Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทั้งถูกและดี! 10 อันดับเมืองยอดนิยม สำหรับการ “เที่ยวคนเดียว” ไทยติดโผ 2 เมือง

    ทั้งถูกและดี! 10 อันดับเมืองยอดนิยม สำหรับการ “เที่ยวคนเดียว” ไทยติดโผ 2 เมือง

    เปิดเผย 10 จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวคนเดียว เหมาะสำหรับนักเดินทางที่มีงบจำกัด

    จากการที่กระแสการ “เที่ยวคนเดียว” ได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก TravelBag บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางระยะไกล จึงได้จัดอันดับ 10 สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการพักผ่อนแบบฉายเดี่ยว โดยยกให้ ฮานอย ประเทศเวียดนาม เป็นอันดับ 1 

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ฮานอยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีคะแนนความปลอดภัยสูงมาก และมี “ค่าครองชีพต่ำ” ทำให้เหมาะสำหรับนักเดินทางอิสระทุกงบประมาณ

    เกณฑ์การจัดอันดับ: เน้นความปลอดภัยและค่าใช้จ่าย

    TravelBag ได้ประเมินสถานที่ท่องเที่ยวระยะไกลหลายแห่ง โดยอ้างอิงจากปัจจัยสำคัญในการวางแผนการเดินทางคนเดียว ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืน, ค่าใช้จ่าย, สภาพอากาศ, การยอมรับนักท่องเที่ยว, และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ

    การจัดอันดับนี้มาถูกเวลาอย่างยิ่ง เพราะการบินเดี่ยวถือเป็นเทรนด์ท่องเที่ยวที่ร้อนแรงที่สุด โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมากวางแผนที่จะเดินทางคนเดียวภายใน 12 เดือนข้างหน้า

    Arnie Chou

    ฮานอยยืนหนึ่ง: ปลอดภัยและราคาเบาที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ฮานอยถูกจัดให้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางคนเดียว โดยมีคะแนนความปลอดภัยในช่วงกลางวันสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (82 คะแนน) และยังมีค่าครองชีพถูกมาก

    ผู้เดินทางสามารถเพลิดเพลินกับเบียร์แก้วใหญ่ได้ในราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์ (ราว 36 บาท) ในขณะที่ค่าโดยสารสาธารณะเที่ยวเดียวมีราคาเพียงประมาณ 30 เซนต์ (ราว 11 บาท)

    จอร์เจีย ทอมป์สัน ผู้บริหารฝ่ายจุดหมายปลายทางของ Travelbag กล่าวว่า “จุดแข็งของฮานอยคือจังหวะของเมือง ที่เชิญชวนให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าความน่ากลัว ผู้เดินทางคนเดียวสามารถดำดิ่งสู่ชีวิตท้องถิ่นได้อย่างมั่นใจ”

    ศรีลังกาและเชียงใหม่ ติด Top 10

    อันดับ 2 คือ โคลัมโบ ศรีลังกา ซึ่งเป็นโอเอซิสริมชายฝั่งที่เหมาะสำหรับนักเดินทางคนเดียว เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง มีความเป็นมิตร และราคาไม่แพง

    กานดี้ (Kandy) ซึ่งเป็นเมืองทางภาคกลางของศรีลังกา ได้อันดับสาม และมีค่าขนส่งสาธารณะถูกที่สุดในการจัดอันดับ (16 เซนต์) ส่วนเสียมราฐ กัมพูชา และแกรนด์เบย์ มอริเชียส ปิดท้ายในห้าอันดับแรก

    สำหรับประเทศไทย “เชียงใหม่” ติดอยู่ในอันดับที่ 6 และ “ภูเก็ต” ติดอันดับที่ 10 ในรายชื่อจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับการเที่ยวคนเดียว

    Chama

    10 อันดับแรก สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเที่ยวคนเดียว

    1. ฮานอย, เวียดนาม (Hanoi, Vietnam)
    2. โคลัมโบ, ศรีลังกา (Colombo, Sri Lanka)
    3. กานดี้, ศรีลังกา (Kandy, Sri Lanka)
    4. เสียมราฐ, กัมพูชา (Siem Reap, Cambodia)
    5. แกรนด์เบย์, มอริเชียส (Grand Bay, Mauritius)
    6. เชียงใหม่, ไทย (Chiang Mai, Thailand)
    7. กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย (Kuala Lumpur, Malaysia)
    8. แซนซิบาร์, แทนซาเนีย (Zanzibar, Tanzania)
    9. มาเล, มัลดีฟส์ (Male, Maldives)
    10. ภูเก็ต, ไทย (Phuket, Thailand)

    การจัดอันดับนี้ตอกย้ำว่า การเดินทางคนเดียวไม่ได้แปลว่าต้องใช้งบประมาณสูงเสมอไป ด้วยการเลือกจุดหมายปลายทางที่เหมาะสม นักเดินทางอิสระสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมได้อย่างมั่นใจและสบายกระเป๋า

    1. New York Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9858934/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aSoytngO5-R27iHjvHAGT

  • ‘หมอนทองวิทยา’ ฟีเวอร์!  ‘อรรถกร’ หนุนถ่ายสารคดี กระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’

    ‘หมอนทองวิทยา’ ฟีเวอร์! ‘อรรถกร’ หนุนถ่ายสารคดี กระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’

    ธุรกิจ

    ‘หมอนทองวิทยา’ ฟีเวอร์! ‘อรรถกร’ หนุนถ่ายสารคดี กระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’

    26 พ.ย. 2025 เวลา 6:41 น.

