Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น้ำท่วมใต้ฉุดท่องเที่ยว: มาเลเซียเตือนภัย เล็งยกเลิกทริปทั้งหมด

    น้ำท่วมใต้ฉุดท่องเที่ยว: มาเลเซียเตือนภัย เล็งยกเลิกทริปทั้งหมด

    น้ำท่วมใต้ฉุดท่องเที่ยว: มาเลเซียเตือนภัย เล็งยกเลิกทริปทั้งหมด

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเร่งติดตามและประสานความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สถานการณ์น้ำท่วมที่ยืดเยื้อและรุนแรงได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดท่องเที่ยวหลักนี้อย่างหนัก
     

    น้ำท่วมใต้ฉุดท่องเที่ยว: มาเลเซียเตือนภัย เล็งยกเลิกทริปทั้งหมด

    ผลกระทบจากมาเลเซียและยอดนักท่องเที่ยวติดค้าง

    จากการรายงานของสื่อมาเลเซียและข้อมูลจาก Ministry of Foreign Affairs Malaysia (Wisma Putra) พบว่ามีชาวมาเลเซียประมาณ 4,000 คน ติดค้างอยู่ในพื้นที่หาดใหญ่และใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ แม้จะได้รับแจ้งว่าปลอดภัยดี แต่ประสบความไม่สะดวกในการเดินทางและการใช้ชีวิตชั่วคราว เช่น การเข้าถึงอาหารที่ทำได้ยาก และปัญหาไฟฟ้าหรือการสื่อสารขัดข้องในบางจุด

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สื่อกระแสหลักของมาเลเซียรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลอย่างกว้างขวาง รัฐบาลมาเลเซียจึงได้ออก ประกาศเตือนภัยน้ำท่วม (Flood Warning Alert) ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

    น้ำท่วมใต้ฉุดท่องเที่ยว: มาเลเซียเตือนภัย เล็งยกเลิกทริปทั้งหมด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า สำนักงาน ททท. ประจำประเทศมาเลเซียได้รับการติดต่อสอบถามจากผู้ประกอบการมาเลเซียประมาณ 15 ราย ซึ่งเป็นผลให้ความต้องการเดินทางลดลงทันทีและมีแนวโน้มหยุดเดินทางในระยะสั้น คาดการณ์ว่า การเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ของไทยทั้งหมดจะถูกยกเลิก (Total Cancellation) ภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจากความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยและสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังยืดเยื้อ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

    มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูของ ททท.

    ททท. ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งสื่อสารข้อมูลสถานการณ์รายวันไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในตลาดมาเลเซียและอินโดนีเซีย

    ซึ่งเป็นตลาดหลัก เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ยังได้ประสานงานและสื่อสารมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการเดินทางจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่าอากาศยาน สายการบิน และการรถไฟแห่งประเทศไทย

    น้ำท่วมใต้ฉุดท่องเที่ยว: มาเลเซียเตือนภัย เล็งยกเลิกทริปทั้งหมด

    ในระยะต่อไป เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ททท. จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง พร้อมเตรียมหารือ มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ และชงมาตรการส่งเสริมการขาย หรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงิน สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบหนัก

    เพื่อช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่และฟื้นฟูเศรษฐกิจ แผนการส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปีที่สำคัญ ได้แก่ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ และเทศกาลตรุษจีน ก็จะถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการเดินทางด้วย น้ำท่วมใต้ฉุดท่องเที่ยว: มาเลเซียเตือนภัย เล็งยกเลิกทริปทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733946&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06sNKuHhwq6UWdm4QcjWfT

  • ‘ความยั่งยืน’คือ‘กลยุทธ์’ หลุดพ้น‘กับดัก’ทางเศรษฐกิจ

    ‘ความยั่งยืน’คือ‘กลยุทธ์’ หลุดพ้น‘กับดัก’ทางเศรษฐกิจ

    sustainability

    ‘ความยั่งยืน’คือ‘กลยุทธ์’ หลุดพ้น‘กับดัก’ทางเศรษฐกิจ

    ‘ความยั่งยืน’คือ‘กลยุทธ์’ หลุดพ้น‘กับดัก’ทางเศรษฐกิจ

    ปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ คือ ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานจากนี้ เต็มไปด้วยความท้าทายและกับดักที่จะฉุดรั้งการพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทยแบบมากมายอย่างรอบด้าน

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เศรษฐกิจ(จีดีพี)ไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ขยายตัว 1.2%

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568คาดว่าจะขยายตัว2.0% ขณะที่เศรษฐกิจโลก ปี 2568 ขยายตัว 3.2% และ ปี 2569 ขยายตัว 2.8% สะท้อนว่าปีนี้ ก็แทบจะไม่มีอะไรดี ซ้ำปีหน้ายังมีความยากลำบากรออยู่

    เริ่มที่ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร เมื่อไหร่ ขณะที่ฝั่งเมียนมา ปัญหาภายในยังไม่มีทีท่าจะสงบง่ายๆ ไม่รวมถึงผลกระทบแบบข้ามฝั่งจากธุรกิจสีเทาตามแนวชายแดนอีก

    มองกว้างออกไปในระดับโลก ไม่เพียงคาดการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่พ้นภาวะซบเซาแล้ว ยังมีความเสี่ยงทั้งฝั่งรัสเซีย -ยูเครน ที่ยังหาทางจบไม่เจอ ส่วนจีน-ญี่ปุ่น ก็สุ่มจะเสี่ยงว่าความขัดแย้งจะลุกลามบานปลาย

    ด้านโลกเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัญหา สงครามการค้า ที่ไทยจะต้องใช้ภาษี 19% เพื่อส่งออกไปสหรัฐ ด้วยเงื่อนไขแบบ มัดมือมัดเท้าแทบกระดิกตัวไม่ได้จากข้อตกลงทางการค้าที่ได้ทำข้อตกลงไปก่อนหน้านี้

    ฝั่งยุโรป ปี 2569 จะเริ่มใช้ระเบียบCBAM หรือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป , และ กฎ EUDR หรือกฎระเบียบว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป รวมถึงการบังคับใช้น้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) ตามสัดส่วนที่กำหนด

    “กับดักที่ต้องรีบหนีออกไป แต่หนีอย่างไร ไม่ให้ พ้นจากกับดักหนึ่งเพื่อไปติดอีกกับดักหนึ่ง ดังนั้น หากมีข้อมูลว่าด้วยความยั่งยืนในมือ นั่นคือลายแทงแห่งขุมทรัพย์ใหม่”

    กรุงเทพธุรกิจ นำเสนอ ซัพพลีเมนต์ Sustainability 2026 ที่จะเผยแพร่ ในวันที่ 3 ธ.ค. 2568 เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่Escaping Business Traps Through Sustainability นำเสนอ จุดยืนของประเทศไทยต่อปัญหาโลกร้อน,การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน,การตลาดเพื่อความยั่งยืนที่คำตอบสุดท้ายไม่ใช่แค่ผลกำไรและความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำซึ่งเนื้อหานำเสนอแนวทางดำเนินงานและผลที่ได้รับ

    ขณะที่ภาคการเงินซึ่งเป็นส่วนสำคัญของทุกสิ่งได้นำเสนอมุมมอง 3 เสาหลักสถาบันการเงินที่ผนึกกำลังเปลี่ยนความยั่งยืนไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

