Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • IMF คาดเศรษฐกิจกัมพูชาชะลอตัวปีนี้-ปีหน้า เหตุขัดแย้งชายแดนไทย, กำแพงภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    IMF คาดเศรษฐกิจกัมพูชาชะลอตัวปีนี้-ปีหน้า เหตุขัดแย้งชายแดนไทย, กำแพงภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโตชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในปี 2568 และ 4% ในปี 2569 อันเป็นผลมาจากความผันผวนของการส่งออก การส่งเงินกลับประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ

    IMF ระบุว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตถึง 6% แต่หลังจากนั้นกัมพูชาเผชิญกับปัจจัยลบต่าง ๆ ทั้งการหยุดชะงักทางการค้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดน และการเติบโตของสินเชื่อที่ซบเซา ซึ่งเผยให้เห็นความเปราะบางของเศรษฐกิจ และสัญญาณของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจก็เริ่มปรากฏในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    “การปรับลดตัวเลขคาดการณ์เป็นผลมาจากการส่งเงินกลับประเทศที่ลดลงและการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ” IMF ระบุ “ด้านผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรจะทำให้รายได้จากการส่งออกลดลง เนื่องจากผู้ผลิตต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านอัตรากำไร”

    ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาในอัตรา 19% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.

    IMF เสริมว่า นโยบายการเงินและการคลังที่รอบคอบ ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพและเสริมสร้างความยืดหยุ่น โดยแนะนำว่าควรใช้มาตรการระยะสั้นที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภายนอก พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับการแข่งขันในระยะกลาง

    ขณะเดียวกัน IMF คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อของกัมพูชาจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2568 ก่อนที่จะลดลงในปี 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549108&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XRyj7poQjGYGWaXa6w2kI

  • ดาวโจนส์พุ่งแรงกว่า 600 จุด รับสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ หนุนเฟดอาจลดดอกเบี้ยธ.ค.

    ดาวโจนส์พุ่งแรงกว่า 600 จุด รับสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ หนุนเฟดอาจลดดอกเบี้ยธ.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/112842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yd8sMi4Ta_iYKDQDD72TL

  • ปัตตานีก็หนัก! แม่น้ำปัตตานีล้นเอ่อ ท่วมเขตเศรษฐกิจ สั่งปิดแล้วโรงพยาบาล 2 แห่ง

    ปัตตานีก็หนัก! แม่น้ำปัตตานีล้นเอ่อ ท่วมเขตเศรษฐกิจ สั่งปิดแล้วโรงพยาบาล 2 แห่ง

    เขตเทศบาลเมืองปัตตานี ยังมีน้ำจากแม่น้ำ และที่เอ่อจากแม่น้ำปัตตานี หลากเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจ และชุมชนหลายแห่งในเขตเทศบาล

    จากที่เมื่อวานนี้ สำนักงานเทศบาลเมืองปัตตานี แจ้งให้ชุมชนสำรองน้ำประปา ไว้ใช้ 3 วัน ต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมหากมีน้ำหลากเข้ามาเพิ่มในพื้นที่

    ล่าสุดเช้านี้ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ยังอยู่ในระดับปลอดภัย แต่ในหลายอำเภอรอบนอก ยังถูกน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะริมแม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี ซึ่งเป็นลำน้ำสองสายหลักที่มีน้ำฝนหลักเข้าท่วมชุมชน

    ทำให้จังหวัดปัตตานี ประกาศอพยพผู้ป่วยและปิดโรงพยาบาล 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลยะหริ่ง และโรงพยาบาลทุ่งยางแดง พร้อมนำผู้ป่วยฉุกเฉินอาการหนัก เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปัตตานี

    ส่วนผู้ป่วยทั่วไปหรือกรณีเจ็บป่วยที่ต้องการพบแพทย์ โรงพยาบาลยะหริ่ง ได้ตั้งโรงพยาบาลสนามที่ว่าการอำเภอ ยะริ่ง

    ส่วนโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายเฝ้าระวังจากสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด คือโรงพยาบาลหนองจิก แม่ลานและโคกโพธิ์

    โดยสถานการณ์เฉพาะอำเภอแม่ลาน ซึ่งอยู่ใกล้เขื่อนแม่ลานหรือเขื่อนปัตตานี ที่รับน้ำจากจังหวัดยะลา ยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

    รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/IDwrCgQdmrs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/middaynews/452241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rWcrFjFzhnGkbtBS02QwB

  • 3 มาตรการ ช่วยผู้ประกอบการภาคอุตฯ ที่ประสบอุทกภัย

    3 มาตรการ ช่วยผู้ประกอบการภาคอุตฯ ที่ประสบอุทกภัย

    ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียม 3 มาตรการเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย โดยแบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ

    1.มาตรการระยะสั้น เป็นมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัย

    2.มาตรการระยะกลาง เป็นมาตรการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

    3.มาตรการระยะยาว เป็นมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการ และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของพื้นที่

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการระยะสั้นนั้น จะเป็นการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ผ่านกิจกรรม “อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย” เพื่อช่วยเหลือถุงยังชีพ น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็น รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น ยานพาหนะสำหรับขนย้าย และการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลสำหรับโรงงาน เกี่ยวกับแนวทางที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดอุทกภัย นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ ในการเตรียมความพร้อมและจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้เป็นศูนย์กระจายความช่วยเหลือ และศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับรองรับผู้ประสบภัย

    ส่วนมาตรการระยะกลาง แบ่งเป็น 1.การเยียวยาผู้ประกอบการ โดยจัดทีมช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูโรงงาน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม การปรับปรุง ซ่อมแซม และฟื้นฟูเครื่องจักร อุปกรณ์ และปรับปรุงสายการผลิตให้กลับสู่สภาพปกติ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่เข้าประเมินสภาพปัญหาและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ 2.การบริการช่วยเหลือประชาชน โดยขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือของกระทรวงอุตสาหกรรมและภาคเอกชน ในการจัดตั้งจุดบริการสำหรับประชาชน ซ่อมบำรุงและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยานพาหนะ และขยายผลสู่การซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับประชาชน และ 3.การสนับสนุนทางการเงิน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้เงินต้น และปรับโครงสร้างหนี้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และการร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และกองทุน DIPROM PAY

    สำหรับมาตรการระยาว จะเป็นมาตรการสนับสนุนการฟื้นฟูและปรับปรุงสภาพแวดล้อมธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการซ่อมแซมสถานที่ อุปกรณ์ และเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาในระยะยาว โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 1.การฟื้นฟูและซ่อมแซม ซึ่งจะวางแผนฟื้นฟูและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและระบบคุณภาพ เช่น GMP, HACCP, GHP เพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจในพื้นที่ 2.การยกระดับศักยภาพธุรกิจ ซึ่งจะส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น และ 3.การส่งเสริมการตลาด ซึ่งจะร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและเครือข่ายการพัฒนาในการสนับสนุนการตลาด สร้างช่องทางการตลาดทั้งในรูปแบบ Online และ Offline เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ SMEs

    “มาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและชุมชน สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลับเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-flood-south&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i8MBOsTQn-0LIXhIXNO7C

  • ทีมไอทีพรรคส้ม พัฒนาระบบ flood68 ข้อมูลเรียลไทม์ ช่วยน้ำท่วมใต้

    ทีมไอทีพรรคส้ม พัฒนาระบบ flood68 ข้อมูลเรียลไทม์ ช่วยน้ำท่วมใต้

    การเมือง

    26 พ.ย. 2025 เวลา 10:57 น.

    ทีมไอทีพรรคส้ม พัฒนาระบบ flood68 ข้อมูลเรียลไทม์ ช่วยน้ำท่วมใต้

    ทีมดิจิทัล ‘พรรคส้ม’ ร่วมทีมเทคฯ พัฒนาระบบ Dashboard flood68 กวาดข้อมูลบนโซเชียลเรียลไทม์ รองรับความช่วยเหลือ ‘น้ำท่วมภาคใต้’

