Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ม.รังสิต มอบทุนการศึกษา 2 หมื่นบาท ช่วยนักศึกษาเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมภาคใต้

    ม.รังสิต มอบทุนการศึกษา 2 หมื่นบาท ช่วยนักศึกษาเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมภาคใต้

    มหาวิทยาลัยรังสิต ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ในอำเภอและจังหวัดที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ มอบทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท 

    25 พฤศจิกายน 2568 – รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด ท่านอธิการบดี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้มีดำริให้มหาวิทยาลัยเร่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้ โดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท ในรูปแบบเครดิตสำหรับการลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษา 2/2568 โดยมหาวิทยาลัยรังสิตตระหนักดีว่านักศึกษาและครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบาก จึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้ลูกหลานของเรายังมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อได้โดยไม่สะดุด

    มาตรการนี้สะท้อนเจตนารมณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยในการสร้าง “สังคมธรรมาธิปไตย” ที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤต พร้อมยืนเคียงข้างสังคมด้วยความรับผิดชอบและจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นหลักการที่มหาวิทยาลัยยึดมั่นมาโดยตลอด

    มาตรการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาเพื่อบรรเทาผลกระทบ ดังนี้

    1. ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่จะลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษา 2/2568 หากนักศึกษาลงทะเบียนเรียนโดยมียอดค่าใช้จ่ายไม่ถึง 20,000 บาท มหาวิทยาลัยจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนที่ลงทะเบียนจริง

    2. สำหรับนักศึกษาที่ได้ชำระค่าลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ สามารถเลือกรับส่วนลดคืนโดยเป็นเงินโอนเก็บ เพื่อใช้ในการลงทะเบียนเทอมถัดไป หรือขอรับเป็นเงินโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารได้

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตยังได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านต่างๆ อาทิ เปิดรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อนำเงินส่งต่อให้แก่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านบัญชีมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อการกุศล ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 875-700530-4

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สะท้อนว่ามหาวิทยาลัยรังสิตยืนหยัดทำหน้าที่สถาบันการศึกษาที่รับใช้สังคมอย่างแท้จริง พร้อมร่วมฟื้นฟู เยียวยา และยืนเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก พร้อมร่วมก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/902634/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sQ7xIJJnizmqBzu1f1GQG

  • ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง นัดไต่สวนพยาน อดีต สว.-เจ้าหน้าที่ กกต.-ปลัด อว. คดีหมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม

    ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง นัดไต่สวนพยาน อดีต สว.-เจ้าหน้าที่ กกต.-ปลัด อว. คดีหมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม

    เวลา 9:00 น วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง นัดไต่สวนนัดแรกในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา กรณีใช้ตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ในการลงสมัครเข้ารับการเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และแนะตำตัว โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถหรือชื่อเสียงหรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

    ซึ่งวันนี้เป็นการนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง จำนวน 4 ปาก ประกอบด้วยอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 2 คน เจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน สำนักงาน กกต และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม หรือ อว.

    โดยพยานฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 19 ได้ให้ปากคำว่าจากการตรวจสอบเอกสารของนางสาวเกศกมล ในใบสมัครสว 3 พบว่าใช้คำว่าศาสตราจารย์ จึงมีการไปตรวจค้นข้อมูลของหน่วยงานพบว่าไม่มีชื่อผู้คัดค้านได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นศาสตราจารย์และไม่พบเคยเป็นอาจารย์ หรือมีผลงานทางวิชาการ แต่การใช้ตำแหน่งนี้อาจจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกเข้าใจผิด

    ขณะที่ประเด็นทนายความของนางสาวเกศกมล ได้ถามซักค้านกรณีการได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จากต่างประเทศนำมาใช้นำหน้าได้หรือไม่และมีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามนำมาใช้
    โดยพยานฝ่ายผู้ร้องยอมรับว่าการสมัครการสมัครสว.ไม่ได้มีกรอบกำหนดในเรื่องของการใช้วุฒิการศึกษา แม้จะเป็นวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ หากจะนำมาใช้จะต้องมีการเทียบ ส่วนการแนะนำตัวยอมรับว่าระเบียบ กกต.ไม่ได้ห้ามไว้ แต่จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมยอมรับว่าได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาเฉพาะในประเทศไทยไม่ได้ตรวจสอบในต่างประเทศ

    ขณะที่พยานปากที่ 2  ขึ้นเบิกความต่อศาลว่าผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิ์ใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เพราะแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้  FCE ไม่ใช่สถาบันระดับอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกา เป็นเพียงหน่วยงานรับเปรียบเทียบวุฒิการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ และเปิดสอนระดับอนุบาลและประถมศึกษาเท่านั้น ผู้คัดค้านไม่เคยสอนหนังสือหรือมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และในการเทียบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกจะต้องมีวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับและถูกบันทึกไว้ในระบบการค้นหาของการศึกษาทั่วโลก และเอกสารเทียบวุฒิการศึกษาของนางสาวเกศกมลที่นำส่ง กกต.

    และให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อมวลชน มีรายละเอียดที่แตกต่างและเปลี่ยนไป อีกทั้งยังพบว่าเอกสารการรับรองแต่ละหน้า ลายมือชื่อรับรองเอกสารไม่ใช่ลายเซ็นจริงแต่เป็นลายเซ็นจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมือนกันทุกฉบับ จะมีแตกต่างกันบ้างเรื่องความหนาและบางของลายเส้น อีกทั้งวันลงนามใบรับรอง ระบุวันที่ล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับตัวเลขเอกสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะการลงนามจะต้องกระทำเมื่อได้รับเอกสารแล้ว ไม่ใช่เป็นการลงนามไว้ล่วงหน้า

    ต่อมาพบว่ามีการปรับแก้เอกสารเพื่อให้วันที่สอดคล้องกัน อีกทั้งแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้ FCE  ให้ข้อมูลเท็จ โดยระบุในหน้าเว็บไซต์ว่ารัฐสภาไทยยอมรับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยแล้ว และรัฐบาลไทยยังให้การยอมรับรัฐมนตรีที่เคยได้รับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน  นอกจากนี้เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ของนางสาวเกศกมล ภายหลังได้รับการเทียบวุฒิปริญญาโทใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี โดยมีไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้ ใช้ระยะเวลา 8 เดือน  ใช้คำนำหน้าว่าดอกเตอร์ (ดร.) ต่อมาอีก 5 เดือน ใช้คำนำหน้าว่ารองศาสตราจารย์ จากนั้นอีกไม่นานก็ใช้คำว่าศาสตราจารย์  

    ทั้งนี้ ยังพบว่าผลงานทางวิชาการ 7 บทความที่อ้างอิงสำหรับการได้รับวุฒิการศึกษานั้นจากการตรวจสอบพบว่ามีเพียง 2 บทความเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับ  พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบวุฒิการศึกษาของนางสาวเกศกมล เป็นเพียงการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของต่างประเทศไม่ได้ตรวจสอบจากสถาบันการศึกษาในต่างประทศโดยตรง หลังจากที่นางสาวเกศกมลเดินออกมาจากศาล สีหน้ายังคงยิ้มแย้มและยังมีความมั่นใจ

    สำหรับการไต่สวนนัดต่อไป ศาลได้นัดพยานผู้คัดค้านหรือพยานฝ่ายของนางสาวเกศกมล  ในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/259849&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lv8C-YvsSU-HYdIKr6YEK

  • ศาลนัดไต่สวนพยานคดี สว. เกศกมล ฝ่ายผู้ร้องชี้มีคนเดียวในโลก ใช้เวลา 2 ปี จาก ป. โท เป็นศาสตราจารย์

    ศาลนัดไต่สวนพยานคดี สว. เกศกมล ฝ่ายผู้ร้องชี้มีคนเดียวในโลก ใช้เวลา 2 ปี จาก ป. โท เป็นศาสตราจารย์

    วันนี้ (25 พฤศจิกายน) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง นัดแรกในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กรณี พญ. เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกกล่าวหาว่ากระทำการหลอกลวง ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ อันเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 77(4) ของกฎหมายเดียวกัน

    กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณี พญ. เกศกมล ใช้ตำเเหน่งศาสตราจารย์ในการสมัครเป็น สว. โดยผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญา
    เนื่องจากเห็นว่า เข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถหรือชื่อเสียงหรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

    สำหรับวันนี้เป็นการนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง จำนวน 4 ปาก ประกอบด้วยอดีตผู้สมัคร สว. 2 คน เจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน สำนักงาน กกต. และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย พญ. เกศกมล ในฐานะผู้ถูกร้อง เดินทางมาศาล

