Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “นายกจอย-ผู้ช่วยเฟริ์ส” แถลงปีใหม่ม้ง 2569 ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยว เงินสะพัดหลายสิบล้าน

    “นายกจอย-ผู้ช่วยเฟริ์ส” แถลงปีใหม่ม้ง 2569 ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยว เงินสะพัดหลายสิบล้าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/113069&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2snQixhaWsQ05CeLEcTPzD

  • ภูเก็ตเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘RTIF 2025’ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย

    ภูเก็ตเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘RTIF 2025’ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย

    วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

    ภูเก็ตเป็นเจ้าภาพในการประชุม Russia-Thailand Investment Forum 2025 (RTIF 2025) ระหว่างวันที่ 26–28 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งถือเป็นเวทีการประชุมที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย งานนี้จัดขึ้นโดย สภาธุรกิจรัสเซีย–ไทย และได้รับการสนับสนุนจาก สถานเอกอัครราชทูตไทยในสหพันธรัฐรัสเซีย และสถานเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียในราชอาณาจักรไทย รวมถึงความร่วมมือจาก กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของสหพันธรัฐรัสเซีย

    งาน Russia-Thailand Investment Forum 2025 (RTIF 2025) เริ่มขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 มีการประชุมในหัวข้อสำคัญหลายหัวข้อ อาทิ รัสเซียและไทย : การลงทุนเพื่ออนาคตร่วมกัน จะสร้างโอกาสและแนวทางในการทำงานเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายรัสเซีย-ไทย

    ในพิธีเปิดประชุม มีผู้เข้าร่วมประชุมในระดับสูง ประกอบด้วย นายวิชาวัฒน์  อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ,นายอีวาน เดมเชนโก (Mr. Ivan Demchenko) ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย ,นายอเล็กเซย์ กรุซเดฟ รองรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย ,นายบอริส ทีทอฟ ผู้ว่าการสำนักงานประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบการ และผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ด้านความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน ,นาย อเล็กซานเดอร์ สตัคเลฟ ประธานกรรมการของมูลนิธิรอสคองเกรส ,ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย

    สำหรับวาระการประชุมในวันแรก มีการจัดการประชุมให้กับภาคส่วนสำคัญ อาทิ กลุ่มธนาคาร กองทุน รัฐบาล กลุ่มการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร บริการจัดเลี้ยง และค้าปลีก และกลุ่มที่ทำงานด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 การประชุมจะเน้นไปทางด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการรักษาสุขภาพ การศึกษา โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญจากรัสเซียและไทยมาร่วมกันอภิปรายถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ นวัตกรรมเพื่อการศึกษา และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ด้านข้อมูลข่าวสาร

    ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมจะเน้นไปที่หัวข้อ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย รวมถึงการอภิปรายเรื่องการสร้างภาพยนตร์ร่วมกัน (co-production) ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อการทำภาพยนตร์ (Impact of AI on Filmmaking) การนำเสนอโปรเจกต์ (project pitch) และการแสดงละครเวทีเรื่อง “Maya in Binary Code” โดย Polina Kardymon ผู้ชนะรางวัล Golden Mask ร่วมกับนักแสดง Alexey Chadov, Ivan Yankovsky และ Minnie Phantira

    การประชุมจะปิดท้ายด้วยเทศกาลด้านวัฒนธรรมชื่อว่า “MIR Cultural Festival” ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ สวนน้ำ อันดามันดา ภูเก็ต เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 30 ปี ของคลื่นวิทยุรัสเซีย (Russian Radio) ภายในงานจะมีการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินผู้ได้รับรางวัล Golden Gramophone ได้แก่ JONY, Irakli, Alexandra Vorobyova และศิลปินรับเชิญพิเศษอีกหนึ่งคนที่จะประกาศชื่อในภายหลัง พวกเขาจะมาแสดงพร้อมกับซูเปอร์สตาร์เมืองไทยอย่าง Bowkylion, Getsunova, Kae Wanthakan, Wizzle, Rocketman และ The Mousses

    ในพื้นที่การจัดแสดงนิทรรศการของการประชุมครั้งนี้ จะมีแบรนด์สินค้าจากทั้งไทยและรัสเซียเข้าร่วมในโซน B2B matchmaking จัดขึ้นโดย Russian Export Center “Made in Russia”, มูลนิธิ Roscongress International, และ Innovation Space อาทิเช่น Rosatom State Corporation และ Sberbank ส่วนพันธมิตรที่ดูแลด้านการขนส่งอย่างเป็นทางการในภูเก็ต คือ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ Etagi

    ขณะที่ด้านศิลปวัฒนธรรม จะจัดควบคู่ไปกับการประชุมทางด้านธุรกิจ การจัดนิทรรศการเรื่อง “Topography of Utopia” เพื่อการสำรวจเมืองและวัฒนธรรมร่วมสมัยเพื่อสร้างพื้นที่ทางธรรมชาติและอุตสาหกรรมร่วมกัน เพื่อระลึกถึงความทรงจำในอดีตและสู่เมืองในอนาคต โดยศิลปินจะนำเสนอโลกอุดมคติที่จะกลายเป็นกระจกสะท้อนเหตุการณ์ความเป็นไปได้ที่อาจจะยังไม่เกิดขึ้นและสร้างพื้นที่สำหรับความคิดอิสระต่อโลกใบนี้จริงๆ