    Section 2:Driving Progresson Scope 3for a Sustainable Futureคือการควบคุมไปถึงคู่ค้า ซัพพลายเออร์ ที่กว้างขวางมากขึ้น แม้หลายองค์กรผ่าน ขั้นที่ 1 และ 2 มาแล้ว แต่ขั้นที่ 3 ยังเป็นความท้าทายที่จะทำให้ได้สำเร็จเหมือน 2 ขั้นตอนแรก

    Section 3:Easy Stepsto Sustainable Livingนำเสนอเริ่มจากการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพก็มีเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญมาบอกเล่าแนวทางการปฎิบัติตัวที่จะทำให้longivityอยู่ในกำมือทุกคน

          ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร “ข้อมูล” คือเคล็ดลับความสำเร็จ ที่โลกยุคปัจจุบันนี้  ‘ความยั่งยืน’คือ‘กลยุทธ์’เพื่อการหลุดพ้น‘กับดัก’ทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1209013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3scxtJfZ1XvGC3WjV0e8Va

  • เตือนแรงวิกฤต “มะเร็งคอร์รัปชัน”  ฝังรากลึกในทุกกระบวนการ กลายเป็น “ฐานฟอกเงินธุรกิจผิดกฎหมาย”

    เตือนแรงวิกฤต “มะเร็งคอร์รัปชัน” ฝังรากลึกในทุกกระบวนการ กลายเป็น “ฐานฟอกเงินธุรกิจผิดกฎหมาย”

    เตือนแรงวิกฤต “มะเร็งคอร์รัปชัน” ฝังรากลึกในทุกกระบวนการ กลายเป็น “ฐานฟอกเงินธุรกิจผิดกฎหมาย”

    24 พฤศจิกายน 2568 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกโรงเตือนแรง วิกฤตคอร์รัปชัน กำลังกัดกร่อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ระบุว่า “ต้นทุนทุจริต” ในระบบขยายตัวจนแตะ 48% ของ GDP เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไหลเข้าสู่กิจกรรมผิดกฎหมาย ตั้งแต่ เว็บพนัน เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ #ยาเสพติด ไปจนถึง เส้นทางฟอกเงิน ระดับภูมิภาค

    เตือนแรงวิกฤต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ชี้ว่า “การคอร์รัปชันฝังรากลึกในทุกกระบวนการการ” โดยเฉพาะ #การประมูลงานรัฐ ซึ่ง “ค่าใช้จ่ายใต้โต๊ะ” ในหลายโครงการสูงถึง 20–30% ของมูลค่าโครงการ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ “#ต้นทุนแฝง” เช่น การบิดราคาวัสดุก่อสร้าง การผูกขาดช่องทางอนุมัติ และการตีความกฎเกณฑ์ตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่บางหน่วยงาน

    เตือนแรงวิกฤต นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท.

    คอร์รัปชันดันไทย ใกล้ถูกลดเครดิตเรตติ้ง ข้อมูลจากหลายสำนักจัดอันดับเครดิตต่างประเทศชี้ว่า บรรยากาศ “การลงทุนของไทยกำลังขาดเสถียรภาพ” หลายหน่วยงานได้ปรับแนวโน้มเครดิตไทยจาก Stable เป็น Negative แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า หากไทยไม่ยกระดับความโปร่งใส ความเสี่ยงถูกปรับลดเรตติ้ง “มีความเป็นไปได้สูง”

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ไทยเคยเป็นดาวรุ่งเศรษฐกิจอาเซียน แต่วันนี้กลายเป็นประเทศที่นักลงทุนหลีกเลี่ยง” เพราะ ระบบราชการล้าหลัง กฎหมายไม่โปร่งใส และ #คอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น อย่างก้าวกระโดด ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง #เวียดนาม #อินโดนีเซีย ก้าวนำไปไกล โดยเฉพาะการปฏิรูประบบอนุญาตที่ลดดุลพินิจและเพิ่มความโปร่งใส

    ประเทศไทยถูกมองเป็น “ฐานฟอกเงิน” ขนาดใหญ่ในภูมิภาค ส.อ.ท. ชี้ว่า ประเทศไม่ได้เสียเพียงการลงทุนคุณภาพเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นเป้าหมายของ “นักลงทุนสีเทา” และ “นักลงทุนสีดำ” ที่ไหลเข้าใช้ไทยเป็นทางผ่านฟอกเงินและตั้งฐานธุรกิจผิดกฎหมาย

    นายเกรียงไกร กล่าวชัดว่า “ถ้าเราไม่ปฏิรูประบบให้โปร่งใส ประเทศไทยจะเหลือเพียงนักลงทุนที่ประเทศอื่นไม่รับ และกลายเป็นแหล่งรองรับของเสียจากภูมิภาค”

    กระบวนการการยุติธรรมล่าช้า–กฎระเบียบซับซ้อน หมักดองปัญหาทุจริต ส.อ.ท. ระบุว่า ต้นตอใหญ่ที่ทำให้คอร์รัปชันเฟื่องฟู ได้แก่
    – ดุลพินิจมากเกินจำเป็นของข้าราชการบางหน่วยงาน
    – กฎหมายตีความได้หลายทาง
    – คดีคอร์รัปชันใช้เวลาสอบสวน 10–15 ปี ทำให้ “ความยุติธรรมกลายเป็นความไม่ยุติธรรม”
    – กฎระเบียบจำนวนมากเป็นเครื่องมือสร้างต้นทุนให้เอกชนแบบไม่จำเป็น

    จึงเสนอให้เร่งทำ “กิโยตินกฎหมาย” ตัดกฎเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อน–เปิดช่องทุจริต พร้อมสร้างระบบตรวจสอบ ที่มีกรอบเวลาแน่นอน

    ตัวเลขคอร์รัปชันที่น่าตกใจ: สูญ 5 แสนล้านบาทต่อปี
    นายมานะ นิมิตรมงคล ประธาน #องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความเสียหายจากคอร์รัปชันในไทยสูงกว่า 5 แสนล้านบาท/ปี
    แบ่งเป็น
    – 2–3 แสนล้านบาท จากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
    – 1 แสนล้านบาท จากโครงการก่อสร้างร้างทั่วประเทศ
    – ส่วนที่เหลือมาจากการซื้อขายตำแหน่งและการผูกขาดผลประโยชน์
    ปัญหานี้ทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนไทย “ร่วงต่อเนื่องไม่หยุด”

    เร่งรัฐปฏิรูป “ในทันที” ก่อนประเทศตกหลุมลึกเกินฟื้น
    กกร. และเครือข่ายเอกชนระบุว่า หากไทยไม่เร่งเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ความเชื่อมั่นจะยิ่งเสื่อมถอย ส่งผลต่อการลงทุน อุตสาหกรรม และความมั่นคงของเศรษฐกิจโดยตรง พร้อมเตือนว่า
    “หากไม่ลงมือวันนี้ อีกไม่นานอาจสายเกินไป”

    #Thaitribune
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/378969798&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zj385N_Tim-6As7Kw8H5

  • Worldcoin: ไทยสั่งลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย ลบได้จริงหรือไม่ – BBC News ไทย

    Worldcoin: ไทยสั่งลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย ลบได้จริงหรือไม่ – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สั่งระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี พร้อมให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคน

    นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส ยืนยันในการแถลงข่าวช่วงเย็นวันนี้ (24 พ.ย.) ว่ามาตรการดังกล่าวมีผลทันที และหากบริษัทฯ ไม่ทำตามคำสั่งของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของ สคส. จะต้องเสียค่าปรับเป็นรายวันตามกฎหมาย และเขายังบอกด้วยว่าคณะกรรมการฯ กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาโทษปรับกับทางบริษัท กรณีทำผิดกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ “PDPA” เพิ่มเติมอีกด้วย

