Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คณะการท่องเที่ยวฯ DPU ผนึกเชฟเอียน เปิดครัวจริงเสิร์ฟความรู้ ปั้นเชฟรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

    คณะการท่องเที่ยวฯ DPU ผนึกเชฟเอียน เปิดครัวจริงเสิร์ฟความรู้ ปั้นเชฟรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/112547&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00uxk3cEdggiLGEtQEojce

  • (เพิ่มเติม)กลยุทธ์การลงทุนรอบบ่ายวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568

    (เพิ่มเติม)กลยุทธ์การลงทุนรอบบ่ายวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568

              กลยุทธ์การลงทุนรอบบ่าย รวบรวมจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ประจำวันนี้     โบรกเกอร์       แนวรับ              แนวต้าน          กลยุทธ์                                                                        จากบทวิเคราะห์     ASL            1,250-1,248        1,263           ดัชนีแกว่งตัวออกด้านข้าง ระหว่างวันให้เน้นยืนที่แนวรับ 1,250-1,248 จุด ไม่ควรต่ำกว่า           Afternoon Trade                                         1,270           แนวต้าน 1,263/1,270 จุด      CGSI           1,250              1,265           แนวโน้มลงทดสอบ 1,235 จุด แนวต้าน 1,270 จุด                                       Trading Picks (PM)                   1,235              1,270             GLOBLEX        1,250              1,260           คาดดัชนีในภาคบ่ายยังแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยมีแรงกดดันจาก Rebalance                 Afternoon Call Action Notes                                                        ของดัชนี MSCI เย็นนี้ มองกรอบดัชนีภาคบ่าย 1,250-1,260 จุด       KINGSFORD      1,250-1,255        1,260-1,265     ภาคบ่ายวางแนวรับดัชนี SET ที่ 1,250-1,255 จุด แนวต้าน 1,260-1,265 จุด                 Stock Forecast     KSS            1,253              1,265           คาด SET Index บ่ายนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,253-1,265 จุด ให้น้ำหนักฝั่งบวก                 Stock of the town PM                                                         คาดหวังดัชนีกลับไปเล่นเหนือโซน 1,260 จุด ได้ ธีมดอกเบี้ยขาลงกลับมาเป็นความหวังให้กับตลาด                                                                                     ผสานภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว และรัฐบาลทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง                                                                                                     บ่ายนี้ยังอิงกลุ่มได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยลงและภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว

    โดย พัชรี มัยด้อหล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAN0IQ61WH2HWWXFF7IO9TFDF22WASI&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kzgixkW8L_UoXCPEXUMiy

  • นักท่องเที่ยวตกค้างในรร.นับพัน

    นักท่องเที่ยวตกค้างในรร.นับพัน

    วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นักท่องเที่ยวตกค้างในรร.นับพัน

    ‘หาดใหญ่’จมบาดาล

    มรสุมพัดถล่มหนักถึง25พ.ย.นี้

    16อำเภอสงขลาท่วมหนัก

    3จังหวัดชายแดนใต้อ่วม

    หาดใหญ่อ่วม! น้ำล้อมสนามบิน นักท่องเที่ยวตกค้างนับพัน ยันยังเปิดให้บริการปกติ ผู้ว่าฯสงขลาประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย สั่งเร่งอพยพ-ระดมกำลังทุกหน่วยรับมือ หลัง 16 อำเภอท่วมหนัก 4.6 แสนคน เดือดร้อน  อุตุฯใต้เตือนร่องมรสุมและมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพาดผ่าน ฝนยังตกหนักต่อเนื่องถึง25พ.ย.ปัตตานีฝนไม่พัก ถนนย่านเศรษฐกิจจม ท่วมสูง40ซม.บางแห่งรถเล็กวิ่งไม่ได้ เขื่อนเร่งระบายเตรียมรับมวลน้ำจากยะลา‘สตูล’วิกฤตน้ำท่วม-ดินสไลด์ เด็ก9ขวบดับ ประกาศ‘เขตภัยพิบัติ’ทั้งจังหวัด ‘ยะลา’วิกฤติขยายวงกว้าง ฝนตกหนักต่อเนื่อง4วัน มวลน้ำทะลักเข้าเขตเทศบาล สั่งเตือน10ชุมชนเสี่ยงภัยอพยพด่วน ด้านแม่น้ำสายบุรียังเอ่อท่วมหลายหมู่บ้านในอ.รามัน‘พัทลุง’ยังท่วมสูง5อำเภอเขตภัยพิบัติ

    เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมทั้งหารือกับนายกฤษฎา พุกะทรัพย์ ผอ.ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่น.ส.จิราวดี อ่อนวงศ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสงขลาน.ส.อุไรวรรณ จันลาภ ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

    นายอรรถกรได้ประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องในการจัดการส่งอาหารและน้ำดื่มให้นักท่องเที่ยวที่ติดค้างในโรงแรมที่พัก และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตามคำร้องขอของกงสุล ส่วนการบริหารจัดการภายในสนามบินหาดใหญ่ ให้ทางสนามบินจัดตั้งจุดขอความช่วยเหลือ และให้ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับเจ้าหน้าที่ TAC ในการรับเรื่อง

    นทท.นับพันตกค้างน้ำล้อมสนามบิน

    นายอรรถกรเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนติดค้างกระจายตามโรงแรม เนื่องจากระดับน้ำสูงเกินกว่ารถทั่วไปจะเข้าถึงได้ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เร่งดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้กรมชลประทานจัดบรรทุก 10 ล้อในการอำนวยความสะดวกส่งอาหาร น้ำดื่ม และรับนักท่องเที่ยวที่ติดค้างในโรงแรมที่พักออกมายังศูนย์พักพิง หรือสนามบิน โดยประสานปฏิบัติกับตำรวจท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง

