Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น่านชูภูมิปัญญาสล่าเรือ สร้างเครือข่ายอาเซียน พัฒนาท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน

    น่านชูภูมิปัญญาสล่าเรือ สร้างเครือข่ายอาเซียน พัฒนาท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน

    วันที่ 24 พ.ย.68 นายบรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ การยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือ ในเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง กิจกรรมยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือและเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่านได้จัดขึ้น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ยาวนานระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในมิติของศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับสายน้ำ ซึ่งเป็นทั้งแหล่งชีวิตและเส้นทางแห่งอารยธรรม การศึกษา

    สำหรับการประชุมวิชาการ การยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือ ในเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน ครั้งนี้เป็นการนำเสนอความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรม work shop ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นกิจกรรมการถอดบทเรียนหลังจากที่ได้ทำการจัดกิจกรรม “นานา นาวา อุษาคเนย์” นิทรรศการเรือแข่ง เรือเอกลักษณ์ในภูมิภาคอาเซียน และกิจกรรม work shop การถ่ายทอดองค์ความรู้ของสล่าเรือในภูมิภาคอาเซียน ในช่วงระหว่างวันที่ 14-23 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีวิทยากรผู้มีความรู้สล่าเรือ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย ประเทศลาว ประเทศเมียนมา และประเทศเวียดนาม โดยมี นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ประชาชน นักท่องเที่ยว และนักเรียน-นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรม

    นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นการเปิดประตู สู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อรากเหง้าร่วมกันของผู้คนในอุษาคเนย์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสริมสร้างความร่วมมือทางวัฒนธรรมในระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสนับสนุนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ยั่งยืน โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน

    #ภูมิภาค-07

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/112478&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vkneS149FUVl1L17_RGGa

  • หอการค้าไทย มอบ ‘สมุดปกขาว 2568’ เสนอรัฐบาลปลดล็อกเศรษฐกิจ 5 มิติ

    หอการค้าไทย มอบ ‘สมุดปกขาว 2568’ เสนอรัฐบาลปลดล็อกเศรษฐกิจ 5 มิติ

    วันนี้, 17:27น.

              ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำ ‘สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568’ ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

               งานสัมมนาครั้งนี้ต้องยกเลิก หลังจากประชุมไปได้เพียง 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย

              สำหรับ สมุดปกขาว ปี 2568  หอการค้าฯ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ มาก่อนหน้าการสัมมนาแล้ว ซึ่งได้จัดทำเป็นเอกสารส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มีการ ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำประเด็นที่ได้รับไปพิจารณาดำเนินการได้ สำหรับประเด็นและข้อเสนอแนะที่หอการค้าฯ บรรจุไว้ในสมุดปกขาวปีนี้ มุ่งเน้นการปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศทั้งในระดับโครงสร้างและระดับภูมิภาค ครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่

              1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค  ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน) ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ “Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และตั้งศูนย์ท่องเที่ยว

              2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก

    รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก

              3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงมุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด) พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

              4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center และพลังงานสะอาด พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และ ออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics

               5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL)

              นอกจากนั้น หอการค้าไทย ยังได้ร่วมกับ กกร. จัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption  กกร. และเพื่อน ไม่ทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งภาคเอกชนลุกขึ้นร่วมกันสร้างระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และเป็นธรรมมากขึ้นถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ การลดคอร์รัปชันจะช่วยลดต้นทุนแฝง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ เปิดโอกาสให้ SMEs แข่งขันได้จริง และทำให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าระบบเศรษฐกิจไทยพร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว ดังนั้น Zero Corruption จึงไม่ใช่เพียงโครงการต่อต้านทุจริต แต่คือ แรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่จะช่วยให้ประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและเดินหน้าในทศวรรษต่อไปด้วยความมั่นคง โปร่งใส และพร้อมแข่งขันในระดับโลก

              ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินการได้จริงและมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภูมิภาค

    #สมุดปกขาวหอการค้าไทย68

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156770&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AK2SxB255OH5-HbvFtRQL

  • ศูนย์ข้อมูล ธอส.คาด Q4/68 ยอดโอนอสังหาฟื้นโตแรง 13% เก็งปี 69 ติดลบน้อยลง : อินโฟเควสท์

    ศูนย์ข้อมูล ธอส.คาด Q4/68 ยอดโอนอสังหาฟื้นโตแรง 13% เก็งปี 69 ติดลบน้อยลง : อินโฟเควสท์

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า แนวโน้มของยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในไตรมาส 4/68 คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยจะมียอดการโอน 95,484 หน่วย เพิ่มขึ้น 13.1% จากไตรมาส 3/68 ที่มีจำนวน 84,397 หน่วย และมีมูลค่า 2.55 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาส 3/68 ที่มีจำนวน 226,166 ล้านบาท

    ปัจจัยหนุนต่อการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจากการจัดทำมาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ เช่น มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านมาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐและโครงการพลังงานสะอาด มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และการปรับโครงสร้างหนี้เสียภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศทั้งปี 68 ยังคงติดลบ แต่เป็นการติดลบที่ลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 322,500 หน่วย ลดลง 7.3% เมื่อเทียบกับปี 67 และมีมูลค่าการโอนประมาณ 8.73 แสนล้านบาท ลดลง 10.9% แต่คาดว่าปี 69 สถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 320,200 หน่วย ลดลงเพียง 0.7% เมื่อเทียบกับปี 68 และมีมูลค่าการโอนราว 8.66 แสนล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับปี 68

    ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ ทั่วประเทศ ไตรมาส 4/68 คาดว่าจะมีมูลค่าราว 1.6 แสยล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากไตรมาส 3/68 ที่มีมูลค่า 1.46 แสนล้านบาท โดยที่ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศในปี 68 จะมีมูลค่าประมาณ 5.51 แสนล้านบาท ลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับปี 67 ที่มีมูลค่า 5.84 แสนล้านบาท และคาดว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศในปี 69 จะมีมูลค่ากว่า 5.47 แสนล้านบาท ลดลง 0.6% จากปี 68 ที่มีมูลค่า 5.51 แสนล้านบาท

    “ดีมานด์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนยังหดตัว จากที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ซึ่งยังคงต้องรอติดตามดูสถาการณ์ต่อเนื่อง ว่าภาพรวมของที่อยู่อาศัยจะเป็นอย่างไร แม้ว่าผู้ประกอบการจะมีการชะลอเปิดโครงการใหม่ไปกันมากแล้ว แต่ดีมานด์ก็ยังไม่กลับมาดี” นายกมลภพ กล่าว

    สำหรับในปี 69 ยังคงต้องรอติดตามดูภาวะเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีผลต่อตาดที่อยู่อาศัยในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส้วนของปัจจ่ยทางการเมืองที่จะมีการยุบสภา และเลือกตั้งในปีต้นปี 69 จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจอย่างไรบ้าง และหลังจากเลือกตั้งแล้วต้องติดตามในเรื่องของนโยบายด้านเศรษฐกิจที่จะออกมากระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งการต่ออายุของมาตรการสนับสนุนการซื้งที่อยู่อาศัยทั้งในส่วนขอจมาตนการการลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนอง รวมทั้งการผ่อนคลายมาตการ LTV ที่จะสิ้นสุดในช่วงกลาปี 69 จะมีการต่อมาตรการหรือไม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

    อย่างไรก็ตาม REIC มองว่าการชะลอตัวของภาคที่อยู่อาศัยน่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว หลังจากที่ตลาดเริ่มปรับเข้ากันระหว่างดีมานด์และซัพพลาย ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการก็ได้ทยอยการลดจำนวนการเปิดโครงการใหม่ลงไปมากแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับดีมานด์ในตลาด ประกอบกับความกังวลในเรื่องของฐานะการเงินของผู้ประกอบการดีขึ้น จะเห็นได้จากปัจจุบันไม่มีข่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงไนการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ประกอบกับกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละรายในการเตรียมตัวให้กับลูกค้าก็ทำได้ดีมากขึ้น เพื่งสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการที่จะเชื่อมั่นต่อศักยภาพของลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAN0IQEB5481RPFACPE1JE2ZC3VX570&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZfMnc4WhEz-kdQJzZ7sG4

  • เที่ยวแบบมีหนี้! ผลสำรวจเผยคนสหรัฐฯ ใช้จ่ายเยอะ 31% ยังจ่ายหนี้บัตรเครดิตจากการเที่ยวปีก่อนไม่หมด

    เที่ยวแบบมีหนี้! ผลสำรวจเผยคนสหรัฐฯ ใช้จ่ายเยอะ 31% ยังจ่ายหนี้บัตรเครดิตจากการเที่ยวปีก่อนไม่หมด

    เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี หลายคนเริ่มวางแผนเดินทางไปพักผ่อนกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก ไม่ว่าจะเป็นการออกทริปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ หรือเดินทางเพื่อกลับบ้านไปเจอคนทางไกลที่รอเราอยู่ ซึ่งสิ่งที่ตามมานั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึก “ใจฟู” แต่อาจนำมาซึ่ง “กระเป๋าเงินที่ฟีบ” ได้เช่นกัน เพราะระหว่างเดินทางนั้นเราต้องใช้ “เงิน” เป็นตัวขับเคลื่อนให้ไปจนถึงปลายทาง

    ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวแพง คนเลือกประหยัด แต่ยังไป

    สำหรับชาวอเมริกันจำนวนมาก ช่วงวันหยุดเทศกาลคือการสานสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ดูเหมือนว่าการรวมญาติเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วด้วย

    ผลสำรวจของ The Harris Poll for NerdWallet ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าสนใจว่า ในสหรัฐอเมริกามีชาวอเมริกันถึง 45% ที่เตรียมควักกระเป๋าจ่ายค่าเดินทางและโรงแรมในช่วงเทศกาล เฉลี่ยแล้วตกคนละ 2,586 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 84,000 บาท/คน) ซึ่งเมื่อรวมยอดการใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลแล้วนั้น จะมีมูลค่ามหาศาลแตะระดับ 3.11 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) 

    แม้ต้นทุนของการออกไปเที่ยวจะมีราคาที่สูง แต่หลายคนก็ยังยืนยันที่จะออกเดินทาง และพยายามหาวิธีที่จะประหยัดเงินไปพร้อมกับออกทริปเที่ยว เพราะนักเดินทางในปีนี้ไม่ยอมให้รายจ่ายมาหยุดการเที่ยวของพวกเขา สอดคล้องกับข้อมูลจากชุดเดียวกันมีการระบุว่า 91% ของผู้ตอบแบบสอบถามกำลังใช้กลยุทธ์เพื่อประหยัดเงิน อาทิ

    • เลือกบินในวันที่คนเดินทางน้อย (30%)
    • เลือกพักกับญาติหรือเพื่อนแทนการจองโรงแรม (26%)
    • การใช้คะแนนสะสมหรือรางวัลเพื่อลดค่าใช้จ่าย (25%)

    นอกจากนี้ เทคโนโลยีก็กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมงบประมาณการท่องเที่ยว โดยเกือบ 29% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่า พวกเขามีแผนจะใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยวางแผนและจัดทำงบประมาณการเดินทาง และ 16% จะใช้แอปพลิเคชันเพื่อค้นหาดีลต่าง ๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

    ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากผลสำรวจก็ยังมีสิ่งที่น่ากังวลอยู่เช่นกัน คือ 31% ของคนที่รูดบัตรเครดิตเพื่อเที่ยวช่วงวันหยุดในปีก่อน (ปี 2024) ยังคงชำระหนี้ก้อนนั้นไม่หมด และอีก 17% ยอมรับว่ายังมีหนี้สะสมค้างคามาจากเทศกาลวันหยุดในหลายฤดูกาลก่อนหน้านี้ด้วย

    พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่าเหล่านักเดินทางในปัจจุบัน มีการผสมผสานความสะดวกสบายทางดิจิทัลเข้ากับวินัยทางการเงินเพื่อให้ได้แผนการท่องเที่ยวที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ ตัวเลขหนี้ค้างเก่าและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่สูงลิ่วที่ผลสำรวจชี้ให้เราเห็นนั้นก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักว่า การออกเดินทางไม่ควรมีแค่แผนเที่ยว แต่ต้องมี “แผนการเงิน” ติดตัวไปด้วย เพื่อให้การออกทริปนั้นสนุกสนานโดยไม่ต้องกังวลกับภาระหนี้สินในภายหลัง

    8 แนวทางการเงินที่ต้องเตรียมก่อนออกทริปช่วงเทศกาล

    อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นแล้วว่า “แผนการเงิน” คือสิ่งจำเป็นที่เราต้องเตรียมไปเที่ยวในช่วงเทศกาล เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายบานปลาย โดยสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมนั้น มีดังนี้

    • กำหนดงบเที่ยวให้ชัดเจน ไม่ให้เกินตัว : หลักการสำคัญคือการตั้งงบประมาณไว้เท่าไหร่ ให้ใช้จ่ายอยู่ภายใต้กรอบนั้น เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ควรวางแผนและมีสติในการใช้เงินเสมอ
    • วางแผนล่วงหน้าและรีบจองเพื่อราคาที่คุ้มค่า : เมื่อตั้งงบได้แล้ว ให้เริ่มวางแผนประหยัดตั้งแต่ก่อนเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการจองที่พัก, ตั๋วเดินทาง หรือบริการต่าง ๆ เพราะการจองก่อนมักจะได้ราคาที่ดีกว่า และการวางแผนไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้จัดการงบได้ง่ายมากขึ้น
    • เลือกรูปแบบการเดินทางที่มีโปรโมชัน : แม้ใจเราอยากจะกดจองตั๋วไปเที่ยวทันที แต่จริง ๆ แล้วเราควรรอก่อนเพื่อเปรียบเทียบราคากับเจ้าอื่น ๆ ที่มีโปรโมชันหรือส่วนลด เพราะนี่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้เบาลงไปได้มาก
    • เตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม : อุปกรณ์และของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ควรเตรียมไปให้ครบ หากเราเอาไปเองทั้งหมดก็จะช่วยประหยัดได้เพราะไม่ต้องซื้อใหม่
    • เปลี่ยนบรรยากาศ พัก Hostel เพื่อประหยัด : แทนที่จะพักในโรงแรมหรูหราซึ่งมีราคาสูง ลองเปลี่ยนมาเลือกที่พักแบบ Hostel สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีราคาถูกลง แถมยังได้พบปะผู้คน และเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้น่าตื่นเต้นมากขึ้นด้วย
    • หลีกเลี่ยง High Season ไปช่วง Low Season เพื่อความคุ้มค่า : ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงที่มีคนจำนวนแห่ไปเที่ยวเยอะ ๆ เพราะค่าเดินทางและที่พักมักจะแพงขึ้น อาจเปลี่ยนไปเที่ยวช่วง Low Season แทน เพราะแม้บรรยากาศอาจจะไม่คึกคักมากนัก แต่ค่าใช้จ่ายจะถูกลงอย่างมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการไปเที่ยวแต่ประหยัดไปในตัว
    • เปิดประสบการณ์ ลองลิ้มรสอาหารท้องถิ่น: ลดจำนวนมื้ออาหารในภัตตาคารหรูหรา แล้วหันมาลองลิ้มรสชาติอาหารท้องถิ่นดูบ้าง นอกจากจะช่วยประหยัดเงินแล้ว ยังได้ซึมซับบรรยากาศ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจมากขึ้น
    • เพิ่มเพื่อนร่วมทริป ช่วยกันหารยิ่งประหยัด : การเดินทางคนเดียวอาจทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ถ้าไปกันหลายคน จะช่วยกันหารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และประหยัดได้มากขึ้น ทั้งยังไม่ต้องเที่ยวแบบเหงา ๆ เพราะเรามีคนไปด้วย

    สุดท้ายนี้ การไปเที่ยวของเราควรตามมาด้วยความสุข และเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์ที่เกิดจากการใช้จ่ายมากเกินไปหลังจบทริป ผู้อ่านสามารถนำเอา 8 แนวทางนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะเมื่อใกล้จะถึงช่วงท่องเที่ยวท้ายปีที่อาจนำมาซึ่งรายจ่ายพุ่งสูงเช่นนี้

    หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.47 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2896536&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pif5k9BJ1At9i1wykf1q5

  • ครม. เศรษฐกิจ เคาะ 3 แพ็กเกจบีโอไอ ปลดล็อกลงทุน 4.8 แสนล้าน

    ครม. เศรษฐกิจ เคาะ 3 แพ็กเกจบีโอไอ ปลดล็อกลงทุน 4.8 แสนล้าน

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นอกจากกลไก Thailand FastPass แล้ว ในส่วนของการแก้ไขปัญหา/อุปสรรคเพื่อเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้น บีโอไอได้คัดเลือกโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อนำร่องแก้ไขปัญหาจำนวน 80 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 4.8 แสนล้านบาท โครงการส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านระบบเครือข่ายสายส่งไฟฟ้ามีข้อจำกัดในบางพื้นที่ ปัญหาการจัดหาที่ดินอุตสาหกรรม ปัญหาด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมถึงปัญหาการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน ดังนี้