    การจัดนิทรรศการเรื่อง “Homeport Vladivostok” เป็นการนำเสนอภาพถ่ายที่ถ่ายในเมืองวลาดิวอสต็อก ระหว่างปี พ.ศ. 2555-2567 โดยช่างภาพที่มีชื่อเสียงได้ถ่ายภาพไว้ให้เห็นถึงลักษณะในหลากหลายมิติของเมืองวลาดิวอสต็อก ซึ่งเป็นประตูสู่มหาสมุทรแปซิฟิกของรัสเซีย

    นาย Ivan Demchenko ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย–ไทย  กล่าวว่า กิจกรรมการลงทุนระหว่างรัสเซียและไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างมากในอนาคตอันใกล้ เกิดจากการมีการกู้ยืมเงิน เป็นผลดีจากการลงทุนในไทย มีความสนใจจากกลุ่มธุรกิจในไทยที่ต้องการซื้อโครงการของรัสเซีย และกลุ่มชาวรัสเซียได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในไทย พวกเขารอใช้สินค้าจากแบรนด์ที่เขารู้จักดี นอกจากนั้น ชาวรัสเซียได้ลงทุนเป็นจำนวนมากในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทย โดยไทยได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของธุรกิจสตาร์ทอัพของรัสเซีย และยังสามารถขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อีกด้วย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดการประชุมครั้งนี้จึงมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย

    ทั้งนี้ Russia–Thailand Investment Forum 2025 (RTIF 2025) เป็นเวทีสำคัญสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาวระหว่างบริษัทรัสเซียและไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์และดำเนินโครงการลงทุนร่วมกัน การจัดงานดำเนินการโดย สภาธุรกิจรัสเซีย–ไทย ซึ่งเป็นสมาคมเพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจกับไทย เป็นหน่วยงานหลักของรัสเซียในการทำงานเพื่อการส่งเสริมการพัฒนาเชิงธุรกิจและการลงทุน เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกันและสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อกันในระยะยาวระหว่างรัสเซียและไทย

    -033

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/930646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Yb7aSGRpCkJYBBZZgGsM

  • ผลวิจัยชี้ เหมืองไร้การกำกับดูแล กำลังปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

    ผลวิจัยชี้ เหมืองไร้การกำกับดูแล กำลังปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

    คณะวิจัยในสหรัฐฯ ชี้ว่า การทำเหมืองที่ไม่มีการควบคุมกำลังปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำสายหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน

    รายงานการวิจัยของศูนย์วิจัย Stimson Center ในสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ระบุว่า ทั่วแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่ง ที่อาจกำลังปล่อยสารเคมีอันตรายถึงชีวิต เช่น ไซยาไนด์ และปรอท ลงสู่แม่น้ำ โดยหลายแห่งเป็นเหมืองผิดกฎหมายและไม่มีการควบคุม

    “สำหรับผม ขอบเขตของปัญหานั้นน่าตกใจมาก” นายไบรอัน ไอย์เลอร์ นักวิจัยอาวุโสของ Stimson กล่าว โดยชี้ไปที่ลำน้ำสาขาจำนวนมากของแม่น้ำสายหลักอย่าง แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำอิรวดี ที่น่าจะมีการปนเปื้อนในระดับสูง

    รายงานของ Stimson ถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับเหมืองที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจหากิจกรรมการทำเหมืองแบบต่างๆ โดยพบแหล่งทำเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำ (alluvial mining) 366 แห่ง, เหมืองแบบกองชะละลาย (heap leach) 359 แห่ง และเหมืองแร่หายาก 77 แห่ง ที่มีการระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำโขง

    เหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำส่วนใหญ่เป็นเหมืองทองคำ แม้ว่าบางแห่งจะมีการสกัดดีบุกและเงินด้วยก็ตาม ส่วนแหล่งเหมืองแบบกองชะละลาย เป็นเหมืองสำหรับการสกัดทองคำ นิกเกิล ทองแดง และแมงกานีส

    อนึ่ง แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย และเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนมากกว่า 70 ล้านคน ตลอดจนการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมงสู่ตลาดโลก ก่อนหน้านี้ นายไอย์เลอร์กล่าวว่า ระบบแม่น้ำโขงถูกมองว่าเป็นระบบแม่น้ำที่สะอาด

    “เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำโขงโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้ถูกกำกับดูแลด้วยกฎหมายระดับชาติและกฎระเบียบที่สมเหตุสมผล จึงน่าเสียดายที่ลุ่มน้ำแห่งนี้ตกอยู่ในสภาพที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่ไม่มีการควบคุมแบบนี้ในระดับสูงและในขนาดที่ใหญ่โตตามที่ข้อมูลของเราเปิดเผย” นายไอย์เลอร์กล่าว