    ‘หมอนทองวิทยา’ ฟีเวอร์!  ‘อรรถกร’ หนุนถ่ายสารคดี กระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’

    ‘อรรถกร’ รมว.การท่องเที่ยวฯ ดัน ‘ททท.’ ผนึกช่อง 7HD ผลิตสารคดี ตามรอย ‘หมอนทองวิทยา’ ทีมฟุตบอลเยาวชนผู้สร้างปรากฏการณ์ หนุนกระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’ เชื่อมวิถีชีวิตท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวสายมูไหว้พระพิฆเนศ

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังจาก ทีมฟุตบอล“หมอนทองวิทยา” สร้างปรากฏการณ์ความนิยมระดับประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้วางแนวทางการนำเรื่องราวนี้มาต่อยอดเป็นกลไกพัฒนาการท่องเที่ยว ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน โดยมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างความภาคภูมิใจให้คน อ.บางน้ำเปรี้ยว และยกระดับภาพลักษณ์ จ.ฉะเชิงเทรา ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น 

    “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมกับช่อง 7 ผลิตสารคดีหรือคลิปกึ่งสารคดี บันทึกเรื่องราวเส้นทางความสำเร็จของ ทีมหมอนทองวิทยา จากการแข่งขันฟุตบอล 7 สี เน้นเล่าชีวิตของเยาวชนขณะฝึกซ้อม และวิถีท้องถิ่นของคน อ.บางน้ำเปรี้ยว พร้อมสะท้อนความเป็นพหุสังคมของชุมชนที่ชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน”

    ทั้งนี้ ได้มอบโจทย์แก่ ททท. ว่าให้นำความสำเร็จของ ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา มาช่วยโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ฉะเชิงเทรา เน้นพื้นที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว ซึ่งเป็นถิ่นฐานของทีม พร้อมแนะนำให้เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวที่เข้ากับวิถีชีวิตของเยาวชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการสักการะพระพิฆเนศปางนั่งองค์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และสามารถนำเสนอเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีจุดขายใหม่ได้อีกด้วย

    ด้านการพัฒนาเยาวชน ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ กรมพลศึกษา เพื่อหาวิธีต่อยอดศักยภาพของเด็กๆ โดยนำวิทยาศาสตร์การกีฬา ลงพื้นที่เพิ่มขีดความสามารถนักกีฬาเยาวชน พร้อมผลักดันให้มีการจัดแข่งขันฟุตบอล 7 คน มากขึ้น 

    “เรื่องราวของหมอนทองวิทยา เหมือนกับ Cinderella Story เป็นเรื่องราวความสำเร็จของทีมเล็กๆ ที่สามารถพลิกชีวิต ใช้พลังของกีฬาเพื่อสร้างความหวัง สร้างโอกาส และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” นายอรรถกรกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209268&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6poJ8rQSom7d9oRl3JDq

  • 10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    ธุรกิจ

    26 พ.ย. 2025 เวลา 16:36 น.

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    “วันเดอร์ฟรุ๊ต” (Wonderfruit) เทศกาลประจำปีของประเทศไทยที่เฉลิมฉลองวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรีและธรรมชาติ กำลังจะจัดงานครบรอบ 10 ปี โดยมุ่งเน้นถึงการสร้างผลประโยชน์ภาพรวมให้กับจังหวัดชลบุรีและเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในไทยโดยรวม

    งานวันเดอร์ฟรุ๊ตจัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปีที่ เดอะฟิลด์ ณ สยามคันทรีคลับ จังหวัดชลบุรี ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมดึงดูดผู้เข้าชมทั้งจากประเทศไทยและทั่วโลก พร้อมทั้งสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับธุรกิจท้องถิ่น ชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา วันเดอร์ฟรุ๊ตได้พัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่มีกิจกรรมตลอดทั้งปี ซึ่งหยั่งรากอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติที่ขยายตัวจากประมาณ 230 ไร่ในปี 2557 จนกลายเป็นพื้นที่ 500 ไร่ในปัจจุบัน โดยในพื้นที่จะประกอบไปด้วยโครงสร้างทั้งแบบถาวรและกึ่งถาวร พื้นที่ที่ฟื้นฟูระบบนิเวศ ทะเลสาบและโครงการทดลองทำฟาร์มแบบครบวงจร ซึ่งปัจจุบันรองรับพื้นที่จัดงานและเวทีต่าง ๆ กว่า 50 แห่ง โดยในแต่ละปีจะมีศิลปินและนักแสดงกว่า 600 ชีวิตจาก 54 ประเทศ ประสบการณ์การรับประทานอาหารกว่า 160 รายการ กิจกรรมด้านสุขภาพมากกว่า 100 กิจกรรมและการจัดแสดงงานศิลปะมากกว่า 20 ชิ้น

    ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้งวันเดอร์ฟรุ๊ต กล่าวว่า “การที่เราเดินทางมาถึงปีที่ 10 ของ วันเดอร์ฟรุ๊ตเป็นช่วงเวลาที่เราแสดงความขอบคุณและเป็นช่วงเวลาที่เราตระหนักถึงชุมชนที่กว้างขึ้น ซึ่งทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ในแต่ละปีผู้คนหลายพันคนเลือกที่จะเดินทางมายังเดอะฟิลด์และนั่นหมายความว่า พวกเขาได้มีส่วนในการสนับสนุนโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนาดเล็กและแรงงานในจังหวัดชลบุรีด้วย ความตั้งใจของเราคือการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่กับผู้ร่วมงานที่เราเรียกว่า วันเดอร์เรอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเพื่อนบ้านรอบ ๆ บริเวณงาน พาร์ทเนอร์ที่ร่วมงานกับเรา และยังรวมไปถึงผืนดินที่เราร่วมกันดูแล และเมื่อเราก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สองเราก็จะยังคงยึดมั่น ในการสร้างระบบหมุนเวียน การฟื้นฟูธรรมชาติ และจะมีการจัดกิจกรรมมากขึ้น ตลอดทั้งปีในพื้นที่เดอะฟิลด์เพื่อให้ผลกระทบเชิงบวกของเราที่ชลบุรีครอบคลุมทั้งด้านวัฒนธรรม ระบบนิเวศและระบบเศรษฐกิจ”