    • ทีมดิจิทัล พรรคประชาชน ร่วมทีมเทคฯ พัฒนาระบบ “flood68” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้
    • ระบบดังกล่าวเป็น Dashboard ที่รวบรวมข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วมแบบเรียลไทม์จากหลายแหล่งไว้ในที่เดียว
    • ดึงข้อมูลจาก jitasa.care, ภาพถ่ายจาก GISTDA และโซเชียลมีเดีย เพื่อให้การประสานงานช่วยเหลือเป็นระบบและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ ที่ปรึกษาด้านดิจิทัล และอดีตผู้สมัคร ส.ก.พรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคประชาชน ปชน. เปิดเผยว่า พรรคประชาชน รวมศูนย์ข้อมูลน้ำท่วม พัฒนา Dashboard เพื่อการช่วยเหลือที่เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น ร่วมกับอาสาประชาชนและ jitasa.care

    จากสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ หลายครอบครัวแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้ง jitasa.care โพสต์บนโซเชียลมีเดีย อินบ็อกซ์ ความเห็นใต้โพสต์ รวมถึงภาพถ่ายน้ำท่วมจากภาคประชาชน

    ทีมไอทีพรรคส้ม พัฒนาระบบ flood68 ข้อมูลเรียลไทม์ ช่วยน้ำท่วมใต้

    เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชน ได้พัฒนา Single Dashboard สำหรับการประสานข้อมูลภายในแบบเรียลไทม์ โดยดึงข้อมูลจากหลายแหล่งมารวมไว้ในที่เดียว และไม่มีระบบการให้แจ้งเหตุขอความช่วยเหลือซ้ำซ้อน

    jitasa.care – ข้อมูลเคสแจ้งเหตุจากพื้นที่จริง โดยได้รับการอนุญาตจากทีมพัฒนาในการเชื่อมโยง เพื่อพัฒนา Dashboard อย่างง่ายแล้ว (flood68.peoplesparty.or.th/dashboard)

    ภาพถ่ายน้ำท่วมจาก GISTDA ผ่าน API – ประมวลผลพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

    การกวาดข้อมูลคอมเมนต์บน Social media ที่อาสาประชาชนช่วยดึงข้อมูล นำเข้า jitasa.care ไม่ซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย ที่ร่วมมือกับทีม Tact AI, Hatyai Connext ร่วมประมวลผล
    ดูได้ที่เว็บไซต์ flood68.peoplesparty.or.th

    ทีมไอทีพรรคส้ม พัฒนาระบบ flood68 ข้อมูลเรียลไทม์ ช่วยน้ำท่วมใต้

    ฟีเจอร์ที่กำลังพัฒนาตามที่หน้างานได้ร้องขอ

    1. การ print เป็นแผนที่กระดาษ
    2. การทำเป็นพื้นที่ขอบเขตตามซอยและถนน

    ด้วยกระบวนการนี้ ทำให้เราสามารถประสานกับทีมอาสาหน้างานของพรรคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เห็นภาพรวมสถานการณ์แบบ dashboard ที่อัปเดตตลอดเวลา ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่หน้างานทุกท่านครับ

    ภาพและข้อมูลจาก ปาล์ม นิธิกร บุญยกุลเจริญ – Nithikorn Bunyakulcharoen

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1209313&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iPVjCtH0Ky-zHjg5uphMp

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex บวก 272.8 จุดหลังเปิดตลาด รับความหวังเฟดลดดอกเบี้ย

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex บวก 272.8 จุดหลังเปิดตลาด รับความหวังเฟดลดดอกเบี้ย

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดแทบไม่ขยับในวันนี้ (26 พ.ย.) ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นในเอเชีย ขานรับกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ นำตลาดโดยหุ้นกลุ่มไอทีและโลหะ

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 84,503.44 จุด ลดลง 83.57 จุด หรือ -0.10% ต่อมาในเวลา 11.31 น. ตามเวลาไทย ดัชนีปรับตัวขึ้นแตะ 85,200.15 จุด เพิ่มขึ้น 613.14 จุด หรือ +0.72%

    หลังเปิดตลาด หุ้นทั้ง 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางบวกเพิ่ม 0.7% และ 0.5% ตามลำดับ

    หุ้นกลุ่มไอทีซึ่งมีรายได้หลักจากสหรัฐฯ บวก 0.7% ส่วนกลุ่มโลหะบวก 1% รับอานิสงส์แนวโน้มอุปสงค์ฟื้นตัวจากความหวังดอกเบี้ยขาลง

