Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘หาดใหญ่’วิกฤต เศรษฐกิจจมนํ้า ทุบซ้ำท่องเที่ยว-อสังหาฯ 10จว.ใต้เสียหาย1,500ล้าน/วัน

    ‘หาดใหญ่’วิกฤต เศรษฐกิจจมนํ้า ทุบซ้ำท่องเที่ยว-อสังหาฯ 10จว.ใต้เสียหาย1,500ล้าน/วัน

    มหาอุทกภัยครั้งรุนแรงในรอบ25ปีนับตั้งแต่วันที่17พฤศจิกายนเป็นต้นมาส่งผลให้อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมทุกประเภทถูกตัดขาด จากน้ำป่าไหลบ่าอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้ำฝนเติมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ย่านธุรกิจการค้า บ้านเรือนประชาชน ปศุสัตว์ พื้นที่การเกษตร จมดิ่งใต้บาดาลสะท้อนถึงความเป็นความตายของนาทีชีวิตยังไม่รวมจังหวัดปลายด้ามขวาน

    สงขลาจีดีพี อันดับ 1 ค่า 2.24 แสนล้าน

     ขณะที่ทุกภาคส่วนระดมสรรพกำลังช่วยเหลือ ซึ่งสถานการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความเปราะบางของศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ หากยังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าการลงทุนด้านการจัดการภัยพิบัติและปรับตัวต่อสภาพอากาศสุดขั้วเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการปกป้องเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของภาคใต้มีมูลค่าประมาณ 1.163 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของจีดีพีทั้งประเทศ โดยจังหวัดสงขลามีมูลค่าจีดีพีเป็นอันดับ 1 มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.46% ของจีดีพีประเทศ รองลงมาได้แก่สุราษฎร์ธานี มูลค่า 1.77 แสนล้านบาท และอันดับ 3 คือ นครศรีธรรมราช มูลค่า1.47 แสนล้านบาท

    ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

     จากความเสียหายที่เกิดขึ้น และเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้ง จังหวัดสงขลา รูปแบบคล้ายรัฐบาลยุค พล.อ. ประยุทธ์ จันนทร์โอชา ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งผลตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน2568 ถึง25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ขณะความเสียหาย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พื้นที่ 9 จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานียะลา นราธิวาส รวม 98 อำเภอ 643 ตำบล 4,688 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 798,695 ครัวเรือน 2,196,758 คน ส่วน ข้อมูล ปภ.สงขลา โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่สถานการณ์ยังวิกฤติ ประชาชนอพยพแล้วกว่า 2,050 คน พบผลกระทบสูงสุด 104,917 ครัวเรือน 243,778 คน

    น้ำท่วมหาดใหญ่

    เสียหายวันละ 1,500 ล้าน

      อย่างไรก็ตามสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องถึงเวลานี้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าประเมินผลกระทบสร้างความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ทั้งนี้หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อเนื่องใน 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท

    ทุบไฮซีชันนักท่องเที่ยวต่างชาติวูบ

      นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงผลกระทบด้านการท่องเที่ยวจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายนว่า พบว่ามี 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของสงขลา

    อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีนักท่องเที่ยวประมาณ 8,000 คนติดค้างอยู่ในโรงแรมต่าง ๆในหาดใหญ่ ในจำนวนนี้ เป็นชาวต่างชาติ 7,300 คน โดย 90% เป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซีย และอีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

    ประกอบกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ยังส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวโดยรวม โดยรัฐบาลมาเลเซีย และสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา ได้ประกาศเตือนพลเมืองให้ เลื่อนการเดินทางท่องเที่ยวมายังภาคใต้ของไทย ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2568 และสื่อกระแสหลักของมาเลเซีย มีการรายงาน โดยเฉพาะกรณีที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียติดค้าง

    ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาเลเซียเกิดความวิตกกังวล และอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังภาคใต้โดยรวม ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซีย ให้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นแทน หรือมีการยกเลิก/ชะลอการเดินทางออกไปก่อน

    อีกทั้งยังทำให้เกิดการเสียโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวงที่ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกงานเปิดไฟต้นคริสต์มาส Christmas Tree Light Up Celebration ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ และเลื่อนกิจกรรม THAI FIGHT พัทลุง

     นอกจากนี้ททท.ยังคาดการณ์ผลกระทบการจากการชลอการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม คาดว่าพฤศจิกายน จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ไปเที่ยวสงขลา 243,150 คน-ครั้ง ติดลบ 6.9 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัว 8.5 % ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,490,370 คน-ครั้ง เติบโตเล็กน้อยอยู่ที่ 0.92 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 16,140 ล้านบาท ติดลบ 1.82 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567

     ขณะที่แนวโน้มในเดือนธันวาคมคาดว่ามีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 306,400 คน-ครั้ง หดตัวประมาณ 2% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 2,410 ล้านบาท หดตัวประมาณ 4% ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,792,200 คน-ครั้ง เติบโต 1.28% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 17,680 ล้านบาท หดตัว 1.6 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567

    สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศตลาดมาเลเซียถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักอันดับ 1 ของไทย โดยมีสัดส่วน 14 % ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และส่วนใหญ่กว่า 73% เดินทางเข้าไทยผ่านด่านชายแดนทางบกภาคใต้ ซึ่งททท. คาดการณ์ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2568 จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของตลาดมาเลเซียในระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคมโดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

    กรณีที่ 1 (กระทบระยะสั้น 1 สัปดาห์) คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยทั้งปี 2568 ประมาณ 4.60 ล้านคน ลดลง 7 % จากปี 2567 กรณี 2 (กระทบมากกว่า 1 สัปดาห์) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยทั้งปี 2568 ประมาณ 4.55 ล้านคน ลดลง 8 % จากปี 2567อย่างไรก็ตามทั้งนี้หากเป็นในกรณีที่ 2 จะทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งปี 2568 คาดว่าจะต่ำกว่า 33 ล้านคน ลดลง 8 % จากปี 2567

     นอกจากนี้ททท.อยู่ระหว่างการเตรียมแผนในการเยียวผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    ด้านดร.สิทธิพงษ์  สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา กล่าวว่าปัจจุบันโรงแรมในหาดใหญ่กว่า 300 แห่ง รวมจำนวนห้องพักกว่า 3 หมื่นห้อง ต้องปิดกิจการจากผลกระทบน้ำท่วม เหลือที่เปิดให้บริการได้ราว 10 แห่งเท่านั้นที่ไม่มีปัญหาเรื่องไฟฟ้า

    โดยในช่วงแรกมีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวติดค้างที่ได้รับข้อมูลเข้ามาประมาณ 7,000-8,000 คน แต่เมื่อรวมกับผู้ที่อยู่นอกบริเวณหรือยังไม่ได้แจ้งข้อมูลเข้ามา คาดการณ์ว่าอาจมีนักท่องเที่ยวรวมเป็นหมื่นคนก

    สิ่งเร่งด่วนที่สุดคือการนำนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ให้ได้ก่อน เพราะหากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ การจะเรียกนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ซึ่งหาดใหญ่พึ่งพาอย่างมาก ให้กลับมาเที่ยวอีกครั้งจะไม่ใช่เรื่องง่ายโดยได้ทยอยช่วยเหลือ ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 1,000 กว่าคน แต่ก็มีปัญหาระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นมาอีก โดยผู้ประกอบการเห็นว่าการรับมือและดูแลนักท่องเที่ยวของภาครัฐในวิกฤตนี้ “ทำได้ล้มเหลว” มีความล่าช้า ไม่ทั่วถึง และขาดศูนย์กลางในการบัญชาการ

    ทั้งคาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ เพราะกว่าน้ำจะลด ก็ต้องมีการซ่อมแซมสถานประกอบการ และสิ่งที่กังวล คือ การเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลับคืนมา เนื่องจากย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่พึ่งพานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นหลัก เพราะได้มีการยกเลิกการเดินทางทั้งหมดแล้ว และในระยะยาว คาดการณ์ว่าการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาเป็นปกติอาจใช้เวลาเป็นเดือน

    ปิดนิคมฯใต้ เส้นทางคมนาคมตัดขาด

      เช่นเดียวกับ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบว่ามีนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้เคียง 2 แห่ง คือ นิคมฯภาคใต้ และ นิคมอุตสาหกรรมสงขลา (สะเดา)ปัจจุบันยังไม่มีน้ำท่วมเข้าไปภายในพื้นที่นิคมฯ แต่โรงงานภายในนิคมฯ ได้รับผลกระทบ  1. โรงงานไม่สามารถขนส่งสินค้าได้  2. พนักงานไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมหนักรอบๆ นิคมฯ และในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 3. โรงงานหยุดประกอบการ 100 %

    สวนยางพารา เสียหายหนัก

      ส่วนพื้นที่สวนยางได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 13 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตกว่า 2 หมื่นตัน ซึ่งภาคใต้เป็นแหล่งพื้นที่ปลูกและผลิตยางพาราที่มากที่สุดในประเทศ และเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ทั้งนี้ ดร.เพิก เลิศวังพง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อราคายางในตลาดโลก เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง

    อสังหาฯอ่วมทุบซ้ำกำลังซื้อ

      สำหรับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงไม่เพียงแต่ สร้างความเสียหายให้ กับธุรกิจภาคอื่นแต่ยังกระทบโดยตรง ต่อ ตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยแล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขาย ซึ่งจะเห็นภาพชัดเจนว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงและอาจมีผลต่อการขายโครงการในพื้นที่ นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ระบุว่า น้ำท่วมครั้งนี้เปลี่ยน สถานการณ์เป็นขาลงทันที