    นายอรรถกรกล่าวว่า ภายใน 2-3 วันนี้จะมีผู้โดยสายตกค้างประมาณ 800-1,000 คน เนื่องจากการเดินทางเข้าตัวเมืองทำได้ลำบาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงได้ประสานให้สนามบินจัดจุดช่วยเหลือ พร้อมจัดเตรียมน้ำดื่ม อาหาร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และของใช้จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องพักค้าง โดยเฉพาะจุดปฐมพยาบาลและโซนห้องน้ำต้องเพียงพอต่อความต้องการ โดยตนกำชับตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ TAC ได้จัดเวรผลัดเปลี่ยนให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมงทุกหน่วยงานได้เร่งปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งจังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ตำรวจท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ประเมินว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายช่วง 2-3 วันนี้ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม ก็จะทำให้การระบายน้ำสามารถดำเนินได้เต็มประสิทธิภาพ” นายอรรถกรกล่าว

    ยันสนามบินยังเปิดให้บริการปกติ

    นายกฤษฎา พุกะทรัพย์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหาดใหญ่ พร้อมด้วยผู้บริหาร และสายการบินที่ให้บริการ อาทิ สายการบินไทย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์ และสายการบินไทย แอร์เอเชีย ร่วมกันจัดหาอาหารและน้ำดื่มไว้คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารตกค้างในสนามบินทั้งนี้ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ยังคงเปิดให้บริการสนามบินทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าออกระหว่างตัวเมืองหาดใหญ่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ กองบิน 56 และ มทบ.42 ได้จัดรถให้บริการรับส่งสนามบิน ‘หาดใหญ่-แยกสนามบินใน-เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่’ เพื่อรับส่งผู้โดยสารเข้าตัวเมือง โดยผู้โดยสารสามารถติดต่อใช้บริการได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของท่าอากาศยาน

    สงขลาเร่งอพยพคนติดค้างในโรงแรม

    ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานประชุมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม จังหวัดสงขลา ประจำปี 2568 เพื่อประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางมาตรการช่วยเหลือและอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยมีคณะผู้บริหารจังหวัด ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการ อปท. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

    นายรัฐศาสตร์เผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยเน้นย้ำความห่วงใยถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งให้ทุกหน่วยเร่งตั้งศูนย์อพยพเพิ่มเติม และสนับสนุนเครื่องมือยานพาหนะที่จำเป็น เช่น รถยกสูงของทหาร รถ ปภ. เรือท้องแบน รวมทั้งร้องขอให้ทุกหน่วยงานที่มีเรือเตรียมสนับสนุนทันที เพื่อเร่งเข้าช่วยเหลือเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ได้ประสานฝ่ายทหารเร่งอพยพประชาชนที่ยังติดค้างตามโรงแรมต่างๆ หลังมีประกาศตัดไฟในบางพื้นที่

    สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น เหล่ากาชาดจังหวัดสงขลาและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้จัดทำข้าวกล่องวันละ 20,000 กล่องเพื่อกระจายสู่ทุกอำเภอ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับทุกฝ่ายให้ประสานงานใกล้ชิด รับโทรศัพท์ทุกสายเพื่อให้การสั่งการของนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของการเยียวยาหลังน้ำลดที่ต้องดำเนินการทันที

    มรสุมถล่มใต้ตอนล่างถึ25พย.

    ขณะเดียวกัน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก รายงานว่า ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านอ่าวไทยตอนล่างเข้าสู่ภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงมีกำลังแรง ทำให้พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงจังหวัดสงขลา มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายแห่ง โดยอำเภอเทพา นาทวี สะบ้าย้อย ระโนด กระแสสินธุ์ และ คาบสมุทรสทิงพระ เป็นพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ

    16อภ.สงขลาอ่วม-4.6แสนคนเดือดร้อน

    สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลา ยังคงรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 19-23 พฤศจิกายน ส่งผลให้ 16 อำเภอ 100 ตำบล 637 หมู่บ้านได้รับน้ำท่วม กระทบประชาชนกว่า 465,000 คน ต้องอพยพ 235 คน แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยอำเภอหาดใหญ่ รัตภูมิ และนาหม่อม ถูกจัดเป็นพื้นที่รุนแรง “ระดับหนักมาก” โดยเฉพาะหาดใหญ่ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 243,000 คน น้ำท่วมขังหลายจุดในเขตเมือง และคลองสายหลักอย่างคลองอู่ตะเภาเริ่มมีระดับน้ำสูงใกล้ล้นตลิ่ง ขณะที่อำเภอระโนดยังเผชิญวาตภัยกระทบกว่า 700ครัวเรือน เพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สั่งตั้ง “ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้าอำเภอหาดใหญ่” พร้อมมอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อกำกับการอพยพ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ และประสานอุปกรณ์ช่วยเหลือทุกหน่วยงาน โดยหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพิ่มกำลังสนับสนุนเต็มที่ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำกว่า 80 เครื่องใน 68 จุด เพื่อระบายน้ำออกจากชุมชน พร้อมส่งเรือท้องแบนจำนวนมากเข้าสนับสนุนการช่วยเหลือ

    หาดใหญ่-เทพาจุดวิกฤติสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ทหาร ตำรวจ ตชด. อปพร. และจิตอาสา เข้าช่วยอพยพประชาชนและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรกว่า 40 คัน ในอ.หาดใหญ่และอ.เทพา ซึ่งเป็นจุดวิกฤตสำคัญด้านความเสียหายเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 1 หลัง บางส่วน 3 หลัง ร้านค้า โรงเรียน และวัดได้รับผลกระทบหลายแห่ง ถนนหลายสายถูกน้ำท่วมรวมถึงพื้นที่เกษตรกว่า 4,000 ไร่ ทั้งนาข้าว พืชไร่ สวนผลไม้ และบ่อปลา สร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่เสี่ยง เช่น รัตภูมิ กระแสสินธุ์ และสทิงพระ