    พยานฝ่ายผู้ร้องปากเเรก เป็นอดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 19 (กลุ่มอาชีพอิสระ) อาชีพทนายความ ได้ให้ปากคำว่า จากการตรวจสอบเอกสารของ พญ. เกศกมล ในใบสมัคร สว. 3 พบว่า ใช้คำว่าศาสตราจารย์ จึงได้ตรวจค้นข้อมูลของหน่วยงาน พบว่า ไม่มีชื่อผู้คัดค้านได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นศาสตราจารย์ และไม่พบว่า เคยเป็นอาจารย์หรือมีผลงานทางวิชาการ แต่การใช้ตำแหน่งนี้อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกเข้าใจผิด

    ขณะที่ทนายความของ พญ. เกศกมล ได้ถามซักค้านกรณีการได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จากต่างประเทศ นำมาใช้นำหน้าได้หรือไม่ และมีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามนำมาใช้

    พยานฝ่ายผู้ร้องยอมรับว่า การสมัคร สว. ไม่ได้มีกรอบกำหนดในเรื่องของการใช้วุฒิการศึกษา แม้จะเป็นวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ หากจะนำมาใช้ต้องมีการเทียบ ส่วนการแนะนำตัวนั้น ระเบียบ กกต. ไม่ได้ห้ามไว้ แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมยอมรับว่า ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาเฉพาะในประเทศไทย ไม่ได้ตรวจสอบในต่างประเทศ

    ขณะที่พยานปากที่ 2 อาชีพทนายความ ขึ้นเบิกความต่อศาลว่า ผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิ์ใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เพราะ California University เป็นเพียงหน่วยงานรับเปรียบเทียบวุฒิการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ และเปิดสอนระดับอนุบาล และประถมศึกษาเท่านั้น ผู้คัดค้านไม่เคยสอนหนังสือ หรือมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

    อีกทั้งในการเทียบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก จะต้องมีวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และถูกบันทึกไว้ในระบบการค้นหาของการศึกษาทั่วโลก

    โดยตามเอกสารเทียบวุฒิการศึกษาของ พญ. เกศกมลที่นำส่ง กกต.
    และจากการให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อมวลชน มีรายละเอียดที่แตกต่างและเปลี่ยนไป อีกทั้งยังพบว่า เอกสารรับรองแต่ละหน้า ลายมือชื่อรับรองเอกสารไม่ใช่ลายเซ็นจริง แต่เป็นลายเซ็นจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมือนกันทุกฉบับ จะมีแตกต่างกันบ้างเรื่องความหนาและบางของลายเส้น อีกทั้งวันลงนามใบรับรอง ระบุวันที่ล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับตัวเลขเอกสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะการลงนามจะต้องกระทำเมื่อได้รับเอกสารแล้ว ไม่ใช่เป็นการลงนามไว้ล่วงหน้า

    ต่อมา พบว่ามีการปรับแก้เอกสารเพื่อให้วันที่สอดคล้องกัน อีกทั้ง California University ให้ข้อมูลเท็จ โดยระบุในหน้าเว็บไซต์ว่า รัฐสภาไทยยอมรับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยแล้ว และรัฐบาลไทยยังให้การยอมรับรัฐมนตรีที่เคยได้รับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ เห็นว่า การเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ของ พญ. เกศกมล ภายหลังได้รับการเทียบวุฒิปริญญาโทใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งทั้งโลกนี้ไม่มีใครทำได้ โดยในระยะเวลา 8 เดือน ใช้คำนำหน้าว่าดอกเตอร์ (ดร.) ต่อมาอีก 5 เดือน ใช้คำนำหน้าว่ารองศาสตราจารย์ จากนั้นอีกไม่นาน ก็ใช้คำว่าศาสตราจารย์

    ทั้งนี้ ยังพบว่าผลงานทางวิชาการ 7 บทความที่อ้างอิงสำหรับการได้รับวุฒิการศึกษานั้น จากการตรวจสอบพบว่า มีเพียง 2 บทความเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบวุฒิการศึกษาของ พญ. เกศกมล เป็นเพียงการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของต่างประเทศ ไม่ได้ตรวจสอบจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศโดยตรง

    ศาลได้นัดไต่สวนพยานผู้คัดค้าน หรือพยานฝ่าย พญ. เกศกมล นัดต่อไปในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น.

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/senator-kesakorn-witness-examination/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Us37dZ1TaHdJDjA8GnLY-

  • ‘อนุทิน’ลั่น 4 ปีข้างหน้าไทยกลับมาโตยั่งยืนในเวทีโลก

    ‘อนุทิน’ลั่น 4 ปีข้างหน้าไทยกลับมาโตยั่งยืนในเวทีโลก


    นายกรัฐมนตรี เปิดมุมมองอนาคต 4 ปีข้างหน้าของไทยขึ้นอยู่กับใครเป็นผู้นำ เชื่อมั่นประเทศมีศักยภาพรอบด้าน เร่งสร้างเสถียรภาพการเมือง ลดอุปสรรคการลงทุน มั่นใจปมขัดแย้งไทย-กัมพูชาต้องจบ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “Thailand: The Next 4 Years” จัดโดย The Better  และสำนักข่าวมิติหุ้น โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมด้วย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจะบอกว่าประเทศไทย ในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร แรกสุดต้องบอกว่า ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งที่จะมาถึง เพราะผู้นำแต่ละคนจะมีวิธีขับเคลื่อนประเทศไปคนละแบบ คนละแนวทาง ดังนั้น วันนี้ “ขอตั้งต้นประเทศไทย 4 ปีต่อจากนี้ในมุมมองของนายกรัฐมนตรี” บนเงื่อนไขเป็น 4 ปีที่มีนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าเป็นคนอื่นคงไม่สามารถพูดแทนได้

    ทั้งนี้ประเทศไทย 4 ปีข้างหน้านี้ ถ้าไม่ “ปัง” ก็ “พัง” เพราะจะเป็น 4 ปีที่โลกหมุนเร็วมาก ถ้ายืนอยู่ผิดที่ หรือเดินช้าไป ก็จะจบในที่ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งตัวอย่างของการยืนผิดที่ ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ คือ การไปอิงแอบกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากเกินไป การยืนถูกที่ คือ การยืนให้เด่น ให้โลกรู้คุณค่า ประเทศไทยสามารถเป็นตัวเชื่อม เป็นสะพาน และเป็นผู้สร้างความมั่นคงได้ ทั้งความมั่นคงทางอาหาร  Food Supply ความมั่นคงทางสุขภาพ หรือความมั่นคงในฐานะผู้ที่อยู่ใน “ห่วงโซ่การผลิต” ที่ได้มาตรฐานสูง ทำงานด้วยง่าย เพิ่มมูลค่าให้กับหุ้นส่วนได้ ประเทศไทยต้องยืนให้ถูกที่ ซึ่งไทยได้ประกาศจุดยืนให้เห็นแล้วในเวทีระหว่างประเทศที่ผ่านมาว่าพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย ไทยได้ลงนาม MOU เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องต่างๆ กับหลายประเทศ

    ขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนความร่วมมือกับภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มที่ ดำเนินการที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย เช่นเดียวกับที่เป็นประโยชน์กับมิตรประเทศของไทยด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ความตกลงจะเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นความตกลงที่ win-win ทั้งสองฝ่าย ไทยต้องแสดงให้เห็นศักยภาพ เช่น การเป็นแหล่งผลิตรถอีวี เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสีเขียว Digital Economy และในโอกาสใหม่ ๆ ด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เดินหน้าไว้แล้ว และจะยืนต่อไปอย่างมั่นคงในอีก 4 ปีข้างหน้า

    นอกจากนี้ 4 ปีข้างหน้า ปัญหาไทย-กัมพูชาต้องจบเรียบร้อย ความขัดแย้งเรื้อรังจะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น วันนี้ได้ทำให้สถานการณ์กลับมาสู่เส้นทางที่ควรเป็นแล้ว กัมพูชาได้ให้ความร่วมมือกับไทยในกระบวนการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อปักหมุดชั่วคราว เป็นการแก้ปัญหาพื้นที่พิพาทอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาที่ต้นตอ และให้ความสำคัญกันที่สาเหตุจริงๆ เมื่อกระบวนการถูกต้อง ผลที่ออกมาจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จะไม่ต้องทิ้งปัญหานี้ให้เป็นภาระของลูกหลาน สี่ปีข้างหน้า ความสัมพันธ์ของไทยกับเพื่อนบ้านทุกประเทศ ต้องเป็นไปในทางบวก

    สำหรับเสถียรภาพการเมืองคือเงื่อนไขแรกของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปปีหน้า และน่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหวังว่า หากเดินหน้าไปตามทางได้ ก็จะวางโครงสร้างอำนาจอย่างได้มาตรฐาน ตามระบอบประชาธิปไตย รับรองสิทธิเสรีภาพประชาชน ก็จะเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้ 