    ตลาดหุ้นอินเดียบวก หลังข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ โตต่ำคาดและความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง หนุนน้ำหนักว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. นอกจากนี้ บรรยากาศการลงทุนยังได้แรงหนุนจากเจ้าหน้าที่เฟด 2 รายที่ออกมาสนับสนุนให้ลดดอกเบี้ยเดือนธ.ค.เช่นกัน

    ทั้งนี้ ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ต่ำลงจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างอินเดียมากขึ้น

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAP0IQ3UZ6VX1GAVOD2YCGITZKI7CBH&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ku72kmaOEihAucaxQDewx

  • น้ำท่วมภาคใต้ รวม 7 แอปฯ – เว็บไซต์ขอความช่วยเหลือ เช็กสถานการณ์น้ำ

    น้ำท่วมภาคใต้ รวม 7 แอปฯ – เว็บไซต์ขอความช่วยเหลือ เช็กสถานการณ์น้ำ

    รวม 7 ช่องทางเว็บไซต์ – แอปพลิเคชันขอความช่วยเหลือ เช็กสถานการณ์น้ำ น้ำท่วมภาคใต้ แจ้งเตือน-ติดตามข้อมูลฝน พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า

    สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงนี้ ยังคงทวีความรุนแรงและมีประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สำหรับประชาชน การเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจำเป็นต่อการตัดสินใจรับมือสถานการณ์ รวมถึงจำเป็นในการขอความช่วยเหลือจากวิกฤติที่กำลังเผชิญ

    FB/weerapong narongkul
    รวม 7 ช่องทางเว็บไซต์ – แอปพลิเคชันขอความช่วยเหลือ เช็กสถานการณ์น้ำ น้ำท่วมภาคใต้ แจ้งเตือน-ติดตามข้อมูลฝน พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า

    โดย พีพีทีวี ออนไลน์ ได้รวบรวมแอปพลิเคชันรวมถึงเว็บไซต์สำหรับประชาชน ที่ช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับน้ำท่วมภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นการดูระดับน้ำ ติดตามข้อมูลฝน เขื่อน และการคาดการณ์ล่วงหน้า รวมถึงการแจ้งขอความช่วยเหลือ

    ThaiWater

    พัฒนาโดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) จุดเด่นคือการรวมข้อมูลจากทุกแหล่งมาไว้ในที่เดียว ทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมด จุดเด่นคือ ติดตามปริมาณฝนตก (Rainfall) และระดับน้ำในลุ่มน้ำต่าง ๆ สามารถเช็กสถานการณ์น้ำในเขื่อนแบบเรียลไทม์ และมีแบบจำลองคาดการณ์สภาพอากาศและเส้นทางพายุ เปรียบเสมือนแดชบอร์ดข้อมูลน้ำและอากาศของประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์สภาพอากาศ ปริมาณฝน และความเร็วลมล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสามารถรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองผ่านแอปฯ เพื่อแบ่งปันข้อมูลกับผู้ใช้อื่น ๆ ได้ด้วย

    ThaiWater
    ThaiWater

    Thai Disaster Alert

    แอปฯ แจ้งเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นทางการจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หน้าที่หลักของแอปฯ นี้คือการแจ้งเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ที่คุณอยู่หรือพื้นที่ที่คุณสนใจ โดยมีจุดเด่นคือ ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ (Public Disaster Alert) โดยตรงจาก ปภ. รายงานข่าวสารการเตือนภัย, สภาพอากาศ, และระดับน้ำในเขื่อน และสามารถใช้แจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้เช่นกัน

    Thai Disaster Alert
    Thai Disaster Alert

    Windy

    แอปพลิเคชันและเว็บไซต์สำหรับดูแผนที่สภาพอากาศและเครื่องมือพยากรณ์อากาศ จุดเด่นของ Windy อยู่ที่การแสดงภาพลมและสภาพอากาศในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่สวยงามและเข้าใจง่าย รวมถึงสามารถดูข้อมูลได้หลากหลาย เช่น อุณหภูมิ, ฝน, เมฆ, คลื่น และคุณภาพอากาศ