    นับตั้งแต่ปี 2557 วันเดอร์ฟรุ๊ต ได้ต้อนรับกลุ่ม ‘วันเดอร์เรอร์’ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องสู่ชลบุรี โดยงานในช่วงหลังจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมอยู่ที่ประมาณ 25,000 คนต่อวัน ผู้เข้าชมงานมาจากกว่า 140 สัญชาติ ส่วนมากอาศัยอยู่ในประเทศไทยและรองลงมาเป็นผู้เดินทาง มาจากต่างประเทศ ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยนักเดินทางสายวัฒนธรรม สายสร้างสรรค์และสายสิ่งแวดล้อมที่มีกำลังซื้อสูง

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’  

    จากการเก็บข้อมูลของ วันเดอร์ฟรุ๊ต ปี 2567 ผู้เข้าร่วมจำนวนมากเดินทางมาจากนอกจังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีกำลังใช้จ่ายสูงและอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 7.7 วันในประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 120,000 บาทต่อคน กรณีพักในพื้นที่ “เดอะ ฟิลด์”  และเฉลี่ยประมาณ 67,000 บาทต่อคน หากพักในโรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ใกล้เคียง ค่าใช้จ่ายรวมด้านการเดินทาง อาหาร เครื่องดื่ม กิจกรรม การช้อปปิ้ง และบริการอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 710.73 ล้านบาท และมีส่วนสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ( GDP) ประมาณ 411.83 ล้านบาท กระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของพัทยา ชลบุรี และพื้นที่โดยรอบ

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวเสริมว่า “วันเดอร์ฟรุ๊ตถือเป็นส่วนสำคัญในปฏิทินของพัทยาและชลบุรีไปแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เทศกาลนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มองเห็นจังหวัดของเราไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางริมทะเล แต่เป็นศูนย์กลางของศิลปะ วัฒนธรรมและธรรมชาติ ผลบวกทางเศรษฐกิจของงานได้ขยายตัวครอบคลุมถึงโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร คาเฟ่ ระบบขนส่งท้องถิ่น และธุรกิจค้าปลีกโดยข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายโดยตรงและทางอ้อมของผู้เข้าร่วมงานมีมูลค่ารวมกว่า 700 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและสร้างโอกาส ในการจ้างงานในท้องถิ่น”

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    สำหรับงานครบรอบ 10 ปี วันเดอร์ฟรุ๊ต ได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคท้องถิ่นและระดับภูมิภาคกว่า  600 ราย ภายในเดอะฟิลด์ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการด้านอาหาร ช่างฝีมือ เกษตรกร ผู้ผลิตและธุรกิจขนาดเล็ก เบื้องหลังการทำงานมีคนกว่า 4,500 คนในสายการผลิต งานก่อสร้าง ออกแบบ ความปลอดภัย การปฏิบัติการ และบริการผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาทักษะของแรงงาน ในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

    เมื่อวันเดอร์ฟรุ๊ตก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ทีมงานจะยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคชุมชน เพื่อทำความเข้าใจและแบ่งปันผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีต่อชลบุรีและประเทศไทย ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้วันเดอร์ฟรุ๊ตจะขยายกิจกรรมตลอดทั้งปีในเดอะฟิลด์เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้มาเยือน ได้สัมผัสชลบุรีตลอดทั้งปีและเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่นี้อีกด้วย

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209377&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3StkuDOKXiY-UMvHHua8dY

  • ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับลงกังวลสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

    ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับลงกังวลสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

              น.ส.ชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การซื้อขาย   SET50 Index Futures วันนี้พลิกกลับมาปรับตัวลง แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนจากปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับความคาดหวังโอกาสการที่ธนาคาร  กลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นี้ หลังจากที่ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่น และยอดค้าปลีกของสหรัฐออกมาไม่  ค่อยดี แต่คาดว่าตลาดกลับมากังวลปัจจัยผลกระทบน้ำท่วมในประเทศแทน เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งในส่วนของความ  กังวลหนี้เสีย ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น เป็นต้น ทำให้เป็นปัจจัยที่กดดันดัชนีพลิกกลับมาย่อตัวลง            แนวโน้มพรุ่งนี้คาดว่ามีโอกาสแกว่งตัวลงได้ต่อ ซึ่งมองว่าภาพของดัชนีกลับมาปรับฐานอีกครั้ง หลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคำ  แนะนำยังให้อยู่ฝั่ง short โดยมีจุดขายทำกำไรบริเวณแนวรับ 815-820 จุด และแนวต้านที่ 935-840 จุด โดยรอติดตามการรายงานจีดี  พีไตรมาส 3/68 ของสหรัฐ และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.ย.และต.ค. ของสหรัฐซึ่งยังไม่แน่นอนว่า  จะรายงานออกมาคืนนี้หรือไม่            ด้านราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นมา ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยหนุนของการที่ตลาดคาดหวังโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุม  เดือนธ.ค.นี้ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ทยอยออกมาอ่อนแอ ทำให้ราคาทองคำมีการเด้งกลับ โดยที่ภาพทางเทคนิคหากราคาทองคำ  สามารถทะลุผ่านที่ระดับแนวต้าน 4,190-4,120 เหรียญสหรัฐ แนะนะยังอยู่ฝั่ง long ต่อ และหากมีจังหวะย่อตัวกลับมาแนะนำเปลี่ยนมา  อยู่ฝั่ง short เพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น บริเวณแนวรับ 4,110-4,130 เหรียญสหรัฐ            ดัชนี SET50 ปิดวันนี้ที่ระดับ 825.79 จุด ลดลง 3.88 จุด (-0.47%)

    โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAP0IQBQA30GC7YM8RZRYA8O5LU4NWP&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uxo8LPBqmH-3DsuDX59VO

  • ก.ท่องเที่ยวฯ เผยเหตุน้ำท่วมหนักหาดใหญ่ นทท.เกือบ 1,000 คน ยังติดค้างในโรงแรม : อินโฟเควสท์

    ก.ท่องเที่ยวฯ เผยเหตุน้ำท่วมหนักหาดใหญ่ นทท.เกือบ 1,000 คน ยังติดค้างในโรงแรม : อินโฟเควสท์