    “ผมยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการไดร์ฟความเจริญเร็วกว่าประเทศอื่น เราต้องสร้างระบบกฎหมายในประเทศไทย นอกจากจะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังต้องเอื้อต่อการทำธุรกิจ ต้องเป็นกฎหมายที่มีคุณภาพพอที่จะเชื้อเชิญคนให้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่จุกจิก นี่คือเหตุผลของการกิโยตินกฎหมาย ต้องมี Mindset ของรัฐ ที่เคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคล สภานิติบัญญัติควรเป็นสภาที่ออกกฎหมายเพื่อความเจริญในทุกมิติไม่ใช่ออกกฎหมายเพื่อความลำบากของประชาชนและผู้ประกอบการ และเมื่อมีกฎหมายที่ดีแล้ว การพัฒนาจะง่ายขึ้นมาก ในส่วนของการบริหารสี่ปีข้างหน้า ผู้นำ และทั้งคณะ จะต้องเป็นคนที่พร้อมทำงาน พร้อมทั้งคุณวุฒิ สติปัญญา ประสบการณ์ และคุณสมบัติส่วนตัว ที่จะนำมาซึ่งการบริหารงาน”

    เมื่อการเมืองเสถียรแล้วจะนำมาซึ่งการปฏิรูปการศึกษา วันนี้ถ้าไม่ปฏิรูปการศึกษา นอกจากจะพัฒนาลำบากแล้ว ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งมีช่องห่างออกไปอีก ขณะที่ระบบการศึกษายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ระบบการศึกษาที่เป็นสากล กลับมีความเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว และเด็กไทยที่มีโอกาสที่มาจากครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ก็จะได้รับโอกาสเหล่านั้นผ่านโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนเอกชนซึ่งพัฒนาตัวเองมาตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กที่ได้รับการศึกษามาตรฐานสูง เมื่อเรียนจบแล้วจะไม่เลือกทำงานในเมืองไทย เป็นภาวะสมองไหล ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะโลกทุกวันนี้ถือว่าทุกคนเป็น “พลเมืองโลก” ต้องสามารถย้ายถิ่นฐานไปทำงานในประเทศต่างๆได้ หากคนเก่งออกไปหมด ในขณะที่อัตราเด็กเกิดน้อยลง

    ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงสำคัญมาก เพราะในอนาคตจะต้องใช้ความรู้ ทักษะในการอยู่รอดในโลก และในการทำให้ประเทศไทยคงความสามารถในการแข่งขันได้ในเวทีโลก ซึ่งการศึกษาที่พูดถึงไม่ได้หมายถึงแค่การศึกษาในระบบในโรงเรียนมหาวิทยาลัย แต่ต้องให้การศึกษากับประชาชนในทุกอาชีพ ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลก

    ด้าน”เกษตรกรรม” เกษตรกรยุคใหม่ของไทยจะต้องรู้จัก Smart Farming หรือ Precision Farming เกษตรแม่นยำ ใช้โอกาสที่มีให้ได้ประโยชน์สูงสุด สูญเสียน้อยที่สุด และมีความหลากหลายในการเพาะปลูก ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โดยมีภาครัฐคอยบริหาร Demand – Supply ให้ขายผลผลิต ได้ในราคาดีที่สุด เมื่อทำได้จะมีแต่การขอโควตาซื้อข้าวจากประเทศไทย

    และอีกกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ คือ ผู้ประกอบการ SME ที่รัฐบาลได้วางรากฐานและเป้าหมายให้ในอนาคตอันใกล้ ผู้ประกอบการจะต้องรู้จักและเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้ากระตุ้นอย่างเต็มที่ในโครงการคนละครึ่ง พลัส ในการส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงช่องทางใหม่ ๆ ทางการค้า รวมถึงการเสริมทักษะความรู้เกี่ยวกับการทำบัญชี เพื่อยกระดับธุรกิจจากขนาดเล็ก เป็นขนาดกลาง ให้มีศักยภาพที่พร้อมที่จะเติบโตต่อไป

    นอกจากนี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยไปแล้วและในเวลาไม่นาน จะมีคนอายุเกิน 65 ปี มากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด จะเจอกับทั้งแรงงานที่ลดลง ภาระสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น และความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้สูงอายุที่มีทรัพย์สินกับผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้จะยิ่งกว้างขึ้นจนกระทบเสถียรภาพของทั้งประเทศ รัฐบาลนี้จึงได้มีการศึกษาเรื่องการขยายอายุเกษียณราชการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องทำ สี่ปีข้างหน้าต้องเปลี่ยนจากการ “ดูแล” ผู้สูงอายุ ไปสู่การ “ลงทุน” กับผู้สูงอายุ

    ปัจจุบันมีเศรษฐกิจที่เรียกว่า Silver Economy ที่เติบโตเร็วมาก ทั้งสุขภาพ อาหาร การท่องเที่ยว การฟื้นฟู การแพทย์ การดูแลระยะยาว (Long-Term Care) นี่คือโอกาสของประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดอันหนึ่ง เพราะไทยมีคุณภาพการแพทย์ที่ดี Medical & Wellness ประเทศไทยพยายามเป็น Health & Wellness และ Aging Hub ของโลก ให้เป็นอีกหนึ่งจุดขายของไทยในตลาดโลกประเทศไทยจะเป็นประเทศที่คนอยากมาดูแลสุขภาพอยากมาใช้ชีวิตในวัยเกษียณอยากมาพักฟื้นและอยากมาพักผ่อนฟื้นฟูหัวใจร่างกาย และสภาพจิตใจ

    โดยในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณคณะผู้จัดงาน บริษัท The Better News ที่ได้เปิดโอกาสให้มาแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ พร้อมกล่าวส่งท้ายว่า “All for the Better Thailand”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37852&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xcfKI9G2P17ctAYm2-P8l

  • เทรนด์การศึกษาและกิจกรรมสุดฮิตจากโรงเรียนนานาชาติใกล้คุณ

    เทรนด์การศึกษาและกิจกรรมสุดฮิตจากโรงเรียนนานาชาติใกล้คุณ

    วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.17 น.

    ในยุคที่การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงห้องเรียนอีกต่อไป โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงต่างปรับตัวและนำเสนอโปรแกรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและทันสมัย เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การศึกษาแบบครบวงจร ตั้งแต่หลักสูตรวิชาการที่เข้มข้นไปจนถึงกิจกรรมนอกห้องเรียนที่สนุกสนานและสร้างสรรค์

    หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ VERSO โรงเรียนนานาชาติ ที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โรงเรียนแห่งนี้มีโปรแกรมการเรียนแบบบูรณาการ ผสมผสานการเรียนรู้ด้านวิชาการ ศิลปะ กีฬา และการพัฒนาทักษะชีวิต ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในเวลาเดียวกัน หากคุณสนใจสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Verso International School เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าตื่นเต้นได้ทันที

    เทรนด์การศึกษาที่น่าจับตามอง

    ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติต่างเน้นการเรียนรู้ที่หลากหลายและตอบโจทย์โลกยุคใหม่ หลักสูตร STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) และ STEAM (Science, Technology, Engineering, Arts, Mathematics) กำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากช่วยให้นักเรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัลในห้องเรียนยังช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีส่วนร่วมมากขึ้น

    อีกหนึ่งแนวโน้มที่กำลังมาแรงคือการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงการจริง นักเรียนจะได้ทำงานเป็นทีม วางแผนโครงการ และนำเสนอผลงาน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาทักษะวิชาการ แต่ยังเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร การจัดการเวลา และความรับผิดชอบ

    กิจกรรมนอกห้องเรียนที่น่าสนใจ

    โรงเรียนนานาชาติหลายแห่งในกรุงเทพฯ ยังมีกิจกรรมนอกห้องเรียนที่หลากหลาย ทั้งกีฬา ดนตรี ศิลปะ การแสดง และชมรมต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถรอบด้าน ตัวอย่างเช่น การเข้าค่ายภาษาอังกฤษ การแข่งขันหุ่นยนต์ หรือกิจกรรมสันทนาการที่ช่วยเสริมสร้างมิตรภาพและความมั่นใจในตัวเอง

    กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกปัจจุบัน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมนอกห้องเรียนยังช่วยให้นักเรียนค้นพบความสนใจและความถนัดของตนเอง พร้อมทั้งพัฒนาทักษะด้านสังคมที่จำเป็นสำหรับการเติบโตในอนาคต

    การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

    โรงเรียนนานาชาติหลายแห่งยังเน้นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนเข้าสู่การศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ด้วยหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและโปรแกรมเสริมที่หลากหลาย นักเรียนจะได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะชีวิตจริง เช่น การบริหารเวลา การคิดเชิงวิพากษ์ และการตั้งเป้าหมาย นอกจากนี้ การสนับสนุนด้านการแนะแนวอาชีพและการเลือกหลักสูตรระดับสูงยังช่วยให้นักเรียนสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นใจ

    การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน

    อีกหนึ่งจุดเด่นของโรงเรียนนานาชาติคือการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมผู้ปกครอง การจัดกิจกรรมร่วมกัน หรือการสื่อสารอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู ผู้ปกครอง และนักเรียนช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่อบอุ่นและเอื้อต่อการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

    สรุป

    การศึกษาในโรงเรียนนานาชาติไม่ได้จำกัดเพียงแค่ห้องเรียนอีกต่อไป แต่ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้เชิงวิชาการ กิจกรรมนอกห้องเรียน และการพัฒนาทักษะชีวิต โรงเรียนนานาชาติหลายแห่งในกรุงเทพฯ นำเสนอเทรนด์การศึกษาและกิจกรรมสุดฮิตที่ช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทักษะสังคม และความมั่นใจให้กับนักเรียน

    ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปกครองที่กำลังมองหาโรงเรียนที่ตอบโจทย์อนาคตของลูก หรือผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารและกิจกรรมล่าสุดของโรงเรียนนานาชาติ การติดตามและเลือกสรรโอกาสการศึกษาอย่างรอบด้านจะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตอย่างมั่นใจและพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/930240&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tSVPtLbhpVHyXYcWizyAX

  • ผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัติ คาด “น้ำท่วมหาดใหญ่” พื้นที่เศรษฐกิจอาจจมไปถึงกลาง ธ.ค.

    ผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัติ คาด “น้ำท่วมหาดใหญ่” พื้นที่เศรษฐกิจอาจจมไปถึงกลาง ธ.ค.

    ผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัติ คาด “น้ำท่วมหาดใหญ่” พื้นที่เศรษฐกิจอาจจมไปถึงกลาง ธ.ค.

    “รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” ผู้เชี่ยวชาญมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ วิเคราะห์สถานการณ์ “น้ำท่วมหาดใหญ่” คาดพื้นที่เศรษฐกิจยังต้องจมน้ำไปจนถึงกลางเดือนธันวาคมเป็นอย่างต่ำ ชี้ปัญหาสำคัญจากการขาดการบังคับบัญชาการตอบสนองเหตุการณ์

    วันที่ 25 พ.ย. 68 รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัวระบุว่า แม้ว่าระดับน้ำตอนบนจาก อ.สะเดา จะเริ่มลดลงเมื่อเช้านี้ แต่จะไหลไปเพิ่มตอนล่างคือก่อนเข้าเมือง และพื้นที่ในเมืองโดยเมื่อเวลา 07.00 วันนี้ระดับน้ำท่วมเพิ่มขึ้นมาเกือบ 2 เมตรจากระดับเมื่อวาน (ดูรูปประกอบ) จากบ้านจมน้ำ 1 เมตร เป็นน้ำมิดบ้าน จากบ้านในที่ลุ่มต่ำค่อนบ้าน (บริเวณเทศบาลควนลัง ม.หาดใหญ่) เป็นมิดหลังคาบ้าน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ? เราจะอยู่กันอย่างนี้อีกนานไหม ?

    ผมเพียงประเมินจากผู้ที่เคยออกแบบคลอง ร.1 และมีพรรคพวกเพื่อนฝูงทำธุรกิจอยู่ในหาดใหญ่ รวมทั้งเคยร่วมสู้ และฝึกซ้อมแผนกับเทศบาลหาดใหญ่เมื่อน้ำท่วมปีที่ผ่านมา ปีนี้ภารกิจผมตั้งแต่น้ำท่วมภาคเหนือ ภาคกลาง กำลังวางแผนไปภาคใต้ จากระดับ และปริมาณน้ำที่ผมกล่าว ทำให้พื้นที่เศรษฐกิจยังต้องจมน้ำไปจนถึงกลางเดือนธันวาคมเป็นอย่างต่ำ 

    ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และน้ำหลากมากกว่าปี 2553 ปริมาณฝน 5 วันเฉลี่ยสะสม (21-25 พฤศจิกายน) ประมาณ 850 mm คิดเป็นปริมาณน้ำท่าประมาณ 1,200-1,500 mcm ถ้าการระบายน้ำโดยธรรมชาติจากคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภาทำได้เต็มที่ประมาณวันละ 155 mcm จึงต้องใช้เวลาประมาณ 10 วัน แต่เรามีเครื่องสูบน้ำปลายคลอง ร.1 (ประมาณวันละ 2-3 mcm) และจำเป็นที่ต้องใช้สูบในที่ลุ่มต่ำ หลังจากน้ำลดระดับลงต่ำกว่าคันกั้นน้ำ รวมทั้งเครื่องผลักดันน้ำปลายคลอง ประกอบกับอุปสรรคที่สำคัญ ระดับน้ำทะเลหนุนสูงช่วงนี้จนถึงปลายเดือนนี้ และจะระบายน้ำได้ดีก่อนวันที่ 3 ธันวาคม และช่วง 12-16 ธันวาคม จึงทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้เต็มศักยภาพ น้ำจึงอาจจะอยู่กับพี่น้องจนถึงกลางเดือนธันวาคมน่ะครับ

    ผมได้แนบโครงสร้างการจัดการภัยพิบัติในภาวะวิกฤต ตาม พ.ร.บ. ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ 2550 มาประกอบ จะเห็นว่าเรามีคณะกรรมการฯ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่นดูแลอยู่ ซึ่งขณะนี้มีการยกระดับเป็นภัยระดับ 3 มี มท.1 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับชาติต้องทำแผนป้องกันตนเองตามองค์ประกอบแผน 4 ด้าน (2P2R) กล่าวคือ P1 การเตรียมการป้องกัน และลดผลกระทบ P2 การเตรียมความพร้อมรับภัย R1 การจัดการในภาวะฉุกเฉิน และ R2 การจัดการหลังการเกิดภัย

    แต่รัฐบาลกลับไม่ใช้กลไกตาม พ.ร.บ. นี้ มีการตั้งคณะกรรมการฯ โดยใช้ระเบียบสำนักนายกฯ ดังที่ทราบกัน ประกอบกับภารกิจท้องถิ่น P2 และ R1 มีปัญหาในการจัดการ แม้ว่าได้มีการเตือนภัย ก่อนล่วงหน้า 2-5 วัน แต่มันเกิดอะไรขึ้น เราไม่มีการประเมินความรุนแรงสถานการณ์เลยหรือ ? เราจึงเห็นพี่น้องติดอยู่บนหลังคา รถยนต์น้ำท่วม นักท่องเที่ยวติดค้างไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีข้อมูล ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และผู้ชรา ผู้เปราะบางร้องขอความช่วยเหลือเต็มไปหมด ยานพาหนะต่างๆ ไม่เพียงพอ ไม่มีศูนย์การจัดการความช่วยเหลือ มีเพียงอาสาสมัครที่เสียสละรวมพลเข้ามา และที่สำคัญขาดการบังคับบัญชาการตอบสนองเหตุการณ์ เมื่อรู้ว่าน้ำจะยกตัวสูงขึ้นเกือบ 2 เมตร ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ ทำไมไม่ทำอะไรเลย ปล่อยประชาชนเผชิญชะตากรรม ผมได้แนะนำไปว่าต้องตีคันถนน เพื่อระบายน้ำออกก่อนเข้าพื้นที่เศรษฐกิจ ลดภาระ ลดความสูญเสีย ?

    เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกที่มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติต้องปรับตัวมาเป็นศูนย์ประสานความช่วยเหลือ ทุกสายมุ่งเข้ามา ประสานไปหาหลายหน่วยงาน แต่เกินกำลังความสามารถของเขา กำลังสนับสนุนก็ไม่เพียงพอ จึงบางครั้งน้องๆ ท้อ ร้องไห้ เพราะไม่สามารถช่วยพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ในยามวิกฤต เราก็ต้องให้กำลังใจน้องๆ พนักงาน และไม่อยากเห็นสภาพที่เป็นอยู่อีก ท้ายที่สุดผมขอเป็นกำลังใจพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน อย่าหยุด อย่าท้อถอย ทีมงานผมจะลงไปช่วยท่านเร็วๆ นี้ครับ

    ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2897821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MMDQe6mR6H9ynsP7V41nO

  • GDP ไทยรั้งท้ายอาเซียน ! ติดหล่มรายได้ปานกลาง เพราะอุตสาหกรรม 60% ยังจมยุค 2.0

    GDP ไทยรั้งท้ายอาเซียน ! ติดหล่มรายได้ปานกลาง เพราะอุตสาหกรรม 60% ยังจมยุค 2.0

    คำถามใหญ่ที่ท้าทายประเทศไทยในเวลานี้คือ “ทำอย่างไรไทยถึงจะเป็นพื้นที่แห่งการลงทุนระดับโลกด้านนวัตกรรมได้?” คำตอบจาก ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นั้นชัดเจนว่า “ยากมาก” หากเรายังไม่ยอมรับความจริงและเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพราะในขณะที่โลกหมุนไปข้างหน้า GDP ของไทยกลับรั้งท้ายในกลุ่มอาเซียนและเรากำลังเป็นประเทศสุดท้ายที่เศรษฐกิจเติบโตช้าที่สุด