    ผู้ว่าฯสงขลากล่าวอีกว่า แม้ร่องมรสุมมีแนวโน้มเคลื่อนตัวออกสู่ทะเลอันดามันหลังวันที่ 24 พฤศจิกายน แต่ระดับน้ำในลำคลองหลายสายยังคงสูงและต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยังคงจัดเวรเฝ้าติดตามตลอด 24 ชั่วโมง โดยเน้นพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ หาดใหญ่ นาหม่อม รัตภูมิ และระโนด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานรัฐต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

    ปัตตานี12อภ.ท่วมขังวงกว้าง

    ที่จ.ปัตตานี สภาพอากาศในพื้นที่ยังมีเมฆปกคลุมหนาแน่นทั้ง 12 อำเภอ และมีฝนตกหนักต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่ติดกับภูเขา พื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีปัญหาระบายน้ำไม่ทัน ขณะนี้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ อำเภอทุ่งยางแดงมายอยะรังปะนาเระยะหริ่งสายบุรีหนองจิก และอำเภอเมืองปัตตานี ซึ่งต่างประสบปัญหาน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง

    เขื่อนแม่ลานเร่งระบายน้ำรอมวลน้ำจากยะลา

    ด้านเขื่อนแม่ลาน อ.แม่ลาน จังหวัดปัตตานี ได้เปิดประตูระบายน้ำทุกบานเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ ป้องกันปริมาณน้ำล้นอ่าง โดยเตรียมรับมวลน้ำก้อนใหญ่จากจังหวัดยะลาที่กำลังไหลบ่าสมทบ ก่อนน้ำทั้งหมดจะเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองปัตตานีและไหลออกสู่ทะเล ขณะเดียวกันบางพื้นที่ริมน้ำในจังหวัดปัตตานีเริ่มพบว่าน้ำเอ่อล้นตลิ่งแล้ว

    ถนนย่านศก.น้ำสูง40ซม.

    สำหรับเขตเทศบาลเมืองปัตตานี หลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายจุด โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจถนนยะรังถนนพิพิธถนนฤาดีถนนรามโกมุทถนนนาเกลือ และถนนเจริญประดิษฐ์ ซึ่งมีระดับน้ำสูงประมาณ 20–30 เซนติเมตร บางจุดสูงถึง 40 เซนติเมตร ส่งผลให้ถนนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเรือนและร้านค้าหลายแห่งถูกน้ำไหลเข้าท่วม ขณะที่รถขนาดเล็กบางเส้นทางไม่สามารถสัญจรได้ อีกทั้งพบรถจักรยานยนต์หลายคันเสียหาย ถูกจอดทิ้งไว้บนเกาะกลางถนนเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ปภ.จ.ปัตตานีแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำปัตตานียกของขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายประชาชนในจุดที่น้ำท่วมสูงไปยังพื้นที่ปลอดภัย

    สตูลอพยพปชช.พ้นพื้นที่เสี่ยงโคลนถล่ม

    ผู้สื่อข่าว จ.สตูล รายงานว่าหลังเกิดเหตุสลดจากอุทกภัยใน จ.สตูล เมื่อดินสไลด์จากเชิงเขาถล่มทับบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.ควนกาหลง ทำให้เด็กหญิงวัย 9 ขวบเสียชีวิตขณะกำลังนอนอยู่ในห้องนอน เมื่อเวลาประมาณ 10.00น.วันที่ 22พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่วนพี่ชายได้รับบาดเจ็บและนำส่งโรงพยาบาลควนกาหลงนั้น นายคณิต คงช่วย รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมนายธนภัทร เด่นบูรณะ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสตูล นายอำเภอควนกาหลง ปภ.สตูล นายก อบต.ควนกาหลง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ให้กำลังใจและแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมมอบปัจจัยช่วยเหลือเบื้องต้น และร่วมสวดอภิธรรมศพ โดยศพตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดเหนือคลอง หมู่ 11 ต.ควนกาหลง

    นายคณิต ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ สั่งการด่วนให้อพยพชาวบ้านที่อาศัยอยู่พื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มซ้ำซากบริเวณเชิงเขาจำนวน 30 ครัวเรือน ให้ย้ายไปยังศูนย์อพยพที่ทางจังหวัดจัดเตรียมไว้ หรือไปพักอาศัยกับญาติชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการสูญเสียซ้ำรอย

    ขณะที่นายจตุพล แคล้วคลาด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 เล่าว่า การเข้าช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากดินทับถมจนไม่สามารถระบุจุดที่เด็กติดอยู่ ใช้เวลากว่า 30 นาทีจึงนำร่างขึ้นมาได้ มวลน้ำจากเชิงเขายังคงไหลหลากต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่ของ จ.สตูล เผชิญน้ำท่วมฉับพลัน หลายหมู่บ้านต้องเร่งอพยพผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และกลุ่มเปราะบาง บางจุดระดับน้ำสูงเกือบมิดศีรษะ

    ทหารลุยควนโดน-ละงูย้ายผุ้ป่วยติดเตียง

    ล่าสุด กองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา สั่งการให้ พ.อ.สุรการณ์ ฉิมกูล ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 45 ระดมกำลังพล 20 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์ลงพื้นที่ อ.ควนโดน และอ.ละงู ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤติ ภารกิจเร่งด่วนคืออพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยง เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ รวมถึงผลิตและแจกจ่ายน้ำสะอาดให้ชาวบ้านที่ขาดแคลนน้ำใช้

    พ.อ.สุรการณ์ ระบุว่า กองทัพไทยจะอยู่เคียงข้างประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เราพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบ 7 อำเภอ 16 ตำบล 92 หมู่บ้าน รวม 3,309 ครัวเรือน มีผู้ได้รับผลกระทบ 8,544 คน เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 1 รายจากเหตุดินโคลนถล่ม