    เพราะโครงการที่ตั้งบนทำเลลุ่มต่ำ ทั้งบ้านพรุ หาดใหญ่ใน และใจกลางเมือง ต่างเผชิญความเสียหายหนักที่สำคัญหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยของผู้ซื้อจาก ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ที่มองหาบ้านหลังที่สองกันมากที่ผู้ประกอบการทั้งในพื้นที่และส่วนกลางเข้ามาพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าหาดใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพแต่เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้ประเมินว่าต้องพิจารณากันใหม่ 

    น้ำท่วทหาดใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FLX108wjnuzifu2ZUsmeq

  • จีนทุบเศรษฐกิจแดนปลาดิบ! หั่นเที่ยวบินญี่ปุ่นลากยาว ถึงมี.ค. 69

    จีนทุบเศรษฐกิจแดนปลาดิบ! หั่นเที่ยวบินญี่ปุ่นลากยาว ถึงมี.ค. 69

    ทุบเศรษฐกิจแดนปลาดิบ! จีนสั่งสายการบิน “หั่น” เที่ยวบินไปญี่ปุ่นยาวถึงมี.ค. 69 นักวิเคราะห์ประเมินความเสียหายอาจพุ่งแตะ 3 แสนล้านบาท

    รัฐบาลจีนส่งสัญญาณชัด เตรียมรับมือความขัดแย้งทางการทูตระยะยาว สั่งสายการบินในประเทศลดเที่ยวบินไปญี่ปุ่นต่อเนื่องจนถึงปี 2569

    นักวิเคราะห์ชี้หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจสูญรายได้สะสมสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์หรือราว 3 แสนล้านบาท

    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลจีนได้ออกคำสั่งให้สายการบินต่างๆ ในประเทศ ดำเนินการลดจำนวนเที่ยวบินไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยให้มีผลครอบคลุมยาวไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2569

    ชนวนเหตุสำคัญของคำสั่งนี้ เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับทางการจีน

    โดยคำสั่งดังกล่าวออกมาในช่วงรอยต่อสำคัญ ก่อนจะมีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และผู้นำคนใหม่ของญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์

    แหล่งข่าวให้ข้อมูลกับ Bloomberg โดยระบุว่า คำสั่งให้ปรับลดเที่ยวบินครั้งนี้เป็นมาตรการ “ชั่วคราว” ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามทิศทางทางการทูต

    อย่างไรก็ตาม การกำหนดกรอบเวลาไว้ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 นั้น ตรงกับช่วงเปลี่ยนผ่านตารางบินฤดูหนาวและฤดูร้อนของอุตสาหกรรมการบินโลกพอดี

    ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

    ท่องเที่ยวญี่ปุ่นสะเทือน “ตรุษจีน” ส่อแววเงียบเหงา

    ผลพวงจากคำสั่งของรัฐบาลจีนที่ให้พลเมืองชะลอการเดินทางไปญี่ปุ่นเริ่มเห็นผลชัดขึ้น ยอดการเดินทางลดฮวบลงทันตา

    และมาตรการจำกัดเที่ยวบินล่าสุดนี้จะส่งผลกระทบยาวไปถึงช่วง “ตรุษจีน” ซึ่งปกติเป็นช่วงนาทีทองที่ชาวจีนนิยมออกไปจับจ่ายใช้สอยในต่างประเทศ

    โดยทางการจีนได้ให้อิสระแก่สายการบินในการพิจารณาเองว่าจะตัดลดเที่ยวบินใดและจำนวนเท่าไหร่

    ทางด้านสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อประเด็นนี้

    ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

    เอกชนชี้ วิกฤตลากยาว เม็ดเงินหายวูบ

    ข้อมูลจาก China Trading Desk บริษัทวิจัยตลาดท่องเที่ยวจีน ชี้ให้เห็นสัญญาณอันตราย เมื่อยอดยกเลิกการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนเริ่มลากยาวไปจนถึงเดือนเมษายน 2569 แล้ว

    ซูบรามาเนีย บัตต์ (Subramania Bhatt) ซีอีโอของ China Trading Desk ให้ความเห็นว่า 

    “จากเดิมที่มองกันว่าเป็นแค่แรงกระแทกส่งท้ายปี ตอนนี้กำลังลุกลามกลายเป็นวิกฤตข้ามปี สถานการณ์แบบนี้ชี้ว่าความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกำลังดิ่งลงเหว และหลายคนเริ่มมองว่าไม่ใช่ความขัดแย้งชั่วคราวที่จะจบลงง่ายๆ”

    ตัวเลขสถิติชี้ว่า จำนวนเที่ยวบินจากจีนไปญี่ปุ่นที่มีกำหนดบินในเดือนธันวาคม ลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม และคาดการณ์ว่าจะมีการยกเลิกเส้นทางบินมากกว่า 50% ภายในสิ้นปีนี้

    โดยปัจจุบันมีอย่างน้อย 12 เส้นทางบินจากหัวเมืองหลักอย่าง เซี่ยงไฮ้, กวางโจว และหนานจิง ไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมในญี่ปุ่น เช่น นาโกย่า, ฟุกุโอกะ และซัปโปโร ได้ถูกระงับการให้บริการแล้ว และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก

    China Trading Desk ประเมินว่า ภายในสิ้นปีนี้ ญี่ปุ่นจะสูญรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท) 

    แต่หากการยกเลิกเที่ยวบินยังดำเนินต่อไปในอัตรานี้จนถึงปี 2569 มูลค่าความเสียหายสะสมอาจพุ่งแตะ 9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3 แสนล้านบาท)

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เยือน ญี่ปุ่น

    สายการบินเร่งปรับแผนลดต้นทุน

    ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ (China Eastern Airlines)  เป็นสายการบินที่มีเที่ยวบินไปญี่ปุ่นมากที่สุดเกือบ 16,000 เที่ยวต่อปี ถือเป็นสายการบินที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    ข้อมูลจาก AeroRoutes ยังเผยให้เห็นถึงการปรับตัวของสายการบินจีน โดยมีการทยอยลดเที่ยวบินรายสัปดาห์แบบฉุกเฉิน และปรับลดขนาดเครื่องบิน (Downgrade) 

    จากเดิมที่ใช้เครื่องใหญ่ขนคนได้เยอะ ก็เปลี่ยนมาใช้เครื่องบินแบบ Single-aisle แทน เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง

    อ้างอิง: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/733985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KRuWGdsZX9FRx4ZBHJ7bS

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำเดือนตุลาคม 2568 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำเดือนตุลาคม 2568 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ

    สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำเดือนตุลาคม 2568

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย

    ————————————————-

    1. สรุปภาพรวมทั่วไปในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

     ด้านเศรษฐกิจ 

    • ธนาคารยูโอบี (สิงคโปร์) คาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของเวียดนามในช่วงปลายปี 2568 จะยังคงสดใส เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 โดยเฉพาะภาคการส่งออกและภาคการผลิตเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญของยูโอบีเชื่อว่ายังคงมีความเสี่ยงอยู่มาก ปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิดกว้าง โดยการส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 83 ของ GDP รองจากสิงคโปร์ในอาเซียนเท่านั้น ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเวียดนาม ธนาคารยูโอบีคาดการณ์การเติบโตในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ไว้ที่ร้อยละ 7.2 แต่ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทั้งปี 2568 เป็นร้อยละ 7.7 จากเดิมที่ร้อยละ 7.5 ส่วนธนาคารเอชเอสบีซีประเมินว่าเวียดนามยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่โดดเด่นในภูมิภาค หลังจากการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 เอชเอสบีซีจึงปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของเวียดนามในปี 2568 เป็นร้อยละ 7.9 ตามที่ HSBC ระบุ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ไม่เพียงแต่ในภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาคบริการและการบริโภคด้วย

    image.png

               ที่มา: Macrobond, UOB Global Economics & Markets Research

    • รัฐบาลได้ออกกฤษฎีกาฉบับที่ 293/2025 เพื่อควบคุมค่าจ้างขั้นต่ำระดับภูมิภาคใหม่สำหรับพนักงานที่ทำงานภายใต้สัญญาจ้าง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 แทนกฤษฎีกาฉบับที่ 74/2024 ส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นระหว่าง 250,000 ถึง 350,000 ด่งต่อเดือน หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับค่าจ้างปัจจุบัน โดยภูมิภาคที่ 1 (กรุงฮานอย นครโฮจิมินห์ นครดานัง นครไฮฟอง และนครเกิ่นเทอ) เพิ่มขึ้น จาก 4.96 ล้านด่ง เป็น 5.31 ล้านด่งต่อเดือน ภูมิภาคที่ 2 เพิ่มขึ้นจาก 4.41 ล้านด่ง เป็น 4.73 ล้านด่งต่อเดือน ภูมิภาคที่ 3 เพิ่มขึ้นจาก 3.86 ล้านด่ง เป็น 4.14 ล้านดอ่งต่อเดือน และภูมิภาคที่ 4 เพิ่มขึ้นจาก 3.45 ล้านด่ง เป็น 3.7 ล้านด่งต่อเดือน ตามกฤษฎีกาดังกล่าว การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละภูมิภาคจะพิจารณาตามพื้นที่ปฏิบัติงานของนายจ้าง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสุดสำหรับการเจรจาต่อรองและจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานที่ทำงานเต็มเวลาและทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ จากการประเมินพบว่าการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละภูมิภาคดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตของพนักงานในภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน นโยบายใหม่ยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมการผูกพันแรงงานระยะยาว และเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ 