    ที่มาของคำสั่งดังกล่าว มาจากการตรวจสอบของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ซึ่งพบว่าบริษัทผู้ให้บริการสแกนม่านมาเพื่อแลกเหรียญ “เวิลด์คอยน์” (Worldcoin) ซึ่งเป็นสกุลเงินคริปโตเคอเรนซีนั้น ได้ขอความยินยอมจากผู้สแกนม่านตา “ไม่ครบถ้วน” และ “ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย PDPA”

    บีบีซีรวบรวมข้อมูลการตรวจสอบเบื้องหลังคำสั่งนี้ และข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ และผู้ประกอบการบริษัทเทคโนโลยี ไว้ในรายงานชิ้นนี้

    “สแกนม่านตาแลกเหรียญ” สุ่มเสี่ยงเรื่องใดบ้าง

    ที่มาของภาพ, BBC Thai

    คำบรรยายภาพ, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส ยืนยันในการแถลงข่าวช่วงเย็นวันนี้ (24 พ.ย.) ว่ามาตรการสั่งระงับการสแกนม่านตาแลกเหรียญ มีผลทันที
    • ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต

    รมว.ดีอีเอส ระบุว่า จากการตรวจสอบ “บริษัทผู้ให้บริการได้แจ้งวัตถุประสงค์ในการขอความยินยอมไม่ครบถ้วน โดยอ้างว่าเป็นการยืนยันความเป็นมนุษย์อย่างเดียว แต่ในทางปฏิบัติจริง ระบบสามารถเทียบกลับไประบุยืนยันตัวตนบุคคลได้จริง ซึ่งเป็นการประมวลข้อมูลอ่อนไหวที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อผู้เข้าร่วมโครงการ และเข้าข่ายการขอความยินยอมที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย PDPA”

    โดยสำหรับโครงการ “เวิลด์ ไอดี” ที่มีการให้ผู้ใช้บริการสแกนม่านตานั้น นายไชยชนก เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เคยได้รับจดหมายขออนุญาตทำโครงการ โดยส่งมาจากบริษัทที่ชื่อ “ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส” (TIDC Worldverse) ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2568 อย่างไรก็ตาม ทั้งสองหน่วยงานได้ตอบกลับไปยังบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีแล้วว่าไม่อนุญาตให้ดำเนินโครงการ

    สำหรับ “ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส” (TIDC Worldverse) นายไชยชนกให้ข้อมูลว่า เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้ “ทีไอดีซี กรุ๊ป” (TIDC Group) ที่ตั้งขึ้นมาจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอีเอส กับบริษัท ไพรม์ อ็อพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี (Prime Opportunity Fund VC) โดยมีการลงนาม MOU ร่วมกันตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567

    อย่างไรก็ดี เขาไม่ระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส กับบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) บริษัทผู้พัฒนาโครงการเวิลด์คอยน์ (Worldcoin Project) โดยบอกว่า “ผมเอง ต้องพยายามที่จะไม่แพ้เสียงในหัว… ผมเชื่อว่าพวกท่านสามารถ connect the dot (เชื่อมโยงข้อมูล) แล้ววิเคราะห์ได้”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ข้อมูลระบุตัวตนย้อนกลับได้ และขายต่อพันธมิตรโดยไม่บอกผู้ใช้

    ขณะที่นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ตัวแทนจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ที่มาร่วมแถลงข่าว ระบุว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ยังพบว่าการเก็บข้อมูลของโครงการยังไม่สอดคล้องกับคำชี้แจงของตัวแทนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ยืนยันกับคณะกรรมการฯ ว่าสิ่งที่ถูกจัดเก็บไปเป็นข้อมูลรหัสที่ไม่สามารถระบุตัวตนกลับมาได้ แต่ในทางปฏิบัติเมื่อเจ้าหน้าที่ทดลองสแกนม่านตาซ้ำ พบว่าระบบกลับจดจำได้ว่าเคยสแกนไปแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าระบบสามารถระบุตัวตนผู้ใช้งานได้

    นอกจากนี้ เขายังบอกว่าการสอบสวนยังพบเอกสารของบริษัทที่บ่งชี้ว่าข้อมูลจากการสแกนม่านตานั้นสามารถนำกลับมาระบุตัวตนผู้ใช้งานได้ จากการที่บริษัทมีข้อตกลงขายข้อมูลให้พันธมิตรทางธุรกิจอื่น ๆ

    “ในข้อตกลงระหว่างเขาเอง ในการประมวลผล เขาเขียนรับรองเลยว่า ข้อมูลที่แปลงจากม่านตาเป็น code (รหัส) มันย้อนกลับมาได้ แล้วทำธุรกิจกัน ซึ่งการเซ็นก็คือเซ็นโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเลย งั้นข้อมูลทั้งจากที่ตัวแทนที่มาชี้แจง ก็ชัดเจนว่าความยินยอม[ของผู้ที่ไปสแกนม่านตา] จริง ๆ เขาไม่ได้ทราบว่าเอาไปใช้ขนาดนี้” นายไพบูลย์ ระบุ เขาเน้นย้ำประเด็นนี้อีกครั้งในการให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงข่าวว่า “จากเอกสารของเขาเอง ในข้อตกลงเองบอกว่า มันยืนยันตัวตนได้ เลยทำการขายให้กับพันธมิตรทางธุรกิจอื่น ๆ”

    “เดิมเขาแจ้งว่า สแกนเสร็จแล้วลบทิ้งภายใน 12 วินาที แต่ความเป็นจริงแล้ว หลังจากที่แปลงไปเป็น Iris Code (รหัสที่ได้จากการสแกนม่านตา) แล้ว มันสามารถยืนยันตัวตนได้อีก เช่นเดียวกับพวกเราเวลาเราสแกนม่านตาผ่าน Apple ID อะไรต่าง ๆ พอเสร็จแล้วเป็น Code (รหัส) ครั้งต่อไปเราแค่ double click (กดสองครั้ง) มันก็ทำงานได้เลย เพราะว่าข้อมูลส่วนบุคคล มันแปลงสภาพไปแล้ว” นายไพบูลย์กล่าว

    “พอแปลงสภาพไปแล้ว จริง ๆ แล้วเขาสามารถใช้ได้ เพียงแต่ว่าเขาต้องแจ้งว่าเขาไปใช้ทำอะไรบ้าง ซึ่งในกรณีนี้ ปรากฏว่าการแจ้ง ซึ่งต้องระบุไว้ใน ‘นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’ ไม่ได้บอกเลยว่าได้นำไปใช้ในการประกอบธุรกิจอย่างอื่น เพราะว่าตัวผู้ที่ชี้แจงก็บอกเองว่า ‘ไปเชื่อมต่อกับพันธมิตรหลายราย’ โดยมีวัตถุประสงค์ดีนะครับ ว่าต้องใช้การยืนยันตัวตนเหมือนกัน แต่คำถามคือ คนที่สแกนเขาไม่ทราบ[ว่าจะนำข้อมูลไปใช้ต่อ]” เขาระบุ

    • จูงใจโดยจ่ายคริปโตฯ เป็นรายเดือน

    “จากการตรวจสอบมา โครงการการสแกนม่านตา ผลตอบรับที่จะได้เป็นการตอบแทนด้วยเหรียญ[คริปโตฯ]นะครับ ซึ่งการตอบแทนเป็นการตอบแทนรายเดือน ไม่ใช่การตอบแทนครั้งเดียว” รมว.ดีอีเอส เปิดเผยในการแถลงข่าว