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

    ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้ลงทุนมีพลังงานไฟฟ้าอย่างเพียงพอ จึงมีมติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เร่งรัดการออกประกาศหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการลงทุนขยายระบบสายส่งไฟฟ้าให้เข้าถึงพื้นที่เป้าหมายตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง เร่งออกหนังสือยืนยันการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center ที่เตรียมลงทุน นอกจากนี้ เพื่อให้มีกลไกพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อตอบโจทย์ทิศทางการลงทุนสีเขียวในอนาคต จึงให้สำนักงาน กกพ. เร่งออกประกาศหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบที่ 2 (UGT2) และโครงการนำร่องซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นอกจากนี้ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงวางแผนการลงทุนโครงข่ายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการลงทุนสำคัญต่อไป

    ด้านพื้นที่ลงทุน เพื่อจัดเตรียมพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงาน EEC (กรณีในพื้นที่ EEC) เพื่อพิจารณาทบทวนการวางและปรับปรุงผังเมืองรวมและผังชุมชน กำหนดแนวทางการเพิ่มพื้นที่นิคมฯ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต ภายในเดือนมีนาคม 2569 และให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำแนวทางผ่อนผันให้อนุญาตขุดถมดินเพื่อเตรียมพร้อมที่ก่อสร้างไปพลางก่อนระหว่างยื่นความเห็นชอบรายงาน EIA ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ ให้บีโอไอประสานกับคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดและติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านกฎหมายต่อไป

    ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการบุคลากรต่างชาติทักษะสูงที่จะเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อปริมาณงาน เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และให้กรมการจัดหางาน พิจารณายกเว้นการใช้ระบบ e-Work Permit ซึ่งยังพัฒนาไม่เสถียร สำหรับการบริการที่ศูนย์วันสต็อป ภายในเดือนธันวาคม 2568 และให้ปรับปรุงระบบ e-Work Permit สำหรับศูนย์วันสต็อป ให้มีประสิทธิภาพและทดสอบระบบจนเสถียร ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 พร้อมเชื่อมโยงระบบ Single Window ของบีโอไอกับระบบ e-Visa ของกรมการกงสุลให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทั้ง 3 ด้าน รายงานผลการดำเนินการต่อบีโอไอต่อไป

    ด้านการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ บีโอไอจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการออกใบอนุญาตเป็นรายกรณี โดยเฉพาะใบอนุญาตที่มีผลต่อการเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าลงทุนตามแผนโดยเร็ว และจะนำกลไก Thailand FastPass มาใช้เร่งรัดในระยะต่อไป

    ทั้งนี้ โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของบีโอไอในการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) โครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566–2567 แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ 65 โครงการ มูลค่าลงทุน 271,738 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาบีโอไอได้เร่งประสานงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะรายให้กับนักลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีโครงการบางส่วนสามารถเริ่มลงทุนจริงหรือมีแผนเริ่มลงทุนที่ชัดเจนแล้ว 40 โครงการ มูลค่า 148,543 ล้านบาท

    โดยยังเหลือโครงการที่ติดปัญหา/อุปสรรคสำคัญต่างๆ เช่น ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ด้านการจัดหาพื้นที่ และใบอนุมัติ/อนุญาตต่างๆ จำนวน 25 โครงการ มูลค่า 123,195 ล้านบาท และ 2) โครงการขนาดใหญ่ที่เพิ่งได้รับอนุมัติในปี 2568 ที่ประสบปัญหาคล้ายกันและจะนำมาแก้ไขในคราวเดียวกันอีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท โดยบีโอไอจะติดตามและเร่งรัดให้โครงการทั้งหมดเดินหน้าได้ เพื่อช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจริงและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงผลักดันการเติบโตต่อเนื่องในปี 2569

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบ มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) ที่ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรจำนวน 100,000 คน แบ่งออกเป็นนักศึกษาที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 30,000 คน และแรงงานที่ต้องการยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) 70,000 คน โดยการจัดอบรมและยกระดับทักษะแรงงานระดับ ปวส. ขึ้นไป ผ่านรูปแบบการฝึกอบรมทั้ง Bootcamp, การเรียนแบบ Onsite และ Online รวมถึงการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ โดยต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม และ มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่จะให้เงินสนับสนุน 30–50% ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 100 ล้านบาทต่อบริษัท สำหรับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยผู้ขอต้องเป็นนิติบุคคลที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม

    “มาตรการ Thailand FastPass และแพ็กเกจใหม่ของบีโอไอ ทั้งเรื่องการยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวเพื่อแข่งขันได้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มแก้ไขอุปสรรคในเชิงระบบ พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ทันสมัยและตอบโจทย์ทิศทางในอนาคตของภาคอุตสาหกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง” นายนฤตม์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378969822&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S9PfquCy_mlnHqvN8q9Ol

  • เอกอัครราชทูตจีนเผยชาวจีนปลาบปลื้มการเสด็จเยือนของในหลวง-พระราชินี จุดกระแส “การท่องเที่ยวไทยบูม” ในจีน 

    เอกอัครราชทูตจีนเผยชาวจีนปลาบปลื้มการเสด็จเยือนของในหลวง-พระราชินี จุดกระแส “การท่องเที่ยวไทยบูม” ในจีน 


     “ในหลวงทรงยกย่องทั้งสองประเทศว่าเป็น “ญาติสนิท”  ขณะที่ชาวจีนต่างก็รู้สึกว่า “หัวใจของประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น”

    การเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี คือ ปรากฏการณ์ทื่สร้างบทใหม่ให้กับความสัมพันธ์ไทยจีน แม้ว่าการเสด็จเยือนจะเสร็จสิ้นแล้วอย่างงดงาม แต่ผลสะเทือนต่อทั้งสองประเทศจะยืนยงและมั่นคงยาวนานสืบไป

    วันนี้ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจัดการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเสด็จฯ เยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย ซึ่งได้ติดตามการเสด็จครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ได้ถ่ายทอดผลสรุปและความสำเร็จจากการเสด็จครั้งประวัติศาสตร์ รวมถึงแง่มุมอันมีค่าจากการสานสัมพันธ์อันล้ำค่าของทั้งสองประเทศในครั้งนี้

    เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย และ “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย” นับเป็นการเสด็จฯ เยือนประเทศจีนครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างจีนและไทยและประเทศจีนยังเป็นประเทศใหญ่ประเทศแรกที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเยือนนับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย  ระหว่างการเสด็จฯเยือนจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้พบปะหารือกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และบรรลุฉันทามติสำคัญเพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

    เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมการและตามเสด็จฯ ตลอดการเสด็จฯเยือนประเทศจีน ในโอกาสนี้ ผมขอแบ่งปันประสบการณ์และความรู้สึกบางประการกับสื่อมวลชน ประการแรก  ความเข้าใจสำคัญที่สุดจากการเสด็จฯเยือนครั้งนี้คือ การนำของประมุขแห่งรัฐเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดและเป็นหลักประกันพื้นฐานสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ โดยได้บรรลุฉันทามติสำคัญกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันซึ่งเป็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ขั้นใหม่และทำให้รากฐานมิตรภาพระหว่างสองประเทศมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และงแรงผลักดันความร่วมมือมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ไทยทรงใส่พระทัยและสนับสนุนมิตรภาพจีน-ไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีบทบาทชี้นำพิเศษในการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี สิ่งที่ประทับใจฝ่ายจีนเป็นพิเศษคือ หลังจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและอยู่ในช่วงน้อมถวายความอาลัยทั่วประเทศในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยืนยันที่จะเสด็จฯเยือนจีนตามหมายกำหนดการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย”

    ทั้งสองเห็นพ้องที่จะร่วมกันนำการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันให้มีความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า และร่วมกันเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้จัดพิธีถวายการต้อนรับและงานเลี้ยงพระกระยาหารอย่างยิ่งใหญ่แด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนก็ได้พบปะหารือกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างการเสด็จฯเยือนจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน และทรงเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในกรุงปักกิ่ง เพื่อทรงเข้าใจถึงความสำเร็จในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยของจีนอย่างใกล้ชิดและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และวัฒนธรรมการเสด็จฯเยือนครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทุกภาคส่วนของสังคมทั้งจีนและไทย ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ว่า “จีน ไทยครอบครัวเดียวกัน” อย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างไมตรีจิตระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความกระตือรือร้นในการกระชับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และสร้างแรงผลักดันที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและเหนือความคาดหมายอย่างมาก ในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 

    เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวว่า ระหว่างการเสด็จฯเยือน ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นโดยภาพรวมและประเด็นเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-ไทย ทั้งสองเห็นพ้องกันว่า นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป จีนและไทยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเป็นญาติมิตรที่ดี มิตรสหายที่ดี และหุ้นส่วนที่ดีอย่างแท้จริง ประมุขแห่งรัฐทั้งสองเห็นพ้องกันว่า ในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งสองฝ่ายควรเสริมสร้างความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นจากความร่วมมือระหว่างจีน-ไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนสังคม วัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและผูกพันกันมากยิ่งขึ้น

    “การทูตประมุขแห่งรัฐได้นำพาความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ยุคสมัยใหม่ ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์จีน-ไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพื่อนำไปสู่ ​​“50 ปีทอง” อันรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นอีกวาระหนึ่ง” เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าว

    ประการที่สอง เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวว่าผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการเสด็จฯเยือนครั้งนี้คือการกำหนดแนวทางและแผนพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวว่า การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ได้พิจารณาและอนุมัติข้อเสนอ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15” ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงและการขยายการเปิดประเทศกว้างในระดับสูง จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์กับไทย ส่งเสริมความร่วมมือในโครงการสำคัญๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรถไฟจีน-ไทย ขยายการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย และขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการบินและอวกาศ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า ไทยและจีนมีมิตรภาพที่ใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และมีความร่วมมือที่กว้างขวางและลึกซึ้งซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกัน ความร่วมมือไทย-จีนเป็นความร่วมมือแบบพี่น้อง ไทยยินดีที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์การพัฒนาของจีน ขยายความร่วมมือกับจีนในหลากหลายสาขา เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และกระชับมิตรภาพระหว่างไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประมุขแห่งรัฐทั้งสองประเทศได้กำหนดแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ผลักดันความร่วมมือฉันมิตรระหว่างสองประเทศให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายจีนรับทราบว่าเมื่อกลับจากการตามเสด็จฯ เยือนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสริมสร้างการประสานงานกับฝ่ายจีนและผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ จีนขอชื่นชมในการปฏิบัติการนี้เป็นอย่างยิ่ง เรายินดีที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับไทยเพื่อปฏิบัติตามฉันทามติสำคัญที่ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้บรรลุร่วมกันอย่างจริงจัง และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น