    Windy
    Windy

    Thai Weather

    แอปพลิเคชันจากกรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ให้ข้อมูลสภาพอากาศปัจจุบัน พยากรณ์อากาศล่วงหน้า เส้นทางพายุ รายงานแผ่นดินไหว การแจ้งเตือนสภาพอากาศ และภาพถ่ายจากเรดาร์-ดาวเทียม

    ภายในแอปพลิเคชันยังมีฟังก์ชันอื่น ๆ เช่น การเข้าถึงข้อมูลจากสถานีตรวจวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ ทั่วประเทศ โดยข้อมูลจะอัปเดตตามเวลาจริง และวิทยุออนไลน์

    Thai Weather
    Thai Weather

    เช็คน้ำ

    แอปพลิเคชันที่พัฒนาโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อติดตามพื้นที่น้ำท่วมโดยตรง โดยใช้ข้อมูลดาวเทียม (Satellite Data) วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ติดตามสถานการณ์แบบ Real-Time ด้วยเทคโนโลยี Location Intelligence และแสดงพื้นที่เสี่ยงเป็นสีแจ้งเตือนบนแผนที่ และตรวจสอบระดับน้ำในสถานีวัดได้

    เช็คน้ำ
    เช็คน้ำ

    เว็บไซต์ Jitasa.care

    เป็นเว็บไซต์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการร้องขอความช่วยเหลือ และการให้ความช่วยเหลือ ผ่านระบบแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร สามารถใช้งานโดย เข้าไปที่เว็บไซต์ https://jitasa.care กดมุมล่างขวา “ขอความช่วยเหลือ” จากนั้นกรอกเบอร์โทรศัพท์ และรอ OTP มาส่ง ระบุตำแหน่ง และกรอกรายละเอียด

    Jitasa.care
    เว็บไซต์ Jitasa.care

    เว็บไซต์ kaitodhatyaii

    แพลตฟอร์มกลางเพื่อชาวหาดใหญ่และสงขลา แจ้งพิกัดน้ำท่วม และขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันที เชื่อมต่อผู้ให้และผู้รับแบบเรียลไทม์ รวมถึงแจ้งขอความช่วยเหลือ พัฒนาโดยนิสิตจุฬาฯ ใช้เป็นสื่อกลางประสานงานให้เจ้าหน้าที่ สามารถใช้งานโดย เข้าไปที่เว็บไซต์ https://kaitodhatyaii.vercel.app เข้าสู่ระบบเพื่อยืนยันตัวตนระบุตำแหน่ง และกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ที่ต้องการ จากนั้นข้อมูลจะขึ้นในระบบ เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ เมื่อได้รับการช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว ให้ลบหมุดออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่กระจายกำลังไปช่วยเหลือในพื้นที่อื่น ๆ

    kaitodhatyaii
    เว็บไซต์ kaitodhatyaii

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/262301&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V6EvKyEWjmWeHasnohgKC

  • รัฐบาลผุดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”เฟสพิเศษ ฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้

    รัฐบาลผุดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”เฟสพิเศษ ฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้

    รัฐบาลผุดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”เฟสพิเศษ ฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบใช้เงินงบกลางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ครอบครัวละ 9,000 บาทแล้ว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการเยียวยาเบื้องต้น 

    แต่สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด จึงได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้จัดทำแพ็กเกจฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น 

    การให้สิทธิพิเศษรูปแบบเดียวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยจะเจาะจงเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก และสร้างรายได้ให้ประชาชนโดยเร็ว 

    “อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินรวมของมาตรการ โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ในสัปดาห์หน้า”

    รองนายกฯและรมว.คลัง ระบุว่า  “การฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม ตัวอย่าง เช่นโครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เราเริ่มออกไปนั้น ในกลุ่มนี้อาจจะต้องให้โอกาสเขาอยู่ เราก็กำลังออกแบบนโยบายอยู่ คาดว่าน่าจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. วันอังคารหน้า”

    นอกจากนี่ ยังมีมาตรการด้านสินเชื่อและพักชำระหนี้ ทั้งการลดดอกเบี้ย และจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ โดยเฉพาะประชาชน และ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการขยายเวลายื่นแบบภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัย

    “รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยชีวิตประชาชนในพื้นที่ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคง และกระทรวงมหาดไทย เร่งสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจจำกัดในบางพื้นที่ แต่ความเสียหายด้านชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644989&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pJPw5CQGpAvihjO-egpXw

  • ‘ไทย’ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    ‘ไทย’ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    เศรษฐกิจ

    26 พ.ย. 2025 เวลา 7:00 น.