    นักวิจัยของ Stimson ระบุว่า สารเคมีเป็นพิษที่ปล่อยออกมาจากการทำเหมืองแร่หายากที่ไม่มีการควบคุม ได้แก่ แอมโมเนียมซัลเฟต และโซเดียมไซยาไนด์ กับ ปรอท

    สถานการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนหลายล้านที่อาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคในที่อื่น ๆ ด้วย “ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสหรัฐอเมริการายใด ที่ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์จากลุ่มน้ำโขงเลย ทั้งกุ้ง ข้าว และปลา” นายไอย์เลอร์กล่าว

    การเปิดเหมืองแร่หายากแห่งใหม่ในภาคตะวันออกของเมียนมาโดยได้รับการสนับสนุนจากจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนติดภูเขากับประเทศไทย ทำให้นักวิจัยกังวลเรื่องอันตรายของมลพิษในพื้นที่ปลายน้ำตามแนวแม่น้ำกก รวมถึง ตำบลท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลจากเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย

    นายธนพนธ์ เพ็ญรัตน์ จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลไทย กล่าวว่า รูปแบบการปนเปื้อนในตัวอย่างจากแม่น้ำกกแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของสารหนู ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายากและทองคำ ควบคู่ไปกับแร่หายากชนิดหนัก เช่น ดิสโพรเซียม (dysprosium) และ เทอร์เบียม (terbium)

    นายธนพนธ์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาของ Stimson เตือนด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาเพิ่มขึ้น และระดับการปนเปื้อนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่มีการหยุดยั้งการทำเหมือง

    นายไอย์เลอร์ระบุว่า เหมืองทั่วเมียนมาและลาวใช้วิธีการชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ leach) ในการสกัดแร่หายาก ซึ่งเป็นวิธีที่พัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน

    ทั้งนี้ การทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ผลิตของเสียและน้ำเสียปริมาณมากต่อแร่หายากหนึ่งตัน ขณะที่เหมืองแบบกองชะละลายมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลของ ไซยาไนด์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ส่วนเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำมักใช้ ปรอท ซึ่งเป็นสารพิษในการแยกแร่

    ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า พวกเขาไม่ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว “ฝ่ายจีนเรียกร้องให้องค์กรของจีนในต่างประเทศดำเนินการผลิตและประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ และให้ใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม”

    ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะทำงานใหม่ 3 ชุด เพื่อประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ ติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจากเหมือง และหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับชุมชนตามแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวินแล้ว

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : cna

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2897992&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C6A4Cq31TiZCc7vRVjVPw

  • ดื่ม 3 น้ำทุกวัน บำรุงร่างกายระดับเซลล์ ลดความเสี่ยงเสียชีวิต อายุยืนยาว

    ดื่ม 3 น้ำทุกวัน บำรุงร่างกายระดับเซลล์ ลดความเสี่ยงเสียชีวิต อายุยืนยาว

    กาแฟ ชา และน้ำ ดื่มทั้ง 3 น้ำประจำทุกวัน ช่วยให้สุขภาพดีอายุยืนยาว

    การดื่มน้ำนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพของเราอย่างมาก แต่ผลการศึกษาล่าสุดได้ชี้ว่า การเพิ่มกาแฟและชาเข้าไปในกิจวัตรการดื่มน้ำของคุณ อาจส่งผลดีมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการมีอายุยืนยาวขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้กล่าวว่า การรวมการดื่มน้ำเข้ากับเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างกาแฟและชา จะช่วยเสริมการทำงานในระดับเซลล์ของร่างกาย

    การได้รับสารอาหารเหล่านี้อย่างเพียงพออาจช่วยลดการอักเสบและความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเสื่อมตามวัย นักวิจัยจึงได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหาผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มทั้งสามชนิดนี้ร่วมกันอย่างละเอียด โดยได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใหญ่ 182,770 คน ในฐานข้อมูล U.K. Biobank

    ผลการศึกษาพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ

    ผู้เข้าร่วมการศึกษานี้ได้ถูกติดตามผลเป็นเวลาประมาณ 13 ปี และตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับปริมาณการบริโภคกาแฟ น้ำ และชาในแต่ละวัน รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและประวัติทางการแพทย์อื่น ๆ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Nutrition ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่บริโภคน้ำ กาแฟ และชารวมกัน 7 ถึง 8 แก้วต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุต่ำที่สุด

    เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนที่เป็นประโยชน์ที่สุด พบว่าการดื่มกาแฟต่อชาในอัตราส่วน 2:3 ต่อวัน ดูเหมือนจะให้ผลในการป้องกันสูงสุด โดยช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 45% อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้แสดงให้เห็นเพียงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคกาแฟและชา กับความเสี่ยงการเสียชีวิตที่ลดลงเท่านั้น และไม่ได้พิสูจน์ว่าเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้มีอายุยืนยาวขึ้นโดยตรง

    เหตุผลที่การผสมผสานเครื่องดื่มนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

