Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ซัดท่องเที่ยว ‘ททท.’ เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ อุ้มตลาดช่วงปลายปี

    ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ซัดท่องเที่ยว ‘ททท.’ เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ อุ้มตลาดช่วงปลายปี

    ธุรกิจ

    ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ซัดท่องเที่ยว ‘ททท.’ เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ อุ้มตลาดช่วงปลายปี

    25 พ.ย. 2025 เวลา 9:00 น.

    ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ซัดท่องเที่ยว ‘ททท.’ เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ อุ้มตลาดช่วงปลายปี

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย พร้อมติดตามประเมินสถานการณ์ผลกระทบทางการท่องเที่ยว และสื่อสารมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ ชงมาตราการส่งเสริมการขายและและส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นการเดินทางเข้าพื้นที่ช่วงปลายปี

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของ ททท. ติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่(น้ำท่วมภาคใต้) จังหวัดสงขลา ที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยทุกพื้นที่เร่งจัดทำรายงานสถานการณ์ ติดตามและประเมินผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่ออัปเดตสถานการณ์การเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนสำนักงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เดินทางเข้าหาดใหญ่ ได้เร่งสื่อสารสถานการณ์ไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข้อมูลรายวัน ทั้งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และอัปเดตแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเดินทางได้ตามปกติ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด  และรวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้ดำเนินการสื่อสารมาตรการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเดินทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่าอากาศยาน สายการบิน การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยระยะต่อไป เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย ททท. จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

    ซึ่งปัจจุบันได้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ท่าอากาศยาน  ในพื้นที่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ  โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ ดังนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ หมายเลขโทรศัพท์ 074-227-000, 074-227001-3,  ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช หมายเลขโทรศัพท์ 075-450-545, ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี หมายเลขโทรศัพท์ 077-441-230, ท่าอากาศยานตรัง หมายเลขโทรศัพท์ 075-572-152-4, ท่าอากาศยานนราธิวาส หมายเลขโทรศัพท์ 073-511-161 โดยสำหรับพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา สายการบินต่าง ๆ ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินได้

    ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook ของสายการบิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  สายการบินไทย หมายเลขโทรศัพท์ 023-561-111 หรือ ตัวแทนจำหน่ายของการบินไทย สายการบินนกแอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 1318 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หมายเลขโทรศัพท์ 1771 หรือ 02-270-6699 (8.00-20.00 น.) สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 529 – 9999

    ขณะที่ การเดินทางเส้นทางรถไฟ นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการเดินรถได้แบบเรียลไทม์ผ่าน เว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย ttsview.railway.co.th/v3/floodingNST/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลอัปเดตการเดินทางและเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสานงานกรณีเร่งด่วน ผ่านช่องทาง TAT Call Center:  1672 Travel Buddy และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลขโทรศัพท์ 1155 รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จังหวัดสงขลา หมายเลขโทรศัพท์ 074-311573

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209082&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hAFH21QklowhwVU3FIXbA

  • ตร.ท่องเที่ยวกระบี่บูรณาการลุยสุ่มตรวจสารเสพติดกลางอ่าวนาง | TOPNEWS

    ตร.ท่องเที่ยวกระบี่บูรณาการลุยสุ่มตรวจสารเสพติดกลางอ่าวนาง | TOPNEWS

    วันที่ 25 พ.ย. 2568 กองกำกับการ 2 บก.ทท.3 โดย ส.ทท.3 (กระบี่) ดำเนินการตามคำสั่ง บช.ทท. ที่ 0038.132/5014 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ในการปฏิบัติการสุ่มตรวจสารเสพติดภายใต้ โครงการชุมชนท่องเที่ยวสีขาว และโครงการ Strong Tourism Community (S.T.C.) เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่

    พ.ต.ท.สราวุฒิ เกาะกลาง สว.ส.ทท.3 กก.2 บก.ทท.3 นำกำลังตำรวจท่องเที่ยว พร้อมบูรณาการร่วมกับ ตำรวจสภ.อ่าวนาง กองร้อย อส.จังหวัดกระบี่ ที่ 1 ลงพื้นที่สุ่มตรวจสารเสพติด ณ อ่าวนางแลนด์มาร์ค ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติหนาแน่นในช่วงไฮซีซั่น