    ปภ.ประกาศสตูลทั้งจวพื้นที่ภัยฉุกเฉิน

    ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสตูลประกาศให้ทั้งจังหวัดเป็น พื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินเส้นทางสัญจรสายหลัก ถนนยนตรการกำธร ซึ่งเชื่อมพื้นที่ตำบลฉลุง–ควนโดน บริเวณบ้านย่านซื่อ ถูกน้ำท่วมหลายช่วงจนไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ ต้องปรับลดเหลือเพียง 1 ช่องทางจราจร ทำให้การเดินทางติดขัดหนัก ขณะที่ถนนสายหลุมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอละงู ก็ถูกน้ำตัดขาดเป็นบางช่วงเช่นกัน ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง

    ด้านเขตพื้นที่ประถมศึกษาจังหวัดสตูลแจ้งว่า มีรายงานโรงเรียนในจังหวัดสตูล 12 แห่ง ถูกน้ำท่วมจนต้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว เจ้าหน้าที่เร่งเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นออกจากพื้นที่เสี่ยง

    ยะลาฝนถล่มต่อเนื่องท่วมขยายวงกว้าง

    สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ ทำให้หลายพื้นที่ในจังหวัดยะลาเผชิญภาวะน้ำท่วมขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว น้ำท่วมขังหลายจุดมีระดับสูง ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มทยอยอพยพและขนย้ายทรัพย์สิน รวมถึงรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไปไว้ในพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองยะลา ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก เทศบาลนครยะลาออกประกาศแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ฉบับที่ 2 โดยระบุว่าปริมาณน้ำฝนสะสมตลอด 3–4 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่นอกเขตเทศบาล เช่น ตำบลท่าสาป ตำบลยุโป ตำบลสะเตงนอก และตำบลบุดี ถูกน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน และสถานการณ์เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายนทวีความรุนแรงจนเริ่มมีน้ำหลากเข้าสู่เขตเมืองแล้ว

    เทศบาลฯ จึงขอให้ประชาชนใน 10 ชุมชนลุ่มต่ำที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก เร่งขนย้ายสิ่งของและเตรียมอพยพทันที ได้แก่ ชุมชนหลังวัดยะลาธรรมาราม, ชุมชนวิฑูรอุทิศสัมพันธ์ (ซอย 10), ชุมชนหลังโรงเรียนเทศบาล 5, ชุมชนดารุสลาม, ชุมชนจารูนอก, ชุมชนเมืองทอง, ชุมชนเสรี, ชุมชนธนวิถี, ชุมชนหลังโรงเรียนจีน, ชุมชนมะลิสัมพันธ์

    เทศบาลนครยะลาย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับปลั๊กไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันอันตราย และขอให้ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วย อย่างใกล้ชิด ประชาชนสามารถอพยพไปยังศูนย์พักพิงของเทศบาลได้ทันที หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อ งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครยะลา โทร. 073-212-345, สายด่วน 199 หรือศูนย์ประสานงาน ศอ.บต.1880 ตลอด 24 ชั่วโมง

    แม่น้ำสายบุรีทะลักท่วมหมู่บ้านอ.รามัน

    ด้านน้ำในแม่น้ำสายบุรีซึ่งไหลผ่านพื้นที่ อำเภอรามัน ได้เอ่อล้นเข้าท่วมหมู่บ้านหลายแห่ง เช่น หมู่ 6 บ้านตลาดล่าง หมู่ 3 บ้านปายอยือนิ หมู่ 4 บ้านพอเม็ง หมู่ 5 บ้านอูยงบาโร๊ะ ตลอดจนพื้นที่ ต.ตะโละหะลอ ทำให้บ้านเรือนบางส่วนจมน้ำ ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่กับญาติในพื้นที่ปลอดภัย โดยบางหมู่บ้านต้องใช้เรือท้องแบนในการเดินทางเนื่องจากถนนถูกน้ำท่วมสูงขณะเดียวกัน ถนนสายรามัน–ยะลา มีมวลน้ำจากภูเขาในต.กายูบอเกาะ ต.กาลูปัง และต.โกตาบารู ไหลหลากเข้าท่วมหลายจุด ส่งผลให้รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรได้ เจ้าหน้าที่จึงประกาศงดใช้เส้นทางชั่วคราว และจัดเส้นทางสำรองให้ประชาชนใช้แทน สถานการณ์ยังคงน่ากังวลและอาจทวีความรุนแรง หากฝนยังตกต่อเนื่อง ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมอพยพตามคำสั่งทันที

    ‘พัทลุง’ บางพื้นที่ยังท่วมสูง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพัทลุงเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยพื้นที่ริมเทือกเขาบรรทัด ได้แก่ อำเภอกงหรา ป่าบอน ป่าพะยอม และศรีนครินทร์ ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง หลายหมู่บ้านกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ลุ่มริมฝั่งยังคงเผชิญน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะอำเภอเมืองพัทลุง ควนขนุน เขาชัยสน ปากพะยูน และระดับน้ำหลายจุดยังสูง น้ำทรงตัว ชาวบ้านยังต้องอพยพข้าวของขึ้นที่สูงต่อเนื่องสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพัทลุงรายงานภาพรวมตั้งแต่วันที่ 19-23 พฤศจิกายน พบว่ามีผู้ได้รับผลกระทบแล้ว 11 อำเภอ 64 ตำบล 597 หมู่บ้าน รวม 75,723 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย และสูญหายอีก 1ราย ขณะที่พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 30,000ไร่