    การดื่มน้ำอย่างเพียงพอตลอดทั้งวันช่วยให้ร่างกายสามารถรักษาการทำงานที่จำเป็นได้ เช่น การควบคุมอุณหภูมิ การสนับสนุนการไหลเวียนโลหิต ความดันโลหิต การให้พลังงานแก่สมอง รวมถึงสุขภาพของไตและระบบย่อยอาหาร การเพิ่มกาแฟและชาเข้าไปในเมนูเครื่องดื่มประจำวันไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นเท่านั้น แต่ยังอาจให้ประโยชน์ด้านสุขภาพเพิ่มเติมจากสารประกอบที่มีประโยชน์ในเครื่องดื่มเหล่านี้ด้วย

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กาแฟและชามีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า โพลีฟีนอล (polyphenols) ซึ่งเชื่อมโยงกับประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ความดันโลหิตลดลง และความเสี่ยงของโรคหัวใจที่ลดลง กาแฟมีความอุดมไปด้วยกรดคลอโรจีนิก ซึ่งเป็นโพลีฟีนอลชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 และโรคทางระบบประสาท

    ในขณะเดียวกัน ชามีสารแคทีชิน (catechins) สูง ซึ่งเป็นสารประกอบที่อาจมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและต้านมะเร็ง การวิจัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยังคงเชื่อมโยงการบริโภคกาแฟและชาเป็นประจำเข้ากับความเสี่ยงของโรคที่ลดลง และทำให้อายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย

    ปริมาณที่เหมาะสมและข้อควรระวัง

    ตามที่ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็น ดูเหมือนจะมีจุดที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้ การบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปอาจมีผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การดื่มน้ำมากเกินไปอาจทำให้เกลือแร่ เช่น โซเดียมและโพแทสเซียม เจือจาง ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานที่เหมาะสมของหัวใจ

    ในทำนองเดียวกัน การบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน นำไปสู่การเต้นของหัวใจผิดปกติ ความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น และการรบกวนการนอนหลับ โดยทั่วไปแนะนำให้จำกัดปริมาณคาเฟอีนไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับกาแฟที่มีคาเฟอีนประมาณสี่แก้ว อย่างไรก็ตาม ความต้องการน้ำและความทนทานต่อคาเฟอีนของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป

    ข้อสรุปการบริโภคกาแฟ ชา และน้ำ

    การศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการดื่มกาแฟ ชา และน้ำในปริมาณรวม 7–8 แก้วต่อวัน อาจมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรักษาสัดส่วนกาแฟต่อชาไว้ที่ 2:3 แม้ว่าผลการวิจัยจะไม่ได้พิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ แต่การผสมผสานนี้ก็เป็นแนวทางที่ดีในการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยให้ร่างกายได้รับความชุ่มชื้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9858950/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04RBTdi_WnuX-OXTRNvbOy

  • สพฐ. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัย วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ครบ ๑๐๐ ปี พ

    สพฐ. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัย วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ครบ ๑๐๐ ปี พ

    สพฐ. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัย วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ครบ ๑๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๖๘

    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัย วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ครบ ๑๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๖๘ ในการนี้ นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยข้าราชการ ของ สพฐ. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ และร่วมงานพระราชพิธีฯ พร้อมผู้บริหารหน่วยงานราชการ ข้าราชการและประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน

    .

    ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ได้ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครอง การคมนาคม กิจการเสือป่าและลูกเสือ ทั้งยังทรงเป็นกวีเอกในด้านศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดี จึงได้กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันวชิราวุธ” หรือ “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    .

    ข่าว : ภัคธีมา บุญเพ็ง

    ภาพ : สุชัญญา ชมเทศ

    ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    .

    #สพฐ#กระทรวงศึกษาธิการ#เรียนดีมีคุณธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/23188&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mfYq8uGP8MIzaTAtf_LsP

  • องคมนตรี มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษาในพื้นที่ จ.เพชรบุรี-ประจวบฯ

    องคมนตรี มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษาในพื้นที่ จ.เพชรบุรี-ประจวบฯ

    ภูมิภาค

    องคมนตรี มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษาในพื้นที่ จ.เพชรบุรี-ประจวบฯ

    วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 26 พ.ย.68 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียนผู้ได้รับทุนพระราชทาน จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 10 ราย ที่ห้องประชุมเอกศักดิ์บุตรลับ อาคารสุเมธตันติเวชกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยมี ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี, นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ, รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย อธิการบดี มรภ.เพชรบุรี, นายอดิศร แก้วเซ่ง ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี, ดร.วรลักษณ์ จันทร์ผา ผอ.สพป.เพชรบุรี เขต 1, ดร.ทรงศักดิ์ กวานปรัชชา ผอ.สพป.เพชรบุรี เขต 2, นายสุรชาติ การสอาด ผอ.สพป.ประจวบฯ เขต 2 พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้รับผิดชอบโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา เข้าร่วมพิธี 

    ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะองคมนตรีดำเนินการสืบสาน โครงการกองทุนการศึกษา ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามแนวทางพระบรมราโชบายที่พระราชทานไว้ โดยให้ปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกมิติ และต่อยอดให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างพื้นฐานเยาวชนให้เป็นคนดี มีทัศนคติที่ดีที่ถูกต้อง อีกทั้งให้เป็นพลเมืองที่ดีและมีสัมมาชีพนั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่โรงเรียนใน จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบฯ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา และยังได้รับการพิจารณาให้มีการคัดเลือกนักเรียนทุนพระราชทานมาอย่างต่อเนื่อง.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/456088&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw195KgVhUQB39hlEsc67ZVB