    ธรรมนัส พรหมเผ่า

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ภายหลังการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลรับทราบสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้ว และได้สั่งการให้ทุกหน่วยบูรณาการกำลังช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยกำชับให้ “เร่งระบายน้ำ” จากทะเลสาบสงขลาลงสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมมอบหมายให้แม่ทัพภาคที่ 4 ควบคุมการปฏิบัติทั้งหมด โดยมีหน่วยกำลังจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมประมง และเครือข่ายจิตอาสาเจ็ตสกี ร่วมสนับสนุนภารกิจสำคัญในการอพยพผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

    สำหรับครอบครัวที่ยังต้องเฝ้าทรัพย์สิน หรือพักอาศัยในอาคารสูง รัฐบาลได้จัดเตรียมการลำเลียงอาหารและน้ำดื่มส่งให้ถึงหน้าบ้าน เพื่อให้สามารถประคองสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

    ทั้งนี้ จากการอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 25 พ.ย. 68 มีนักท่องเที่ยวเดินทางออกจากพื้นที่หาดใหญ่ นับจากวันเสาร์ (22 พ.ย.) แล้วกว่า 7,000 ราย ขณะที่บางส่วนยังคงติดในโรงแรม และพักอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือชั่วคราว ประมาณเกือบ 1,000 ราย ซึ่งเป็นการนับจากจำนวนที่มีวันแรก และจำนวนที่สำรวจ พร้อมมีการประเมินว่า ยังคงมีนักท่องเที่ยวติดค้างในโรงแรมหลายแห่ง ซึ่งกระทรวงฯ ยังคงเร่งประสานงานเชิงรุกกับผู้ประกอบการโรงแรม และศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง และดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ทีมยังคงประจำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่อย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ความช่วยเหลือยากเข้าถึงในหลายจุด ทั้งกลางเมืองหาดใหญ่ และบริเวณทั้งหมด ซึ่งมีความเร่งด่วนที่ต้องให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ยังติดค้างในพื้นที่ โดยประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งอพยพ ส่งอาหาร และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    กระทรวงฯ ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานเหตุจากนักท่องเที่ยว โดยรวบรวมข้อมูลผู้ติดค้างในโรงแรมและพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นให้กับนักท่องเที่ยว และประชาชนที่พักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว

    น.ส.นัทรียา กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกคน พร้อมดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในพื้นที่ ที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนและนักท่องเที่ยวตลอดช่วงวิกฤตครั้งนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549251&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrA5Gs-NCqN4LG0wyQfc8

  • ยูกันดาเปิดทางนักลงทุนไทย ชู 4 อุตสาหกรรมเด่น พร้อมสิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบ เจาะตลาดแอฟริกา 500 ล้านคน

    ยูกันดาเปิดทางนักลงทุนไทย ชู 4 อุตสาหกรรมเด่น พร้อมสิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบ เจาะตลาดแอฟริกา 500 ล้านคน


    ยูกันดาเร่งดึงทุนไทยผ่านงาน “Uganda Business Forum & Expo 2025 – Thailand Chapter” ชี้โอกาสทองในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตร เทคโนโลยี และพลังงาน พร้อมชุดสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี เขตเสรี

    สถานเอกอัครราชทูตยูกันดาประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ (ซึ่งครอบคลุมเขตอาณาไทย) จัดงาน “The Pearl of Africa – Uganda Business Forum & Expo 2025 – Thailand Chapter” เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อแนะนำยูกันดาในฐานะจุดหมายการลงทุนแห่งใหม่ของนักธุรกิจไทย พร้อมผลักดันความร่วมมือใน 4 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ท่องเที่ยวและบริการ, เกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง, เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม, และเหมืองแร่–พลังงาน–น้ำมันและก๊าซ

    ยูกันดายังเสนอแพ็กเกจ สิทธิประโยชน์การลงทุนแบบครบวงจร อาทิ เขตเศรษฐกิจเสรี การยกเว้นภาษีและอากรนำเข้า การรับรองการลงทุน รวมถึงสิทธิการโอนกำไรกลับประเทศอย่างเสรี พร้อมศูนย์บริการนักลงทุนแบบ One-Stop Service ย้ำศักยภาพการเป็น “ประตูสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 500 ล้านคน” ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและกลุ่ม COMESA

    ยูกันดาชูเสถียรภาพเศรษฐกิจ พร้อมดึงไทยลงทุน

    นายเฟรดริค งอบิ กูเม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรมและสหกรณ์ยูกันดา ระบุว่า งานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับประเทศในเอเชีย โดยก่อนหน้านี้งานในอินโดนีเซียและมาเลเซียได้รับการตอบรับอย่างดี สะท้อนให้เห็นความสนใจจากนักลงทุนในศักยภาพของยูกันดา ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพสูง

    ข้อมูลจาก IMF และธนาคารโลกระบุว่า GDP ของยูกันดาปี 2024–2025 คาดโต 6.2–6.4% และอาจเร่งตัวแตะระดับสองหลักเมื่ออุตสาหกรรมน้ำมันเดินเครื่องเต็มที่ ปัจจุบันยูกันดามีประชากรกว่า 51 ล้านคน ทำให้ตลาดภายในประเทศมีขนาดใหญ่ และมีแรงงานคุณภาพสูงรองรับการลงทุน ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างไทย–ยูกันดาในปี 2024 สูงกว่า 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเติบโตได้อีกมาก

    4 อุตสาหกรรมเด่นที่นักลงทุนไทยมีโอกาสสูง

    1. การท่องเที่ยวและบริการ
    ยูกันดาถูกขนานนามว่า “ไข่มุกแห่งแอฟริกา” เต็มไปด้วยธรรมชาติ สัตว์ป่า ภูเขา และแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เปิดโอกาสให้ไทยลงทุนสร้างอีโคลอดจ์ รีสอร์ต ธีมพาร์ค พัฒนาสายการบิน การสร้างแบรนด์ประเทศ และการอบรมบุคลากรด้านการบริการ