    กับดักรายได้ปานกลางและอุตสาหกรรมที่ล้าหลัง

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยคือการยืนอยู่บน “โครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมแบบเดิม” มายาวนานเกินไป ทำให้เราติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ที่นับวันจะยิ่งปีนขึ้นจากหลุมนี้ยากขึ้นเรื่อยๆ

    แม้คำว่า “Thailand 4.0” จะเป็นคำฮิตติดปากที่พูดกันมานาน แต่ในความเป็นจริง จากการจัดทำดัชนีชี้วัด พบว่า:

    • เมื่อ 3-4 ปีก่อน: จากการสำรวจในพื้นที่ EEC ซึ่งเปรียบเสมือน “ไข่แดง” ของอุตสาหกรรมใหม่ พบว่ามีบริษัทที่เข้าเกณฑ์อุตสาหกรรม 4.0 เพียง 2% เท่านั้น ส่วนใหญ่กว่า 60-66% ยังจมปลักอยู่ที่ อุตสาหกรรม 2.0 ที่เน้นใช้แรงงานและการผลิตแบบเดิม
    • ปัจจุบัน (3 เดือนที่ผ่านมา): จากการสำรวจซ้ำพบว่า อุตสาหกรรม 4.0 ขยับขึ้นมาเป็น 3% กล่าวคือ ในเวลา 4 ปี เราขยับขึ้นมาได้เพียง 1% เท่านั้น

    ตัวเลขนี้สะท้อนว่าหากเรายังอยู่ในระดับ 2.0 การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำย่อมส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทันที ดังนั้นโจทย์เร่งด่วนอาจไม่ใช่การกระโดดไป 4.0 แต่คือการเร่งขยับจาก 2.0 ไปสู่ 3.0 ให้ได้เป็นอย่างน้อย ด้วยการสร้าง “คน” และ “งานวิจัยหรือเทคโนโลยี” ที่เพียงพอ

    ทำไมประเทศอื่น ‘ขึ้นลิฟต์เศรษฐกิจ’ ได้สำเร็จ ?

    เมื่อมองไปยัง จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือโปแลนด์ ประเทศเหล่านี้สามารถ “ขึ้นลิฟต์” ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไทยยังหาทางขึ้นลิฟต์นั้นไม่เจอ

    ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ได้ถอดบทเรียนจากหนังสือ Start-up Nation และประสบการณ์ตรงจากการเยือน Silicon Valley ถึงปัจจัยความสำเร็จในการสร้าง Ecosystem นวัตกรรมที่แท้จริง 3 ประการ:

    • Flat Hierarchy (โครงสร้างที่แบนราบ): ปัจจัยที่ทำให้ Startup อยากไปตั้งฐานที่ San Francisco ไม่ใช่ New York หรือ Boston แต่คือ “ความไร้ลำดับชั้น” การเข้าถึงแหล่งทุน หรือการเข้าถึง CEO บริษัทใหญ่ สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว เพียงแค่อีเมลฉบับเดียว ไม่ติดขัดขั้นตอนราชการหรือพิธีการที่ยุ่งยาก
    • Rapid Networking (เครือข่ายที่รวดเร็ว): การมีเวทีแลกเปลี่ยน เชื่อมโยงคนในวงการให้มาเจอกันอย่างสม่ำเสมอและรวดเร็ว
    • Government Investment (การลงทุนภาครัฐ): รัฐบาลต้องกล้าลงทุนในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะใน “งานวิจัยขั้นพื้นฐาน” ไม่ใช่แค่มุ่งเน้นแต่งานวิจัยเชิงกลยุทธ์ หรือหวังผลลัพธ์ระยะสั้น เท่านั้น เพราะนวัตกรรมเปลี่ยนโลก มักเกิดจากงานวิจัยพื้นฐานที่เข้มแข็ง

    การเมืองเปลี่ยนได้ แต่นโยบายวิจัย ‘ห้ามเปลี่ยนไปมา’

    ในประเด็นความท้าทาย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ได้ลองถามว่าอะไรคือภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของไทย คำตอบที่ได้คือ “ความไม่เสถียรของการเมือง” เพราะเมื่อการเมืองเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน ทำให้ขาดความต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ได้ฝากข้อคิดสำคัญถึง สกสว. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) และหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัย ว่า:

    การเมืองอาจจะไม่เสถียร แต่ สกสว. และนักวิจัย ต้องเสถียร ต้องยืนหยัดเป็นเสาหลักในการสร้าง Ecosystem นี้ให้ได้ ต้องมีความเสถียรเชิงนโยบายและลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    บทสรุป

    การขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในชั่วข้ามคืน มันไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น 100 เมตร แต่เปรียบเสมือน “การวิ่งมาราธอน” 

    ต้องใช้จิตใจที่เข้มแข็ง เมื่อวิ่งไปได้ครึ่งทางอาจจะรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ หรือสงสัยในสิ่งที่ทำ แต่จำเป็นต้องกัดฟันวิ่งต่อไปให้ครบ ห้ามออกนอกลู่นอกทาง เพื่อให้ถึงเส้นชัยคือการยกระดับประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางและสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/thailand-gdp-lags-asean-industry-2-0-trap&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aOD-zPvd1IXs-hKNzpM-c

  • เศรษฐกิจอิสราเอลไตรมาส 3/2025 เติบโตแรงเกินคาด 12.4 % สะท้อนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหลังสงคราม

    เศรษฐกิจอิสราเอลไตรมาส 3/2025 เติบโตแรงเกินคาด 12.4 % สะท้อนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหลังสงคราม

    สำนักข่าว Reuters เปิดเผยรายงานข่าวว่า ผลสำรวจของ Central Bureau of Statistics (Israel) รายงานว่าเศรษฐกิจอิสราเอลเติบโตในอัตรา +12.4 % (annualised quarter-on-quarter) สำหรับช่วงไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน) 2025. ตัวเลขนี้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ (8 %) อย่างมีนัยสำคัญ 

    โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน (private consumption) เพิ่มขึ้น +23.0 % การส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น +23.3 % เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า การลงทุนถาวร (fixed investment) หรือ “การลงทุนสินทรัพย์ถาวร” เพิ่มขึ้น +36.9 % การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่ม +4.4 % โดยไตรมาสก่อนหน้า (Q2/2025) เศรษฐกิจอิสราเอลหดตัว – 4.3 % (revised) แหล่งข่าวระบุว่า การฟื้นตัวครั้งนี้มา หลังจาก ความขัดแย้งกับอิหร่าน (ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจ) และผลกระทบจากสงคราม / การปะทะในพื้นที่ ซึ่งทำให้ธุรกิจและการใช้จ่ายชะลอลงใน Q2. ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อในตุลาคม ของอิสราเอลอยู่ที่ประมาณ 2.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้าง “ปกติ” สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว

    บทวิเคราะห์ (จุดแข็งและความเสี่ยงของเศรษฐกิจอิสราเอล)

    จุดแข็ง

    การเติบโต +12.4% เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจอิสราเอลสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังผลกระทบหนักจากความขัดแย้งและการชะลอตัวใน Q2. เมื่อธุรกิจกลับมาเดิน เครื่องจักร / การส่งออกกลับมาเปิดเต็มที่ ก็เกิดการดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งการเติบโตที่มาจากหลายด้าน (consumption + investment + exports) ชี้ว่าไม่ใช่การฟื้นตัวแบบ “ชั่วคราวเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง” แต่มีความกว้าง (broad-based), ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำพอสมควร (+2.5%) ทำให้ไม่กดดันให้ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร่งรีบ ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและการลงทุนของประเทศโดยรวม ทั้งนี้ ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่น สะท้อนในหลายด้าน เช่น ค่าเงิน (เชเกล) แข็งค่าขึ้นดัชนีหุ้นดีขั้น เป็นต้น 

    ความเสี่ยง

    ตัวเลข +12.4% เป็นอัตรา annualised quarter-on-quarter (SAAR) ซึ่งหมายความว่า ถ้าอัตราการเติบโตนี้ต่อเนื่องไปทั้งปี ก็จะหมายความว่าโต +12.4% ต่อปี แต่ในความเป็นจริงการเติบโตของทั้งปีไม่น่าจะอยู่ในระดับนั้น เพราะ Q2 มีการหดตัวมาก ดังนั้นความยั่งยืนของอัตราเติบโตแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง เช่น รายงานของ Focus Economics ระบุว่า “เราคาดว่าการเติบโตแบบ sequential จะลดลงในไตรมาสถัดไปก่อนที่จะกลับมาเติบโตกลางปีหน้า”

    ผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ทำให้แม้จะมีการฟื้นตัว แต่สงครามและความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจสร้างแรงกดดันให้เศรษฐกิจหดอีกได้ เช่น ผ่านการใช้กำลังทหาร, การระงับธุรกิจการลดการลงทุนของหลายประเทศ เป็นต้น การฟื้นตัวใน Q3 อาจเป็น “ฐานต่ำ” ที่เกิดจากการหดตัวใน Q2 ซึ่งหมายความว่า “รีบาวน์แรง” มากกว่าจะเป็นการเติบโตใหม่ที่ยั่งยืน นักลงทุน/ผู้ประกอบการควรมองว่า มีโอกาสที่อัตราการเติบโตจะชะลอลงใน Q

    ในด้านงบประมาณของรัฐนั้น ถึงแม้การใช้จ่ายภาครัฐจะเพิ่มขึ้น 4.4% แต่ภาระด้านการป้องกัน/ความมั่นคงยังสูง ซึ่งอาจกดดันงบประมาณรัฐและเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะในระยะกลาง-ยาว.