    การตรวจครั้งนี้ครอบคลุมบุคคลในวงจรการท่องเที่ยว ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านค้าในโซนอ่าวนางแลนด์มาร์ค เจ้าหน้าที่การ์ดสถานบริการ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พนักงานบริการในพื้นที่ปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวกระบี่ให้เป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

    ประดิษฐ์ รอดเกิด ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1402962&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hjc4usjWM8WNg7Xfmkm9e

  • เอไอเอส เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ยกระดับการสื่อสารดูแลประชาชน

    เอไอเอส เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ยกระดับการสื่อสารดูแลประชาชน

    ไอที

    เอไอเอส เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ยกระดับการสื่อสารดูแลประชาชน

    วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอส เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ยกระดับการสื่อสารดูแลประชาชน

    มอบค่าโทร–เน็ตฟรี ขยายวันใช้งานและเวลาชำระค่าบริการมือถือ–เน็ตบ้าน พร้อมดูแลเครือข่าย 24 ชั่วโมง

    ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ภาคใต้ ที่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เอไอเอสในฐานะเครือข่ายดิจิทัลที่พร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์วิกฤต ได้ร่วมทำงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อยกระดับบริการสื่อสารช่วงเวลาอันท้าทายครั้งนี้ โดยระดมศักยภาพโครงข่ายและทีมงานลงพื้นที่ดูแลลูกค้าและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ให้การติดต่อสื่อสารและการเข้าถึงบริการดิจิทัลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือแบบรอบด้าน ดังนี้

    มอบค่าโทร 100 นาที และอินเทอร์เน็ต 10GB ให้ลูกค้ามือถือทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน ใช้งานได้ 7 วัน โดยเอไอเอสอำนวยความสะดวกในการมอบสิทธิ์ให้โดยอัตโนมัติสำหรับลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย โดยไม่ต้องกดรับสิทธิ์ และจะมี SMS แจ้งยืนยัน

    ขยายระยะเวลาชำระค่าบริการให้ลูกค้ามือถือรายเดือน และลูกค้า AIS 3BB FIBRE3 รวมถึงขยายวันใช้งานให้กับลูกค้าระบบเติมเงินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

    เสริมบริการ AIS Free WiFi ที่ศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงการติดต่อสื่อสารและข้อมูลข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ เอไอเอสยังดูแลเสถียรภาพโครงข่ายอย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์และพร้อมปรับแผนรองรับตลอด 24 ชั่วโมง เอไอเอสขอยืนยันว่าจะยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องชาวใต้และคนไทยทุกคน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

    #AIS #เครือข่ายเคียงข้างคนไทย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/455949&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KB18kRkUaewcVhuTMhusS

  • หอการค้าเร่งช่วยใต้ ลุยฝ่าวิกฤตโลจิสติกส์น้ำท่วม

    หอการค้าเร่งช่วยใต้ ลุยฝ่าวิกฤตโลจิสติกส์น้ำท่วม

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เร่งขับเคลื่อนความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ หลังน้ำท่วมรุนแรงในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และหลายจังหวัดส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อประชาชน เศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนภาคขนส่งและซัพพลายเชนที่ล่าช้าหรือหยุดชะงักในหลายเส้นทาง

    พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มูลนิธิพาณิชย์สงเคราะห์ได้รวบรวมสิ่งของจำเป็น อาหารแห้ง และถุงยังชีพจำนวนมากเพื่อจัดส่งลงภาคใต้ แต่การกระจายของยังประสบปัญหา เนื่องจากเส้นทางหลายจุดถูกน้ำตัดขาด รถบรรทุกไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ตามปกติ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มสูงและกระทบต่อการส่งความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