    2. เกษตรและการแปรรูปอาหาร
    ภาคเกษตรเป็นฐานสำคัญของประเทศ คิดเป็น 70% ของการจ้างงาน ไทยสามารถลงทุนในโรงงานแปรรูป ผลิตปุ๋ยชีวภาพ พัฒนาระบบชลประทาน เครื่องจักรเกษตร และสร้างห่วงโซ่มูลค่าการส่งออกเชื่อมสู่ตลาดโลก

    3. เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม
    ยูกันดากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เปิดรับการลงทุนด้าน FinTech ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายสื่อสาร โซลูชัน Smart City, AI, IoT รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากร ICT รองรับความต้องการแรงงานในอนาคต

    4. เหมืองแร่ น้ำมัน และก๊าซ
    ประเทศมีทรัพยากรสำคัญ เช่น ทองคำ ทองแดง โคบอลต์ เหล็ก และน้ำมัน เปิดโอกาสให้ไทยร่วมสำรวจกิจการเหมือง การกลั่น การเพิ่มมูลค่าแร่ และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงโครงการพลังงานเชื่อมไทย–แอฟริกา

    สิทธิประโยชน์การลงทุนเด่นของยูกันดา

    ภายใต้กฎหมาย Investment Code และ Free Zones Act นักลงทุนจะได้รับสิทธิ เช่น:

    • โอนผลกำไรกลับประเทศได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาตจากธนาคารกลาง

    • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 ปี สำหรับธุรกิจในเขตเสรี

    • ยกเว้นอากรนำเข้า/ภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับวัตถุดิบและเครื่องจักร

    • ระบบ On-site Customs ตรวจปล่อยสินค้าภายในเขต

    • สิทธิการลดภาษี การยกเว้นภาษี R&D และค่าเสื่อมราคาพิเศษ สำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์

    • เงินลงทุนขั้นต่ำ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนักลงทุนต่างชาติ

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังได้รับความคุ้มครองภายใต้ MIGA และสนธิสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการเวนคืน

    ยูกันดา: ประเทศที่มีเสถียรภาพสูง พร้อมรองรับการเติบโตระยะยาว

    รัฐบาลยูกันดาให้ความสำคัญกับการพัฒนาความมั่นคงภายในประเทศ ภายใต้หลัก Patriotism, Democracy & Good Governance ทำให้สภาพแวดล้อมปลอดภัย ระบุได้จากงาน “Martyrs’ Day” ที่มีผู้ร่วมกว่า 3 ล้านคนทุกปีโดยไม่มีเหตุรุนแรง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อปี

    การพัฒนาเกษตรเชิงพาณิชย์ การยกระดับเครื่องจักรการผลิต และระบบศูนย์บริการนักลงทุนครบวงจร ทำให้ยูกันดากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคงและเหมาะแก่การลงทุนมากที่สุดในแอฟริกาตะวันออก


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37939&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-FzFOzw-f0vMWDYhjLZUh

  • ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.)

    ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.)

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) เพื่อเป็นสื่อกลางสนับสนุนและประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบเหตุจากอุทกภัยในภาคใต้ พร้อมติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบทางการท่องเที่ยว

    รวมถึงสื่อสารมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบเหตุ และอัปเดตสถานการณ์การเดินทางในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ 

    ททท.
    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) เพื่อเป็นสื่อกลางสนับสนุนและประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบเหตุจากอุทกภัยในภาคใต้

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในหลายจังหวัด ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล และสุราษฎร์ธานี โดยมี อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ยังคงติดค้างอยู่ในโรงแรม ไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ ททท.จึงได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) ขึ้น ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    คอนเทนต์แนะนำ

    เพื่อให้เป็นช่องทางสื่อกลางในการสนับสนุนประสานความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยว พร้อมติดตามสถานการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่ออัปเดตและสื่อสารสถานการณ์การเดินทางในพื้นที่ไปยังประชาชน นักท่องเที่ยว พันธมิตรบริษัทนำเที่ยว และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการเดินทางและลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด  รวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล เพื่อเตรียมวางแผนมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางและฟื้นฟูการท่องเที่ยวในระยะต่อไป 

    สำหรับมาตรการของ ททท. ในระยะแรก จะดำเนินการประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยประสานระหว่างสถานทูตและสถานกงสุล รวมถึงบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับแจ้งการตกค้างของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ และประสานกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจากโรงแรมและสถานที่ต่างๆ สู่ศูนย์พักพิงนักท่องเที่ยวก่อนการเดินทางกลับ เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

    โดยในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา ททท. ได้รับแจ้งรายชื่อนักท่องเที่ยวและโรงแรมที่นักท่องเที่ยวติดค้างจากสถานกงสุลของประเทศต่างๆ ในพื้นที่ประสบเหตุ และได้ประสานขอความช่วยเหลือในพื้นที่เพื่อเร่งช่วยนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง  

    นอกจากนี้ ททท. จะดำเนินมาตรการบริหารข่าว โดยติดตามการเผยแพร่ข่าวทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ การทำ fact sheet ข้อเท็จจริงรายวัน เพื่อสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ และพื้นที่ที่เกิดเหตุ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดกับพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ วางแผนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในและนอกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

    และเตรียมวางแผนมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในพื้นที่ภายหลังภาวะวิกฤต เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทาง ททท. จะประเมินผลกระทบทางการท่องเที่ยว และปรับแผนการส่งเสริมตลาดกลุ่มเป้าหมาย เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการจัดเทศกาล และอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลอัปเดตการเดินทางและเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสานงานกรณีเร่งด่วน ผ่านช่องทาง TAT Call Center:  1672 Travel Buddy และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลขโทรศัพท์ 1155 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262309&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28k3Bu0lPODjrBbAPJa4mS

  • IMF ชี้ เยอรมนีทุ่มงบฟื้นเศรษฐกิจเริ่มเห็นผล หลังซบเซาหนักสุดใน G7 : อินโฟเควสท์