    • นาย Bui Thanh Son รองนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในมติเลขที่ 2326/QD-TTg  ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เพื่ออนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามจนถึงปี 2573 โดยมีวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมุ่งสร้างตลาดค้าปลีกที่ทันสมัย และยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการค้าภายในประเทศและพันธกรณีระหว่างประเทศที่เวียดนามเป็นสมาชิก แนวทางการพัฒนาดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มของอีคอมเมิร์ซ เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ดำเนินบทบาทหน้าที่ในการเชื่อมโยงการผลิตกับการบริโภค เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นความต้องการสินค้าเวียดนามในตลาดต่างประเทศ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าสร้างพื้นฐานให้ธุรกิจค้าปลีกมีส่วนร่วมในตลาดค้าปลีกโลกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น  กลยุทธ์ดังกล่าวมุ่งหวังให้ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 11.0-11.5 ต่อปี ภายในปี 2573 ยอดขายอีคอมเมิร์ซจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-20 ต่อปี คิดเป็นร้อยละ 15-20 ของรายได้จากการค้าปลีกและบริการผู้บริโภคทั้งหมดทั่วประเทศ และการเข้าร่วมในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมร้อยละ 40-45 หนึ่งในแนวทางสำคัญของกลยุทธ์ดังกล่าวคือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดค้าปลีก มุ่งเน้นการกระจายธุรกิจค้าปลีกที่หลากหลาย มุ่งสู่การจัดตั้งบริษัทและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในภาคการจัดจำหน่าย รวมถึงผู้ประกอบการที่ลงทุนโดยต่างชาติ ซึ่งผู้ประกอบการเอกชนจะเป็นกำลังสำคัญ ในขณะเดียวกัน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก สหกรณ์พาณิชย์ ครัวเรือนธุรกิจ และบุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในตลาด

    • รัฐบาลได้ออกกฤษฎีกาฉบับที่ 264/2025/ND-CP เพื่อควบคุมกองทุนร่วมลงทุนแห่งชาติและกองทุนร่วมลงทุนท้องถิ่น ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงกรอบกฎหมาย และสร้างรากฐานเพื่อส่งเสริมกิจกรรมร่วมลงทุน ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมในเวียดนาม กฤษฎีกาฉบับใหม่ดังกล่าวกำหนดขอบเขตการจัดตั้ง โครงสร้างองค์กร การดำเนินงาน นโยบายการบริหารจัดการ การใช้เงินทุน และอัตราส่วนเงินทุนจากงบประมาณแผ่นดินของกองทุนร่วมลงทุนอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังระบุหลักการกำกับดูแล สิทธิและหน้าที่ขององค์กรและบุคคลที่เข้าร่วมอย่างชัดเจน ตามบทบัญญัติของมาตรา 40 แห่งกฎหมายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หัวข้อที่บังคับใช้ประกอบด้วยกองทุนร่วมลงทุนแห่งชาติ กองทุนร่วมลงทุนท้องถิ่น นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงาน องค์กร และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและกำกับดูแลกองทุน กฤษฎีกาฉบับที่ 264/2025/ND-CP นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนานโยบายทางกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนร่วมทุนในเวียดนาม ซึ่งจะช่วยดึงดูดแหล่งเงินทุนทางสังคม ส่งเสริมนวัตกรรม สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพเติบโตสูง และสร้างแรงผลักดันใหม่ให้กับเศรษฐกิจ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้สถาบันการเงิน กองทุนรวม ธุรกิจ และนักลงทุนรายย่อยทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ กฤษฎีกาฉบับที่ 264/2025/NĐ-CP กำหนดให้กองทุนร่วมลงทุนแห่งชาติมีทุนเริ่มต้นอย่างน้อย 500,000 ล้านด่ง และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านด่งภายใน 5 ปี เพื่อสนับสนุน ธุรกิจสตาร์ทอัพและโครงการเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง

    • เวียดนามประกาศกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ มกราคม 2569 ตามกฎหมายใหม่ เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และมีความสูงไม่เกิน 1.35 เมตร ต้องใช้อุปกรณ์นิรภัยที่เหมาะสม  หากผู้ขับรถให้เด็กนั่งเบาะแถวเดียวกับคนขับ (ยกเว้นรถที่มีเบาะแค่แถวเดียว) หรือไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยสำหรับเด็กตามข้อกำหนด จะมีโทษปรับตั้งแต่ 800,000 ด่ง ถึง 1,000,000 ด่ง  หลังมีข้อมูลเรื่องกฎบังคับใช้ ร้านค้าจำนวนมากเริ่มมองหาแหล่งนำเข้าสินค้าเพื่อเตรียมจำหน่าย ก่อนหน้านี้มีเพียงไม่กี่ร้านที่นำเข้าเบาะนั่งเด็ก เพราะยอดขายไม่ดี แต่ตอนนี้ความต้องการเริ่มชัดเจนขึ้น โดยไม่เพียงแค่ร้านอุปกรณ์รถยนต์ ร้านขายของใช้เด็กหลายแห่งเริ่มนำเข้าสินค้าประเภทนี้มาทดลองขายเช่นกัน ตามข้อมูลจากคณะกรรมการความปลอดภัยการจราจรแห่งชาติ อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็กในรถยนต์แบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ 1เปลเด็กใช้สำหรับทารกอายุน้อยกว่า ปี 2) เบาะนั่งสำหรับเด็กเล็ก สำหรับเด็กอายุ 2ปี 3) เบาะนั่งเสริม (Booster Seat) สำหรับเด็กอายุ 6ปี      4เบาะรองนั่งเสริม (Booster Cushion)  สำหรับเด็กอายุ 810 ปี โดยทั่วไป เด็กอายุ 2ปี ใช้เบาะนั่งสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นประเภทที่พบมากที่สุด เมื่ออายุ 6–8 ปี สามารถเปลี่ยนไปใช้เบาะนั่งเสริม และเมื่ออายุ 810 ปี เมื่อรูปร่างสูงขึ้น สามารถใช้เบาะรองนั่งเสริมได้

    • สำนักงานสถิติเวียดนาม ระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 วิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นใหม่มีจำนวนประมาณ 162,935 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7 โดยมีทุนจดทะเบียน 1,592 ล้านล้านด่ง (1,952,885 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น       ร้อยละ 21.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นในภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมง จำนวน 1,534 ราย (+11.7%) ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง 32,60ราย (+16%) และภาคบริการ 124,800ราย (+21%)วิสาหกิจ 58,430 รายในเวียดนามลงทะเบียนหยุดดำเนินการ (8.3%)

       
     

    image.png

                              ที่มาhttps://www.gso.gov.vn/

            • ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI)  ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 จากเดือนก่อน เนื่องจากราคาสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของพายุที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือในช่วงเดือนตุลาคม 2568 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กลุ่มสินค้าและบริการที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารและบริการจัดเลี้ยง (+0.59%) กลุ่มด้านการศึกษา (+0.51%) เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในบ้าน   (+0.2%) กลุ่มเสื้อผ้า หมวก และรองเท้า (+0.18%) เครื่องดื่มและบุหรี่ (+0.12%) กลุ่มวัฒนธรรม บันเทิง และ         การท่องเที่ยว (+0.06%) และยาและบริการทางการแพทย์ (+0.04%) และกลุ่มไปรษณีย์และโทรคมนาคม (+0.03%) ส่วนกลุ่มสินค้าและบริการที่มีราคาลดลง ได้แก่ กลุ่มคมนาคมและการขนส่ง (+0.81%) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 CPI เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.27 อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 

               • ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IIP) ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 IIP เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.โดยอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.การผลิตและการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 การจัดการและบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ลดลงร้อยละ 0.1

       
      image.png

                                        ที่มาhttps://www.gso.gov.vn/       

               · ในเดือนตุลาคม 2568 ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 โดยรายได้จากการขายปลีกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 รายได้จากที่พักและบริการรับประทานอาหารนอกบ้าน (+14.6%) บริการการท่องเที่ยว     (+19.8%) และบริการอื่นๆ (+11.8%) 

       
      image.png

                                     ที่มาhttps://www.gso.gov.vn/

                 ตาราง 1 เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเวียดนามในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ

    อัตราการเติบโต (%)

    – ดัชนีราคาผู้บริโภค

    3.27

    – ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม

    9.2

    – ยอดค้าปลีกของสินค้าและบริการ

    9.3

    – อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน

    3.2

    – มูลค่าการส่งออก

    16.2

    – มูลค่าการนำเข้า

    18.6

             ที่มาhttps://www.gso.gov.vn/

    ด้านการลงทุน

    • การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 รวม 3,321 โครงการใหม่ (-7.6%)      ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 14,072  ล้านเหรียญสหรัฐฯ (21.1%) เงินทุนจดทะเบียนรวมทั้งโครงการลงทุนใหม่ โครงการ     ที่ปรับเพิ่มเงินทุน และซื้อหุ้นในธุรกิจเวียดนามรวม 31,520 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+15.6%) โครงการลงทุนจากต่างชาติมีการเบิกจ่ายเงินทุนประมาณ 21,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.8%) ซึ่งสูงที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศที่มีเงินทุนจดทะเบียนใหม่มากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ จีน และฮ่องกง ในส่วนเงินทุนจดทะเบียนใหม่และเงินทุน         จดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 9 รองจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย ไต้หวัน     และสวีเดน

    • ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 จังหวัดที่มีการลงทุนจากต่างชาติมากที่สุด ได้แก่ Bac Ninh, Ha Noi, Ho Chi Minh, Dong Nai และ Hai Phong 

    • ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 นักลงทุนต่างชาติลงทุนในหลายภาคธุรกิจโดยภาคการผลิตและแปรรูป  มีมูลค่า 17,680 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 83 รองลงมาคือธุรกิจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม  การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ก๊าซ น้ำร้อน ไอน้ำ และเครื่องปรับอากาศ     

       ตารางการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 จำแนกตามรายประเทศ

                                                                                                                   หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ลำดับที่

    ประเทศ

    จำนวนโครงการ

    ใหม่

    เงินทุนจดทะเบียน

    ใหม่

    เงินทุนจดทะเบียน

    ที่เพิ่มขึ้น

    รวม

    1

    สิงคโปร์

    441

    3,764

    2,068

    5,832.2

    2

    เกาหลีใต้

    376

    627.0

    3038.8

    3,665.8

    3

    จีน

    1,008

    3,214.5

    410.6

    3,625.1

    4

    ญี่ปุ่น

    246

    1,167.3

    1450.1

    2,617.4

    5

    ฮ่องกง

    396

    1,378.6

    1101.2

    2,479.9

    6

    มาเลเซีย

    33

    236.1

    1599.2

    1,835.3

    7

    ไต้หวัน

    154

    901.2

    412.2

    1,313.4

    8

    สวีเดน

    4

    1,000.3

    20.2

    1,020.5

    9

    ไทย

    31

    87.6

    519.4

    607.1

    10

    หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน

    28

    327.0

    236.5

    563.5

    อื่นๆ

    604

    1,369.0

    1,249.4

    2,618.4

    รวม

    3,321

    14,072

    12,105

    26,178.5

         ที่มา: กรมการลงทุนจากต่างชาติ      

              · ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การลงทุนจากประเทศไทยมี 31 โครงการใหม่ ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 87.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีการปรับเพิ่มเงินทุน 519.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 9 โดยมีประมาณ 809 โครงการ ด้วยมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนรวม 15,954 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ลงทุนด้านอุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูป ภาคการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น นักลงทุนไทยรายใหญ่ที่ลงทุนในเวียดนาม เช่น SCG Group, CP Vietnam, TCC Group, Central Group, WHA Corporation, Hemaraj, ThaiBev, Amata, B.Grimm Power, Super Energy Corporation, Stark Coporation, Gunkul Engineering, Gulf Energy Development,  J.S.T Vietnam เป็นต้น

    2. การค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568

      ในเดือนตุลาคม 2568 เวียดนามเกินดุลการค้า 2,604 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการค้า 81,494 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 1.2 จากเดือนก่อน โดยแบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออก 42,049 ล้านเหรียญสหรัฐฯ       (-1.5%) และการนำเข้า 39,445 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-1%) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การค้าระหว่างประเทศของเวียดนามมีมูลค่า 762,439 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+17.4%) แบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออก 390,997 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+16.2%) และการนำเข้า 371,442 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+18.6%)

    ตาราง 7 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568                                                                                                                                        หน่วยล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ปี 2567

    (ม.ค -ธ.ค)

    อัตราการเติบโต ปี 2567         

    (%)

    ม.ค – ต.ค  2567

    ม.ค –  ต.ค  2568

    อัตราการเติบโต (ม.ค – ต.ค 2568)

       (%)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ

     + มูลค่าการส่งออก

     + มูลค่าการนำเข้า

    786,294

    405,531

    380,763

    15.3

    14.3

    16.7

    634,453

    329,451

    305,001

    762,440

    390,997

    371,442

    17.4

    16.2

    18.6

     ที่มา: กรมศุลกากรเวียดนาม

    • ตลาดส่งออกหลักของเวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ได้แก่ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำเข้าสินค้าเวียดนามรายใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่า 126,166 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+27.8%) ตามด้วยจีน มูลค่า 56,983 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+14.1%) เกาหลีใต้ 23,838 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+12.4%) ญี่ปุ่น 22,034 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.9%) และฮ่องกง 14,328 (+39.4%) เป็นต้น

    • ตลาดนำเข้าหลักของเวียดนาม ได้แก่ จีน มูลค่า 150,903 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+28.4%) รองมาเป็นเกาหลีใต้  49,361 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+6.6%) ไต้หวัน 27,106 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+45.2%) ญี่ปุ่น 20,433 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+14.4%) และสหรัฐฯ 15,232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+24.5%) 

    • สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบมีมูลค่า 87,294 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+47.9%) โทรศัพท์และส่วนประกอบมีมูลค่า 48,668 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+4.7%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 48,407 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+12.2%)  สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีมูลค่า 32,931 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.6%) และรองเท้า 19,826 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+6.6%)  

    • สินค้านำเข้าหลักๆ ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบมีมูลค่า 123,147 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+39.1%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 49,552 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+24.5%) ผ้าทุกชนิด 12,505 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+1.7%) วัตถุดิบพลาสติก 10,377 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.8%) และโทรศัพท์และส่วนประกอบมีมูลค่า 9,402 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+11.1%)

    3. การค้าระหว่างไทย – เวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 

            การค้าระหว่างไทย – เวียดนามในเดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่า 1,964 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 จากเดือนก่อน โดยแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกไปเวียดนาม  1,212 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+1.7%) และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม 751 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+0.8%) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การค้าระหว่าง           ไทย – เวียดนาม มีมูลค่า 17,994 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.4%) โดยการส่งออกไปเวียดนามมีมูลค่า 10,898 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.0%)  และการนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมีมูลค่า 7,095 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+9.1%)  

              ตาราง 8 มูลค่าการค้าระหว่างไทย  เวียดนามในช่วง 10 เดือนของปี 2568      

                                                                                                                  หน่วยล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ปี 2567

    (ม.ค -ธ.ค)

    อัตราการเติบโต ปี 2567         

       (%)

    ม.ค- ต.ค  2567

    ม.ค- ต.ค  2568

    อัตราการเติบโต (ม.ค- ต.ค 2568)

       (%)

     – มูลค่าการค้า

      มูลค่าการส่งออกไปเวียดนาม

      มูลค่าการนำเข้าจากเวียดนาม

    20,230
    12,447

    7,783

    6.6

    5.6

            8.3

    16,595

    10,094 6,501

    17,994

    10,898

    7,095

    8.4

    7.9

    9.1

    สินค้าที่เวียดนามนำเข้าจากไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568  เรียงลำดับตามสัดส่วนการนำเข้า ดังนี้

                     ตาราง 9 สินค้าหลักที่เวียดนามนำเข้าจากไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568

                                                                                                                  หน่วยล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ลำดับที่

    สินค้า

    ปี 2567

    (ม.ค -ธ.ค)

    อัตราการเติบโต         ปี 2567         

    (%)

    ม.ค- ต.ค  2567

    ม.ค- ต.ค  2568

    อัตราการเติบโต (ม.ค- ต.ค 2568)

       (%)

    1

    ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ

    1,320

    -22.7

    1,020.7

    1,536.4

    50.5

    2

    รถยนต์ทุกชนิด

    1,241

    8.4

    1,058.5

    1,130.9

    6.8

    3

    เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

    800

    22.1

    690.4

    739.6

    7.1

    4

    เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและส่วนประกอบ

    643

    -25.0

    828.6

    898.6

    8.4

    5

    ส่วนประกอบและชิ้นส่วนยานยนต์

    712

    13.4

    562.8

    633.7

    12.6

    6

    วัตถุดิบพลาสติก

    691

    -1.7

    563.3

    573.8

    1.9

    7

    ผลิตภัณฑ์สารเคมี

    379

    -6.0

    309.4

    315.5

    2.0

    8

    สารเคมี

    382

    6.1

    323.0

    314.8

    -2.5

    9

    วัตถุดิบสิ่งทอ เครื่องหนัง

    325

    19.9

    262.9

    270.9

    3.0

    10

    น้ำมันทุกประเภท

    1,014

    11.7

    469.1

    214.0

    -54.4

     

    อื่นๆ

    4,940

    4,005.3

    4,269.8

    6.6

    รวม

    12,447

    5.6

    10,094

    10,898

    7.9

    สินค้าที่เวียดนามส่งออกไปไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568  เรียงลำดับตามสัดส่วนการส่งออก ดังนี้

                    ตาราง 10 สินค้าหลักที่เวียดนามส่งออกไปไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568

                                                                                                                  หน่วยล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ลำดับที่

    สินค้า

    ปี 2567

    (ม.ค -ธ.ค)

    อัตราการเติบโต ปี 2567         

       (%)

    ม.ค- ต.ค  2567

    ม.ค- ต.ค  2568

    อัตราการเติบโต (ม.ค- ต.ค 2568)

       (%)

    1

    ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

    580

    -19.0

    650.3

    1,331.3

    104.7

    2

    เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

    1,047

    13.2

    860.9

    979.0

    13.7

    3

    โทรศัพท์และส่วนประกอบ

    785

    -23.0

    707.7

    675.9

    -4.5

    4

    ยานยนต์และชิ้นส่วน

    688

    -7.5

    486.8

    551.1

    13.2

    5

    น้ำมันดิบ

    886

    48.4

    623.6

    387.6

    -37.8

    6

    กาแฟ

    170

    51.7

    142.3

    277.8

    95.3

    7

    สัตว์น้ำสด แช่แข็ง แช่เย็น

    แปรรูป และ กึ่งแปรรูป

    377

    117.9

    205.5

    249.2

    21.3

    8

    สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

    278

    120.6

    238.1

    234.3

    -1.6

    9

    เหล็ก เหล็กกล้า

    289

    24.0

    126.5

    196.9

    55.6

    10

    ผลิตภัณฑ์สารเคมี

    259

    -0.4

    339.2

    110.5

    -67.4

     

    อื่นๆ

    2,445

    2,120

    2,101

    -0.9

    รวม

    7,783

    8.3

    6,501

    7,095

    9.1

    ที่มากรมศุลกากรเวียดนาม

    4ความเห็น สคต.         