    ประการที่สาม ช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดของการเสด็จฯเยือนครั้งนี้คือปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสอง ในพิธีถวายการต้อนรับ การพบปะอย่างเป็นทางการ และงานเลี้ยงต้อนรับ ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างลึกซึ้งในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ต่างมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น วลีที่ว่า “จีน ไทยครอบครัวเดียวกัน” กลายเป็นคำที่มักถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งระหว่างราชวงศ์ไทยและรัฐบาลจีน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญของราชวงศ์ไทยในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทย ประธานาธิบดีกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรรักษาการแลกเปลี่ยนเยือนกันอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับสมาชิกในครอบครัว และยินดีต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ให้เสด็จฯเยือนจีนบ่อยขึ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้ชื่นชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริของราชวงศ์ไทย โดยแสดงความตั้งใจของฝ่ายจีนที่จะให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันและเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบรรเทาความยากจนกับไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศไทย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและน้อมถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงความยินดีกับจีนในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งทรงยกย่องทั้งสองประเทศว่าเป็น “ญาติสนิท” และทรงแสดงความยินดีและภาคภูมิใจอย่างจริงใจในความสัมพันธ์จีน-ไทยที่พัฒนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    หลังพิธีถวายการต้อนรับเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กราบบังคมทูลถึงประวัติและรูปแบบสถาปัตยกรรมของจัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ จัตุรัสประตูตะวันออกของมหาศาลาประชาชน ก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้กราบบังคมทูลภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่แสดงถึงแกนกลางของกรุงปักกิ่งในห้องประชุม สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และผ่อนคลาย ในงานเลี้ยงต้อนรับที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงถวายแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว บทเพลง “ใกล้รุ่ง” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงประพันธ์ ได้บรรเลงอย่างกึกก้องไปทั่วห้อง สื่อถึงความรักใคร่และเครือญาติอันใกล้ชิดระหว่างจีนและไทย ปฏิสัมพันธ์ฉันมิตรเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความไว้วางใจอันลึกซึ้งระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสอง และจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์จีน-ไทย อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสายสัมพันธ์ “จีน-ไทยครอบครัวกัน”ที่มีมายาวนาน

    ประการที่สี่ การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมและเนื้อหาอันเข้มข้น ไม่เพียงแต่เป็นการเสด็จฯเยือนแห่งมิตรภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสด็จฯเยือนแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เสด็จฯเยือนแห่งวัฒนธรรม และเสด็จฯเยือนแห่งการศึกษา ด้วยการเตรียมการอย่างพิถีพิถันของฝ่ายจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมการผลิต การแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ไบโอนิก การปฏิบัติงานระยะไกล และการใช้ชีวิตในบ้าน พระองค์ยังทรงเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีอวกาศแห่งประเทศจีนและศูนย์ฝึกอบรมนักบินอวกาศแห่งประเทศจีน และทรงสนทนาแบบเรียลไทม์จากพื้นดินสู่อวกาศกับนักบินอวกาศเสินโจว-21 ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในอวกาศ ณ ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศปักกิ่ง นับเป็นการจัดเตรียมพิเศษที่ฝ่ายจีนได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือน พระองค์ได้ทรงแสดงความยินดีกับจีนในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศ และทรงซักถามด้วยสนพระทัยยิ่งเกี่ยวกับสภาพการทำงานและที่พักอาศัยของนักบินอวกาศ การประชุมทางวิดีโอที่วางแผนไว้เดิมใช้เวลาเจ็ดหรือแปดนาที แต่กลับใช้เวลาเกือบ 20 นาที ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจอย่างแข็งขัน การเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของจีน รวมถึงความสำเร็จด้านนวัตกรรมอันล้ำสมัย ผมเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ การสำรวจอวกาศลึก และการบินอวกาศ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นไฮไลท์สำหรับความร่วมมือเชิงปฏิบัติระหว่างจีนและไทย

    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใส่พระทัยอย่างยิ่งต่อการศึกษา ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจีน และทอดพระเนตรชั้นเรียนภาษาอังกฤษแบบโต้ตอบแบบเรียลไทม์ทางไกล ซึ่งจัดโดยโรงเรียนประถมศึกษาสองแห่งในกรุงปักกิ่งและไหหลำ ผ่านแพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะ การดำเนินการเช่นนี้จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการศึกษาอัจฉริยะระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมวัดหลิงกวงเป็นพิเศษเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุพระเขี้ยวแก้ว และเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพิธีเปิดนิทรรศการโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมจีน-ไทย ณ พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ กิจกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างจีนและไทย และเสริมสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสอง

    ประการที่ห้า ประโยชน์สำคัญที่ไม่คาดคิดจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้คือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีทรงได้รับความชื่นชมอย่างล้นหลามในประเทศจีน การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างสูงจากทุกภาคส่วนของสังคมจีน พระบารมีและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันอันงดงามสง่าของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีสร้างความประทับใจให้กับชาวเน็ตชาวจีนเป็นอย่างมาก ดึงดูดแฟนๆ จำนวนมาก และจุดประกายให้เกิด “กระแสการท่องเที่ยวไทยบูม” ในประเทศจีน เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งผลให้ชาวจีนมีความประทับใจในไทยมากขึ้น หัวใจของประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และความสัมพันธ์ “จีน ไทยครอบครัวเดียวกัน” ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น

    เป็นที่น่าสังเกตว่าการเสด็จฯเยือนครั้งนี้อยู่ในช่วงเวลาแห่งการถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ทั้งจีนและไทยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายของทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งเคารพขนบธรรมเนียมประเพณีทางวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่าย เพื่อแสดงความเสียใจและถวายความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฝ่ายจีนได้จัดเตรียมสถานที่อย่างพิถีพิถัน โดยตกแต่งสถานที่อย่างเรียบง่ายแต่สง่างาม สะท้อนบรรยากาศที่เคร่งขรึมและสง่างาม พนักงานต้อนรับชาวจีนทุกคนสวมชุดสีเข้มเพื่อแสดงความเคารพต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและฝ่ายไทย ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อสำนักพระราชวัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของทั้งจีนและไทยทำให้การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