  • “นฤมล” หารือผู้อำนวยการ OECD ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    “นฤมล” หารือผู้อำนวยการ OECD ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    “นฤมล” หารือทวิภาคีกับผู้อำนวยการ OECD กระชับความร่วมมือยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ผลักดันไทยเป็นสมาชิก

    ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดการหารือทวิภาคีกับนาย Andreas Schneider ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมุ่งเน้นการติดตามความก้าวหน้าความร่วมมือด้านการศึกษา และการสนับสนุนประเทศไทยในกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD

    ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล กล่าวแสดงความขอบคุณต่อ OECD ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในด้านการศึกษา ส่งผลให้ไทยสามารถแสดงศักยภาพและความพร้อมในเส้นทางการขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD พร้อมย้ำว่าประเทศไทยยังคงต้องศึกษาประสบการณ์และแนวปฏิบัติจาก OECD รวมถึงประเทศสมาชิก เพื่อพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานนานาชาติ

    ด้าน OECD ชื่นชมการเตรียมความพร้อมของไทยทั้งในกระบวนการ Education Technical Review และการพัฒนาภาคการศึกษา โดยระบุว่าไทยกำลังเดินหน้า “บนเส้นทางที่ถูกต้อง” พร้อมเปิดโอกาสให้ไทยส่งข้อมูลประกอบการจัดทำรายงาน OECD Digital Education Outlook ตลอดจนความร่วมมือในการพัฒนาแบบประเมิน AI Literacy ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ

    รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายงานความก้าวหน้าในการพัฒนาหลักสูตร AI แห่งชาติ ที่มุ่งยกระดับจาก “การเรียนรู้เกี่ยวกับ AI” ไปสู่ “การเรียนรู้ด้วย AI” รวมถึงการเข้าร่วมโครงการสำคัญของ OECD เช่น PISA และการร่วมมือกับโครงการวิจัยนานาชาติด้านนวัตกรรมการศึกษา

    “นฤมล” หารือผู้อำนวยการ OECD ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    ขณะเดียวกัน นายปานเทพ ลาภเกษร ผู้อำนวยการกลุ่มความร่วมมือพหุภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและ OECD ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 โดยเฉพาะการจัดทำ Education Policy Review พร้อมเสนอให้เน้นการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพการศึกษาและยกระดับระบบทดสอบระดับชาติ

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการเดินหน้าความร่วมมือด้านหลักสูตร นวัตกรรมการศึกษา ระบบข้อมูล และการประเมินคุณภาพ เพื่อยกระดับระบบการศึกษาของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสนับสนุนการก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป.

    “นฤมล” หารือผู้อำนวยการ OECD ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734045&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2co6XBTyDrFU9E6JWs5S8E

  • “นฤมล” หารือทวิภาคี ขอบคุณ OECD สนับสนุนไทย เห็นพ้องยกระดับการศึกษาไทย

    “นฤมล” หารือทวิภาคี ขอบคุณ OECD สนับสนุนไทย เห็นพ้องยกระดับการศึกษาไทย

    “นฤมล” รมว.ศึกษาธิการ นำคณะ ร่วมหารือทวิภาคีกับผู้อำนวยการ OECD ฝ่ายการศึกษาและทักษะ ขอบคุณสนับสนุนงานด้านการศึกษา เห็นพ้องเดินหน้าความร่วมมือยกระดับระบบการศึกษาไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

    เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมหารือทวิภาคีกับ Mr.Andreas Schneider ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าในความร่วมมือด้านการศึกษาและแนวทางสนับสนุนประเทศไทยในช่วงการขอเข้าเป็นสมาชิก OECD

    ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวขอบคุณ OECD ที่ได้ให้การสนับสนุนประเทศไทยในการดำเนินงานด้านการศึกษาอย่างดี ทำให้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพในการผลักดันตนเองให้เข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งการดำเนินงานของไทยยังจำเป็นต้องเรียนรู้จาก OECD และประเทศสมาชิกอื่นๆ เพื่อให้สามารถพัฒนาได้ตามมาตรฐานนานาชาติต่อไป โดย OECD ชื่นชมการเตรียมความพร้อมของไทยทั้งในกระบวนการ Education Technical Review และการพัฒนาภาคการศึกษา ซึ่งอยู่ “บนเส้นทางที่ถูกต้อง” ไทยเป็นพันธมิตรที่มีความเข้มแข็ง พร้อมเปิดโอกาสให้ไทยส่งข้อมูลสำหรับจัดทำรายงาน OECD Digital Education Outlook รวมถึงทำงานร่วมกันในการพัฒนาแบบประเมิน AI Literacy ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ

    ทางด้าน รศ.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รายงานความก้าวหน้าการพัฒนาหลักสูตร AI แห่งชาติ จาก “การเรียนรู้เกี่ยวกับ AI” สู่ “การเรียนรู้ด้วย AI” รวมถึงการเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของ OECD เช่น PISA และการทำงานร่วมกับโครงการวิจัยนานาชาติในด้านนวัตกรรมการศึกษา