    IMF ชี้ เยอรมนีทุ่มงบฟื้นเศรษฐกิจเริ่มเห็นผล หลังซบเซาหนักสุดใน G7 : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจเยอรมนี โดยระบุว่าการปฏิรูปวินัยการคลังครั้งใหญ่เมื่อต้นปี เริ่มส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว หลังจากที่เยอรมนีเป็นชาติเดียวในกลุ่ม G7 ที่เศรษฐกิจไม่โตเลยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

    IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเยอรมนีจะขยายตัวเพียง 0.2% ในปีนี้ แต่จะเติบโตขึ้นที่ราว 1.0% ในปี 2569 และ 1.5% ในปี 2570 โดยปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจคือแผนการของรัฐบาลชุดใหม่ที่เร่งการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม ซึ่งช่วยกระตุ้นทั้งการลงทุนและการบริโภคในประเทศ

    ขณะเดียวกัน การอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลจะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงถึง 4% ของ GDP และหนี้สาธารณะจะขยับขึ้นไปแตะ 68% ภายในปี 2570 แต่ตัวเลขนี้ก็ยังถือว่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นในกลุ่ม G7

    อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าลำพังการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่พอ เพราะเยอรมนียังเจอโจทย์หินในระยะกลาง คือปัญหาสังคมสูงวัยที่รุนแรง และผลิตภาพของแรงงานที่ยังต่ำ ซึ่งจะเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตในอนาคต

    นักเศรษฐศาสตร์แนะว่า รัฐบาลต้องใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดเพื่อสร้างฐานการผลิตระยะยาว และต้องเร่งผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ทั้งการลดขั้นตอนราชการ แก้กฎหมายดึงดูดแรงงาน ส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัล และเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vP9F8fh9cXD2iLy_gFWx5

  • ‘สุชัชวีร์’ แถลงเปิดคาราวานช่วยน้ำท่วมภาคใต้พร้อมชงข้อเสนอแก้ไข

    ‘สุชัชวีร์’ แถลงเปิดคาราวานช่วยน้ำท่วมภาคใต้พร้อมชงข้อเสนอแก้ไข

    ‘ดร.เอ้’ นำพรรคไทยก้าวใหม่ แถลงเปิดตัวคาราวานช่วยน้ำท่วมภาคใต้ ย้ำข้อเสนอที่ต้องทำทันที ตั้งศูนย์บัญชาการ-โฆษกหนึ่งเดียว ชี้ควรเปิดช่องระบายน้ำ ‘ทีมเศรษฐกิจ’ เสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-พักชำระหนี้

    26 พ.ย.2568 – ที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แถลงข่าวนำคาราวานช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ รวมถึงเปิดข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ

    นายสุชัชวีร์ กล่าวเริ่มต้นว่า ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เป็นคำถามที่ก้องอยู่ในใจ ในหัวของเรา วันก่อนน้ำท่วม อ.แม่สาย ที่ จ.น่าน และอื่น ๆ จ.พระนครศรีอยุธยา ก็คงต้องอยู่กับน้ำถึงปีหน้า กรุงเทพฯ ก็รอจมทะเลอย่างเดียว ถ้าไม่ทำอะไร และภาพที่เห็นในภาคใต้นั้น ไม่ได้ดีเลย แต่หาดใหญ่ เมืองเศรษฐกิจหลัก วันนี้จมน้ำโดยสมบูรณ์แบบ ตนเองโทรคุยกับญาติ เสียงสะท้อนคือเสียงที่ตนเองบอกไป เป็นเสียงคนหาดใหญ่ที่วันนี้สุดแทนจะทรมานจริง ๆ ไม่มีการเตือนภัย ไม่มีการบอกให้อพยพ กว่าจะบอกก็ไม่มีอะไรเหลือ อีกทั้งยังมีภาพคนหาดใหญ่ต้องไต่สายไฟฟ้า โดยหากตามมาตรฐานสูง 5 เมตร และไม่รู้ว่าต้องเจออะไร ยังเหลือพลังงานคงค้างหรือไม่ เราต้องเห็นภาพเด็ก พ่อแม่ลูกต้องทุบหลังคาออกมา และเมื่อวานทีมเจ็ตสกี เห็นคนหลุดมือไป 2 คนต่อหน้าต่อตา วันนี้เป็นเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งอยากบอกว่า ภัยพิบัตินี้มันควรป้องกันได้

    นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเองและพรรค ไม่ต้องการที่จะโทษใคร แต่เราประกาศตัวว่าเป็นเสียงที่แท้จริงของประชาชน เสียงที่ถูกต้อง และต้องมาพร้อมความรู้ และความเป็นมืออาชีพ เราจะพูดความจริงภายใต้หลักทางวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ แม้เราจะเจอกระแสที่ชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เราจะเป็นพรรคแรกที่จะบอกว่าน้ำท่วมที่คนต้องจม เกิดเพราะอะไรอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการแอบแฝงทางการเมือง บอกอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้ประสบการณ์ความรู้ระดับโลก ทั้งด้านธรณีวิทยา น้ำ เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ การซับน้ำตาของคนไทยอย่างถาวร พร้อมแสดงความเสียใจจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ และขออาสาเพื่อเป็นตัวแทนทุกคนทั้งคนใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ขอเป็นพรรคที่ต่อสู้กับภัยพิบัติอย่างถูกต้อง และเป็นธรรม

    วันนี้ทีมงานของพรรค อยู่ในพื้นที่เปิดโรงครัว ศูนย์ช่วยเหลือ มีการเปิดระบบริจาค เพื่อส่งคาราวานเข้าไป พร้อมเปิดระบบให้ประชาชนบอกพิกัดในการเข้าไปช่วย และสิ่งที่พรรคทำ คือพรรคที่เสนอทางแก้วินาทีนี้ จะแก้อย่างเป็นธรรม และยั่งยืน