    เสนอรัฐเร่งตั้งศูนย์บริจาค–สนับสนุนระบบลำเลียง

    หอการค้าไทยได้รายงานและหารือเรื่องอุปสรรคกับนายกรัฐมนตรีในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ โดยเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการ 3 มาตรการ ได้แก่
    1. ตั้งศูนย์รับบริจาคส่วนกลางที่กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพฯ เพื่อรวบรวมของจากเอกชนและประชาชน
    2. สนับสนุนระบบขนส่ง-ลำเลียงลงพื้นที่สงขลาและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อกระจายความช่วยเหลือตามหลักการบริหารภาวะฉุกเฉิน
    3. อำนวยความสะดวกเส้นทางเข้าสู่พื้นที่เข้าถึงยาก ลดปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์

    เอกชนร่วมสมทบคึกคัก จากปลากระป๋อง-เตียงกระดาษ ถึงรถซ่อมจากโตโยต้า

    นายพจน์ระบุว่า ภาคธุรกิจหลายแห่งตอบรับร่วมช่วยเหลือ อาทิ
    • ปลากระป๋อง Sea Value 100,000 กระป๋อง
    • มาม่า 350 ลัง
    • น้ำดื่มจากสิงห์และช้าง
    • เตียงกระดาษ SCG และไข่ไก่จากหอการค้านครนายก
    • คาราวานช่วยเหลือจาก Toyota
    รวมถึงการประสาน Toshiba ช่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และ SCG สนับสนุนวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือน

    thaichamber-southern-flooding-logistics-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ภาคการเงินยังเตรียมมาตรการพักหนี้–ลดหนี้–ขยายเวลาชำระ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

    เดินหน้าฟื้นฟูเมืองหลังน้ำลด

    นอกจากการช่วยเหลือเร่งด่วน หอการค้าไทยเตรียมประสานเครือข่ายเอกชนเพื่อร่วมฟื้นฟูโครงสร้างเมืองและยานพาหนะที่เสียหาย รวมถึงการซ่อมแซมบ้านเรือนให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด

    “นี่คือเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยพี่น้องชาวใต้ให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ หอการค้าไทยจะเดินหน้าประสานทั้งรัฐและเอกชน เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุด”

    — ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าว

    เปิดรับบริจาคช่วยภาคใต้
    ผู้ประสงค์ร่วมสมทบทุนสามารถบริจาคผ่าน
    มูลนิธิพาณิชย์สงเคราะห์
    ธนาคารกสิกรไทย สาขาเสาชิงช้า (ออมทรัพย์)
    เลขที่บัญชี 004-2-39457-2
    เงินบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า

    thaichamber-southern-flooding-logistics-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thaichamber-southern-flooding-logistics&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hnxmnbcaeev7ZjzTmP8we

  • สหประชาชาติเผย สงคราม 2 ปีฉนวนกาซา ทำลายเศรษฐกิจปาเลสไตน์

    สหประชาชาติเผย สงคราม 2 ปีฉนวนกาซา ทำลายเศรษฐกิจปาเลสไตน์

    25 พฤศจิกายน 2568, 22:00น.

              การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด (United Nations Conference on Trade and Development ; UNCTAD) เผยแพร่รายงาน ระบุว่า สงครามในฉนวนกาซาที่เกิดขึ้นเป็นเวลา 2 ปี ร่วมด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจของปาเลสไตน์ล่มสลาย ความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ที่สร้างผลผลิต และบริการสาธารณะ ทำให้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมถดถอยลง

              เศรษฐกิจหดตัวร้อยละ 87 ในช่วงปี 2566-2567 ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ต่อหัวถดถอยลงไป 22 ปีกลับไปอยู่ที่ระดับปี 2546 เหลือเพียง 161 ดอลลาร์ (ราว 5,200 บาท) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในโลก ทำให้วิกฤตที่เกิดขึ้นจัดอยู่ในกลุ่มวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด 10 อันดับแรกของโลก นับตั้งแต่ปี 2503 บ่งชี้ว่าดินแดนแห่งนี้ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากนานาชาติเป็นวงกว้าง โดยอาจใช้งบประมาณมากกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ และอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายสิบปี

              ส่วนเศรษฐกิจในเขตเวสต์แบงก์ถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มการบันทึกข้อมูลในปี 2515 เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและการเข้าถึง ประกอบกับการสูญเสียโอกาสในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ มีการใช้ความรุนแรง การขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานอย่างรวดเร็ว และข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายแรงงาน

              รายงานของอังค์ถัด เรียกร้องให้มีแผนการฟื้นฟูที่ครอบคลุม โดยรวบรวมการประสานงานความช่วยเหลือระหว่างประเทศ การฟื้นฟูระบบการคลัง และมาตรการต่างๆ เพื่อลดข้อจำกัดด้านการค้า การเคลื่อนย้าย และการลงทุน นอกจากนี้ ประชากรทั้งหมดในกาซากำลังเผชิญกับความยากจนอย่างรุนแรง จึงเสนอให้ใช้ระบบสวัสดิการรายได้พื้นฐานฉุกเฉิน (universal emergency basic income) ซึ่งเป็นการจัดสรรเงินสดรายเดือนให้กับทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข

    #ปาเลสไตน์

    #สหประชาชาติ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TN4Rlkf95sjWogo6332LN

  • สถานการณ์เศรษฐกิจฮังการี 2025: ความคืบหน้าการก่อสร้างท่าเรือของฮังการีที่เมืองตรีเอสเต้ ประเทศอิตาลี และการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซฮังการีสู่ต่างประเทศ

    สถานการณ์เศรษฐกิจฮังการี 2025: ความคืบหน้าการก่อสร้างท่าเรือของฮังการีที่เมืองตรีเอสเต้ ประเทศอิตาลี และการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซฮังการีสู่ต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/r5k8filedzl36t6bm2tecywq&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1__5H7V2TUOw6e0x9bdkn0

  • ช็อก 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง ‘พิพัฒน์’ หวั่นยุบสภา 12 ธ.ค.นี้

    ช็อก 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง ‘พิพัฒน์’ หวั่นยุบสภา 12 ธ.ค.นี้

    นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศจะยุบสภาก่อนเปิดประชุมไม่ไว้วางใจในวันที่ 12 ธันวาคมนี้นั้น เบื้องต้นคาดว่ามีหลายโครงการที่คาดว่าเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้

    “สาเหตุที่มีการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากจะมีการเปิดประชุมสภาเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีการโหวตหรือชี้แจงไปอย่างไรก็คงไม่ชนะ เราไม่ได้กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เพราะเราเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย” นายพิพัฒน์ กล่าว
     

    สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่เสนอไม่ทันที่ประชุมครม.ในรัฐบาลนี้ จำนวน 10 โครงการ  วงเงิน 387,286 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.แพ็คเกจรถไฟฟ้าทุกสี ยกเว้นรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 2.ค่าผ่านทางพิเศษ (ทางด่วน) 50 บาทตลอดสาย 

    3.โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9  (Double Deck) ระยะทาง 20.09 กม. วงเงิน 34,800 ล้านบาท ที่ได้ข้อสรุปให้บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นผู้ก่อสร้าง   

    4.โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท 5.โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท 6.โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท
     

    7.โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2  ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท,8. โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท

    9.โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท 10.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 54,562 ล้านบาท 

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการที่คาดว่าทันในรัฐบาลชุดนี้ คือ นโยบายลดค่าครองชีพ โดยกระทรวงอยู่ระหว่างดำเนินการแพ็คเกจรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน เบื้องต้นจะนำร่องให้บริการรถไฟฟ้า 2 สาย ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตามขั้นตอนจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติภายในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เนื่องจากมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พ.ย.2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/644796&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gaml2uPHC_Ig_AOs_Unt3

  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯหนุน COP30 ผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพื่อแก้วิกฤตภูมิอากาศโลก

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯหนุน COP30 ผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพื่อแก้วิกฤตภูมิอากาศโลก

    วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯขึ้นเวทีใหญ่ COP30 ประเทศบราซิล หนุนผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจากฐานชุมชนสู่การเปลี่ยนผ่าน Net Zero ตอกย้ำ “คนและชุมชน” คือศูนย์กลางการเปลี่ยนผ่านเพื่อแก้ไขวิกฤตภูมิอากาศโลกอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) เวทีสำคัญของการกำหนดทิศทางโลกด้าน Climate และ Nature ระหว่างวันที่ 10 – 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองเบเล็ง รัฐปารา ประเทศบราซิล

    โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายเวทีของ UNFCCC และ Thailand Pavilion พร้อมยกบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ป่าชุมชนของไทยขึ้นสู่การสนทนาเชิงนโยบายระดับสากล สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงคน ชุมชน ธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำบทบาทขององค์กรไทยที่นำประสบการณ์จากพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงสู่การออกแบบแนวนโยบายระดับโลก และย้ำว่าการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเริ่มจากคนและชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ คุ้มครองสิทธิในที่ดิน ใช้เทคโนโลยีและกลไกทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเสริมพลัง และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากภาคสนามมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของโลกบนฐานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืนและเท่าเทียม

    หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวในหลายเวทีสำคัญของการประชุม ทั้ง “Tokenization: Decentralizing Carbon Market” และ “Connecting the Dots from Ground Action to Global Commitments Through High Integrity Climate and Nature Implementation” ว่าโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจคาร์บอนสูงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อ “คนและชุมชน” เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นย้ำว่า “หัวใจของ Climate และ Nature ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือกลไกทางการเงิน แต่คือผู้คนแนวหน้าที่อยู่กับป่า ทำเกษตร และดูแลระบบนิเวศ เทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อให้โลกมองเห็นและเคารพในคุณค่าของพวกเขาอย่างเป็นธรรม”

    พร้อมกันนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ชี้ว่า ตลาดคาร์บอนในอนาคตควรเปิดกว้าง โปร่งใส และเข้าถึงได้ในระดับประชาชน โดยเทคโนโลยีอย่าง tokenization และ blockchain จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ทำให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และตรวจสอบได้ว่ามูลค่าที่เกิดขึ้นไหลกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลป่าอย่างเป็นธรรม พร้อมกล่าวไว้ว่า “หากคาร์บอนเครดิตกลายเป็นเพียงสินทรัพย์ในตลาด โดยที่ชุมชนไม่ได้รับประโยชน์ โลกก็จะยังติดอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมเช่นเดิม”

    ในมุมเชิงนโยบาย หม่อมหลวงดิศปนัดดา เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับบางส่วนของงบประมาณด้านพลังงานหรือการอุดหนุนอุตสาหกรรม ไปสนับสนุนการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าแต่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้สูงกว่า พร้อมเน้นแนวคิด “Collective Capitalism” หรือทุนนิยมที่เห็นคุณค่าร่วมระหว่างคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยย้ำว่า “เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้ทุนเพื่อผลกำไร มาเป็นการใช้ทุนเพื่อสร้างคุณค่าให้สังคมและธรรมชาติร่วมกัน”

    นอกจากนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ยังกล่าวถึงบทบาทของเยาวชน โดยมองว่าเสียงของคนรุ่นใหม่กำลังมีอิทธิพลสูงขึ้น ทั้งในฐานะผู้บริโภคและผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ “เรากำลังตัดสินอนาคตของคนที่ยังไม่เกิด งานด้านสิ่งแวดล้อมจึงต้องคิดข้ามรุ่น ต้องลงมือทำให้เร็ว และต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ”

    ขณะที่ รัมภ์รดา นินนาท หัวหน้าสายงานความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที “Forests, Agriculture and the Green Economy of the Global South” เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ พื้นที่ชายแดนไทยกับเมียนมาที่เคยเผชิญความยากจนและการบุกรุกป่า แต่สามารถฟื้นฟูป่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างมั่นคง โดยกล่าวว่า “ดอยตุงพิสูจน์แล้วว่าการฟื้นฟูป่าจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิม และองค์ความรู้จากพื้นที่จริงคือสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถแบ่งปันให้โลกได้” พร้อมย้ำว่าความร่วมมือของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวจากฐานราก

    สมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงาน Nature based Solutions และโครงการพิเศษมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเผยในเวที “Market Opportunities and Strategies” และ “Case Study of Tropical Forest Conservation” ว่า ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้เมื่อชุมชนมีอาชีพมั่นคง สินค้าเกษตรได้มาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีความร่วมมือระยะยาวกับภาคเอกชน โดยกล่าวว่า “ถ้าเราอยากให้ป่าอยู่ได้ยาวนาน เราต้องทำให้คนที่อยู่กับป่ามองเห็นอนาคตของตัวเองได้ยาวไม่แพ้กัน” พร้อมเสนอการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความโปร่งใสในการจัดการไฟป่าและโครงการคาร์บอนเครดิตของชุมชน

    ส่วน ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมแลกเปลี่ยนในเวที “Carbon Accounting 2.0: Accelerating Transparency and Trust on the Road to Net Zero 2050” โดยชี้ให้เห็นว่า การทำ Carbon Accounting ที่เชื่อถือได้ต้องอาศัยข้อมูลจากพื้นที่จริงและการมีส่วนร่วมของชุมชน “ถ้าระบบบัญชีคาร์บอนเริ่มต้นโดยไม่มีเสียงและข้อมูลจากพื้นที่จริง ต่อให้แบบจำลองซับซ้อนเพียงใดก็สร้างความเชื่อมั่นไม่ได้” พร้อมอธิบายว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระดับชุมชนเข้ากับมาตรฐานระดับประเทศจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกลไก Carbon Accounting ของไทยบนเส้นทาง Net Zero

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้าร่วมเวที “Local Experiences in Land Regularization for the Promotion of Sustainable Development” โดยย้ำว่าสิทธิในที่ดินคือ “กระดุมเม็ดแรก” ของการพัฒนา หากไม่จัดการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ชุมชนจะขาดความมั่นคงและไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ พร้อมกล่าวในเวทีว่า “การคุยเรื่อง Climate และ Nature โดยไม่คุยเรื่องสิทธิในที่ดิน เท่ากับเรายังไม่ได้คาดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก” ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างแนวทางของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ทำข้อตกลงร่วมกับชุมชนเพื่อแบ่งเขตป่าและพื้นที่ทำกิน ช่วยให้ชาวบ้านวางแผนปลูกพืชระยะยาวและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/gallery/455844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hc2zIUSWxmYQEiwGZKJqN

  • สจด. ร่วมงานแนะนำหลักสูตรศึกษาต่อของโรงเรียนสตรีนนทบุรี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมงานแนะนำหลักสูตรศึกษาต่อของโรงเรียนสตรีนนทบุรี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117352/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dyfkCc4pDxn8XimbIGcxr

  • มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม

    มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม

    มูลนิธิบุณยะจินดา เพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัว จัดพิธีมอบรางวัลและทุนสนับสนุนประจำปี 2568 วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม “แจ้งยอดสุข” ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิและผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมในงานอย่างพร้อมหน้า 

                               คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา

    คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา กล่าวว่า มูลนิธิบุณยะจินดาฯ ยังคงดำเนินกิจกรรมเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ รวมถึงให้ความช่วยเหลือครอบครัวตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากภารกิจในพื้นที่เสี่ยง โดยยึดเจตนารมณ์ของ พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ในการตอบแทนคุณความดีและสนับสนุนสวัสดิการตำรวจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548

    ปีนี้ มูลนิธิมอบรางวัลและทุนรวมทั้งสิ้น 369 ทุน มูลค่า 3,265,000 บาท ประกอบด้วย

    1. รางวัลเกียรติยศสดุดีวีรกรรม 2 รางวัล (50,000 บาท)

    รางวัลละ 25,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่

    พ.ต.ท.สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ ครู ตชด.44 ผู้ทุ่มเทงานการศึกษาในพื้นที่ชายแดน จ.นราธิวาส ต่อเนื่อง 20 ปี

