจ

    ทำความเข้าใจค่าเล่าเรียนในอนาคตที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อ

    การวางแผนการเงินสำหรับค่าเล่าเรียนหรือการศึกษานั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าค่าเล่าเรียนในวันนี้ จะแพงขึ้นอีกมากในอีก 10-15 ปีข้างหน้า การออมเงินไว้ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทนต่ำ อาจทำให้มูลค่าของเงินที่เราเก็บไว้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริงในอนาคต

    ประมาณการค่าเทอมมหาวิทยาลัยที่ต้องเตรียมในอนาคต

    เพื่อให้เห็นภาพเป้าหมายที่ชัดเจน เราควรประมาณการค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นตัวเลขตั้งต้นในการคำนวณ

    • มหาวิทยาลัยรัฐบาล : ประมาณ 50,000 – 200,000 บาท ต่อปี
    • มหาวิทยาลัยเอกชน / หลักสูตรนานาชาติ : ประมาณ 300,000 – 2,000,000 บาท ต่อปี
    • การศึกษาต่อต่างประเทศ (ปริญญาตรี) : ประมาณ 3,000,000 – 7,000,000 บาท ต่อปี (หรือสูงกว่า)

    ตัวเลขเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน อย่าลืมว่าเราต้องนำอัตราเงินเฟ้อมาคำนวณเพิ่มเข้าไปด้วย เพื่อให้ได้เป้าหมายทางการเงินที่แท้จริงในอีก 15 ปีข้างหน้า

    4 แนวทางวางแผนทุนการศึกษาลูกให้พร้อมทุกสถานการณ์

    เมื่อเราทราบเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือปฏิบัติ แนวทางหลักที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างอนาคตทางการศึกษาให้ลูกได้อย่างมั่นคง

    1. เริ่มต้นออมและลงทุนระยะยาวเพื่อผลตอบแทนทบต้น

    หัวใจสำคัญที่สุดคือการ “เริ่มต้นให้เร็วที่สุด” เพราะยิ่งมีระยะเวลาในการออมและลงทุนนาน พลังของผลตอบแทนทบต้น ก็จะยิ่งช่วยให้เงินเติบโตได้มากขึ้น การเริ่มออมตั้งแต่ลูกแรกเกิด แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มากต่อเดือน ก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับการเริ่มออมเมื่อลูกอายุ 10 ปี ควรเลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เช่น การลงทุนในกองทุนรวม หรือการออมผ่านประกันชีวิตสะสมทรัพย์

    2. สร้างหลักประกันความเสี่ยงด้วยประกันชีวิต

    การออมเงินหรือลงทุนจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว (ผู้ปกครอง) แผนการออมนั้นอาจจะต้องหยุดชะงักลง การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินทุนการศึกษา หรือประกันสะสมทรัพย์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย “การันตี” ได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกจะยังมีเงินก้อนสำหรับใช้ในการศึกษาต่อไปตามแผนที่วางไว้

    3. ใช้สินทรัพย์ที่มี (เช่น รถ) เป็นทุนสำรองยามฉุกเฉิน 

    การวางแผนระยะยาวย่อมมีความไม่แน่นอน บางครั้งครอบครัวอาจพบเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินก้อนเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือการขาดสภาพคล่องชั่วคราว ซึ่งอาจกระทบต่อแผนการออมเพื่อการศึกษา ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อทางการเงินอย่าง ทิสโก้ ออโต้แคช มักจะแนะนำให้พิจารณาสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อใช้เป็นทุนสำรองฉุกเฉิน อย่างการใช้บริการสินเชื่อที่น่าเชื่อถืออย่าง สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ ถือเป็นทางเลือกที่ดีในการเข้าถึงเงินก้อนเร่งด่วน โดยนำเล่มทะเบียนรถมาเป็นหลักประกัน เพื่อรับเงินสดไปใช้ในยามจำเป็น ทำให้แผนการศึกษาของลูกไม่สะดุด โดยที่ยังมีรถยนต์ไว้ใช้งานตามปกติ

    4. ทบทวนแผนการเงินและปรับกลยุทธ์การลงทุนสม่ำเสมอ

    แผนการเงินที่ดีต้องมีความยืดหยุ่น ควรมีการทบทวนแผนการออมและการลงทุนอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจสอบว่ายังสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่ สถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นไปตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ เมื่อลูกโตขึ้นและใกล้ถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัย ควรปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความเสี่ยงต่ำลง เพื่อรักษาเงินต้นและผลตอบแทนที่สะสมมา

    อยากสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ลูก ทิสโก้ ออโต้แคช พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการเงิน

    การวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาบุตร ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยวินัยและการเริ่มต้นที่รวดเร็ว และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจต้องการเงินทุนก้อนฉุกเฉินเพื่อการศึกษาของลูกในช่วงเวลาสำคัญ หรือต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในครอบครัวโดยไม่กระทบแผนการออมหลัก ทิสโก้ ออโต้แคช ขอเสนอ สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ หรือรีไฟแนนซ์รถยนต์ ที่สามารถเปลี่ยนรถยนต์ให้เป็นเงินทุนสำรองพร้อมใช้ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูก

    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-123-4000 หรือ แอดไลน์ @TISCOAutoCash เราพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องการเงินให้คุณทันที

    กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว | อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 12% – 24%  ต่อปี

    เงื่อนไขและการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/928729&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tZwJ0hBvWka19U6iH-r7a

  • ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! 'แมวไทย' เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสแมวเฮ! ครม. ไฟเขียว “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ชู 5 สายพันธุ์แท้ จ่อยกระดับสู่สากล ป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ

    • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ในประเภทสัตว์เลี้ยง
    • การเสนอครั้งนี้มาจากเหตุผลที่แมวไทยมีลักษณะเด่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่สังคมไทย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
    • มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์แท้ ป้องกันการจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ และต่อยอดทางเศรษฐกิจ

    ทาสแมวเฮ! ครม. ไฟเขียว “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ชู 5 สายพันธุ์แท้ จ่อยกระดับสู่สากล ป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ 

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507-2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

    โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่างๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย

    แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่

    • แมวศุภลักษณ์
    • แมวโคราช
    • แมววิเชียรมาศ
    • แมวโกญจา
    • แมวขาวมณี

    ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S0nEjU8g2PSmQNrOt2tt7