              เวียดนามยังคงรักษาแนวโน้มการเติบโตที่เป็นบวก โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและ         การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการผลิต ธนาคาร HSB ระบุว่า เวียดนามมีความโดดเด่นจากความสมดุลระหว่างสามเสาหลัก ได้แก่ การผลิต บริการ และการลงทุน รวมทั้งนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมราคา และส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งช่วยรักษาอัตราการเติบโตที่สูงไว้ได้ นอกจากนี้ เวียดนามดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในด้านอิเล็กทรอนิกส์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เปิดโอกาสให้เวียดนามได้ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก ธนาคาร Techcombank (เวียดนาม) คาดการณ์ว่า ปี 2568 อัตราแลกเปลี่ยน USD/VND จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 การเติบโตของสินเชื่อจะอยู่ที่ที่ร้อยละ 16 นโยบายการคลังยังคง   ผ่อนคลาย และการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ร้อยละ 3.6 คาดการณ์ว่า GDP ของเวียดนามในปี 2568 จะเติบโตเป็นบวกที่ร้อยละ 7.9 ซึ่งจะยังคงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งเสริมการส่งออกไปยังเวียดนาม โดยเฉพาะในช่วงเดือนสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่สากลและปีใหม่เวียดนาม ที่ความต้องการบริโภคภายในประเทศจะเพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการวัตถุดิบนำเข้าเพื่อผลิตและส่งออกก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

                                                                                                  พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z1sbgbt1k8428sumcwfmf58n&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10fblffTDFrVbyANL58P31

  • รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์บรรยายพิเศษที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

    รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์บรรยายพิเศษที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

    คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทยจัดการบรรยายพิเศษหัวข้อ “The School of The Future and Its Success Factors” (โรงเรียนแห่งอนาคตและปัจจัยสู่ความสำเร็จ) เมื่อวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ชั้น 3 อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ ตลอดจนแนวทางความร่วมมือในการยกระดับระบบการศึกษาไทยสู่อนาคต โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย รศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมต้อนรับ

    การบรรยายพิเศษในครั้งนี้เริ่มจาก ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับ จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษหัวข้อ “The School of The Future and Its Success Factors” (โรงเรียนแห่งอนาคตและปัจจัยสู่ความสำเร็จ) โดย Mr. Anders Adlercreutz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐฟินแลนด์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างและพัฒนาระบบการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก

    ในงาน มีการเสวนาในหัวข้อ “The Future of Schooling: Shared Pathways to Success” (อนาคตของการศึกษาในโรงเรียน : เส้นทางสู่ความสำเร็จร่วมกัน) โดย Mr. Anders Adlercreutz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐฟินแลนด์ รศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และ ดร.ศิริพรรณ ชุมนุม นายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา กรุงเทพมหานคร ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ด้านต่างประเทศ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนานาชาติในเรื่องอนาคตของโรงเรียน เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างอนาคตทางการศึกษาสำหรับนักเรียน

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า หัวข้อการบรรยายพิเศษครั้งนี้มีความสำคัญและทันต่อสถานการณ์อย่างยิ่ง ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สังคมมีความคาดหวังที่หลากหลาย เยาวชนของเรากำลังก้าวสู่โลกอนาคตที่ซับซ้อน ประสบการณ์ของประเทศฟินแลนด์จึงเป็นบทเรียนอันมีคุณค่า เป็นโอกาสในการเรียนรู้จากหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านการปฏิรูปการศึกษาและนวัตกรรมเพื่ออนาคต แนวคิดสำคัญจากการบรรยายครั้งนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเป้าหมายด้านการศึกษาของประเทศไทย ได้แก่ ความเสมอภาคและสวัสดิภาพของผู้เรียน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่ดีที่สุด การยกระดับวิชาชีพของครู ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบโรงเรียนที่เข้มแข็งและยั่งยืน การรู้เท่าทันสื่อและเครื่องมือดิจิทัลในชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนก้าวทันโลกดิจิทัลด้วยทักษะคิดวิเคราะห์และความรับผิดชอบ และนโยบายการศึกษา หลักการเหล่านี้ยังสอดคล้องกับพันธกิจของจุฬาฯ ในการสร้างสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง รวมทั้งสะท้อนคุณค่าแห่งมิตรภาพและความร่วมมือในด้านการศึกษาอันยาวนานระหว่างฟินแลนด์และประเทศไทย

    ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม รองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กำกับดูแลภารกิจวิรัชกิจและกิจการพิเศษ เปิดเผยว่า การศึกษาของฟินแลนด์ถูกมองว่ามีคุณภาพการศึกษาและมีคุณภาพของคนที่สูงมาก Mr. Anders Adlercreutz ได้เล่าถึงอดีตและปัจจุบันทางด้านการศึกษาในโรงเรียนของฟินแลนด์ เช่น การที่นักเรียนใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนมีส่วนรบกวนการเรียนรู้อย่างไร การบรรยายครั้งนี้ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะผู้นำทางการศึกษาที่ผลิตครู อาจารย์ในอนาคตได้รับฟังบทเรียนจากประเทศฟินแลนด์ทำให้ได้เรียนรู้ว่าห้องเรียนของเรามีความแตกต่างในมุมใด เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าสิ่งใดที่ทำแล้วเกิดประโยชน์
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐฟินแลนด์กล่าวย้ำถึง Human Skill เช่น Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจคนอื่น ซึ่งประเทศฟินแลนด์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก สิ่งที่เรียนรู้จากการจัดการศึกษาของประเทศฟินแลนด์คือการที่ครูสามารถใช้ความรู้ความสามารถในการจัดการชั้นเรียนได้เอง ดังนั้นหากจัดการสิ่งเหล่านี้ได้เราอาจเห็นการศึกษาไทยในอนาคตที่ครูมีโอกาสเติบโต เรียนรู้กับเด็ก และท้าทายตัวเองในการเป็นครูที่ดีกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/273601/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BUUeKthoEOL-NW4gv8T2L

  • เก็บตกจากงาน “GovernorConnect”… การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็ก ควบคู่ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เก็บตกจากงาน “GovernorConnect”… การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็ก ควบคู่ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    อโรคยา ปรมา ลาภา การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐฉันท์ใด การไม่มีหนี้ ก็เป็นลาภอันประเสริฐ ฉันท์นั้นค่ะ หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่หนักใจของทุกฝ่ายนะคะ ไม่เฉพาะลูกหนี้ที่กังวล แต่ยังรวมถึงภาครัฐที่พยายามแก้ปัญหา ด้านแบงก์ชาติเอง ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบปูพรมในช่วงโควิด แล้วปรับเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด เพื่อการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ทั้ง “Responsible Lending” และ โครงการ “คุณสู้เราช่วย” ซึ่งเพิ่งครบกำหนดลงทะเบียนเมื่อ 30 ก.ย.68 สรุปแล้วมีลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการ “คุณสู้เราช่วย” รวม 9.4 แสนราย ครอบคลุมยอดหนี้ 6.2 แสนล้านบาท 

    rn

     

    rn

    ล่าสุด เมื่อ 11 พ.ย. 68 มีการเปิดตัวโครงการใหม่ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ คือ โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของกระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และ ภาคสถาบันการเงิน (สง.) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และมีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยเป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้มีแรงจูงใจที่ผิด จนเสียวินัยทางการเงิน (moral hazard) รวมทั้งมีแนวทางจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้และรักษาวินัยในการชำระหนี้นะคะ 

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    อโรคยา ปรมา ลาภา การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐฉันท์ใด การไม่มีหนี้ ก็เป็นลาภอันประเสริฐ ฉันท์นั้นค่ะ หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่หนักใจของทุกฝ่ายนะคะ ไม่เฉพาะลูกหนี้ที่กังวล แต่ยังรวมถึงภาครัฐที่พยายามแก้ปัญหา ด้านแบงก์ชาติเอง ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบปูพรมในช่วงโควิด แล้วปรับเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด เพื่อการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ทั้ง “Responsible Lending” และ โครงการ “คุณสู้เราช่วย” ซึ่งเพิ่งครบกำหนดลงทะเบียนเมื่อ 30 ก.ย.68 สรุปแล้วมีลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการ “คุณสู้เราช่วย” รวม 9.4 แสนราย ครอบคลุมยอดหนี้ 6.2 แสนล้านบาท 

    ล่าสุด เมื่อ 11 พ.ย. 68 มีการเปิดตัวโครงการใหม่ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ คือ โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของกระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และ ภาคสถาบันการเงิน (สง.) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และมีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยเป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้มีแรงจูงใจที่ผิด จนเสียวินัยทางการเงิน (moral hazard) รวมทั้งมีแนวทางจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้และรักษาวินัยในการชำระหนี้นะคะ 