    'ไทย'ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    “พาณิชย์” ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว 10.4-11.7% จับตาส่งออก พ.ย.-ธ.ค.ชะลอตัวลง หลัง ต.ค.โต 5.7% ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 16 รวม 10 เดือน โต 13.0% จับตาปีหน้า ส่งออกชะลอตัวจากฐานสูง ภาษีทรัมป์ พ่วงปมภูมิรัฐศาสตร์ เร่งขยายตลาดใหม่ รักษาตลาดเก่า

    • ภาพรวมการส่งออก 10 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัว 13% และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ในระดับ 10.7-11.4%
    • จับตาส่งออก พ.ย.-ธ.ค.ชะลอตัวลง หลัง ต.ค.โต 5.7% 
    • กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายเร่งขยายตลาดส่งออก โดยเน้นการรักษาตลาดเดิมและเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ
    • เตรียมรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ผ่านการเร่งเจรจาข้อตกลงทางการค้าและจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบ
    • การส่งออกปี 69  คาดว่ายังคงเป็นบวก 

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานการส่งออกไทยเดือน ต.ค.2568 มีมูลค่า 28,835 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 5.7% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 การนำเข้า มีมูลค่า 32,272 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.3% ขาดดุลการค้า 3,436 ล้านดอลลาร์ โดยถ้าหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะทำให้การส่งออกขยาย 15.7%

    ส่วนภาพรวมการส่งออก 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 282,982 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% การนำเข้ามูลค่า 286,848 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.4% ขาดดุลการค้า 3,866 ล้านดอลลาร์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค.กล่าวว่า การส่งออกเดือน ต.ค.ได้รับแรงหนุนจากการส่งออกไปตลาดหลักทั้งสหรัฐ จีน และสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงตลาดรอง เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ที่ยังคงขยายตัวได้ดี แม้จะมีแรงกดดันจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ 

    ทั้งนี้ แรงสนับสนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงสินค้ากลุ่มยานยนต์และภาคการผลิตโลกที่อยู่ในภาวะขยายตัว จากผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังคงอยู่ในภาวะหดตัว

     “การส่งออกเดือน ต.ค.ชะลอตัวลงจากเดือน ก.ย.ที่ขยายตัวได้ถึง 19% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านม ไทยเร่งส่งออกไปค่อนข้างมาก ทำให้ประเทศคู่ค้ามีสต็อกสินค้าในปริมาณสูง ส่งผลให้การส่งออกในเดือนนี้ชะลอตัว”นายนันทพงษ์ กล่าว 

    'ไทย'ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    โดยการส่งออกเดือน ต.ค.ที่ขยายตัว 5.7% มาจากการส่งออก ดังนี้

    1.สินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 8.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 19 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมไฟฟ้า

    ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 17.5%

    2.การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 5.1% โดยสินค้าเกษตร หดตัว 14.6% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 6.2% 

    สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง 

    ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องดื่ม) 

    ทั้งนี้ 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 0.03%

    ส่งออกตลาดหลักขยายตัวได้ดี

    ด้านตลาดส่งออก เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวลง หลังมีการเร่งนำเข้าไปค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้านี้ ดังนี้

    1.ตลาดหลัก เพิ่ม 10.2% ขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐ 32.9% จีน 9.3% ญี่ปุ่น 1.9% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 9.9% และอาเซียน (5 ประเทศ) 5.4% ส่วนตลาด CLMV ลด 15.6% 

    2.ตลาดรอง เพิ่ม 7.2% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 24.7% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 9.4% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 18.4% แต่ทวีปออสเตรเลีย ลด 0.2% ทวีปแอฟริกา ลด 3.0% รัสเซียและกลุ่ม CIS ลด 5.0% และสหราชอาณาจักร ลด 10.3% ส่วนตลาดอื่น ๆ ลด 70.5%