    ขณะที่ นายปานเทพ ลาภเกษร ผู้อำนวยการกลุ่มความร่วมมือพหุภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการดำเนินงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและ OECD ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 อาทิ การจัดทำ Education Policy Review ทั้งนี้ เสนอแนะให้มีการเน้นการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพการศึกษา และการยกระดับระบบทดสอบแห่งชาติ

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าความร่วมมือ ทั้งด้านหลักสูตร นวัตกรรมการศึกษา ระบบข้อมูล และการประเมินคุณภาพ เพื่อยกระดับระบบการศึกษาของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลและสนับสนุนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างมีประสิทธิภาพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2898174&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04pcmsxNw452NxSJejDBAr

  • คุยกับท่านทูตไทย ณ เฮลซิงกิ  ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นยักษ์ใหญ่นวัตกรรมโลก  และทำไม ‘ไทย’ อาจเป็นหัวแถวนวัตกรรมเอเชีย

    คุยกับท่านทูตไทย ณ เฮลซิงกิ ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นยักษ์ใหญ่นวัตกรรมโลก และทำไม ‘ไทย’ อาจเป็นหัวแถวนวัตกรรมเอเชีย

    การเดินหน้าสู่ Thailand 4.0 คือยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการค้นหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเติมเต็มเป้าหมายนี้ ประเทศไทยได้เลือก ฟินแลนด์ เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญผ่านความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    Techsauce ได้รับเกียรติพูดคุยกับ นายวรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ผู้เปรียบเสมือน ‘Bridge Builder’ ในการเชื่อมโอกาสระดับโลกให้กับสตาร์ทอัพไทย พร้อมเผยที่มาของความร่วมมือครั้งนี้

    ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ Thailand 4.0?

    โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยตามนโยบาย Thailand 4.0 คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมหนักและการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ท่านทูตฯ อธิบายว่า ฟินแลนด์ เป็นจิ๊กซอว์ที่ตอบโจทย์นี้ของประเทศไทยได้อย่างลงตัว เนื่องจาก

    • การเป็นผู้นำตัวจริงด้าน ICT และนวัตกรรม โดยฟินแลนด์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้าน ICT และนวัตกรรมในระดับโลก โดยติดอันดับที่ 6 ของโลก และ อันดับ 4 ของสหภาพยุโรป (EU)
    • มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยฟินแลนด์มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะกลุ่ม AI, Health Tech และ Sustainable Technology

    Slush สปริงบอร์ดสู่เวทีโลก

    หนึ่งในกุญแจความสำเร็จของฟินแลนด์คือ “Slush” ซึ่งถูกยกให้เป็นงาน Tech Event ชั้นนำของโลก ที่มี Startups เข้าร่วมกว่า 20,000 ราย จากกว่า 100 ประเทศ และที่สำคัญคือมีนักลงทุนจากทั่วโลกตบเท้าเข้าร่วมมากถึง 3,500 ราย 

    ท่านทูตฯ มองเห็นโอกาสว่า การเข้าร่วมงาน Slush จะเป็น Springboard ให้กับผู้ประกอบการไทยในการก้าวสู่เวทีระดับโลก เป็นโอกาสในการนำเสนอศักยภาพ ซึ่งหากผลงานเข้าตานักลงทุนต่างชาติ ก็จะเป็นการยกระดับการยอมรับให้กับอุตสาหกรรม Startups ของไทยทั้งระบบ 

    ถอดรหัสเอกลักษณ์ที่ทำให้ Ecosystem ด้านนวัตกรรมของฟินแลนด์แข็งแกร่ง

    อะไรคือสิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมระดับโลก ? โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังให้ความสนใจอย่าง Deep Tech และ Green Tech ท่านทูตฯ สรุปปัจจัยสำคัญความสำเร็จของฟินแลนด์ไว้ดังนี้

    1. บุคลากรคุณภาพสูง: ประชากรมีการศึกษาและความรู้ความเข้าใจสูง มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี ซึ่งเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ซับซ้อน
    2. การมุ่งเน้นในสาขาถนัด: สตาร์ทอัพฟินแลนด์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น Gaming (เช่น บริษัท Rovio ที่สร้างเกม Angry Bird), AI, 5G Network, Sustainable Energy (Green Tech) และ Digitalization
    3. การลงทุนใน R&D: บริษัทและภาคเอกชนในฟินแลนด์ ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยี
    4. โครงข่ายความร่วมมือแข็งแรง: มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

    ทำไม ‘ไทย’ ถึงมีโอกาสเป็นหัวแถวด้านนวัตกรรมแห่งเอเชีย

    แม้ฟินแลนด์จะเป็นประเทศเล็กที่มีประชากรไม่ถึง 6 ล้านคน และมูลค่าการค้าระหว่างไทย-ฟินแลนด์ มีเพียงประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยกับบริเวณชายแดนบางแห่งของไทยและลาวเสียอีก) ทำให้ฟินแลนด์ไม่ใช่เป้าหมายหลักด้านการส่งออกสินค้า