    เขาบอกว่าการให้ “ค่าตอบแทน” จากการสแกนม่านตาในลักษณะนี้ ทำให้เกิดผลกระทบในหลายรูปแบบ โดยมีทั้งกรณีที่ประชาชนเข้าไปสแกนม่านตาโดยที่ไม่รู้ว่าข้อมูลจะถูกเก็บและนำไปใช้อย่างไร รวมถึงมีขบวนการที่ไปชักชวนคนถึงตามคอนโดฯ ต่าง ๆ ซึ่งอาจไม่รู้ว่าต้องได้ค่าตอบแทนเป็นรายเดือน แล้วถูกให้สแกนม่านตา แต่ไม่ได้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลงโทรศัพท์มือถือของตัวเอง กลายเป็นว่าไม่ได้รับค่าตอบแทนที่ควรจะได้ทุกเดือน

    ขณะที่ตัวแทนจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 เน้นย้ำว่ากรณีนี้ยังถือเป็นการ “จูงใจ” ให้ผู้ใช้บริการยินยอมสแกนม่านตา ซึ่งขัดกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคลทั่วโลก ที่กำหนดว่า “กระบวนการยินยอมต้องเป็นอิสระ ไม่มีการจูงใจ”

    “สิ่งที่เกิดขึ้นในเคสนี้คือ พอดาวน์โหลดแอปฯ มา คนที่ไปดาวน์โหลดแอปฯ จากคำให้การของผู้ที่มาชี้แจงเอง จากบริษัทที่เราพูดถึง เขาบอกเองว่าเขาใช้วิธีคือให้แจกของคน คือแจกเป็นคริปโต” นายไพบูลย์เปิดเผย ก่อนกล่าวสรุปว่า “ถ้างั้นคนที่มาเขาไม่ได้มาเพราะว่าเขายินยอม[ให้เก็บข้อมูลม่านตา] เขามาเพราะว่าเขาเองอยากได้เหรียญ”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อุปกรณ์ Orb ที่ใช้แสกนม่านตา ซึ่ง TFH ระบุว่าได้ตั้งค่าลบข้อมูลส่วนบุคคลอัตโนมัติและเปิดให้ตรวจสอบระบบได้แบบ opensource ถูกจัดแสดงที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อมีนาคม 2567

    คำสั่ง สคส. มีรายละเอียดอย่างไร

    สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) มีคำสั่งหลัก 2 ส่วน ได้แก่

    • ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลม่านตา ระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบการสแกนผ่านตาเพื่อรับเหรียญคริปโตเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวต่อ สคส. ภายใน 7 วัน
    • ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคนทั้งหมด โดย สคส. ระบุว่า “เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศโดยไม่ถูกกฎหมาย”

    นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอีเอส ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวมีผลทันที และคณะกรรมการฯ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะดำเนินการปรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลด้วยหรือไม่ เพราะตามกฎหมาย PDPA ระบุมูลค่าที่สามารถปรับได้กรณีกระทำผิดกฎหมายนี้ ถึง 5 ล้านบาทต่อ 1 ไอดี แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณามูลค่าเงินที่จะเรียกปรับ ซึ่งหากการพิจารณาเสร็จสิ้นก็จะเปิดเผยต่อสื่อต่อไป

    ส่วนทั้ง 2 คำสั่งที่ สคส. แจ้งทางบริษัทแล้วนั้น หากไม่ดำเนินการตามคำสั่งยังมีโทษทางกฎหมาย คือปรับวันละ 500,000 บาท

    อย่างไรก็ดี ผู้แทนจาก สคส. เน้นย้ำในการแถลงข่าวว่า คำสั่งนี้มีผลเฉพาะกับข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมผ่านการสแกนม่านตาเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการลบแอปพลิเคชัน หรือดำเนินการกับเหรียญเวิลด์คอยด์ หมายความว่าทางบริษัทยังสามารถให้บริการแอปพลิเคชันต่อได้ เพียงแค่ต้องลบข้อมูลที่มาจากม่านตาของคนไทย 1.2 ล้านคน

    โดยส่วนของเหรียญเวิลด์คอยน์ที่อยู่ในแอปพลิเคชันดังกล่าวนั้น นายไชยชนก ระบุว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเป็นผู้พิจารณาต่อว่าเข้าข่ายเป็น “Product of Crime” (ผลผลิตจากอาชญากรรม) หรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไร

    เขายังเปิดเผยด้วยว่ากระทรวงดีอีเอสจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งต่อให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าคงจะมีการแถลงข่าวของทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อีกหลังจากนี้

    “เวิลด์ ประเทศไทย” แจงพร้อมระงับดำเนินการ แม้ผ่านการตรวจสอบ – ปฏิบัติตามข้อบังคับมาโดยตลอด

    ด้าน “World Thailand” (เวิลด์ ประเทศไทย) ออก “ประกาศสำคัญ” ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนการแถลงข่าวของ สคส. ระบุว่า บริษัทฯ “ได้ระงับกระบวนการยืนยันความเป็นมนุษย์จริงในประเทศไทยชั่วคราว” โดยอ้างอิงกรณีที่ได้รับจดหมายคำสั่งจาก สคส.

    “คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ แม้บริษัทฯ จะได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วน รวมถึงผ่านกระบวนการตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อบังคับมาโดยตลอด โดยบริษัทฯ ได้ให้ข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน”

    พวกเขายังระบุด้วยว่า การระงับการดำเนินการดังกล่าวจะ “ส่งผลกระทบทางลบต่อคนไทยหลายล้านคน ที่ได้เลือกใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อช่วยปกป้องตนเองจากการหลอกลวง การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล และภัยคุกคามจากการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)”

    ประกาศดังกล่าวยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการ “สร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น” พร้อมยืนยันว่าพวกเขาจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมและยั่งยืนต่อไป

    โครงการเวิลด์สามารถลบข้อมูลม่านตาได้จริงหรือไม่ ?

    ดร.กิตติพล โหราพงศ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ในไทย ตั้งข้อสังเกตว่า หากโครงการเวิลด์ (World) เก็บข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ (anonymous) ตามที่ทางบริษัทเจ้าของโครงการกล่าวอ้างจริง นั่นหมายความว่าข้อมูลที่จัดเก็บไปแล้ว จะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเป็นข้อมูลของใคร ดังนั้น บริษัทฯ จะรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องลบข้อมูลชุดไหนจึงจะเป็นของคนไทย 1.2 ล้านคนตามคำสั่ง สคส. เว้นแต่ว่าจะให้ผู้ใช้บริการในไทยยืนยันตัวตนอีกรอบ หรือลบข้อมูลทั้งหมดที่มีในฐานข้อมูล ซึ่งรวมทุกประเทศกว่า 30 ล้านคน

    “ตัวระบบของเวิลด์คอยน์เอง ตัวออร์บ (Orb) เท่าที่ผมดู by design (ตามการออกแบบ) ของเขา เขาจะทำให้ข้อมูลมันเป็น anonymous (ไม่ระบุตัวตน) ก็คือนิรนาม คราวนี้พอมันเป็นนิรนาม คำถามหลัก ๆ คือ แล้วเวลาถ้าสมมติเราจะไปลบ เราจะไปลบอันไหน” เขาตั้งคำถาม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า หากทางโครงการสามารถลบข้อมูลของคนไทยตามคำสั่ง สคส. ได้จริง ก็จะขัดแย้งกับสิ่งที่บริษัทผู้ผลิตชี้แจงว่าเก็บข้อมูลแบบไม่ระบุตัวตน