    'ไทย'ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    ทั้งนี้ การค้าไทย-สหรัฐ เดือน ต.ค.การส่งออกมีมูลค่า 6,665 ล้านดอลลาร์ นำเข้า 1,775 ล้านดอลลาร์ ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ 4,889 ล้านดอลลาร์ รวม 10 เดือนได้ดุลการค้ากับสหรัฐ 41,332 ล้านดอลลาร์ 

    ขณะที่การค้าไทย-จีน เดือน ต.ค. ส่งออก 3,113 ล้านดอลลาร์ นำเข้า 9797.1 ล้านดอลลาร์ ขาดดุลการค้า 6,683 ล้านดอลลาร์ รวม 10 เดือน ไทยขาดดุล 53,987 ล้านดอลลาร์

    คาดส่งออก พ.ย.-ธ.ค.ชะลอตัวลง

    “เดือน ต.ค.นี้ การส่งออกไทยชะลอตัวลงจากเดือน ก.ย.ที่ขยายตัวถึง 19% ต่อเนื่องถึงเดือน พ.ย.-ธ.ค.เนื่องจากจากประเทศคู่ค้ายังมีสต็อกสูง ประกอบกับฐานสูงในปีก่อน” นายนันทพงษ์ กล่าว

    นอกจากนี้ กรณีการส่งออกไทยช่วง 2 เดือนสุดท้าย มีมูลค่า 25,000-26,000 ล้านดอลลาร์ จะทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัว 10.7-11.4%

    นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความต้องการในระดับสูง 

    รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่ยังคงมีความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี และปริมาณสินค้าเกษตรของไทยที่อาจลดลงจากปัญหาอุทกภัย ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามต่อไป

    เร่งขยายตลาดใหม่-รักษาตลาดเก่า

    ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายและแผนงานขยายการส่งออก อาทิ การรักษาตลาดเดิม บุกตลาดศักยภาพใหม่ เร่งเจรจาความตกลงเพื่อเปิดประตูการค้า ในขณะที่ต้องเร่งเจรจาข้อตกลง Reciprocal Tariff 

    พร้อมยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ และหาข้อสรุปให้มีความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ส่งออกใช้ประโยชน์จากความตกลงให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีเพื่อให้ผู้ส่งออกได้รับทราบข้อมูลที่จำเป็นในการบริหารจัดการต่อไป

    มั่นใจส่งออกปี 69 เป็นบวก

    สำหรับเป้าหมายการส่งออกปี 2569 ขณะนี้ สนค.อยู่ระหว่างการประเมินปัจจัยสนับสนุนและผลกระทบ แต่เบื้องต้นเห็นว่ามีสัญญาณชะลอตัวลงจากปี 2568 เพราะฐานปี 2568 สูง และมีผลกระทบจากภาษีสหรัฐ แม้ไทยปรับตัวได้แต่เริ่มมีผลกระทบต่อการส่งออกชะลอตัว

    ทั้งนี้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้า และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังประเมินเศรษฐกิจปี 2569 ชะลอตัว ส่วนองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินการค้าโลกชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกปีหน้าแต่เชื่อว่ายังเป็นบวก และเดือน ธ.ค.นี้ น่าจะได้ตัวเลขที่ชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b4YjTlGU7MdeecyT3d4E2

  • น้ำท่วมซ้ำเติมเศรษฐกิจใต้! ผู้ประกอบการค้าส่ง วอนรัฐพักหนี้และเยียวยา

    น้ำท่วมซ้ำเติมเศรษฐกิจใต้! ผู้ประกอบการค้าส่ง วอนรัฐพักหนี้และเยียวยา

    จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ยังคงทวีความรุนแรง แม้ปริมาณฝนในหลายจังหวัดจะเริ่มลดลงจากช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา แต่ยังมีมวลน้ำจากจังหวัดยะลาไหลเข้าสมทบพื้นที่ปัตตานี ขณะที่อำเภอหาดใหญ่และหลายเขตในจังหวัดสงขลายังคงได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลให้เมืองศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและค้าปลีกต้องหยุดชะงัก โครงข่ายขนส่งล่มหลายจุด กระทบต่อการกระจายสินค้าในวงกว้าง