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้กล่าวถึงโครงการนี้ว่า ถือเป็นหนึ่งใน target policy เพิ่มเติมจากนโยบายการเงินที่ช่วยดูแลภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งแบงก์ชาติพยายามเข้าใกล้ปัญหาเพื่อแก้ไขอย่างตรงจุดและจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และในที่สุดสามารถสนับสนุนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ โครงการนี้ นอกจากช่วยเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยคนด้วย สอดคล้องกับแนวนโยบายของแบงก์ชาติที่ดูทั้งภาพใหญ่ และใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นด้วย

    rn

     

    rn

    สำหรับกลุ่มเป้าหมายโครงการ เน้นช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL ทุกประเภทสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (รวมถึงติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน แต่ไม่รวมสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มี บสย. ค้ำประกัน) กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่ง (ที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร หรือ NCB และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB)  รวมกันไม่เกิน 1 แสนบาท ต่อราย และใช้ตัวเลข ณ 30 ก.ย. 68 เพื่อป้องกัน moral hazard โดยมีจำนวนรวม 4.7 ล้านบัญชี หรือ 60% ของจำนวนลูกหนี้ NPL จึงถือว่าช่วยคนได้มาก และ สร้าง impact ได้

    rn

     

    rn

    ในระยะแรก โครงการนี้จะเน้นลูกหนี้ของ ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) และ non-bank บริษัทลูกของ ธพ. รวมแล้ว 1.6 ล้านบัญชี คิดเป็นจำนวนลูกหนี้ 1.2 ล้านราย รวมภาระหนี้เกือบ 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินกองกลางของ สง. จากการลด FIDF fee 0.23% ในปี 2568 โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น โดยแบงก์ชาติจะปรับยุทธศาสตร์ให้ SAM เป็น social AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม) ที่เน้นช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าวิทัยฯ ยังกล่าวถึงข้อดีอีกอย่างของโครงการ คือ ประวัติชำระหนี้ของลูกหนี้ใน NCB จะถูกปรับให้ดีขึ้น เมื่อลูกหนี้ผ่อนหนี้ได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เร็วขึ้น

    rn

    โครงการนี้มีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย คือ

    rn

    1. มาตรการ “จ่ายปิดจบ” ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี

    rn

    2. มาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด” ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดกับ SAM โดยมีระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละราย จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ) ลูกหนี้จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างที่เข้าร่วมโครงการ หากปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

    rn

     

    rn

    ในกลุ่มลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับความช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีกราว 3.3 แสนบัญชี ซึ่งกระทรวงการคลังจะดำเนินการภายใต้หลักการและแนวทางช่วยเหลือที่สอดคล้องกัน รวมทั้งสิ้นโครงการจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้มากถึง 1.9 ล้านบัญชี

    rn”}}” id=”text-6560b95c72″>

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้กล่าวถึงโครงการนี้ว่า ถือเป็นหนึ่งใน target policy เพิ่มเติมจากนโยบายการเงินที่ช่วยดูแลภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งแบงก์ชาติพยายามเข้าใกล้ปัญหาเพื่อแก้ไขอย่างตรงจุดและจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และในที่สุดสามารถสนับสนุนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ โครงการนี้ นอกจากช่วยเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยคนด้วย สอดคล้องกับแนวนโยบายของแบงก์ชาติที่ดูทั้งภาพใหญ่ และใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นด้วย

    สำหรับกลุ่มเป้าหมายโครงการ เน้นช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL ทุกประเภทสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (รวมถึงติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน แต่ไม่รวมสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มี บสย. ค้ำประกัน) กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่ง (ที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร หรือ NCB และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB)  รวมกันไม่เกิน 1 แสนบาท ต่อราย และใช้ตัวเลข ณ 30 ก.ย. 68 เพื่อป้องกัน moral hazard โดยมีจำนวนรวม 4.7 ล้านบัญชี หรือ 60% ของจำนวนลูกหนี้ NPL จึงถือว่าช่วยคนได้มาก และ สร้าง impact ได้

    ในระยะแรก โครงการนี้จะเน้นลูกหนี้ของ ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) และ non-bank บริษัทลูกของ ธพ. รวมแล้ว 1.6 ล้านบัญชี คิดเป็นจำนวนลูกหนี้ 1.2 ล้านราย รวมภาระหนี้เกือบ 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินกองกลางของ สง. จากการลด FIDF fee 0.23% ในปี 2568 โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น โดยแบงก์ชาติจะปรับยุทธศาสตร์ให้ SAM เป็น social AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม) ที่เน้นช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร

    ผู้ว่าวิทัยฯ ยังกล่าวถึงข้อดีอีกอย่างของโครงการ คือ ประวัติชำระหนี้ของลูกหนี้ใน NCB จะถูกปรับให้ดีขึ้น เมื่อลูกหนี้ผ่อนหนี้ได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เร็วขึ้น

    โครงการนี้มีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย คือ

    1. มาตรการ “จ่ายปิดจบ” ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี

    2. มาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด” ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดกับ SAM โดยมีระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละราย จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ) ลูกหนี้จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างที่เข้าร่วมโครงการ หากปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

    ในกลุ่มลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับความช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีกราว 3.3 แสนบัญชี ซึ่งกระทรวงการคลังจะดำเนินการภายใต้หลักการและแนวทางช่วยเหลือที่สอดคล้องกัน รวมทั้งสิ้นโครงการจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้มากถึง 1.9 ล้านบัญชี

    ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง กล่าวถึงการดำเนินโครงการนี้ ว่าไม่ได้เป็นเพียงการโอนหนี้จาก สง. ไปที่ AMC แต่เป็นการช่วยชุบชีวิตลูกหนี้ รอดพ้นจากการติดกับดักหนี้ต่อลมหายใจให้กับลูกหนี้ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มเติม ช่วยเหลือครอบครัวของลูกหนี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและช่วยยกระดับการขยายตัวเศรษฐกิจในอนาคต ขณะที่คุณชาติศิริ โสภณพนิช ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ให้ความเห็นว่า เป็นตัวอย่างที่ดีของการรวมพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างกลไกแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ไม่สร้างภาระต่อระบบการเงิน และที่สำคัญ ไม่ก่อให้เกิด moral hazard ต่อระบบ ในระยะยาว

    rn

     

    rn

    สรุปประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับ จากการเข้าร่วมโครงการ คือ (1) ลดภาระหนี้ และ เงื่อนไขผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จะช่วยให้ลูกหนี้เสียกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น (2) ประวัติชำระหนี้ใน NCB ปรับดีขึ้น และ (3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น

    rn

     

    rn

    โครงการนี้จะเริ่มช่วงต้นปีหน้านะคะ โดยลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขโครงการ คือ เป็นบุคคลธรรมดา ที่มีสถานะหนี้ ณ 30 ก.ย.68 เป็น NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงินและทุกประเภทสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ไม่เกิน 1 แสนบาท ทุกรายจะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่ 1 ม.ค.69 โดยเจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไป SAM รวมทั้งลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือ คนที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

    rn

     

    rn

    ลูกหนี้ของ ธพ. และบริษัทในกลุ่มของ ธพ. ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ สามารถติดต่อ SAM
    rn (call center 1443 หรือ www.sam.or.th) หรือ สง. เจ้าหนี้เดิม หรือ BOT contact center 1213 ได้ ตั้งแต่ 5 ม.ค. 69 เป็นต้นไป ค่ะ 

    rn”}}” id=”text-887e669cf3″>

    ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง กล่าวถึงการดำเนินโครงการนี้ ว่าไม่ได้เป็นเพียงการโอนหนี้จาก สง. ไปที่ AMC แต่เป็นการช่วยชุบชีวิตลูกหนี้ รอดพ้นจากการติดกับดักหนี้ต่อลมหายใจให้กับลูกหนี้ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มเติม ช่วยเหลือครอบครัวของลูกหนี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและช่วยยกระดับการขยายตัวเศรษฐกิจในอนาคต ขณะที่คุณชาติศิริ โสภณพนิช ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ให้ความเห็นว่า เป็นตัวอย่างที่ดีของการรวมพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างกลไกแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ไม่สร้างภาระต่อระบบการเงิน และที่สำคัญ ไม่ก่อให้เกิด moral hazard ต่อระบบ ในระยะยาว

    สรุปประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับ จากการเข้าร่วมโครงการ คือ (1) ลดภาระหนี้ และ เงื่อนไขผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จะช่วยให้ลูกหนี้เสียกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น (2) ประวัติชำระหนี้ใน NCB ปรับดีขึ้น และ (3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น

    โครงการนี้จะเริ่มช่วงต้นปีหน้านะคะ โดยลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขโครงการ คือ เป็นบุคคลธรรมดา ที่มีสถานะหนี้ ณ 30 ก.ย.68 เป็น NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงินและทุกประเภทสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ไม่เกิน 1 แสนบาท ทุกรายจะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่ 1 ม.ค.69 โดยเจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไป SAM รวมทั้งลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือ คนที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

    ลูกหนี้ของ ธพ. และบริษัทในกลุ่มของ ธพ. ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ สามารถติดต่อ SAM
    (call center 1443 หรือ www.sam.or.th) หรือ สง. เจ้าหนี้เดิม หรือ BOT contact center 1213 ได้ ตั้งแต่ 5 ม.ค. 69 เป็นต้นไป ค่ะ 

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20251125.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gb2Pd1q4gLHlLgoh5AWHD

  • เปิด 5 สายอาชีพตกงานยากพร้อมรับมือภาษีทรัมป์-สูงวัย-เอไอกดดันโครงสร้าง‘การจ้างงาน’

    เปิด 5 สายอาชีพตกงานยากพร้อมรับมือภาษีทรัมป์-สูงวัย-เอไอกดดันโครงสร้าง‘การจ้างงาน’

    ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในไตรมาสสาม ปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน ลดลง 0.5 % จากช่วงเดียวกันของปี 2567