    แต่ในมุมของ ‘นวัตกรรม’ สถานทูตฯ เล็งเห็นว่าไทยต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนี้ เพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสตาร์ทอัพไทย ท่านทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงสถานะของไทยในเวทีนี้ไว้อย่างน่าภาคภูมิใจว่า

    ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่เข้าร่วมงาน Slush อย่างจริงจัง มีงาน Side Event ที่มีผู้ลงทะเบียนเต็มทุกที่นั่งก่อนสองสัปดาห์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยืนหนึ่งเป็นแนวหน้าในภูมิภาคเอเชีย ในการบุกเบิกโอกาสด้านนวัตกรรม

    สถานทูตฯ ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานสำคัญ เช่น depa, NIA และ Techsauce เพื่อนำสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ประสบการณ์ระดับโลกนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการระดมทุนและขยายตลาด

    คำแนะนำสู่ความสำเร็จ “เข้าใจพฤติกรรมตลาด สำคัญกว่าตัวเทคโนโลยี”

    สำหรับสตาร์ทอัพไทยทั้ง 10 ทีมที่เตรียมร่วมงาน Slush 2025 ท่านทูตฯ  เน้นย้ำว่า ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือ การเข้าใจตลาด

    “สาเหตุที่สตาร์ทอัพไม่ประสบความสำเร็จคือผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด แม้เทคโนโลยีจะสูงแค่ไหนก็ตาม บางสตาร์ทอัพทำเทคโนโลยีชั้นสูง แต่ไม่ได้ศึกษาพฤติกรรมของคนยุโรป การศึกษา พฤติกรรมผู้บริโภค จุดแข็ง จุดอ่อน ของตลาดต่างประเทศจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์”

    นี่คือสิ่งที่สตาร์ทอัพไทยต้องทำเพื่อสร้าง Product-Market Fit ที่แท้จริง และยกระดับตัวเองสู่มาตรฐานโลก โดยรัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ในการสนับสนุนการเติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน

    ฝากถึงคนรุ่นใหม่ให้กล้าก้าวข้ามความต่างของตลาด

    ท่านทูตฯ ย้ำว่าคนไทยมีศักยภาพด้าน IT สูงมาก แต่ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดยุโรป จึงอยากให้ผู้ประกอบการไทยและคนรุ่นใหม่ตั้งใจศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างจากไทยและเอเชีย และใช้โอกาสจากการเข้าร่วมอีเวนต์ระดับโลกอย่าง Slush ในการสร้างเครือข่ายและนำฟีดแบ็กจาก VC มาพัฒนาต่อยอดเพื่อความสำเร็จในระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/thai-finland-innovation-partnership&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SqRVVvR7EosZ3rbjyUa5A

  • HSBC เผย การปรับรูปแบบการบริหารจัดการทางการเงินยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในเอเชียแปซิฟิก เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    HSBC เผย การปรับรูปแบบการบริหารจัดการทางการเงินยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในเอเชียแปซิฟิก เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เอชเอสบีซี เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ในหัวข้อ “การปรับรูปแบบการบริหารจัดการทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค: มุมมองจากผู้บริหารจัดการทางการเงิน ปี 2025” (Redefining Treasury in Asia Pacific: Voices of Treasury 2025) ซึ่งวิเคราะห์การบริหารจัดการทางการเงินขององค์กรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังก้าวสู่การบริหารจัดการทางการเงินที่เน้นดิจิทัลเป็นหลัก ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และพร้อมใช้งานตลอดเวลา หรือที่เรียกว่า “การบริหารจัดการทางการเงินแบบเรียลไทม์” (Real-Time Treasury) เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นในปัจจุบัน

    เอชเอสบีซีได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทางการเงินและด้านการเงินมากกว่า 460 คน ใน 8 ตลาดหลักในภูมิภาคเ อเชียแปซิฟิก เพื่อศึกษาการปรับรูปแบบการบริหารจัดการทางการเงิน ผลการศึกษาพบว่า แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญเพียง 8% ที่มองว่า AI มีประโยชน์อย่างยิ่งในปัจจุบัน แต่กว่า 52% หรือมากกว่า 1 ใน 2 เชื่อว่า AI จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการทางการเงินภายในสามปีข้างหน้า
    โดยมองว่า AI จะมีศักยภาพในการช่วยเพิ่มเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ การตรวจจับการฉ้อโกง และ
    การวิเคราะห์ความผิดปกติของข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานในการบริหารจัดการทางการเงิน

    นายมาโนจ์ ดูการ์ ผู้อำนวยการสายงานจัดการด้านการเงินและบริหารสภาพคล่อง ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า “ผู้บริหารจัดการทางการเงินได้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อกลยุทธ์ขององค์กร โดยมีบทบาทในการสนับสนุนการตัดสินใจที่สำคัญเพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโต ซึ่งประโยชน์ของการบริหารจัดการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และได้รับการสนับสนุนด้วยข้อมูลที่ครอบคลุมและรวดเร็ว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับรูปแบบการบริหารจัดการทางการเงินในอนาคต”