    นายสุชัชวีร์ ได้ไล่เรียงภาพถ่ายทางอากาศของ อ.หาดใหญ่ ชี้ให้เห็นเส้นทางน้ำ พร้อมเสนอข้อเสนอทันทีที่ต้องทำตอนนี้ ได้แก่ 1.ตั้งศูนย์บัญชาการสูงสุดหนึ่งเดียว เสนอให้ใช้พื้นที่ค่ายเสนาณรงค์ ที่อุปกรณ์ที่สามารถช่วยเหลือได้ 2.ระบุเส้นทางปลอดภัย ด้วยข้อมูลดาวเทียม ใช้ข้อมูลกู้ภัยสากลในการแบ่งสี แบ่งพื้นที่ แต่วันนี้กลับไม่เห็นเลย 3.ตั้งโฆษกหนึ่งเสียงตัวจริง ในการให้ข้อมูล 4.ฟื้นสาธารณูปโภคสำคัญให้ได้ ทั้งเครื่องปั่นไฟ เรื่องน้ำดื่มอาหาร ต้องพร้อม 5.อพยพตามลำดับเร่งด่วน ลดการศูญเสีย จัดอันดับตามเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และอื่นๆ
    และ 6.กองกำลังแพทย์ พยาบาลอต้องพร้อม ทั้งหมดนี้ คือทางรอดที่รอดพ้นไป 24 ชั่วโมงนี้ให้ได้ จึงวิงวอนขอให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในวิกฤติฉุกเฉินนี้ เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ด้วยตนเอง และเป็นกำลังใจให้กับประชาชน

    นายสุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า เราขอเป็นพรรคแรกเสนอมาตรการเร่งด่วน ระบายให้เร็วที่สุดออกจาก อ.หาดใหญ่ ให้ได้ โดยที่น้ำไม่สามารถไหลไปที่ทะเลสาบสงขลานั้น เพราะติดคันถนนลพบุรีราเมศวร์ คันถนนขวางน้ำอยู่ ทางแก้คือต้องเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้น้ำไหลสะดวก เพื่อให้ไปถึงทะเลสาบสงขลา รัฐจะต้องดูแลพี่น้องขาวสงขลาอย่างเป็นธรรม เจาะจุดขวางทางน้ำ และมีสะพาน ส่วนข้อเสนอที่ยั่งยืน ต้องมีการปฏิรูปผังเมือง ทำอุโมงค์ลอดใต้เมือง ซึ่งไม่ต้องเวนคืนที่ดินด้วย

    ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า นโยบายแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยจากเหตุการณ์นี้ กว่า 800,000 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจาก ปล้นคนกว่า 8 เสนครอบครัว ปล้นความฝันจากเด็ก ๆ ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเร่งด่วน โดยจากข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ หอการค้าไทย ระบุว่า หากปล่อยไว้เกิน 10 วันความเสียหานอยู่ที่ 20,000 – 30,000 ล้านบาท ข้อเสนอแนวทาง ดังนี้ 1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สนับสนุนสภาพคล่องผู้ประสบภัย วิงวอนทั้งรัฐบาล และภาคเอกชนที่ทำได้ต้องทำ รักษาความต่อเนื่องของการบริโภค จ้างงาน

    2.กองทุนเพิ่มสภาพคล่อง เสนอตลาดหลักทรัพย์ ให้มีรางวัลกับคนที่จ่ายดอกเบี้ยตรง และมีมาตรการกับคนมี่จ่ายล่าช้า เสนอให้จัดตั้ง clash flow funds ให้มีโอกาสในการแก้ไขปัญหากับเศรษฐกิจ และร้านค้า คนก็จะไม่ตกงาน และระบบการเงิน

    3.การพักชำระหนี้ให้กับประชาชนที่ประสบภัย อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้กลับมามีเวลายืนได้อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนอย่างมาก

    4.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เพื่อระดมทุนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในภาคกลาง ภาคใต้ อย่างเป็นระบบ ป้องกันความเสียหายในอนาคต

    ส่วนผลลัพธ์ของนโยบาย ระยะสั้น 0 – 6 เดือนที่ต้องฟื้นฟูกำลังซื้อ และสภาพคล่องประชาขน รักษาธุรกิจ SMEs ลดการว่างงาน ส่วนระยะกลาง – ยาว (6 เดือน – 5 ปี) ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม

    ดังนั้น เราจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลเข้าดำเนินการต้องทำข้อ 1 – 2 ทันทีภายใน 30 วัน, บูรณาการระหว่างกระทรวงการคลังธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงิน และจัดตั้งคณะทำงานติดตามความคืบหน้ากำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน ประเมินผลนโยบายอย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ยังมีคาราวานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ โดยเป็นรถบรรทุกที่จะเดินทางออกจากที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ โดยมีช่องทางในการติดต่อ เพื่อรับของบริจาคนำไปส่งให้กับพี่น้องที่กำลังประสบอุทกภัยในภาคใต้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/903126/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NCGF9pZc3sSBcZhgYfmwG

  • คุยกับท่านทูตไทย ณ เฮลซิงกิ  ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นยักษ์ใหญ่นวัตกรรมโลก  และทำไม ‘ไทย’ อาจเป็นหัวแถวนวัตกรรมเอเชีย

    คุยกับท่านทูตไทย ณ เฮลซิงกิ ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นยักษ์ใหญ่นวัตกรรมโลก และทำไม ‘ไทย’ อาจเป็นหัวแถวนวัตกรรมเอเชีย

    การเดินหน้าสู่ Thailand 4.0 คือยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการค้นหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเติมเต็มเป้าหมายนี้ ประเทศไทยได้เลือก ฟินแลนด์ เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญผ่านความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    Techsauce ได้รับเกียรติพูดคุยกับ นายวรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ผู้เปรียบเสมือน ‘Bridge Builder’ ในการเชื่อมโอกาสระดับโลกให้กับสตาร์ทอัพไทย พร้อมเผยที่มาของความร่วมมือครั้งนี้

    ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ Thailand 4.0?

    โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยตามนโยบาย Thailand 4.0 คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมหนักและการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ท่านทูตฯ อธิบายว่า ฟินแลนด์ เป็นจิ๊กซอว์ที่ตอบโจทย์นี้ของประเทศไทยได้อย่างลงตัว เนื่องจาก

    • การเป็นผู้นำตัวจริงด้าน ICT และนวัตกรรม โดยฟินแลนด์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้าน ICT และนวัตกรรมในระดับโลก โดยติดอันดับที่ 6 ของโลก และ อันดับ 4 ของสหภาพยุโรป (EU)
    • มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยฟินแลนด์มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะกลุ่ม AI, Health Tech และ Sustainable Technology

    Slush สปริงบอร์ดสู่เวทีโลก

    หนึ่งในกุญแจความสำเร็จของฟินแลนด์คือ “Slush” ซึ่งถูกยกให้เป็นงาน Tech Event ชั้นนำของโลก ที่มี Startups เข้าร่วมกว่า 20,000 ราย จากกว่า 100 ประเทศ และที่สำคัญคือมีนักลงทุนจากทั่วโลกตบเท้าเข้าร่วมมากถึง 3,500 ราย 

    ท่านทูตฯ มองเห็นโอกาสว่า การเข้าร่วมงาน Slush จะเป็น Springboard ให้กับผู้ประกอบการไทยในการก้าวสู่เวทีระดับโลก เป็นโอกาสในการนำเสนอศักยภาพ ซึ่งหากผลงานเข้าตานักลงทุนต่างชาติ ก็จะเป็นการยกระดับการยอมรับให้กับอุตสาหกรรม Startups ของไทยทั้งระบบ 

    ถอดรหัสเอกลักษณ์ที่ทำให้ Ecosystem ด้านนวัตกรรมของฟินแลนด์แข็งแกร่ง

    อะไรคือสิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมระดับโลก ? โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังให้ความสนใจอย่าง Deep Tech และ Green Tech ท่านทูตฯ สรุปปัจจัยสำคัญความสำเร็จของฟินแลนด์ไว้ดังนี้

    1. บุคลากรคุณภาพสูง: ประชากรมีการศึกษาและความรู้ความเข้าใจสูง มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี ซึ่งเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ซับซ้อน
    2. การมุ่งเน้นในสาขาถนัด: สตาร์ทอัพฟินแลนด์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น Gaming (เช่น บริษัท Rovio ที่สร้างเกม Angry Bird), AI, 5G Network, Sustainable Energy (Green Tech) และ Digitalization
    3. การลงทุนใน R&D: บริษัทและภาคเอกชนในฟินแลนด์ ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยี
    4. โครงข่ายความร่วมมือแข็งแรง: มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

    ทำไม ‘ไทย’ ถึงมีโอกาสเป็นหัวแถวด้านนวัตกรรมแห่งเอเชีย

    แม้ฟินแลนด์จะเป็นประเทศเล็กที่มีประชากรไม่ถึง 6 ล้านคน และมูลค่าการค้าระหว่างไทย-ฟินแลนด์ มีเพียงประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยกับบริเวณชายแดนบางแห่งของไทยและลาวเสียอีก) ทำให้ฟินแลนด์ไม่ใช่เป้าหมายหลักด้านการส่งออกสินค้า

    แต่ในมุมของ ‘นวัตกรรม’ สถานทูตฯ เล็งเห็นว่าไทยต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนี้ เพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสตาร์ทอัพไทย ท่านทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงสถานะของไทยในเวทีนี้ไว้อย่างน่าภาคภูมิใจว่า

    ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่เข้าร่วมงาน Slush อย่างจริงจัง มีงาน Side Event ที่มีผู้ลงทะเบียนเต็มทุกที่นั่งก่อนสองสัปดาห์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยืนหนึ่งเป็นแนวหน้าในภูมิภาคเอเชีย ในการบุกเบิกโอกาสด้านนวัตกรรม

    สถานทูตฯ ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานสำคัญ เช่น depa, NIA และ Techsauce เพื่อนำสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ประสบการณ์ระดับโลกนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการระดมทุนและขยายตลาด

    คำแนะนำสู่ความสำเร็จ “เข้าใจพฤติกรรมตลาด สำคัญกว่าตัวเทคโนโลยี”

    สำหรับสตาร์ทอัพไทยทั้ง 10 ทีมที่เตรียมร่วมงาน Slush 2025 ท่านทูตฯ  เน้นย้ำว่า ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือ การเข้าใจตลาด

    “สาเหตุที่สตาร์ทอัพไม่ประสบความสำเร็จคือผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด แม้เทคโนโลยีจะสูงแค่ไหนก็ตาม บางสตาร์ทอัพทำเทคโนโลยีชั้นสูง แต่ไม่ได้ศึกษาพฤติกรรมของคนยุโรป การศึกษา พฤติกรรมผู้บริโภค จุดแข็ง จุดอ่อน ของตลาดต่างประเทศจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์”

    นี่คือสิ่งที่สตาร์ทอัพไทยต้องทำเพื่อสร้าง Product-Market Fit ที่แท้จริง และยกระดับตัวเองสู่มาตรฐานโลก โดยรัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ในการสนับสนุนการเติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน

    ฝากถึงคนรุ่นใหม่ให้กล้าก้าวข้ามความต่างของตลาด

    ท่านทูตฯ ย้ำว่าคนไทยมีศักยภาพด้าน IT สูงมาก แต่ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดยุโรป จึงอยากให้ผู้ประกอบการไทยและคนรุ่นใหม่ตั้งใจศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างจากไทยและเอเชีย และใช้โอกาสจากการเข้าร่วมอีเวนต์ระดับโลกอย่าง Slush ในการสร้างเครือข่ายและนำฟีดแบ็กจาก VC มาพัฒนาต่อยอดเพื่อความสำเร็จในระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/thai-finland-innovation-partnership&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SqRVVvR7EosZ3rbjyUa5A