    ด.ต.โดม ช่วยเทวฤทธิ์ ผบ.หมู่ ตชด.44 (มอบแก่ทายาท)

    ทั้งสองนายได้เสียชีวิตจากเหตุลอบวางระเบิดและยิงซ้ำระหว่างเดินทางปฏิบัติราชการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568

                         มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม

    2. รางวัลข้าราชการตำรวจดีเด่นต้นแบบ 29 รางวัล (470,000 บาท)

    2.1 กลุ่มสัญญาบัตร – 1 รางวัล (100,000 บาท)

    พ.ต.ท.เอกสิษฐ์ เหมกรณ์ รอง ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา ผู้ปฏิบัติงานสืบสวนคดีความมั่นคง

    2.2 กลุ่มประทวน – 3 รางวัล (รวม 120,000 บาท)

    รางวัลละ 40,000 บาท ได้แก่

    ด.ต.หญิง กลอยใจ ยุคะลัง (รร.ตชด.ยอดโพธิ์ทอง 1)

    จ.ส.ต.ปัญญาศิลป์ ผาเบ้า (งานจราจรโครงการพระราชดำริ บก.จร.)

    ส.ต.อ.ชาญณรงค์ นุ่นทอง (สืบสวนคดีความมั่นคง จ.ยะลา)

                         มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม

    2.3 ข้าราชการดีเด่นด้านต่าง ๆ – 25 รางวัล (250,000 บาท)

    รางวัลละ 10,000 บาท ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่

    ป้องกันอาชญากรรม

    ปราบปรามยาเสพติด

    สืบสวน

    สอบสวน

    จราจร

    อำนวยการ

    3. รางวัลพลเมืองดี 1 รางวัล (10,000 บาท)

    ผู้ได้รับรางวัลคือ นายหมัดอาหลี สามารถ พนักงานรักษาความปลอดภัยโลตัส หาดใหญ่ 2 ผู้กล้าติดตามจับคนร้ายชิงทอง 25 บาท พร้อมของกลางครบเมื่อ 24 มิถุนายน 2568

                      มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม

    4. ทุนสงเคราะห์ครอบครัวตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต 215 ราย (1,204,000 บาท)

    แบ่งเป็น

    เสียชีวิต 37 ราย ๆ ละ 20,000 บาท

    บาดเจ็บสาหัส 36 ราย ๆ ละ 5,000 บาท

    บาดเจ็บทั่วไป 142 ราย ๆ ละ 2,000 บาท

                           มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม

    5. ทุนการศึกษาแก่บุตร–ธิดาตำรวจ 122 ทุน (1,531,000 บาท)

    5.1 ทุนต่อเนื่องระดับปริญญาโทต่างประเทศ 1,000,000 บาท

    ประจำปีนี้ ได้แก่

    ร.ต.ท.รชต วงษ์สุวรรณ (นรต.รุ่น 78 เกรดเฉลี่ย 3.92) รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองสุพรรณบุรี

    5.2 ทุนการศึกษาแบบไม่ต่อเนื่อง (รวม 531,000 บาท)

    ปริญญาตรี 10 ทุน ๆ ละ 10,000 บาท

    มัธยมศึกษา 49 ทุน ๆ ละ 5,000 บาท

    ประถมศึกษา 62 ทุน ๆ ละ 3,000 บาท

                 มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม   มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม   มูลนิธิบุณยะจินดามอบ 369 รางวัล-ทุน 3.26 ล้าน เชิดชูตำรวจ ผู้เสียสละเพื่อสังคม

    พิธีในปีนี้สะท้อนความตั้งใจของมูลนิธิบุณยะจินดาฯ ที่ต้องการสนับสนุนสวัสดิการตำรวจทั้งในด้านขวัญกำลังใจ ความปลอดภัย และการศึกษาของครอบครัวตำรวจ พร้อมประกาศยืนหยัดสนับสนุนผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศอย่างเต็มกำลังต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/644901&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qCZKzu_OLOUzmc4jKEzLE