    การบริหารจัดการทางการเงินแบบเรียลไทม์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความแม่นยำในการบริหารจัดการทางการเงิน อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การเปลี่ยนผ่านนี้ยังคงมีอุปสรรค โดยจากการศึกษาพบว่า เกือบครึ่ง (49%) ของผู้บริหารจัดการทางการเงินระบุว่า “ยังคงขาดบุคลากรที่มีทักษะในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้” ในขณะที่ประมาณ 2 ใน 5 (38%) ระบุว่า “การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาระบบยังเป็นข้อจำกัด”

    เตรียมรับมือความผันผวน

    การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการทางการเงินเป็นการดำเนินการสำคัญที่ต้องใช้การลงทุนด้านเวลาและทรัพยากรหลายปี ในขณะเดียวกัน องค์กรต่าง ๆ กำลังรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาด ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลง

    นายนิธิ วชิรโกวิทย์ ผู้อำนวยการบริหารอาวุโส ฝ่ายจัดการด้านการเงินและบริหารสภาพคล่อง ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นศูนย์กลางของโอกาสทางธุรกิจ ทั้งธุรกิจจากนานาชาติที่เข้ามาลงทุน และธุรกิจเอเชียที่ขยายสู่ตลาดโลกมากขึ้น ดังนั้น การบริหารจัดการทางการเงินที่แม่นยำและคล่องตัวจึงมีความสำคัญมากขึ้น ในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจและการรับมือกับความผันผวนของตลาด”

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทางการเงินและด้านการเงินที่ร่วมตอบแบบสอบถามต่างเห็นตรงกันว่า
    “การบริหารจัดการทางการเงินท่ามกลางความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยจัดเป็นความสำคัญอันดับหนึ่งใน 7 จาก 8 ตลาดที่เราสำรวจ

    อย่างไรก็ตาม “การขยายสู่ตลาดและกลุ่มธุรกิจใหม่” ถูกจัดเป็นสิ่งที่สำคัญน้อยที่สุด ใน 7 จาก 8 ตลาดที่สำรวจ
    ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการค้าและผลต่อการวางแผนธุรกิจระยะยาวอย่างชัดเจน

    เมื่อสอบถามถึงความเสี่ยงหลักที่ผู้บริหารจัดการทางการเงินคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์
    ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน พบว่า ผู้บริหารจัดการทางการเงินส่วนใหญ่ (60%) ระบุว่า “ความผันผวนของตลาดการเงิน” เป็นความกังวลอันดับหนึ่ง และ “การชะลอตัวเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย” (59%) เป็นลำดับถัดมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารจัดการทางการเงินกำลังเตรียมรับมือกับความผันผวนดังกล่าว

    “ธุรกิจต่าง ๆ ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถวางแผนรับมือกับวิกฤตด้านสาธารณสุขได้ รวมถึงสามารถวางแผนรับมือกับภาษีนำเข้าได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าอัตราภาษีนำเข้าจะสูงก็ตาม” แต่สิ่งที่ธุรกิจไม่สามารถดำเนินการได้
    คือการวางแผนธุรกิจระยะยาวท่ามกลางความไม่แน่นอนและมีความผันผวนสูงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้”
    นายนิธิ กล่าวเสริม

    มุ่งสู่อนาคตของเงินดิจิทัล

    แม้ว่าการวิจัยรายงานฉบับนี้จะเสร็จสิ้นก่อนที่กฎหมาย GENIUS Act จะมีผลบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกา และก่อนที่เอชเอสบีซีจะให้บริการธุรกรรมเงินฝากในรูปแบบโทเคน (Tokenised Deposit Service) ข้ามพรมแดนครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิทัล เช่น เงินฝากในรูปแบบโทเคน (Tokenised deposits) และสเตเบิลคอยน์ (stablecoins) รวมถึงการเตรียมความพร้อมของการบริหารจัดการทางการเงินในอนาคต ยังคงเป็นหัวข้อสำคัญที่เป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง

    ผู้บริหารจัดการทางการเงินยังเห็นตรงกันว่า ระยะเวลาการชำระเงินที่สั้นลง คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องได้รับการแก้ไขในกระบวนการชำระเงินข้ามพรมแดน ปัจจุบัน เอชเอสบีซีให้บริการธุรกรรมเงินฝากในรูปแบบโทเคนในฮ่องกง สิงคโปร์ ลักเซมเบิร์กและสหราชอาณาจักร ซึ่งรองรับการชำระเงินแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเขตเวลาและเวลาตัดรอบการทำธุรกรรม

    “การให้บริการธุรกรรมเงินฝากในรูปแบบโทเคนถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับธุรกรรมทางการเงินของอนาคต การเปิดให้บริการนี้ในตลาดต่าง ๆ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอชเอสบีซีในการเชื่อมต่อนวัตกรรมทาง
    โซลูชันการชำระเงินกับเครือข่ายอันแข็งแกร่งที่ครอบคลุมทั่วโลก เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลง
    ของลูกค้า” นายดูการ์ กล่าวสรุป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/26/597654/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ztzw8QZZLWntQtKEaqrmx