    การจ้างงานในภาคเกษตรกรรมหดตัว 2.9% จากสถานการณ์อุทกภัย ขณะที่สาขานอกภาคเกษตรขยายตัว0.6% โดยเฉพาะสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัว 4.9% รองลงมาเป็นสาขาการผลิต ขยายตัว 2.6% และสาขาการค้าส่งและค้าปลีกขยายตัว 1.5% ส่วนสาขาโรงแรมและภัตตาคาร  ลดลง 0.7% และสาขาการก่อสร้างลดลง 5.4%

    จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ชี้ว่า สถานการณ์การจ้างงานของประเทศไทยยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่ภาพรวมสถานการณ์ของภูมิภาคและทิศทางการจ้างงาน ถือได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ 

    รายงาน WORLD BANK EAST ASIA AND THE PACIFIC ECONOMIC UPDATE OCTOBER 2025 JOBS หรือ สถานการณ์การจ้างงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (EAP) ระบุถึง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การค้า และประชากรศาสตร์กำลังท้าทายรูปแบบดั้งเดิมของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกและใช้แรงงานเข้มข้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (EAP) 

    ปัจจัยทำโครงสร้างจ้างงานเปลี่ยน

    ขณะที่การแพร่กระจายของหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลกำลังเพิ่มผลผลิตและสร้างงานใหม่ๆ แต่ในทางกลับกันการทำงานในหลายๆตำแหน่งก็ถูดแทนทีด้วยเทคโนโลยีเช่นกัน 

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยแห่งยุคสมัยที่ว่าด้วย อุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อรูปแบบการค้าของประเทศต่างๆ และส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานในที่สุดด้วย

    ส่วนปัจจัยแนวโน้มทางประชากรศาสตร์รายงานพบว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น กรณีประชากรสูงอายุในจีนและมาเลเซีย  หรือ กรณีประชากรวัยหนุ่มสาวในอินโดนีเซียและกัมพูชา ซึ่งต่างก็กำลังกำหนดโครงสร้างแรงงาน และการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน ต่อตลาดแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วย

     ทั้งนี้ รายงานระบุถึงสถานะการจ้างงานไว้ว่า สักส่วนคนที่กำลังมองหางานทำ และ อัตราจ้างงานของภูมิภาคนี้ ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงกว่าในภูมิภาคอื่นๆ  แต่พบปัญหาความไม่สมดุลด้านแรงงาน เช่น กรณีคนหนุ่มสาวในประเทศจีน อินโดนีเซีย และ บางประเทศ ประสบปัญหาการหางาน  หรือแม้แต่ในกลุ่มผู้หญิงที่มีส่วนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยกว่า เมื่อเทียบกับภูมิภาคกำลังพัฒนาอื่นๆ

    วัยทำงานในไทย-เวียดนามลดหนัก

         “ประชากรวัยทำงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยรวมกำลังลดลง และคาดว่าจะลดลง 200 ล้านคนระหว่างปี 2568 ถึง 2593 อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างภายในภูมิภาคนี้อย่างมากโดย จีน เวียดนาม และไทยกำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ ขณะที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และกัมพูชากำลังเผชิญกับจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวที่เพิ่มมากขึ้น”

    จากความแตกต่างด้านโครงสร้างแรงงานที่มีนัยสำคัญกำลัง กดดันให้รูปแบบการจ้างงานในภาคส่วนต่างๆเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1990 ที่การจ้างงานได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีผลตอบแทนมากกว่า อันเป็นผลมาจากความสำเร็จของภาคการผลิตที่เน้นการส่งออกและใช้แรงงานเข้มข้น 

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้เริ่มชะลอตัวลงในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 ที่ผ่านมา การจ้างงานส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่ภาคบริการที่มีผลิตภาพต่ำ (มักเป็นภาคบริการนอกระบบ) และในระดับที่น้อยกว่านั้น ได้เปลี่ยนไปสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีผลิตภาพสูง

    เปิด 5 กลุ่มอาชีพไม่ตกงาน-รับมือได้แม้โลกเปลี่ยน

          รายงานระบุว่า 5 ภาคส่วน ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน การผลิต และการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มการจ้างงานที่มีศักยภาพสูงในการสร้างงานและมีความยืดหยุ่นในระดับที่สามารถรับมือกับการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆด้วย 

           โดยภาคส่วนเหล่านี้มีสัดส่วนการจ้างงานที่สำคัญในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค ภาคส่วนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการเติบโตทั้งในด้านการจ้างงานและผลิตภาพแรงงานในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

           “การผลิตสิ่งของต่างๆ ส่งผลต่อความต้องการแรงงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่การก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะส่งผลต่อโครงสร้างการผลิตด้วย เช่น การนำหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมาใช้ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตรวมและมูลค่าเพิ่มให้กับคนงานได้ด้วย”

          อย่างไรก็ตาม  การที่เทคโนโลยีที่นำมาใช้ดังกล่าวนี้ จะนำไปสู่การสูญเสียหรือเพิ่มขึ้นของการจ้างงานสุทธินั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างผลกระทบจากการแทนที่และผลผลิตจริงที่มีเรื่องของต้นทุนและราคาขาย ที่หากสองส่วนนี้ลดลงได้ ขณะที่ดีมานด์สินค้ายังสูงและสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้น นั่นก็หมายถึงการจ้างงานที่จะเพิ่มขึ้นด้วย 

    หุ่นยนต์แพงไม่คุ้มใช้ทดแทนแรงงาน

           รายงานชี้ว่า หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มีผลอย่างมากต่อการจ้างงานในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง  ซึ่งต่างจากประเทศที่ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรมและใช้แรงงานเข้มข้น หรืองานที่ใช้ความคิดน้อยกว่า ที่การจะนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นต้องขึ้นกับราคาเทคโนโลยีนั้นๆ กับค่าจ้างแรงงานว่าคุ้มค่าหรือไม่ 

    “ โครงสร้างอาชีพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ เช่น จีน มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ที่การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ยังขึ้นอยู่กับราคาและค่าจ้างของแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบด้วย”

    นางอ้อนฟ้า เวชชาชีวะเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทย ไตรมาส 3/2568 โดยในส่วนของสถานนการณ์แรงงานไตรมาสสาม ปี 2568หดตัวลงเล็กน้อย โดยการจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรขยายตัว ขณะที่ภาคเกษตรกรรมลดลงต่อเนื่อง ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับราคาสินค้า และการเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังสถานการณ์น้ำท่วม

    งานขนส่ง-จัดเก็บสินค้าโตเด่น 4.9% 

    โดยในไตรมาสสาม ปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน ลดลง 0.5 % จากช่วงเดียวกันของปี 2567 การจ้างงานในภาคเกษตรกรรมหดตัว 2.9% จากสถานการณ์อุทกภัย ขณะที่สาขานอกภาคเกษตรขยายตัว0.6% โดยเฉพาะสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัว 4.9% รองลงมาเป็นสาขาการผลิต และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก ที่ขยายตัว 2.6% และ 1.5% ตามลำดับ ส่วนสาชาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการก่อสร้างลดลง 0.7%และ 5.4% ตามลำดับ

    ส่วนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานค่อนข้างทรงตัวโดยในภาพรวมอยู่ที่ 43.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 47.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ค่าจ้างแรงงานของลูกจ้างภาคเอกชนและแรงงาน ในระบบเพิ่มขึ้น1.3% และ 1.6% ตามลำดับ แต่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 2.9 % ทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมลดลง 0.3% ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย

    ราคาหด-น้ำท่วมทำภาวะว่างงานภาคเกษตร

    สำหรับอัตราการว่างงานในภาพรวมลดลง โดยอยู่ที่ 0.76% หรือมีผู้ว่างงาน 3.1 แสนคน ส่วนอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม

    อยู่ที่ 1.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 8.7 % จากผู้เสมือนว่างงานในภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่  1. การควบคุมระดับราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการใช้จ่ายของแรงงาน ซึ่งต้องกำกับดูแลการตั้งราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น และ 2.การเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ซึ่งต้องเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา และควรมีมาตรการฟื้นฟูและสนับสนุนอื่น ๆ อาทิ สนับสนุนปัจจัยการผลิตใหม่ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ้ย เครื่องมือ เป็นต้น

    เปิด 5 สายอาชีพตกงานยากพร้อมรับมือภาษีทรัมป์-สูงวัย-เอไอกดดันโครงสร้าง‘การจ้างงาน’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QsSiBO_K3zmOOfBdujunj

  • ‘สงคราม 2 ปี’ ทำเศรษฐกิจกาซาล่มสลาย จีดีพีต่อหัวถดถอย 22 ปี ต่ำสุดในโลก

    ‘สงคราม 2 ปี’ ทำเศรษฐกิจกาซาล่มสลาย จีดีพีต่อหัวถดถอย 22 ปี ต่ำสุดในโลก

    ต่างประเทศ

    25 พ.ย. 2025 เวลา 18:30 น.