    “จริง ๆ ที่เยอรมัน เขาสั่งให้ลบเมื่อปี 2024 ช่วง ๆ ปลายปี… เท่าที่ผมดูข้อมูลมา ผมว่าเขาลบได้ เพราะว่าถ้าเยอรมันสั่งให้ลบแล้วเขาลบได้ แปลว่าไทยสั่งให้ลบก็ลบได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าสั่งให้ลบแล้วลบได้ นั่นหมายความว่า เขา identify (ระบุตัวตน) กลับไปได้ว่า อันนี้คือใคร คือ นาย ก. นาย ข. ถูกไหม ก็จะไม่ตรงกับที่เขาบอกตอนแรกว่า มัน anonymous (ไม่ระบุตัวตน)” ดร.กิตติพล ระบุ

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ในการแถลงข่าวที่ สคส. เมื่อช่วงเย็น รมว.ดีอีเอส เน้นย้ำว่าไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่ดำเนินการระงับการสแกนม่านตาเช่นนี้ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบประเทศอื่น ๆ อีกไม่น้อยกว่า 8 ประเทศได้สั่งห้ามการดำเนินการนี้ไปแล้วเช่นกัน โดยประเทศที่มีคำสั่งระงับชัดเจนมีทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล

    ตัวแทนจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ของ สคส. ยืนยันกับบีบีซีไทยในเวลาต่อมาว่า เขาเชื่อว่าทางบริษัทฯ สามารถลบข้อมูลจากคนไทย 1.2 ล้านคนได้ เพราะเท่าที่เขาทราบคือก่อนหน้านี้บริษัทผู้ให้บริการก็เคยลบข้อมูลม่านตาที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่ร้องขอให้ลบ

    อย่างไรก็ดี เขายอมรับว่าบริษัทดังกล่าวได้เก็บข้อมูลแยกไว้ในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจมีข้อมูลส่วนที่เก็บอยู่ในบางพื้นที่ เช่น เกาะเคย์แมน ที่อาจต้องอาศัยการประสานงานเพิ่มเติม

    “[เกาะ] เคย์แมน เท่าที่ผมทราบก็จะมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ว่าก็ต้องดูว่าในส่วนนี้ เขายอมรับคำสั่งของเราแค่ไหน” นายไพบูลย์ระบุ “ในมุมที่เราทำได้คือ ในประเทศต้องไม่มีการใช้ เพราะเดี๋ยวนี้มันอยู่ในในโลกที่เป็น globalized (เชื่อมต่อกันทั้งโลก) ถ้างั้นสิ่งที่ทำได้คือ ถ้าเราเจอเมื่อไหร่ นั่นคือความผิดครับ นั่นคือสิ่งที่เราทำได้”

    อย่างไรก็ดี เขาเชื่อว่าคำสั่งของ สคส. ในวันนี้ สามารถกดดันบริษัทผู้ให้บริการให้ลบข้อมูลที่มาจากม่านตาของคนไทยทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะแยกเก็บไว้ที่ไหนบ้างก็ตาม

    “อันนี้ก็ต้องเป็นเรื่องที่เราสอบสวนต่อไปว่า หลังจากมีคำสั่ง จริง ๆ hosting (ผู้ควบคุมข้อมูล) อยู่ที่ไหน เพราะว่าในทางเทคนิคไม่ได้ยากเลย” นายไพบูลย์กล่าว ก่อนจะยกตัวอย่างว่า “ถ้าผมเป็น host ผมลบทันที เพราะผมเองไม่เอาไว้ ยิ่งถ้าเกิดว่าโทษมันสูงสุดถึง 5 ล้านนะ อันนี้น่ากลัว”

    “ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ปรับ 5 ล้านนะครับ ต้องดูว่าเจตนาเขาเป็นยังไงหลังจากนี้ แล้วไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ พอไป run (ดำเนินการ) อยู่บนระบบแล้วปรับ ต้องมาดูด้วยว่า หลังจากนั้นคุณมีใช้ประโยชน์ไหม มี[ใช้]อะไรบ้าง”

    สคส. ลงโทษเกินสมควรหรือไม่

    โดยเขาเท้าความถึงการแถลงข่าวของ สคส. โดยนักธุรกิจรายนี้มองว่าส่วนที่เป็นความผิดของเวิลด์แอปฯ มีเพียงสองส่วน คือ กระบวนการได้มาซึ่งข้อมูล “ไม่โปร่งใส” โดยมีการให้เหรียญจูงใจ ทำให้กระบวนการให้ความยินยอมไม่เป็นอิสระ และผิดหลักการ PDPA จากการขอความยินยอมไม่ครบ โดยขอเพียงเพื่อ “ยืนยันความเป็นมนุษย์” แต่เจ้าหน้าที่สแกนซ้ำแล้วรู้กลับว่าเป็นคนเดิม

    นายธนารัตน์ ตั้งคำถามว่าการมีสิ่งจูงใจถือว่าผิดกฎหมายได้หรือ หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอม โดยปราศจากกลฉ้อฉล หลอกลวง ข่มขู่ หรือสำคัญผิด ซึ่งทางเวิลด์แอปฯ ก็ไม่ได้ “บังคับ” หรือ “ข่มขู่” ให้ผู้ใช้บริการต้องสแกนม่านตา ซึ่งความเห็นของเขามองว่าไม่ได้เข้าข่ายความผิด

    อย่างไรก็ดี เขาเห็นด้วยว่าโครงการเวิลด์มีมูลความผิดตามหลักการกฎหมาย PDPA กรณีที่ขอความยินยอมเก็บข้อมูลเพื่อ “ยืนยันความเป็นมนุษย์” แต่คณะกรรมการของ สคส. ให้ความเห็นว่าเป็นการ “ยืนยันตัวบุคคล” แต่เขาเห็นว่าบทลงโทษไม่ได้สัดส่วนกับความผิด เนื่องจากมองว่าความร้ายแรงของพฤติการณ์คือ “แค่ขอ consent (ความยินยอม) ไม่ครบ” และปัจจุบันก็ยังไม่พบความเสียหายเกิดขึ้นจริง ในขณะที่คำสั่งให้ลบข้อมูลนั้น ไม่ต่างอะไรกับการ “สั่งปิดธุรกิจที่นำเงินเข้าประเทศกว่าปีละพันล้านบาท”

    ทว่า สคส. ก็ยืนยันในการแถลงข่าวว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

    “การวินิจฉัยของกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่ได้วินิจฉัยตามข้อกฎหมาย เราวินิจฉัยแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจ… ถ้าจะทำธุรกิจสแกนม่านตาต้องเป็นอย่างนี้ คุณทำได้ แต่ทำให้ถูกต้อง แค่นั้นเองนะครับ ซึ่งก็ขอความร่วมมือว่า กรุณาหยุด ระงับการดำเนินการ แล้วก็ทำทุกอย่างให้มันถูกต้องใหม่ แล้วก็มีการดำเนินการ ที่เป็นไปตามกฎหมาย ใครที่มี[ข้อมูลม่านตา]ในความครอบครอง ก็ต้องลบทำลายมัน” นายไพบูลย์กล่าวย้ำ