    ประวิทย์ ศิริไชย ผู้ประกอบการ ‘ศรีสมัย’ ค้าส่งรายใหญ่ในพื้นที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์ในยะลารุนแรงไม่แพ้พื้นที่ใหญ่ แม้สื่อมักนำเสนอข่าวฝั่งหาดใหญ่เป็นหลัก แต่ระดับน้ำในอำเภอนอกเมืองและย่านเศรษฐกิจของยะลายังคงสูงและสร้างความเสียหายหนัก กระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่

    ปัจจุบันธุรกิจที่เขาดูแล ทั้งห้างท้องถิ่น ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่ถือสิทธิ์ Sub-License ต่างประสบปัญหาสินค้าขาดตลาด ชั้นวางสินค้าโล่งเกือบทุกสาขา หลังเส้นทางขนส่งหลักถูกน้ำท่วมและกระแสน้ำเชี่ยว รถบรรทุกไม่สามารถเดินทางลงใต้ได้ตามปกติ

    หลังจากเส้นทางสายเอเชีย (สาย 4) ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของภาคใต้ รวมถึงเส้นทางหาดใหญ่–ปัตตานี และเส้นรองในอำเภอนาทวี ถูกน้ำท่วมหลายจุด ส่งผลให้สินค้าที่ส่งมาจากส่วนกลางไม่สามารถถึงปลายทางได้ หลายคันต้องจอดรอสถานการณ์ที่อำเภอจะนะและหาดใหญ่ ทำให้สินค้าจำเป็นอย่างนม ไส้กรอก อาหารแช่แข็ง ขนมปัง รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคขาดตลาดในหลายพื้นที่

    ทั้งนี้ การขาดแคลนวัตถุดิบยังกระทบไปถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในชุมชน แม้พื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมจะพยายามทำอาหารกล่องเพื่อส่งต่อ แต่กลับติดปัญหาไข่ไก่ อาหารสด และวัตถุดิบไม่เพียงพอ

    ขณะที่ด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลในอำเภอหนองจิก อำเภอแม่ลาน–ยะหริ่ง และสายบุรี ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลปัตตานี หลังน้ำเข้าท่วมในหลายพื้นที่ ขณะที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลปัตตานีเองเริ่มมีน้ำขัง สร้างความเสี่ยงด้านการแพทย์เพิ่มขึ้น

    ประวิทย์ประเมินว่า แม้น้ำอาจลดลงในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน เนื่องจากภาคธุรกิจต้องซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คลังสินค้า ระบบสาธารณูปโภค รวมถึงต้องเติมสต็อกสินค้าที่หายไปในช่วงวิกฤต

    มองว่า สถานการณ์ยังยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลสร้างรายได้จากภาคท่องเที่ยว ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจากมาเลเซียจะเดินทางเข้ามาในช่วงนี้ และเป็นกำลังซื้อหลักของหาดใหญ่และเมืองรองในปัตตานี หลังจากเจอน้ำท่วมปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากความกังวลด้านความปลอดภัยและความพร้อมของเมือง ซึ่งกระทบรายได้ธุรกิจในช่วงไฮซีซันโดยตรง

    แม้ที่ผ่านมา ภาคธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลและบ้านเพื่อช่วยประชาชนทั่วไป แต่ผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่ยังไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

    ประวิทย์จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการพักชำระหนี้สำหรับธุรกิจรายย่อยและ SMEs พร้อมทั้งให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีชั่วคราว และเร่งเยียวยาความเสียหายต่อสินทรัพย์และสต็อกสินค้า นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่ารัฐจำเป็นต้องทบทวนโครงสร้างคมนาคมของภาคใต้ใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาถูกตัดขาด ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมในจังหวัดต้นทาง

    และผู้ประกอบการยังสะท้อนว่า โครงข่ายถนนหลักของภาคใต้ยังเป็นเส้นเดียวมุ่งลงใต้ หากสายเอเชียถูกตัด ไม่ว่าจะที่ชุมพร เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี หรือ นครศรีธรรมราช ก็ส่งผลกระทบต่อปลายทางตั้งแต่สงขลาถึงนราธิวาส ดังนั้น การออกแบบเส้นทางเลี่ยงน้ำท่วมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจซ้ำซากในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/flood-southern-economy-debt-relief/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I-7h7MdqwB6Hpp6iArN3p