    ‘สงคราม 2 ปี’ ทำเศรษฐกิจกาซาล่มสลาย จีดีพีต่อหัวถดถอย 22 ปี ต่ำสุดในโลก

    สงครามในกาซาที่ยืดเยื้อมานาน 2 ปี ฉุดเศรษฐกิจปาเลสไตน์ล่มสลาย จีดีพีต่อหัวถดถอย 22 ปี เหลือ 5,200 บาทต่อคน ตกต่ำสุดในโลก คาดต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกหลายสิบปี

    รายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยว่า สงครามกาซาสองปี และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดการล่มสลายในเศรษฐกิจปาเลสไตน์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทำลายการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีมานานหลายทศวรรษ

    “ความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ที่สร้างผลผลิต และบริการสาธารณะ ทำให้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองถดถอยลง” รายงานของสำนักงานการค้าและการพัฒนายูเอ็น UNCTAD ระบุ

    นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัวของชาวปาเลสไตน์ภายในสิ้นปีนี้อาจลดลงกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2003 หรือความก้าวหน้าในการพัฒนาทางเศรษฐกิจถดถอยลงมากถึง 22 ปี

    รายงานยังเผยให้เห็นด้วยว่า เศรษฐกิจของกาซาหดตัว 87% ในช่วงปี 2023-2024 ทำให้จีดีพีต่อหัวเหลือเพียง 161 ดอลลาร์ (ราว 5,200 บาท) ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในโลก

    วิกฤติเศรษฐกิจกาซานี้เป็นหนึ่งในสิบวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในโลกนับตั้งแต่ปี 2503 ขนาดของความเสียหายในฉนวนกาซาหลังสงครามสองปีระหว่างอิสราเอลและฮามาส บ่งบอกว่าดินแดนแห่งนี้จะต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากนานาชาติเป็นวงกว้าง และอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายสิบปี

    รายงานระบุด้วยว่า เวสต์แบงก์ก็กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและการเข้าถึง รวมถึงการสูญเสียโอกาสในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และแม้ว่าสถานการณ์ในเขตเวสต์แบงก์จะไม่เลวร้ายเท่ากาซา แต่รายงานพบว่า ความรุนแรง การขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานอย่างรวดเร็ว และข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายแรงงานได้ทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นเช่นกัน ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ UNCTAD เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1972

    “ความอยู่รอด” ของกาซาตกอยู่ในความเสี่ยง

    รายงานของยูเอ็นระบุว่า การบูรณะฉนวนกาซาใหม่อาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ และอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ 

    “ปฏิบัติการทางทหารได้ทำลายเสาหลักแห่งความอยู่รอดทุกประการอย่างหนักตั้งแต่อาหารไปจนถึงที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ และทำให้กาซา “จมลงสู่เหวที่มนุษย์สร้างขึ้น” รายงานระบุ

    และเสริมว่า “การทำลายล้างเมืองอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดข้อสงสัยด้านความสามารถของกาซาในการบูรณะตัวเองใหม่เพื่อให้เป็นพื้นที่และสังคมที่น่าอยู่”

    รายงานของ UNCTAD ระบุว่า ขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นในดินแดนดังกล่าวได้ “ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ลูกโซ่ทางเศรษฐกิจ มนุษยธรรม สิ่งแวดล้อม และสังคม เปลี่ยนผ่านจากภาวะถดถอยไปสู่หายนะ” และแม้จะมองโลกในแง่ดีกรณีที่เศรษฐกิจเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักจากความช่วยเหลือของต่างประเทศจำนวนมาก แต่กาซายังคงต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะกลับไปสู่ระดับความเป็นอยู่ที่ดีก่อนเดือนตุลาคม 2023

    UNCTAD ได้เรียกร้องให้มี “แผนการฟื้นฟูที่ครอบคลุม” โดยรวม “การประสานงานความช่วยเหลือระหว่างประเทศการฟื้นฟูระบบโอนเงินทางการคลัง และมาตรการต่างๆ เพื่อลดข้อจำกัดด้านการค้า การเคลื่อนย้าย และการลงทุน”

    ในขณะที่ประชากรทั้งหมดในกาซากำลังเผชิญกับ “ความยากจนข้นแค้นหลายมิติอย่างรุนแรง” หน่วยงานของยูเอ็นยังได้เรียกร้องให้นำสวัสดิการรายได้พื้นฐานฉุกเฉินถ้วนหน้า (universal emergency basic income) มาใช้ โดยเป็นการจัดสรรเงินสดรายเดือนให้ประชาชนทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1209231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w08o9GpxMbYpn3kGHb0Mx

  • สพฐ. ร่วมแสดงความยินดี 10 ปี “อีจัน” ย้ำพลังความร่วมมือเพื่อสังคม เดินหน้าการศึกษาเด็กพิการอย่างเท่าเทียม – OBEC

    สพฐ. ร่วมแสดงความยินดี 10 ปี “อีจัน” ย้ำพลังความร่วมมือเพื่อสังคม เดินหน้าการศึกษาเด็กพิการอย่างเท่าเทียม – OBEC

    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เข้าร่วมงานแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 10 ปี เพจอีจัน ภายใต้ชื่องาน “Ejan 10th Anniversary : BIG WIN TOGETHER พลังแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ณ ห้อง NT AUDITORIUM บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

    .

    งานดังกล่าวจัดโดยมูลนิธิ “เพจอีจัน” ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส อาทิ ผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า เด็กพิการ และผู้ประสบภัยพิบัติ ผ่านโครงการเพื่อสังคมมากกว่า 70 โครงการทั่วประเทศ หนึ่งในผลงานความร่วมมือที่สำคัญ คือ “หน่วยบริการการศึกษาพิเศษหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” ต้นแบบแห่งแรกของการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการทั้ง 9 ประเภท ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมูลนิธิเพจอีจัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และภาคประชาสังคม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อเด็กพิเศษให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    .

    ข่าว : บวรศักดิ์ สาลีฉันท์

    ภาพ : เวทย์ มุสิสวัสดิ์

    ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    .

    #สพฐ#กระทรวงศึกษาธิการ#เรียนดีมีคุณธรรม#อีจัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22963&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YLTXI8fplKnSabcNsScF3

  • สพฐ. ประชุมปฏิบัติการพิจารณาคำของบประมาณรายจ่ายและยกร่างแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – OBEC

    สพฐ. ประชุมปฏิบัติการพิจารณาคำของบประมาณรายจ่ายและยกร่างแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – OBEC

    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นายพิทักษ์ โสตถยาคม ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสื่อและการเรียนรู้ รักษาการที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส เป็นประธานเปิดประชุมปฏิบัติการพิจารณาคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และยกร่างแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นางสาวลิลิน ทรงผาสุก ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เข้าร่วม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 28 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

    .

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมกันพิจารณาคำของบประมาณรายจ่ายและยกร่างแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดทำแผนและงบประมาณจากทุกสำนัก/ศูนย์/หน่วยงานเทียบเท่า รวมกว่า 100 คน เข้าร่วมประชุม เพื่อทบทวนกรอบภารกิจ โครงการ และรายละเอียดการใช้งบประมาณของแต่ละหน่วยงานให้มีความสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของ สพฐ. ทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศ และสถานการณ์ด้านการศึกษาปัจจุบัน ทั้งนี้ การประชุมยังมุ่งเน้นการลดความซ้ำซ้อนของโครงการ บูรณาการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดความชัดเจนในวัตถุประสงค์ของแผนงาน เพื่อให้การจัดทำงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด

    .

    ข่าว : ยศุเนตร ธรรมปาน

    ภาพ : เวทย์ มุสิสวัสดิ์

    ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    .

    #สพฐ#กระทรวงศึกษาธิการ#เรียนดีมีคุณธรรม#งบประมาณรายจ่าย #2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22946&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gNKmSk_tV8wwsLaweeKk8

  • ตำรวจท่องเที่ยวเปิดปฏิบัติการ “ชุมชนท่องเที่ยวสีขาว” กวาดล้างสิ่งเสพติด คัดกรอง 7,500 คน ครอบคลุม 1,104 แห่งทั่วประเทศ เสริมความมั่นใจช่วงไฮซีซั่น | TOPNEWS

    ตำรวจท่องเที่ยวเปิดปฏิบัติการ “ชุมชนท่องเที่ยวสีขาว” กวาดล้างสิ่งเสพติด คัดกรอง 7,500 คน ครอบคลุม 1,104 แห่งทั่วประเทศ เสริมความมั่นใจช่วงไฮซีซั่น | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขานรับนโยบายรัฐบาลตามแนวทางของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดปฏิบัติการ “ชุมชนท่องเที่ยวสีขาว” ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. และภาคีเครือข่าย ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยว สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยที่ “ปลอดภัย เชื่อถือได้ เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวทุกชาติ”
    พล.ต.ท. ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดโครงการและปล่อยแถวปฏิบัติการ ณ ถนนคนเดินพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมี พล.ต.ท. อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมผู้แทน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติ

    โครงการนี้ดำเนินงานในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 33 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง (Strong Tourism Community : S.T.C.)” มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดยาเสพติด ผ่านการ ตรวจคัดกรองและสุ่มตรวจสารเสพติดบุคลากรในภาคการท่องเที่ยว ได้แก่ พนักงานขับรถ ขับเรือ สถานบริการ และสถานประกอบการท่องเที่ยว ระยะเวลา 3 เดือน (พ.ย. 2568 – ม.ค. 2569) ครอบคลุม 1,104 แห่ง ตรวจคัดกรองกว่า 7,500 คน
    พร้อมกันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสารเสพติดผู้ขับเรือที่ท่าเรือแหลมบาลีฮาย และตรวจความพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยบริเวณถนนคนเดินพัทยา โดยจัดกำลังพล รถปฏิบัติการ CCOC Mobile อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว ควบคู่สายด่วน 1155 และแอป Thailand Tourist Police รองรับการแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง

    การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือเชิงบูรณาการในการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ท่องเที่ยว พร้อมยกระดับความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งตำรวจได้เตรียมพร้อมรถปฏิบัติการเคลื่อนที่ (CCOC Mobile) กำลังพลและอาสาสมัคร ทำงานควบคู่ไปกับ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 และแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police รองรับการแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนความร่วมมือและความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นนี้

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1403364&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zxJ7F8R7LjDRVGr63nFyJ