    ผลกระทบต่อภาคการค้า การลงทุน

    สำหรับนักลงทุนต่างประเทศ สัญญาณเชิงบวกนี้น่าจะช่วยให้ “ความเชื่อมั่น” (investor confidence) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีและบริการที่อิสราเอลมีความแข็งแกร่ง สำหรับการค้าและการส่งออกเพิ่มขึ้น +23.3% แสดงว่าภาคการค้าระหว่างประเทศของอิสราเอลกลับมาขับเคลื่อนได้ดี ซึ่งถือเป็นจุดเด่น เพราะอิสราเอลพึ่งพาการส่งออกและนวัตกรรมสูง จากอีกแหล่งข่าว Focus Economics พบว่า “imports of goods and services” ขยายตัว +16.5% (annualised quarter-on-quarter) ใน Q3 เมื่อเทียบกับ Q2 ซึ่งเพิ่ม +8.0% ใน Q2  

    ในส่วนภาคเอกชน และการลงทุนนั้น มีการลงทุนถาวรเพิ่มขึ้น +36.9% เป็นตัวบ่งชี้ว่า มีการขยายกิจการ/โรงงาน/โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาวต่อไป เหมาะสำหรับพิจารณาให้กับผู้ที่สนใจตลาดอิสราเอล เช่น การตั้งสำนักงานสาขา, เกตเวย์เข้าสู่ตลาดยุโรป-เอเชียหรือการลงทุนในภาคเทคโนโลยี

    แนวโน้มในระยะถัดไป

    คาดว่าอัตราการเติบโตของไตรมาสถัดไป (Q4/2025) อาจ ชะลอลง เนื่องจาก Q3 เป็นช่วง “คืนสภาพ” (recovery) หลังฐานต่ำใน Q2. ซึ่งหากไม่มีปัจจัยลบใหม่ (เช่น ความรุนแรงของสงคราม, การระงับการค้าการลงทุนต่างประเทศหด) เศรษฐกิจอิสราเอลมีโอกาสกลับเข้าสู่เส้นทางเติบโตแบบปกติด้วยอัตราที่ต่ำกว่าชั่วขณะ (+4-6% หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับสภาวะการณ์ในอนาคต)

    ส่วนด้านนโยบาย หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) อาจจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตซึ่งจะเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดเงินและสินเชื่อ (ข่าวกล่าวว่าอาจพิจารณาลดในช่วงปลาย พ.ย.2568) 

    ความเห็นของ สคต.

    แม้จากข่าวเรามองว่าเศรษฐกิจของอิสราเอลจะมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 3 นั้น แต่ภาคเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้สถานการณ์ของสงครามที่ยืดเยื้อในกาซา และการโดดเดี่ยวอิสราเอลในเวทีโลก จะเป็นการกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของอิสราเอลได้ในระยะยาว เช่น ต้นทุนการผลิต การนำเข้า ขนส่งโลจิสติกส์ ที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้ เป็นต้น ซึ่งเรายังต้องติดตามปัจจัยภายใน เช่น ความสามารถของภาคธุรกิจในการแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยสภาวะตลาดแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกทหารสำรองและงบประมาณแผ่นดินที่อาจจะต้องขาดดุลงบประมาณมากขึ้น เป็นต้น ไทยควรหาโอกาสส่งเสริมการค้าระหว่างกัน ทั้งในด้านการส่งออกที่เราสามารถส่งออกสินค้าที่เขาต้องการได้ เช่น ข้าว อาหาร อะไหล่รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนั้น เรายังจะสามารถส่งออกแรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ได้ ในอีกทางหนึ่งการใช้มุมมองที่ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนได้ในภูมิภาคอาเซียนนั้น เราอาจจะพิจารณาส่งเสริมให้นักลงทุนของอิสราเอลนำเอาความรู้และความสามารถของเขามาถ่ายทอดให้แรงงานและบริษัทไทย ให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการระดับนานาชาติตามที่ไทยเราพยายามจะสร้าง S-Curve ในด้านนี้ได้เป็นอย่างดี ในภาวะที่อิสราเอลยังมีความเสี่ยงในสงครามที่ยืดเยื้อและกระแสความนิยมไทยที่เรามีภาพลักษณ์ที่ดีต่อคนของเขา ไม่ว่าจะในด้านการท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ที่มีกว่า 70 ปี ล้วนแต่เป็นจุดแข็งที่ไทยควรฉกฉวยโอกาสในสถานการณ์ดังกล่าวในมุมใดมุมหนึ่งให้มากขึ้น

    ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://www.reuters.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zs9y24m09ru908nvxuae6yq6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OgKkOqUxfMgwulI2jbGOQ

  • 2569 ปีแห่งการรีสตาร์ทเศรษฐกิจไทย FDI-ท่องเที่ยว-ส่งออก ปลุกชีพตลาดทุน

    2569 ปีแห่งการรีสตาร์ทเศรษฐกิจไทย FDI-ท่องเที่ยว-ส่งออก ปลุกชีพตลาดทุน

    เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีพ.ศ.2568 ตลาดหุ้นไทยเงียบงันเหมือนเมืองใหญ่ที่ไฟหรี่ลงครึ่งหนึ่ง SET ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ 1,056 จุด

    เสียงวิจารณ์ดังทุกมุม เศรษฐกิจชะลอ หนี้ครัวเรือนหนัก การเมืองไม่นิ่ง นักลงทุนจำนวนมากตั้งคำถาม…ตลาดไทยยังมีอนาคตหรือไม่ ?

    กระทั่ง… “ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ” กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ก้าวขึ้นมาเปิดมุมมองที่ทำให้หลายคนเริ่มมองภาพใหญ่ขึ้นอีกครั้ง

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 จุดเริ่มการฟื้นตัวรอบใหม่

    ชัยพร อธิบายว่า การฟื้นตัวจะไม่ใช่แบบยิงพลุ แต่มาแบบ ทยอยกลับมาทีละส่วน ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569

    3 แรงขับหลักกำลังผลักไทยให้เดินหน้าอีกครั้ง

    1. FDI กลุ่มดิจิทัล–อิเล็กทรอนิกส์: “เกมใหม่ของไทยเพิ่งเริ่ม” Data Center และ Semiconductor ที่ยื่นขอ BOI ตั้งแต่ปี 2567 กำลังจะเริ่มลงทุนจริงในปี 2569 วงจรดิจิทัลใหม่กำลังก่อตัว และไทย “ต้องคว้าให้ได้”
    2. ท่องเที่ยว: เครื่องยนต์เก่า…กำลังติดไฟใหม่ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34 ล้านคน โดยตลาดอินเดีย รัสเซีย ยุโรปฟื้นแรง ส่วนจีนกำลังกลับมาจากฐานต่ำ รอแค่จุดประกายอีกนิดเดียว
    3. ส่งออก: ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว พร้อมฟื้นกลับเข้าสู่รอบใหม่ หลังไตรมาส 4/2568 แตะ Bottom ปี 2569 จะเริ่มเห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นตามภาคการผลิตโลก

    ด้วยเหตุนี้ บัวหลวงยังคงตั้งเป้า SET ปี 2569 ที่ 1,440 จุด EPS 90 บาทต่อหุ้น

    แต่ต้องยอมรับว่า ‘ตลาดทุนไทยไม่โดดเด่น’

    ในเกมการลงทุนระดับภูมิภาค ไทยกำลังอยู่ในจุดที่ “ปลายแถวของอาเซียน”

    • ยังไม่เชื่อมโยงเทรนด์ AI อย่างชัดเจน
    • ไม่มีบริษัทระดับโลกด้านชิปหรือแพลตฟอร์ม
    • เม็ดเงินยังไหลไปไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน
    • ในอาเซียน อินโดฯ–เวียดนามยังแซงหน้า

    ชัยพรพูดตรงๆว่า “ไทยต้องกระตุ้นตัวเองให้โดดเด่นขึ้น เพื่อดึงดูดนักลงทุนกลับมา”

    สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ มี 5 งานด่วน! ที่ต้องทำให้ได้