    “ผมยังต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนทั้งจีนและไทยสำหรับความร่วมมืออย่างดียิ่งและการรายงานข่าวอย่างเข้มข้นทั้งก่อนและหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน ภาพของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวร่วมตรวจแถวกองเกียรติยศ เดินเคียงข้างกันเข้าสู่สถานที่จัดงาน และสนทนาอย่างเป็นกันเอง เป็นที่กล่าวขวัญอย่างกว้างขวาง การจัดขบวนรถจีน เครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่พิถีพิถัน ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ชาวเน็ตไทยต่างยกย่องความสมพระเกียรติอย่างยิ่งที่ฝ่ายจีนถวายต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ  ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นด้วยวลีที่ซาบซึ้งใจ เช่น “ขอบคุณประเทศจีนสำหรับการถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสมพระเกียรติ” “ขอบคุณประเทศจีนให้ความเคารพและนับถืออย่างสูงสุดต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและระบบการเมืองไทย” และ “ไทย จีน ครอบครัวเดียวกัน” เมื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน สื่อมวลชนไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญพิเศษของการทรงวางพวงมาลา และยกย่องความไว้วางใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างจีนและไทย นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนจีนและไทย” เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าว

    เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวโดยสรุปว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีได้เติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จีน-ไทย และเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญยิ่งยวด การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้สานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง ส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน กระชับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และทำให้แนวคิด “จีน ไทยครอบครัวเดียวกัน” ฝังรากลึกในจิตใจประชาชนมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และสร้างรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับความสัมพันธ์จีน-ไทยในอีก 50 ปีข้างหน้า สื่อมวลชนไทยและผมเชื่อว่าอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทยจะยิ่งสดใสยิ่งขึ้น

    การทูตประมุขแห่งรัฐได้เปิดบทใหม่ในมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย และการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ณ จุดเริ่มต้นใหม่นี้ จีนยินดีที่จะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ของไทยตลอดไป เสริมสร้างความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์กับไทย สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมั่นคง และส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น สามารถปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นแก่ทั้งสองประเทศและประชาชน

    “ในทางการเมือง เราควรจะเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันเชิงยุทธศาสตร์ เรายินดีต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี  สมเด็จพระกษิฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีนบ่อยยิ่งขึ้น เรายินดีที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนในทุกระดับกับประเทศไทย รักษาทิศทางความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ถูกต้อง เคารพผลประโยชน์หลักและข้อกังวลสำคัญของกันและกัน ส่งเสริมการสานต่อมิตรภาพระหว่างสองประเทศ และบูรณาการการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน เข้ากับทุกมิติของความร่วมมือของเรา” เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าว

    ในด้านเศรษฐกิจการค้า เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย เสนอแนะว่าทั้งสองประเทศควรขยายผลประโยชน์ร่วมกัน ส่งเสริมการประสานความร่วมมือระหว่างโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับยุทธศาสตร์การพัฒนาต่างๆ เช่น โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เร่งรัดการก่อสร้างโครงการรถไฟจีน-ไทย เสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การค้าและการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานและกำลังการผลิต และนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนแสวงหาแนวทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือในสาขานวัตกรรม เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว รถยนต์พลังงานใหม่ การปล่อยดาวเทียม และการสำรวจดวงจันทร์ เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่มากขึ้น จีนยินดีต้อนรับสินค้าคุณภาพสูงจากไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

    ในด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ทั้งสองฝ่ายควรส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพซึ่งกันและกัน จีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา กีฬา การดูแลสุขภาพ และการบรรเทาความยากจน เพื่อเสริมสร้างความผูกพันระหว่างชาวจีนและชาวไทยอย่างต่อเนื่อง เรามีความยินดีที่ได้เห็นการเสด็จพระราชดำเนินครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้จุดประกายให้เกิดกระแส “การท่องเที่ยวไทยบูม” ระลอกใหม่ในประเทศจีน จีนสนับสนุนและยินดีที่ได้เห็นมีนักท่องเที่ยวให้มาเยือนประเทศไทยมากขึ้น เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ทัศนียภาพอันงดงาม และการต้อนรับที่อบอุ่น

    “ในเรื่องพหุภาคี เราควรจะเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความร่วมมือ จีนและไทยมีจุดร่วมหลายประการในการแสวงหาสันติภาพ ส่งเสริมการพัฒนา และแสวงหาความร่วมมือ ทั้งสองประเทศต่อต้านลัทธิอำนาจนิยมและการเมืองแบบอำนาจนิยม และทั้งสองประเทศมุ่งมั่นที่จะธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศกำลังพัฒนา จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานงานและความร่วมมือกับไทยในเวทีพหุภาคีทั้งใน ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ สนับสนุนโลกหลายขั้วที่เท่าเทียมและเป็นระเบียบ รวมถึงโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม เร่งดำเนินการตามความริเริ่มว่าด้วยการพัฒนาโลก ความริเริ่มว่าด้วยความมั่นคงโลก ความริเริ่มอารยธรรมโลก และความริเริ่มว่าด้วยธรรมาภิบาลโลก และร่วมกันสร้างบ้านแห่งเอเชียที่สงบสุข มั่งคั่ง สวยงาม และปรองดอง” เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าว

    รายงานโดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/37847&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rCYlYtBMXDsaxzAiJVs7w

  • น่านชูภูมิปัญญาสล่าเรือ สร้างเครือข่ายอาเซียน พัฒนาท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน

    วันที่ 24 พ.ย.68 นายบรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ การยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือ ในเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง กิจกรรมยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือและเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่านได้จัดขึ้น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ยาวนานระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในมิติของศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับสายน้ำ ซึ่งเป็นทั้งแหล่งชีวิตและเส้นทางแห่งอารยธรรม การศึกษา