    “ถ้ามีการเผยแพร่ต่อไป สุดท้ายข้อมูลพวกนี้มันจะอาจจะถูกจำหน่ายใน dark web (เว็บมืด) หรือ ไปใช้โดยมิจฉาชีพ เพราะว่าพอมันเป็น data (ข้อมูล) แล้ว มันโอนไปที่ไหนก็ได้” เขากล่าว “ที่ สคส. กังวลคือ ตัวหลักอยู่ที่[เกาะ]เคย์แมน ซึ่งโดยหลักเป็นเกาะที่เรียกว่าเป็นแหล่งระดมทุนพอสมควร”

    “ในเมื่อเราไม่ทราบตรงนี้ ก็เป็นสิ่งที่ สคส. โดยท่านเลขาฯ กับทางกรรมการที่ศึกษา เราต้องปกป้องประชาชน โดยการที่ หยุดก่อน หยุด และแก้ไข แล้วลบ แล้วถ้าท่านพร้อมเมื่อไหร่ ท่านมาขออนุญาตแล้วกัน แล้วตอนนั้นมาดูกันใหม่” เขาระบุ “ยังยืนยันว่าธุรกิจยังเดินต่อไปนะครับ สามารถทำได้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าท่านขอให้ถูกต้องแล้วกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cwyvl21xwmlo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qbx7dYeuhP6FpKy6F29iz

  • ททท. เร่งดูแลนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้

    ททท. เร่งดูแลนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย พร้อมติดตามประเมินสถานการณ์ผลกระทบทางการท่องเที่ยว และสื่อสารมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ ชงมาตราการส่งเสริมการขายและส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นการเดินทางเข้าพื้นที่ช่วงปลายปี

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของ ททท.
    ติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    โดยทุกพื้นที่เร่งจัดทำรายงานสถานการณ์ ติดตามและประเมินผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่ออัปเดตสถานการณ์การเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนสำนักงานต่างประเทศ

    โดยเฉพาะในตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เดินทางเข้าหาดใหญ่ ได้เร่งสื่อสารสถานการณ์ไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข้อมูลรายวัน ทั้งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และอัปเดตแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเดินทางได้ตามปกติ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด

    และรวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้ดำเนินการสื่อสารมาตรการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเดินทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่าอากาศยาน สายการบิน การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยระยะต่อไป เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย ททท.จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

    ซึ่งปัจจุบันได้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขาย หรือมาตรการฟื้นฟูด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ท่าอากาศยานในพื้นที่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ ดังนี้

    • ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ หมายเลขโทรศัพท์ 074-227-000, 074-227001-3
    • ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช หมายเลขโทรศัพท์ 075-450-545
    • ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี หมายเลขโทรศัพท์ 077-441-230
    • ท่าอากาศยานตรัง หมายเลขโทรศัพท์ 075-572-152-4
    • ท่าอากาศยานนราธิวาส หมายเลขโทรศัพท์ 073-511-161

    โดยสำหรับพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา สายการบินต่างๆ ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินได้

    ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook ของสายการบิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    • สายการบินไทย หมายเลขโทรศัพท์ 023-561-111 หรือ ตัวแทนจำหน่ายของการบินไทย
    • สายการบินนกแอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 1318
    • สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หมายเลขโทรศัพท์ 1771 หรือ 02-270-6699 (8.00 – 20.00 น.)
    • สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-529-9999

    ขณะที่การเดินทางเส้นทางรถไฟ นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการเดินรถได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย
    https://ttsview.railway.co.th/v3/floodingNST/

    หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลอัปเดตการเดินทางและเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสานงานกรณีเร่งด่วน ผ่านช่องทาง TAT Call Center: 1672 Travel Buddy และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลขโทรศัพท์ 1155 รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จังหวัดสงขลา หมายเลขโทรศัพท์ 074-311573

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tat-relief-tourists-flood-stimulus/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lWiFOZWiDktlu9bUrJPC5

  • กรมการท่องเที่ยวลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานที่พัก รับซีเกมส์-พาราเกมส์ 2568 เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวร่วมมหกรรมกีฬาชาวอาเซียน

    กรมการท่องเที่ยวลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานที่พัก รับซีเกมส์-พาราเกมส์ 2568 เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวร่วมมหกรรมกีฬาชาวอาเซียน

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าเตรียมความพร้อมสนับสนุนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 โดยดำเนินการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานที่พักในจังหวัดเจ้าภาพหลักและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยวที่ร่วมชมและเชียร์กีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การแข่งขันกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ในครั้งนี้จะจัดขึ้นในหลายจังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สงขลา และนครราชสีมา ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมด้านที่พักจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ในสายตานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเชียร์กีฬา และยังสามารถต่อยอดการเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยได้อีกด้วย กรมการท่องเที่ยวจึงจัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานโรงแรมและรีสอร์ท รวม 25 แห่ง ใน 4 จังหวัด เพื่อส่งเสริมให้สถานประกอบการเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะอาด การบริการ และความพร้อมของบุคลากรในการรองรับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมและเชียร์กีฬาครั้งนี้

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการท่องเที่ยวมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีน้ำใจ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่น ตลอดช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และพาราเกมส์ที่จะถึงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/974846&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bnm0wGRmU_QMC8zrefnjR

  • เอปสันผู้นำตลาดสแกนเนอร์ในอาเซียน เปิดตัวสแกนเนอร์ใหม่ โซลูชันจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลรวดเร็ว คล่องตัว เพื่อธุรกิจยุคใหม่

    เอปสันผู้นำตลาดสแกนเนอร์ในอาเซียน เปิดตัวสแกนเนอร์ใหม่ โซลูชันจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลรวดเร็ว คล่องตัว เพื่อธุรกิจยุคใหม่

    ไอที

    เอปสันผู้นำตลาดสแกนเนอร์ในอาเซียน เปิดตัวสแกนเนอร์ใหม่ โซลูชันจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลรวดเร็ว คล่องตัว เพื่อธุรกิจยุคใหม่

    วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอปสันผู้นำตลาดสแกนเนอร์ในอาเซียน
    เปิดตัวสแกนเนอร์ใหม่ โซลูชันจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลรวดเร็ว คล่องตัว เพื่อธุรกิจยุคใหม่

    เอปสัน แบรนด์เครื่องสแกนเอกสารอันดับ 1 ในอาเซียน เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพองค์กรธุรกิจ เปิดตัวสแกนเนอร์เอกสาร A4 รุ่นใหม่ WorkForce DS-1730 และ DS-1760WN รองรับทุกความต้องการด้านการสแกนในสำนักงานยุคดิจิทัล ทั้งความเร็ว การใช้งานยืดหยุ่น และการจัดเก็บข้อมูล
    ที่ง่ายขึ้น ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้อย่างลื่นไหลและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    เครื่องสแกนรุ่นใหม่นี้สามารถสแกนได้เร็วสูงสุดถึง 30 แผ่นต่อนาที เมื่อใช้ระบบป้อนเอกสารอัตโนมัติ ADF และเพียง 7 วินาทีต่อแผ่นเมื่อสแกนผ่าน Flatbed พร้อมถาดป้อนกระดาษบรรจุได้ถึง 60 แผ่น ช่วยให้สแกนเอกสารปริมาณมากได้อย่างราบรื่น รองรับสแกนเอกสารหลากหลายประเภท ทั้งภาพถ่าย บัตรประชาชน หนังสือหรือวัสดุหนา โดยมีฟีเจอร์สแกนสองหน้าแบบผ่านครั้งเดียว (One-pass Duplex) รวมถึงฟีเจอร์เพิ่มความคมชัดของตัวอักษร การปรับขอบภาพ และการลบรูเจาะเอกสาร เพื่อให้ได้ไฟล์คุณภาพสมบูรณ์แบบในทุกงานสแกน พร้อมระบบแจ้งเตือนฝุ่นบนกระจกที่ช่วยลดงานสแกนซ้ำ