    ประกาศ5อำเภอแขตภัยพิบัติ

    จังหวัดพัทลุงประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอกงหรา อำเภอเขาชัยสน อำเภอป่าพะยอม อำเภอศรีนครินทร์โดยเส้นทางสัญจรสำคัญ เริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยบริเวณสี่แยกโพธิ์ทอง อ.ควนขนุน และบ้านโคกยา อ.เขาชัยสน ระดับน้ำที่เคยท่วมสูงเมื่อวานนี้ได้ลดลงแล้ว เจ้าหน้าที่เปิดการจราจรทั้งสองฝั่งเป็นที่เรียบร้อย คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำ สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพัทลุงจะคลี่คลายลงภายใน 2-3 วันข้างหน้า

    9อภ.ประสบภัย-6.8พันครัวเดือดร้อน

    สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากคลองมวนที่เอ่อล้นเข้าท่วมหลายพื้นที่อย่างรวดเร็ว มีชาวบ้านได้รับผลกระทบจำนวนมาก ขณะที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าช่วยเหลือและจัดตั้งเต็นท์บริการ อาหาร น้ำดื่ม สำหรับประชาชนที่ยังไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้

    ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยเผยว่า ติดตามระดับน้ำใกล้ชิด และเตรียมพร้อมกำลังพลและอุปกรณ์ หากมีการร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานเสริมว่า ข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 16.00 น. ระบุว่า จังหวัดตรังมีพื้นที่ประสบภัยแล้ว 9 อำเภอ 36 ตำบล 3 เทศบาล รวม 132 หมู่บ้าน คิดเป็น 6,890 ครัวเรือน คาดว่าสถานการณ์วันนี้จะขยายผลกระทบเพิ่มขึ้นในอีกหลายพื้นที่ แม้ขณะนี้ปริมาณฝนจะเริ่มมีช่วงหนัก–เบาสลับกันแล้วก็ตาม

    รับใต้ท่วมหนัก-หาดใหญ่วิกฤติ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ว่า ขณะนี้มีสถานการณ์น้ำท่วมหนักคือ พัทลุง และสงขลา แต่อาจมีสถานการณ์เพิ่มขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ท่วมหนักเป็นพิเศษ เพราะเป็นพื้นที่ต่ำและมีปริมาณน้ำหลาก เวลานี้มีรัฐมนตรีหลายคนลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ ส่วนตนลงไปติดตามสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สั่งจัดเตรียมศูนย์อพยพเพื่อดูแลผู้ประสบภัย ซึ่งสถานการณ์ภาคใต้จะไม่เหมือนกับที่อื่น เนื่องจากสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้หากไม่มีฝนเข้ามาเติม ประมาณ 3-4 วันในการระบาย โดยประเมินว่าอาจจะมีพายุลูกใหญ่ช่วง 1-2วันนี้ จากนั้นก็จะหมด ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดสำรวจจำนวนครอบครัวผู้ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือในทันที เรื่องนี้เตรียมการไว้แล้ว รู้ว่าจะมีสภาวะน้ำท่วมแบบนี้เกิดขึ้น

    ยันเยียวยา9พันได้ทันทีไม่ต้องสำรวจ

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งจ่ายเงินเยียวยาต่อไป เพราะเข้าหลักเกณฑ์ทั้งหมดที่จะได้รับเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9 พันบาท ไม่ต้องรอให้สำรวจเสร็จแล้วค่อยจ่าย สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำคือเติมวัตถุดิบเพื่อใช้ประกอบอาหารในการแจกจ่ายให้กับทุกคนที่ตกค้าง ทั้งในโรงแรม อย่างสภาหอการค้าที่ไปประชุมกัน มีคนตกค้างนับพัน รวมถึงนักท่องเที่ยว และประชาชนที่ไม่สามารถออกมาได้ จึงต้องเร่งนำอาหารเข้าไปแจกจ่าย

    ลงพื้นที่อีกรอบบัญชาการระบายน้ำ

    นายกฯ กล่าวว่า ได้สอบถามอธิบดีกรมชลประทานถึงสถานการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่าสถานการณ์เมื่อคืนหนักสุดแล้ว และค่อยๆ ระบาย ส่วนน้ำหลากที่จะมาจากที่อื่น คาดว่าสามารถบริหารจัดการได้ถ้าฝนไม่ตกเพิ่ม และเตรียมตัวเผื่อต้องลงไปติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อีกครั้งในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ (23 พ.ย.) ต้องลงไปดูให้เห็นกับตา เพื่อจะได้สั่งการถูกต้อง ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ ส่วนคำถามที่ว่าต้องปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการในพื้นที่หรือไม่นั้น ที่จริงเรามีคลอง ร.1 ที่ช่วยระบายน้ำออกสู่ทะเล แต่น้ำมีปริมาณมากจึงเกิดการท่วมหนัก ซึ่งการบริหารจัดการน้ำอยู่ในแผนของกรมชลประทานอยู่แล้ว ที่ต้องหาวิธีทำให้ระบายน้ำมีประสิทธิภาพ เนื่องจากทางออกทะเลมีมาก อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทยได้อยู่ในพื้นที่แล้ว สามารถสั่งการ บูรณาการได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929874&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I2-D59wZFSTE6twVoEMsS

  • ยะลาวิกฤตหนัก ย่านเศรษฐกิจบางจุดจมบาดาล ประกาศเขตภัยพิบัติ มวลน้ำทะลักต่อเนื่อง มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย

    ยะลาวิกฤตหนัก ย่านเศรษฐกิจบางจุดจมบาดาล ประกาศเขตภัยพิบัติ มวลน้ำทะลักต่อเนื่อง มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย

    ยะลาวิกฤตหนัก ย่านเศรษฐกิจบางจุดจมบาดาล ประกาศเขตภัยพิบัติ มวลน้ำทะลักต่อเนื่อง มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย

    ยะลา – สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดยะลาเข้าขั้นวิกฤตในวันนี้ (24 พ.ย. 2568) หลังฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้มวลน้ำจำนวนมากจากพื้นที่รอบนอกและเทือกเขาไหลบ่าลงสู่คลองแบเมาะและแม่น้ำปัตตานีจนล้นตลิ่งอย่างรวดเร็ว

    มีรายงานว่าน้ำได้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่สำคัญในเขตเทศบาลนครยะลา โดยเฉพาะใน ย่านเศรษฐกิจการค้า ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและวัดได้ถึง 100-150 เซนติเมตร  ทำให้รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ ผู้ประกอบการต้องเร่งขนย้ายทรัพย์สินอย่างโกลาหล ขณะที่มีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำได้มาพักอาศัยในอาคารสถานีรถไฟเป็นการชั่วคราว เบื้องต้นทางจังหวัดทราบเรื่องแล้วได้เตรียมให้ทางสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดยะลานำอาหารปรุงสำเร็จเตรียมอาหารปรุงสุกแจกจ่ายประชาชนที่เข้าอาศัยในสถานีรถไฟกว่า 50 ราย
    พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและมีรายงานน้ำท่วมสูง อาทิ

    ถนนพิพิธภักดี
    ย่านธนวิถี
    หน้าสถานีรถไฟยะลา
    โรงแรมยะลารามา
    ชุมชนสิโรรส 8
    ชุมชนหลังวัดยะลาธรรมาราม
    ชุมชนวิฑูรอุทิศสัมพันธ์ (ซอย 10)
    ชุมชนหลังโรงเรียนเทศบาล 5
    ชุมชนดารุสลาม
    ชุมชนจารูนอก
    ชุมชนเมืองทอง
    ชุมชนเสรี
    ชุมชนหลังโรงเรียนจีน
    ชุมชนมะลิสัมพันธ์

    ขณะนี้หลายอำเภอในจังหวัดยะลาได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยมีการ ประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน แล้วในบางพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเร่งด่วน

    จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์น่าสลดเมื่อวานนี้ (23 พ.ย. 2568) โดยมีรายงาน ดินสไลด์ทับบ้านเรือน ในพื้นที่ ตำบลคีรีเขต อำเภอธารโต เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ ชายไทย  อายุ 22 ปี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าให้ความช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียตามระเบียบของทางราชการแล้ว

    นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จาก ปภ. ทหาร และตำรวจ บูรณาการกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยมีการใช้ รถยกสูง และ เรือท้องแบน เข้าอพยพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ ออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างเร่งด่วน

    เทศบาลนครยะลา ได้เปิด ศูนย์พักพิงชั่วคราว และจัดตั้ง ครัวประกอบอาหารปรุงสุก เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยในหลายแห่ง เช่น

    โรงเรียนเทศบาล 3, 4 และ 5
    TK PARK ยะลา
    อาคารศรีนิบง

    ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับแจ้งเตือน ควรเร่งขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงและอพยพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนว่า ภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 พ.ย. ทำให้สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นอีก

    หากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ประชาชนสามารถติดต่อหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ได้ทันที

    เครดิต ยะลาทูเดย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61797&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i4jYrHqGdJqcjbo5Qb3op

  • สถาบันวิจัยเกาหลีใต้คาดเศรษฐกิจโต 1.9% ปีหน้า แต่ส่งออกขยับลง 0.5% : อินโฟเควสท์

    สถาบันวิจัยเกาหลีใต้คาดเศรษฐกิจโต 1.9% ปีหน้า แต่ส่งออกขยับลง 0.5% : อินโฟเควสท์

    สถาบันเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรมและการค้าแห่งเกาหลี (KIET) ของรัฐบาลเกาหลีใต้ คาดการณ์ในวันนี้ (24 พ.ย.) ว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้มีแนวโน้มเติบโต 1.9% ในปี 2569 โดยได้รับอานิสงส์จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว

    ตัวเลขคาดการณ์ของ KIET สอดคล้องกับการคาดการณ์ของธนาคารระดับโลก 8 แห่ง ซึ่งรวมถึงบาร์เคลย์ส (Barclays), แบงก์ ออฟ อเมริกา (Bank of America) และซิตี้กรุ๊ป (Citi Group)

    อย่างไรก็ตาม KIET คาดการณ์ว่าการส่งออกของเกาหลีใต้จะลดลง 0.5% ในปี 2569 หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568

    ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกของเกาหลีใต้เติบโต 2.3% จากปีก่อนหน้า สู่ระดับ 5.792 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงสุดสำหรับช่วงเวลาดังกล่าว โดยปัจจัยหลักเป็นผลมาจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ เรือ และผลิตภัณฑ์ชีวสุขภาพ

    เมื่อพิจารณาจากตัวเลขดังกล่าว KIET คาดการณ์ว่า ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกของเกาหลีใต้น่าจะทะลุ 7 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อนหน้า แต่ในปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 6.971 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัว รวมถึงผลกระทบจากฐานตัวเลขเปรียบเทียบที่น่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2568

    ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของเกาหลีใต้ทะลุระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2538, ทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2547 และทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2549 ก่อนที่จะพุ่งเหนือระดับ 4 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2551, ทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2554 และทะลุ 6 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2564

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/548461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KF4sSgZwwfjh9P4Kaxtrq

  • แคนดิเดตนายกฯ ‘พรรคประชาชน’ พบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น หวังสร้างพันธมิตร

    แคนดิเดตนายกฯ ‘พรรคประชาชน’ พบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น หวังสร้างพันธมิตร

    แคนดิเดตนายกฯ ‘พรรคประชาชน’ พบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น หวังสร้างพันธมิตร

    แคนดิเดตนายกฯ ‘พรรคประชาชน’ พบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น เสนอวิสัยทัศน์ – สร้างเศรษฐกิจมั่นคง หวังญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนเทคโนโลยีอนาคต

    24 พ.ย. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 พร้อมด้วยศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ร่วมด้วย ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 เข้าประชุมหารือกับ Keidanren หรือ สหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Japan Business Federation) ซึ่งเป็นองค์กรเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนญี่ปุ่น

    ประกอบด้วยบริษัทเอกชนชั้นนำกว่า 1,500 บริษัท สมาคมเฉพาะอุตสาหกรรม และสมาคมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของญี่ปุ่น โดยเคย์ดันเร็นเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเสนอแนะแนวนโยบายเศรษฐกิจและการค้าต่อรัฐบาลญี่ปุ่น 

    แคนดิเดตนายกฯ 'พรรคประชาชน' พบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น หวังสร้างพันธมิตร

    ณัฐพงษ์ กล่าวทักทายคณะนักธุรกิจญี่ปุ่นและแนะนำตัวสั้นๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น เรียกเสียงปรบมือชื่นชมจากคณะนักธุรกิจกว่า 40 คน ก่อนที่จะกล่าวว่าพรรคประชาชนตระหนักดีว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนไทย

    ในโอกาสที่ประเทศไทนกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พรรคประชาชนในฐานะพรรคอันดับหนึ่งของประเทศ มีความตั้งใจจะจัดตั้งรัฐบาล เข้าสู่การบริหารประเทศให้ได้ในต้นปีหน้า

    โดยหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคจะทำ คือการนำประเทศไทยไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของ Global Supply Chain ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่เราจะร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ผลิตสินค้ามูลค่าสูง และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทย 

    แคนดิเดตนายกฯ 'พรรคประชาชน' พบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น หวังสร้างพันธมิตร

    นอกจากนี้พรรคยังมีนโยบายในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยมุ่งเน้นการบริหารที่โปรงใส ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย หรือสร้างความยุ่งยากต่อการประกอบธุรกิจ 

    ทั้งนี้พรรคประชาชนตั้งเป้าว่าจะแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ และเพิ่มนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาประกอบกิจการและแบ่งปันนวัตกรรมกับไทย 

    ด้านซูซูกิ จุน ผู้แทนสมาคมเคย์ดันเร็น ยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือการรักษาซัพพลายเชนของญี่ปุ่นในไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระบบอุตสาหกรรมโลก และสำหรับนักธุรกิจญี่ปุ่น

    สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน คือการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ได้แก่ความเปิดกว้างและโปร่งใส จึงต้องการคำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 

    ซูซูกิ ยังกล่าวว่าญี่ปุ่นและไทยควรเพิ่มความร่วมมือทวิภาคีในอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยซซูกิระบุว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นมั่นใจว่าเป็นผู้มีนวัตกรรมดีที่สุดในโลก และสามารถมาลงทุนในไทยได้แน่นอน คือ BESS (Battery Energy Storage System) 

    หรือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้แบตเตอรี่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ ระบบนี้ทำงานโดยการเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงหรือความต้องการใช้น้อย แล้วนำมาจ่ายออกในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นหรือเมื่อแหล่งพลังงานไม่เพียงพอ

    ซซูกิยังย้ำว่าไทยควรใช้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่แล้วกับญี่ปุ่น เช่น EPA (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ) และ RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ให้เกิดประโยชน์กว้างขวางมากขึ้น 

    แคนดิเดตนายกฯ 'พรรคประชาชน' พบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น หวังสร้างพันธมิตร

    ณัฐพงษ์ ยืนยันว่า การบริหารประเทศแบบโปร่งใส Lean and Clean Thailand เป็นนโยบายหลักของพรรค จึงขอให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมั่นใจได้ว่าหากพรรคประชาชนบริหารประเทศ จะมีการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส เปิดกว้าง เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ 

    จากนั้น วีระยุทธ ได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาชน ที่มุ่นเน้น “Look North” หรือการมองหาพัธมิตรด้านการลงทุนและการแบ่งปันนวัตกรรมจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก

    รวมถึงญี่ปุ่น พรรคมีนโยบาย Orange Megaprojects ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโดยภาครัฐ

    โดยเฉพาะการลงทุน Smart grid หรือระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบจัดการขยะ และระบบขนส่งมวลชนทั่วถึงทั้งประเทศ ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าจะสามารถเชิญชวนผู้ประกอบการญี่ปุ่นมาสร้างซัพพลายเชนใหม่ผ่านการลงทุนเหล่านี้ได้ 

    ทั้งนี้ ผู้แทนญี่ปุ่นได้ชื่นชมว่ายุทธศาสตร์นโยบายเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นแผนการที่เยี่ยมยอด แต่ญี่ปุ่นยังมีความกังวลว่าจะสามารถปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้หรือไม่ โดยความกังวลของญี่ปุ่นคือเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไทย และบทบาทของไทยในระยะหลังที่ไม่ค่อยรักษาสมดุลระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างระมัดระวัง

    แคนดิเดตนายกฯ 'พรรคประชาชน' พบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น หวังสร้างพันธมิตร

    ในประเด็นนี้ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ได้ให้คำมั่นว่าหากพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ จะบริหารบนหลักความโปร่งใส ยึดมั่นในธรรมาภิบาล ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกประเทศ และปรับความสัมพันธ์กับพันธมิตรแต่ละประเทศให้มีความสมดุลมากขึ้นอย่างแน่นอน 

    การหารือครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำงานระหว่างพรรคประชาชนกับสหพันธุ์ธุรกิจญี่ปุ่น โดยทั้งสองฝ่ายจะหาโอกาสในการประชุมลงรายละเอียดระดับเซกเตอร์ในอนาคตต่อไป เพื่อรักษาและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/733928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18E42FXVwWtohzKpij75XH