    1. แก้หนี้ครัวเรือนแบบตรงจุด ไม่งั้นการบริโภคจะเดินต่อไม่ได้
    2. สนับสนุน AI ให้ใช้จริง ไม่ใช่แค่สร้างความปลอดภัยของข้อมูล
    3. หยุดอัดฉีดเงิน-เริ่มปฏิรูปจริง เช่น Fast Pass BOI, FTA
    4. ท่องเที่ยวต้องเป็นวาระแห่งชาติ ดึงจีน–อินเดียกลับมาทันที
    5. จัดการคอร์รัปชัน เพราะความโปร่งใสคือทุนที่มีค่าที่สุดของประเทศ

    ภาพตลาดปี 2568 กว่าจะฟื้น ต้องฝ่าพายุใหญ่

    ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ปรับตัวลดลงกว่า 8% หลายอย่างถาโถมจนตลาดผันผวนหนัก

    แต่ในช่วงปลายปี ตลาดเริ่มทรงตัวในกรอบ 1,280 – 1,320 จุด แม้ราคาหุ้นรวมยัง “แพงกว่า” ภูมิภาค ค่า P/E 14.5 เท่า

    โครงสร้างใหม่อย่าง FDI ดิจิทัล–ท่องเที่ยวฟื้น–มาตรการกระตุ้น คือสิ่งที่ช่วยไม่ให้ตลาดหลุดจุดต่ำสุดอีกครั้ง

    4 ธีมการลงทุนปี 2569

    “พิริยพล คงวาณิช” นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บล.บัวหลวง ชู 4 ธีมการลงทุนปี 2569 เมื่อโลกหมุนเร็ว แต่ไทยยังมีของดีให้เก็บ

    1) การเติบโตของ Data Center & Digital Transformation
    หนุนกลุ่มไฟฟ้า–น้ำ–สื่อสาร
    หุ้นเด่น: WHAUP, GULF, ADVANC

    2) ฟื้นตัวอุตสาหกรรมโลก–ปิโตรฯ–อาหารสัตว์เลี้ยง
    Valuation ถูกมาก ใกล้วิกฤต 2008
    หุ้นเด่น: PTTGC, SCC, ITC

    3) หุ้นได้แรงหนุนจากรัฐ–กำไรโตต่อเนื่อง
    ค้าปลีก–ท่องเที่ยว–การเงิน
    หุ้นเด่น: CPN, CENTEL, AOT, MTC, TIDLOR

    4) ปันผลสูง–กระแสเงินสดสม่ำเสมอ
    ได้ประโยชน์จากมาตรการ TISA
    หุ้นเด่น: KTB, SCB

    กลยุทธ์ใหญ่ปี 2569 “BARBELL STRATEGY”

    กระจายความเสี่ยง 3 สินทรัพย์

    • หุ้น 60% (ไทย 10%, ต่างประเทศผ่าน DR 50%)
    • ตราสารหนี้ 30%
    • ทองคำ 10%

    ทั้งนี้ ราคาทองคำ อาจแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ปี 2569 และเข้าสู่ Super Cycle ระยะที่ 3

    กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง คือ กลุ่มอสังหาฯ – ยานยนต์ เพราะเจอแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง ฟื้นตัวช้า

    ในปี 2569 จะไม่ใช่ปีที่ไทย “หวังฟลุค” แต่คือปีที่ไทยต้อง “ลงมือเปลี่ยนจริง” ชัยพรทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ถ้าไทยอยากโต ต้องกล้าปฏิรูป และทำให้ตลาดทุนกลับมาน่าสนใจอีกครั้งไม่ใช่แค่หวังว่าเศรษฐกิจโลกจะช่วยเรา”

    ปีหน้าอาจไม่ใช่ปีที่ง่ายที่สุดแต่อาจเป็นปีที่สำคัญที่สุดสำหรับการวางรากฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/733980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04FdfcpqqOYuNRETjBLSGP

  • เสียงสะท้อนชาวสงขลา ในวันที่ฝนถล่ม ‘หาดใหญ่’ เมืองหลวงเศรษฐกิจใต้

    เสียงสะท้อนชาวสงขลา ในวันที่ฝนถล่ม ‘หาดใหญ่’ เมืองหลวงเศรษฐกิจใต้

    ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ ทำให้สงขลาเผชิญน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลายพื้นที่เผชิญสภาวะวิกฤต กระทั่งผู้ว่าฯ สงขลาประกาศอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

    กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา รายงานสถานการณ์อุทกภัย พบว่า จังหวัดสงขลายังคงเผชิญภาวะฝนตกหนักต่อเนื่อง จากอิทธิพลร่องมรสุมและมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่มีกำลังแรง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในวงกว้างทุกอำเภอของจังหวัด

    จากการสำรวจพบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 115 ตำบล ครอบคลุม 16 อำเภอประชาชนได้รับความเดือดร้อน 697,231 คน ต้องอพยพ 1,228 คน มีผู้เสียชีวิต และสถานการณ์หนักที่สุดอยู่ใน อ.หาดใหญ่ สะเดา รัตภูมิ จะนะ และนาหม่อม

    เปิด 2 สาเหตุฝนถล่ม

    ปัจจัยสำคัญประการแรกที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยในหาดใหญ่รอบนี้ คือ “ภูมิประเทศ” ของเมืองหาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มต่ำ ลาดเอียงลงสู่ทะเลสาบสงขลา ทำให้น้ำจากพื้นที่โดยรอบไหลรวมลงมาได้ง่าย แต่ระบายออกได้ยาก

    บวกกับ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน” ปีนี้มีฝนตกหนักกว่าปกติ เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมากดร่องมรสุมให้เลื่อนลงภาคใต้ ประกอบกับภาวะลานิญญาที่เพิ่มความชื้นในอากาศ ส่งผลให้ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายจังหวัด ช่วงวันที่ 19-22 พฤศจิกายน ปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ภาคใต้สูงถึง 595 มิลลิเมตร มากกว่าปี 2543 และ 2553

    ความเสียหายจากน้ำท่วมในย่านธุรกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่

    ‘หาดใหญ่’ Gateway ค้าขายเพื่อนบ้าน เมืองหลวงเศรษฐกิจภาคใต้


    ขึ้นชื่อว่า ‘หาดใหญ่’ ถือได้ว่าเป็นเมืองที่ทำหน้าที่เป็นประตูหน้าด่าน (Gateway) รับสินค้าและนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ ‘ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์’ ซึ่งมีมูลค่าการค้าชายแดนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

    นอกจากเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ยังมีสินค้าส่งออกสำคัญอย่างยางพารา เป็นศูนย์กลางการเจรจาซื้อขาย และแปรรูปยางพาราที่สำคัญของโลก เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว มีศูนย์กลางการแพทย์และการศึกษา อาหารทะเลแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ข้ามพรมแดนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยและใช้เส้นทางนี้ในการกระจายสินค้าสู่ตลาดโลก

    เรียกได้ว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ ‘เมืองหลวงเศรษฐกิจ’ ของภาคใต้

    วันที่ 25 พ.ย. ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผย THE STANDARD WEALTH ว่า จากการติดตามข้อมูลปริมาณน้ำฝน จะเห็นได้ว่าฝนที่ตกลงมาในครั้งนี้มีความหนักหน่วงผิดปกติ น้ำเต็มจากคลองเตยเข้าโซนเมือง ครั้งนี้แปลก ไม่ใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

    “ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในช่วงเวลานี้ของปี โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งตามปกติแล้วในเดือนนี้ ไม่น่าจะเกิดฝนในระดับรุนแรงเช่นนี้”

    ความเสียหายจากน้ำท่วมในย่านธุรกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่

    หาดใหญ่ เข้าสู่ ‘วิกฤตระดับชาติแล้ว’ ขาดการบริหารอย่างเป็นระบบ

    ตามหลักแล้ว หากปริมาณฝนน้อยกว่านี้ ระบบระบายน้ำของเราย่อมสามารถรองรับได้ แต่ครั้งนี้ฝนตกหนักเป็นพิเศษ ประกอบกับมีน้ำหนุนจากพื้นที่อื่น รวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูง ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกได้ มีมวลน้ำจากสะเดาเข้ามาเพิ่ม ส่งผลให้พื้นที่หาดใหญ่กลายเป็น ‘แอ่งกระทะ’ น้ำเอ่อท่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่ผลกระทบในวงกว้าง

    “นี่คือวิกฤตเลวร้ายสุดตั้งแต่เกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ ผมขอบอกเลยว่า สถานการณ์หาดใหญ่ตอนนี้วิกฤตระดับชาติแล้ว เพราะน้ำสูงมากๆ รถให้ความช่วยเหลือเข้าถึงยากมาก จุดนั้นต้องลงเรือซึ่งไม่เพียงพอ เราลองนึกภาพตาม หาดใหญ่ที่เป็นแอ่งกระทะลึก 3-4 เมรตรกว่า ไปได้แค่ 2 เมตร ความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง เดือดร้อนมาก ผมอยู่ในกลุ่มความช่วยเหลือ แต่กระแสน้ำ ความยาก ใช้เวลาไปกลับ ยากมาก ซึ่งศูนย์ข้อมูลตอนนี้ ขาดการ Organize อย่างเป็นระบบอย่างมาก”