    ทั้งสองรุ่นยังมีโซลูชันจัดการเอกสารขั้นสูง รองรับซอฟต์แวร์ Document Capture Pro ที่เพิ่มประสิทธิภาพการแปลงข้อมูลเป็นไฟล์ PDF ที่ค้นหาได้ หรือไฟล์เอกสารสำนักงานที่สามารถแก้ไขได้ พร้อมการส่งเอกสารตรงขึ้นคลาวด์ อีเมล หรือโฟลเดอร์เครือข่าย สำหรับรุ่น DS-1760WN เพิ่มการทำงานแบบไม่ต้องใช้คอม

    พิวเตอร์ ผ่าน ScanWay สแกนโดยตรงไปยังเครือข่าย อีเมล หรือ USB พร้อมหน้าจอ LCD ทัชสกรีน 2.4 นิ้ว ง่ายต่อผู้ใช้ทุกคนในสำนักงาน นอกจากนี้ยังออกแบบส่วนประกอบหลักด้วยพลาสติกรีไซเคิลกว่า 30% เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมอบสมรรถนะเต็มประสิทธิภาพ ในฐานะแบรนด์เครื่องสแกนเอกสารอันดับ 1 ในอาเซียน เอปสันยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมควบคู่กับการการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/455765&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LfC9dAQi0JRxFzgZy0QI4

  • ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ฉุดท่องเที่ยว คาดชาวมาเลเซียยกเลิกเดินทางหมด

    ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ฉุดท่องเที่ยว คาดชาวมาเลเซียยกเลิกเดินทางหมด

    ธุรกิจ

    ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ฉุดท่องเที่ยว คาดชาวมาเลเซียยกเลิกเดินทางหมด

    25 พ.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ฉุดท่องเที่ยว คาดชาวมาเลเซียยกเลิกเดินทางหมด

    ‘ททท.’ ประเมินผลกระทบ ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ฉุดท่องเที่ยว หลังพื้นที่ อ.หาดใหญ่ อ่วมหนัก คาดสัปดาห์นี้นักท่องเที่ยวมาเลเซียยกเลิกการเดินทางทั้งหมด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อสอบถามจากผู้ประกอบการมาเลเซียประมาณ 15 ราย ทั้งจากบริษัททัวร์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    คาดว่าในสัปดาห์นี้นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะมีการยกเลิกการเดินทางทั้งหมด (Total Cancellation) สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวภาคใต้ของไทย เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ยืดเยื้อและความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัย สื่อกระแสหลักของมาเลเซียได้รายงานข่าวน้ำท่วมและกรณีนักท่องเที่ยวมาเลเซียติดค้างในหาดใหญ่ต่อเนื่อง ทั้งช่องโทรทัศน์ เว็บไซต์ข่าว รวมถึงโซเชียลมีเดีย ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเกิดความกังวลอย่างกว้างขวาง รัฐบาลมาเลเซียได้ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วม (Flood Warning Alert) ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลงทันที และมีแนวโน้มหยุดเดินทางในระยะสั้น

    ทั้งนี้ จากรายงานข่าวของสื่อมาเลเซียตั้งแต่วันที่ 21-24 พ.ย. เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง ระบุว่าตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่ อ.หาดใหญ่ และ จ.สงขลา มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้คนไทยและนักท่องเที่ยวรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่น้ำท่วม หรือติดค้างในโรงแรม หรือพื้นที่ที่ยังอพยพได้ไม่สะดวก

    ตามการรายงานของกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย มีชาวมาเลเซียประมาณ 4,000 คนอยู่ในพื้นที่หาดใหญ่และใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ โดยขณะนี้ได้รับแจ้งว่ายังปลอดภัย โดยชาวมาเลเซียหลายรายที่ติดอยู่ในโรงแรมหรือที่พัก ได้รับอาหารและความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน แต่มีรายงานว่าต้องแบ่งและอดกลั้น เนื่องจากร้านค้าปิดหรือเข้าถึงยาก และไฟฟ้ากับการสื่อสารบางจุดมีการขัดข้อง

    ทางสถานกงสุลมาเลเซียประจำสงขลา ได้ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นไทยเพื่ออพยพและเคลื่อนย้ายนักท่องเที่ยวและผู้ได้รับผลกระทบ โดยแจ้งให้ชาวมาเลเซียที่ติดอยู่ “รอที่ล็อบบี้โรงแรม” เพื่อความสะดวกในการอพยพ ขณะที่ระดับน้ำเริ่มมีแนวโน้มลดลงในบางพื้นที่ แต่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง และยังอยู่ในสภาวะ “เฝ้าระวัง” เนื่องจากคาดว่าระดับน้ำอาจเพิ่มได้อีกจนถึงวันที่ 24 พ.ย. สำหรับข้อแนะนำจากทางการมาเลเซียคือให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่หาดใหญ่และใกล้เคียงในระหว่างนี้ เนื่องจากสถานการณ์อาจทรงตัวไม่แน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209064&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2165I1BEMC9WrlY9S85UmC

  • ศ.สุชาติ ระบุจะฟื้น​ GDP​ ต้องสร้างงานให้คนทำเยอะๆ​ ให้คนลงทุน​มากๆ​ และขายผลผลิตได้​มาก  การแจกเงิน ไม่ฟื้นเศรษฐกิจ

    ศ.สุชาติ ระบุจะฟื้น​ GDP​ ต้องสร้างงานให้คนทำเยอะๆ​ ให้คนลงทุน​มากๆ​ และขายผลผลิตได้​มาก การแจกเงิน ไม่ฟื้นเศรษฐกิจ

    ศ.สุชาติ ระบุ GDP คือรายได้​ของชาติ (มิใช่รายจ่าย) จะฟื้น​ GDP​ ต้องสร้างงานให้คนทำเยอะๆ​ ให้คนลงทุน​มากๆ​ และขายผลผลิตได้​มาก “การลงทุนและการส่งออก​คือเครื่องยนต์​ฟื้น​เศรษฐกิจ” การแจกเงินเป็นเพียงบรรเทาความยากจน​ แต่ไม่ฟื้นเศรษฐกิจ

    ศาสตราจารย์​ ดร.สุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีต​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงการคลัง​ กล่าวว่า​ GDP คือรายได้​ (มิใช่รายจ่าย) ​คนในชาติต้องไปทำงานไปผลิตของมาขาย​จึงจะได้ GDP​ เราเป็นประเทศเล็ก​ ผลผลิตจึงนำไปขายเป็นการส่งออก​และท่องเที่ยว​ 70% ผลิตซื้อขายกันในประเทศ​ 30% การที่รัฐบาลแจกเงินเป็นการกระจายรายได้และบรรเทาความยากจน​ แต่ไม่สามารถฟื้น​เศรษฐกิจ​ได้​

    GDP ไทยเติบโตต่ำ​มานาน เราอาจอ้างว่า​มีคนแก่เยอะ, ระบบราชการเทอะทะ, คอรัปชั่น​มาก, ระบบการศึกษาแย่, ยาเสพติดเยอะ,​ ทุนเทามีมาก, มีสงครามกับเพื่อนบ้าน, มีปัญหา​ความเชื่อมั่น, สิ่งเหล่าเป็นเรื่องระยะยาว​ ซึ่งก็คล้ายๆ​ เพื่อนบ้าน แต่ประเทศเพื่อนบ้านเจริญเติบโต​ เราไม่เติบโต​

    รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหา​ระบบ​เศรษฐกิจ​ (Macro) ระยะสั้น​ ที่รัฐบาลควบคุมได้คือ​ ดอก​เบี้ยสูงไป, เงิน​เฟ้อต่ำไปจนติดลบ, ค่าเงินบาทแข็งมากไป, และปริมาณเงินบาทในระบบ​เศรษฐกิจ​มีน้อยไป​ 

    ระบบเศรษฐกิจ​เราไม่เติบโต​ เป็นเพราะรายได้ส่งออกและท่องเที่ยวน้อยไป, การลงทุนต่ำไป, GDP​ จึงเติบโตต่ำ​ มีผลให้หนี้ประชาชนและหนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้น​มาก เนื่องจากรายได้ประชาชนไม่พอ, รัฐเก็บภาษีได้น้อย,​ การลงทุนลดลง​เพราะส่งออกได้น้อย​ จึงผลิตน้อย​ ใช้เครื่องมือเครื่องจักร​ (capacity utilization rate) ​แค่​ 50-60% จึงมีการซื้อเทค​โนโลยี​ใหม่​ๆ​ น้อย

    การส่งออก&ท่องเที่ยวน้อย​ เพราะค่าเงินบาทแข็งเกินไป​มาก แข็งกว่าเกือบทุกประเทศในโลก (ดูตาราง) ค่าเงินบาทที่แข็ง​มากเกินไป​ เป็นเพราะ​ดอกเบี้ยสูงไป, และการเพิ่มปริมาณ​เงินบาทในระบบเศรษฐกิจ​เรา​ต่ำไป, ต่ำกว่าทั่วโลกมาก​, มีผลให้เงินเฟ้อเราต่ำกว่าเงิน​เฟ้อโลก​มากเกินไป

    สูตรค่าเงินบาท​ คือ​ e=P/Pw​: e คืออัตราแลกเปลี่ยน, P คือราคาสินค้าเรา, Pw​ คือราคาสินค้าโลก, เมื่อ​เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นช้ากว่า​เงินเฟ้อโลก ค่าเงินบาท​ e​ ก็ต้องแข็งค่าขึ้น​ (คือ​ตัว​ e​ ลดลง​ เช่น จาก​ 37​ บาทต่อ$ เป็น​ 32​ บาทต่อ$)

    ปัญหา​จึงควรแก้ที่เหตุ​ ​ด้วยการเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจ​ให้เหมาะสมกว่านี้, จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง, ส่งออก&ท่องเที่ยวจึงจะเพิ่มขึ้น, การลงทุนจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย​ เพราะขายได้เพิ่มขึ้น, GDP​ จึงต้องเพิ่มขึ้น​ ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น,​ รายได้ภาษีมากขึ้น, หนี้ประชาชน​ และหนี้รัฐบาลก็จะลดลง, การลงทุนที่เพิ่มขึ้น​,​ จะทำให้การใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น​ ทำให้มีการลงทุนและการซื้อเทคโน โลยี​ใหม่ๆ​ มากขึ้น, GDP​ ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก​ (หากคิดแต่พูดเรื่องปัญหา​ระยะยาวในข้อ​2, เราจะแก้ปัญหา​เศรษฐกิจ​ไม่ได้)​

    ความจริง​ สมัยปลายพลอ.เปรม และสมัยพล.อ.ชาติชาย​ เราก็มีปัญหา​ระยะยาวส่วนใหญ่ในข้อ​ 2. แต่​ GDP​ ไทยเติบโตเฉลี่ย​ 11% ในช่วง​ 3-4​ ปี​นั้น โดยการส่งออกโตเฉลี่ย​ 30% เป็นเพราะดร.วีรพงษ์​ รามา​ง​กูร​ เสนอพลอ.เปรม​ฯ ให้ปรับลดค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป​ จาก​ 21บาท/$ เป็น​ 27บาท/$ ปรับลดลงไป​ 28.5% ได้ทำให้เศรษฐกิจ​ไทยกลับมาเจริญเติบรุ่งเรือง​ มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน​ และพัฒนาเทคโนโลยี​กันมากมาย​ ประชาชนมีชีวิต​ความเป็นที่ดี

    การแก้ปัญหา​เศร​ษฐกิจ ต้องคิดเป็นระบบ​ และต้องรู้ระบบ​เศรษฐกิจ​มหภาค​ การคิดเป็นเรื่องๆ​ เป็น​ Micro​ แก้ไขปัญ​หาระบบเศรษฐกิจ​ไม่ได้​ ดร.​สุชาติ​ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/wvgP8ceFb&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a90OYbbTOHG2UYTYFLMHe

  • หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เรียกร้องทุกพรรคการเมือง ชูปราบ “ทุนเทา” เป็นวาระแห่งชาติ

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เรียกร้องทุกพรรคการเมือง ชูปราบ “ทุนเทา” เป็นวาระแห่งชาติ

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เรียกร้องทุกพรรคการเมือง ชูปราบ “ทุนเทา” เป็นวาระแห่งชาติ

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เรียกร้องทุกพรรคการเมือง ชูนโยบายปราบ “ทุนเทา” เป็นวาระแห่งชาติ หลังองคาพยพของสังคมไทยถูกแทรกแซงและควบคุมไว้หมดแล้ว

    วันที่ 24 พ.ย. 2568 ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ระบุว่า “ทุนเทา” คือ เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการหลอกลวง และต้องการแหล่งฟอกเงินขนาดใหญ่จำนวนมาก ด้วยลักษณะเฉพาะเช่นนี้ ทำให้ “ทุนเทา” หรือเงินสกปรกกระจายแทรกซึมไปทุกวงการ เพราะกลไกสำคัญที่จะทำให้ “ทุนเทา” เป็น “ทุนขาว” ได้ คือการทุจริตของเจ้าหน้าที่ กรณีส่วยพนันออนไลน์ และอภิสิทธิ์ของผู้ต้องขังในเรือนจำ นอมินีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการซื้อขายสัญชาติไทย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ว่า การปราบ “ทุนเทา” ไม่สามารถเป็นเพียงนโยบายเพื่อใช้แข่งขันทางการเมือง แต่ต้องเป็น “วาระแห่งชาติ” ไม่ว่าพรรคใดมาเป็นรัฐบาล จะมีนโยบายปราบทุนเทาหรือไม่ก็ตาม หากได้เป็นรัฐบาลแล้ว ต้องปราบอย่างเข้มแข็งจริงจัง

    ดร.คเณศ กล่าวด้วยว่า พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับ “ทุนเทา” ทุกรูปแบบและพร้อมสนับสนุนทุกองค์กรที่มุ่งมั่นในการกำจัด “ทุนเทา” ต้องร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งของกลไกระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้ เพราะเพียงลำพังประเทศไทยเพียงประเทศเดียวคงไม่พอ เพราะเห็นได้ชัดแล้วว่า ขณะนี้ทุกองคาพยพของสังคม ถูก “ทุนเทา” เข้าไปแทรกแซงและควบคุมไว้แล้ว จึงเป็นเรื่องยากและใหญ่เกินกว่าที่ประเทศไทยจะจัดการได้เพียงลำพัง และการปราบ “ทุนเทา” ต้องไม่ใช่นโยบายแข่งกันเพื่อหาเสียงทางการเมืองเท่านั้น แต่ทุกพรรคต้องร่วมมือกันในการปราบปรามอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2897642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eZlvGnCRHTdy81bxTmPfd