  • Gen Z อยากเกษียณเร็วที่อายุ 50 แต่ความจริงอาจต้องทำงานถึง 70 ปี

    Gen Z อยากเกษียณเร็วที่อายุ 50 แต่ความจริงอาจต้องทำงานถึง 70 ปี

    แม้แรงงานส่วนใหญ่จะมองว่า “การเกษียณ” คือปลายทางอันผ่อนคลายหลังทำงานหนักหลายสิบปี แต่ความจริงสำหรับคนรุ่นใหม่อาจซับซ้อนกว่านั้นมาก ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่พุ่งไม่หยุด และภาระทางการเงินที่มากขึ้น ความหวังที่จะเกษียณเร็วเหมือนในฝันอาจเป็นสิ่งที่ยิ่งไกลออกไปทุกที

    ปัจจุบันอายุเกษียณเฉลี่ยของชาวอเมริกันอยู่ที่ประมาณ 65 ปีสำหรับผู้ชาย และ 63 ปีสำหรับผู้หญิง แต่รายงานล่าสุดของ Manulife John Hancock หน่วยงานธุรกิจเกษียณในอเมริกา กลับพบว่า Gen Z ตั้งใจอยากเกษียณเร็วกว่านั้นมาก พวกเขามองว่าในช่วงอายุ 50 ปี คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการวางมือจากการทำงาน ต่างจากรุ่นพี่อย่าง Millennials ที่มองอายุ 60 ปีเ ขณะที่ Gen X เลือก 64 ปี และ Baby Boomers เลือก 67 ปี

    ความจริงอาจต้องทำงานจนเกือบ 70 ปี 

    อย่างไรก็ตาม ความหวังกับความจริงกลับไม่ตรงกันนัก เพราะเมื่อถามถึงอายุเกษียณ “จริง ๆ” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น Gen Z ยอมรับว่าตัวเองอาจต้องทำงานยาวไปถึงอายุ 67 ปี ส่วนรุ่นอื่น ๆ คาดว่าจะต้องทำงานถึง 69 ปี นี่สะท้อนช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างความปรารถนากับความพร้อมด้านการเงิน ซึ่งเป็นปัญหาที่คนทำงานทุกเจเนอเรชันกำลังเผชิญร่วมกัน

    ปัจจัยสำคัญคือพฤติกรรมการออมที่ยังไม่เพียงพอ รายงานของ TIAA ระบุว่าคนอเมริกันเกือบสองในสามมองว่าการเกษียณในช่วง 65–70 ปีเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้จริง หลายคนยังไม่มีเงินออมหรือเก็บไม่พอสำหรับอนาคต ขณะที่เศรษฐกิจในปัจจุบันก็ยิ่งซ้ำเติม ราคาบ้านเพิ่มขึ้นถึง 50% ตั้งแต่ปี 2020 ค่าอาหารมีแนวโน้มจะเพิ่ม 50%–100% และค่าจ้างก็ยังไล่ตามเงินเฟ้อไม่ทัน แม้กระทั่งผู้มีรายได้ระดับหกร้อยหลักต่อปีก็ยังต้องรัดเข็มขัดเพื่อให้พอใช้จ่าย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xykVVG3C9ME2WAJmMQifL

  • ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบนำร้านค้า “คนละครึ่ง พลัส” ขายสินค้าให้บัตรสวัสดิการ

    ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบนำร้านค้า “คนละครึ่ง พลัส” ขายสินค้าให้บัตรสวัสดิการ

    ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบนำร้านค้า “คนละครึ่ง พลัส” ขายสินค้าให้บัตรสวัสดิการ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เห็นชอบให้ร้านค้าคนละครึ่ง พลัส เชื่อมระบบเพื่อขายสินค้าให้กับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เนื่องจากร้านค้าธงฟ้า มีจำนวนไม่มากนัก คาดว่าดำเนินการเชื่อมระบบได้ในเร็ว ๆ นี้

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ณ เวลา 23.00 น. เมื่อวาน มีร้านค้าเข้าร่วม “คนละครึ่ง พลัส” 968,000 ร้านค้า มีประชาชนใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าครบหมดแล้ว 1.65 ล้านคน เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 54,132 ล้านบาท หลังจากรัฐบาล เปิดอบรม Upskill-Reskill ร้านค้า ได้มีร้านค้าลงทะเบียน 57,784 ราย จึงอยากให้เข้าร่วมฝึกอบรมผ่านออนไลน์ กับธนารารออมสิน และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อรับเงินไม่เกิน 2,000 บาท ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ขณะนี้รัฐบาลกำลังหาแหล่งเงิน รองรับคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 โดยต้องศึกษาว่าจัดสรรให้คนละเท่าไร ยืนยันวงเงินมีเพียงพอ คาดว่าเสนอ ครม.ได้ทันก่อน 12 ธันวาคม 2568 ก่อนยุบสภา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000112461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yEier9Piki8mvAJjcXj7J

  • ลามิน่าฟิล์ม รับโล่เกียรติคุณครบรอบ 30 ปี จากโรงงานผู้ผลิตสหรัฐฯ – แนวหน้า

    ลามิน่าฟิล์ม รับโล่เกียรติคุณครบรอบ 30 ปี จากโรงงานผู้ผลิตสหรัฐฯ – แนวหน้า

    นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ฟิล์มกันสะเก็ดหินและฟิล์มกลุ่มพิเศษ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/930117&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NpOYCQqEJ6gH7B7X8EQnX

  • ศธ.ดันการศึกษาเด็กพิเศษ ครอบคลุม 3 แสนราย เดินหน้าปิดช่องว่างเข้าถึงการเรียนรู้

    ศธ.ดันการศึกษาเด็กพิเศษ ครอบคลุม 3 แสนราย เดินหน้าปิดช่องว่างเข้าถึงการเรียนรู้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/112566&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw358SV2Ormb-80RL6K-Zw_-