    ในมิติของภาคธุรกิจ ปีนี้สงขลาเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาหอการค้าประจำปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากทั่วประเทศเกือบ 2,000 คน แม้งานจะสามารถจัดได้เพียงวันเดียว แต่ผู้เข้าร่วมจำนวนมากต้องทยอยเดินทางกลับก่อนกำหนด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และรายได้ของภาคบริการ การจัดเลี้ยง การประชุม ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังหาดใหญ่เป็นจำนวนมาก

    ทรงพล ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจเบื้องต้น ประเมินเป็นระยะ โดยระยะแรกคือภาคธุรกิจที่ต้องหยุดดำเนินงาน ไม่สามารถสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุอุทกภัยเมื่อวันที่ 22 พ.ย. เป็นต้นมา คาดว่าอย่างน้อยระยะเวลาหยุดชะงัก จะยาวนานไม่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งความเสียหายเฉพาะรายได้ที่สูญไปในช่วงนี้ ประเมินไม่น้อยกว่า 500-600 ล้านบาทแล้ว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ฝนกระหน่ำรุนแรงมากกว่าปี 2553 คาดสูญเศรษฐกิจราว ‘หมื่นล้านบาท’

    อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่รุนแรงยิ่งกว่า คือความเสียหายต่อทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สำนักงาน ยานพาหนะ รวมถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ต้องได้รับการบูรณะใหม่ ซึ่งผมประเมินว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าปี 2553 ซึ่งขณะนั้นประเมินผลกระทบไว้ในระดับ ‘หมื่นล้านบาท’

    คาดว่าความเสียหายรวมถึงค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจนกว่าจะฟื้นตัวได้ น่าจะอยู่ในระดับ ‘หลายหมื่นล้านบาท’ โดยเบื้องต้นประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ

    ซีเกมส์ 2025 สงขลา เป็นหนึ่งในจังหวัดเจ้าภาพ

    เมื่อถามถึง ประเมินสถานการณ์ ซีเกมส์ 2025 ที่จังหวัดสงขลา เป็นหนึ่งในเจ้าภาพร่วมกรุงเทพมหานคร, จังหวัดชลบุรี ในช่วงวันที่ 9-20 ธันวาคม ที่จะถึงอย่างไร ทรงกลด ระบุว่า พื้นที่จัดงานหลักหลายแห่ง รวมถึงสเตเดียมต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลา ไม่ได้อยู่ในโซนน้ำท่วมทั้งหมด พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ในส่วนของการเยียวยา

    “เวลานี้ต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แต่หลังจากนี้ควรมีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสำรวจความเสียหายที่แท้จริงของแต่ละครัวเรือนและแต่ละธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการบูรณะ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ”

    ในกรณีภาคธุรกิจในจังหวัดสงขลา และหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ควรมีมาตรการผ่อนปรนภาษีหรือยกเว้นภาษีบางประเภท เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม เพราะหากเป็นเพียงการให้สิทธิลดหย่อนภาษี ธุรกิจจะต้องใช้เวลาเป็นปีจึงจะได้รับผลประโยชน์กลับมา

    ในภาวะเช่นนี้ ควรมีมาตรการอัดฉีดเงินด่วนหรือเงินช่วยเหลือ แบบให้เปล่าโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนและผู้ประกอบการได้จริง หากต้องใช้กระบวนการกู้ยืมตามปกติที่ต้องมีหลักทรัพย์หรือผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน ความช่วยเหลือจะไม่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด และอาจทำให้หลายภาคส่วนไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันเวลา

    ความเสียหายจากน้ำท่วมในย่านธุรกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่

    เนื่องจากความเสียหายโดยรวมถูกประเมินว่าอาจสูงถึงระดับหมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน ซึ่งหนักกว่าอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2553

    ทั้งนี้ ประเมินว่ามาตรการเยียวยาและฟื้นฟูที่จำเป็นเพื่อเร่งให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ควรมีดังนี้

    1. การสนับสนุนทางการเงินและการให้ความช่วยเหลือโดยตรง

    • อัดฉีดเงินสนับสนุนช่วยเยียวยา ภาครัฐต้องอัดฉีดเม็ดเงินสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อทำให้คนหาดใหญ่รู้สึกว่าพวกเขาได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างแท้จริง
    • เงินเยียวยาจากภัยพิบัติ ควรมีการให้เงินเยียวยาแก่ทุกครัวเรือน โดยต้องมีการประเมินข้อมูลความเสียหายที่แท้จริงอย่างถูกต้อง
    • เงินช่วยเหลือเร่งด่วนแบบไม่พิจารณาหลักทรัพย์ ควรมีการอัดฉีดเงินช่วยเหลือเร่งด่วนที่ไม่ต้องพิจารณาเรื่องหลักทรัพย์มากนัก เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกคนได้
    • เงินให้เปล่า นอกเหนือจากมาตรการสินเชื่อ ควรมีมาตรการให้เป็นเงินช่วยเหลือหรือเงินให้เปล่า (grants) เพราะหากต้องรอการกู้ยืมหรือต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ขั้นตอนก็จะเข้าไม่ถึงประชาชนทุกคน

    2. มาตรการด้านสินเชื่อและการฟื้นฟูธุรกิจ

    • สินเชื่อซอฟต์โลนปลอดดอกเบี้ย ภาครัฐควรจัดให้มี เงินกู้ซอฟต์โลนไม่มีดอกเบี้ย ให้กับผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องฟื้นฟูธุรกิจของตนเอง
    • สนับสนุนการซ่อมแซม ต้องมีเงินสนับสนุนช่วยเหลือในการซ่อมบ้านและซ่อมร้านค้าสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
    • การฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ควรมีเม็ดเงินที่ช่วยทำให้เม็ดเงินในธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้

    3. มาตรการยกเว้นและลดหย่อนภาษี

    • ยกเว้นภาษีเพื่อฟื้นตัวเร็ว ควรมีมาตรการ ยกเว้นภาษี หรือยกเว้นสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นฟูธุรกิจกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
    • มาตรการเร่งด่วนทางภาษี การใช้มาตรการเวฟภาษี (waive tax) จะช่วยให้การฟื้นตัวเร็วขึ้นกว่าการใช้ค่าบูรณะมาหักลดหย่อนภาษี เพราะการได้เงินคืนภาษีมักใช้เวลานาน

    ความเสียหายจากน้ำท่วมในย่านธุรกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่

    ห่วงอุตสาหกรรมยาง อ.สะเดา กระทบหนัก

    สำหรับภาคครัวเรือนภาคการเกษตร ความเสียหายเรื่องอุตสาหกรรมยาง ประเมิน เบื้องต้นอย่างไร

    “ผมยังต้องรอข้อมูลชัดเจนอีกที แต่ที่ทราบมาก็ที่ อ.สะเดา ก็ฝนตกน้ำท่วม สถานการณ์หนักไม่แพ้กัน ตรงนั้นก็เป็นพื้นที่สวนยางพาราที่เป็นภาคการเกษตรเยอะ พื้นที่สวนยาง ตอนนี้ก็ไม่สามารถเข้ากรีดหรือสามารถทำงานได้อย่างปกติ ต้องรออีกหลายวัน ในตัวเมืองหาดใหญ่เป็นย่านการค้า ย่านเศรษฐกิจ”

    ทรงพล ทิ้งท้ายว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความสำคัญเร่งด่วน เนื่องจากธุรกิจต่างๆ หยุดทำงานและไม่สามารถสร้างรายได้ได้ อย่างน้อยเป็นสัปดาห์ โดยความเสียหายจากการเสียโอกาส ในการสร้างรายได้ในช่วงสัปดาห์แรกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท

    เมื่อถามว่า หลังจากน้ำท่วม ปี 2553 หรือ 15 ปี ที่แล้ว ใช้เวลาในการฟื้นตัวกลับ มาเป็นปกตินานแค่ไหน ทรงพล เผยว่า ปี 2553 ภาคเอกชนตอนนั้นใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หลังน้ำลดใช้เวลา 7 วัน เก็บ กวาด พื้นที่ห้างร้านของตัวเอง แต่กว่าจะบูรณะทุกอย่างก็เป็นระยะเวลาขั้นต่ำ 1-3 เดือน

    ถ้ารวมฟื้นฟูรีโนเวทก็ใช้เวลาอีก 1-3 เดือน ส่วนมาตรการภาครัฐ ตอนนั้นอาจจะไม่สามารถจำข้อมูลได้ ว่าภาครัฐวางมาตรการอะไรเป็นพิเศษ

    “แต่วันนี้คงต้องมีมาตรการที่ออกมาเป็นแพ็คเกจช่วยเหลือผลกระทบแล้ว เพราะตอนนี้สถานการณ์ไม่แพ้มหาอุทกภัยครั้งก่อนแล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hatyai-economic-crisis-tenbillion-loss/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C1AB4kpXgTHUSWJjlynNQ