    สำหรับการประชุมวิชาการ การยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือ ในเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน ครั้งนี้เป็นการนำเสนอความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรม work shop ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นกิจกรรมการถอดบทเรียนหลังจากที่ได้ทำการจัดกิจกรรม “นานา นาวา อุษาคเนย์” นิทรรศการเรือแข่ง เรือเอกลักษณ์ในภูมิภาคอาเซียน และกิจกรรม work shop การถ่ายทอดองค์ความรู้ของสล่าเรือในภูมิภาคอาเซียน ในช่วงระหว่างวันที่ 14-23 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีวิทยากรผู้มีความรู้สล่าเรือ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย ประเทศลาว ประเทศเมียนมา และประเทศเวียดนาม โดยมี นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ประชาชน นักท่องเที่ยว และนักเรียน-นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรม

    นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นการเปิดประตู สู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อรากเหง้าร่วมกันของผู้คนในอุษาคเนย์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสริมสร้างความร่วมมือทางวัฒนธรรมในระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสนับสนุนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ยั่งยืน โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน

    #ภูมิภาค-07

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/112478&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vkneS149FUVl1L17_RGGa

  • หอการค้าไทย เผย ภาคใต้ จมบาดาล เศรษฐกิจ อ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน …

    หอการค้าไทย เผย ภาคใต้ จมบาดาล เศรษฐกิจ อ่วม 1.5 พันล้านบาทต่อวัน …

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยน้ำท่วม 10 จังหวัด ภาคใต้ ประเมินเศรษฐกิจเสียหาย 1,500 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ จ.สงขลา เจ้าภาพ ปิดฉาก หลังจัดได้เพียง 1 วัน เตรียมยื่น ‘สมุดปกขาว 2568’ ถึงรัฐบาล

    ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ เบื้องต้น ประเมินผลกระทบความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากภาคใต้เป็นจังหวัดอิงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนเป็นหลัก

    ทั้งนี้ ถ้าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อเนื่องใน 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวและจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

    ปิดฉากสัมมนาหอการค้าประจำปี ‘สงขลา’ เจ้าภาพ จ่อยื่น “สมุดปกขาว 2568” ต่อรัฐบาล

    วันนี้ 24 พ.ย. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำ “สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568” ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

    ดร.พจน์ กล่าวว่า แม้งานสัมมนาครั้งนี้จะต้องยกเลิกลงหลังจากเริ่มประชุมไปได้ 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัย รวมถึงผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้มากกว่า 1,500 คน

    “ทางหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดสงขลา ที่เป็นเจ้าภาพการจัดสัมมนาต้องขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทุกพื้นที่ที่รวมรวมความช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ขณะนี้ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ก็ได้กลับเข้าภูมิลำเนาแล้ว”

    ขณะเดียวกัน ตอนนี้ มูลนิธิพาณิชย์สงเคราะห์ โดยหอการค้าไทย ก็ได้มีการเปิดระดมรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพิ่มเติม เพราะทราบมาว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดยังไม่คลี่คลาย

    สำหรับ “สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568” หอการค้าฯ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อน จากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ มาก่อนหน้าการสัมมนาแล้ว ซึ่งได้จัดทำเป็นเอกสารส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มีการ ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำประเด็นที่ได้รับไปพิจารณาดำเนินการได้ สำหรับประเด็นและข้อเสนอแนะที่หอการค้าฯ บรรจุไว้ในสมุดปกขาวปีนี้ มุ่งเน้นการปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศทั้งในระดับโครงสร้างและระดับภูมิภาค ครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่

    1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

    ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน) ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ “Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และ
    ตั้งศูนย์

    2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก

    เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก

    3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงมุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด)

    พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center

    และพลังงานสะอาด พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics

    5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL)

    นอกจากนั้น หอการค้าไทย ยังได้ร่วมกับ กกร. จัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

    “ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินการได้จริงและมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งขอขอบคุณหอการค้าจังหวัดสงขลา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ที่ร่วมกันอำนวยความสะดวกจนผู้ที่เดินทางเข้าร่วมงานสามารถกลับสู่ภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย ทางเราหวังว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายได้ในเร็ววัน และเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาจะกลับมาฟื้นตัว” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/south-floods-economy-1-5b/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YEc2yjZsc_z2NdQB0Fz6T

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบสวัสดิการแห่งรัฐ

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบสวัสดิการแห่งรัฐ

    ครม.เศรษฐกิจ มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่ เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หนุนรายได้ยั่งยืน โฆษกรัฐบาลเผยเกิดเงินสะพัดแล้ว 5.4 หมื่นล้าน ส่วนเฟส 2 ชง ครม. ต้น ธ.ค. 

    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 (ครม.เศรษฐกิจ) มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ร้านค้าที่อยู่ในระบบ โดยให้ “เชื่อมร้านค้าคนละครึ่งพลัสทั้งหมดเข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพื่อแก้ปัญหาผู้ถือบัตรสวัสดิการมีร้านค้าให้เลือกใช้น้อยเกินไป พร้อมเผยต่อไปว่า ร้านค้าที่ผ่านระบบคนละครึ่งมีมาตรฐานสูงและกระจายอยู่ทั่วประเทศ การเชื่อมระบบครั้งนี้จะช่วยให้ร้านค้าขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ทันที เพิ่มรายได้ต่อเนื่อง และทำให้ระบบสวัสดิการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั่วประเทศ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพัฒนาระบบเชื่อมต่อเพิ่มเติมเพื่อให้ดำเนินงานได้สมบูรณ์

    “โครงการคนละครึ่งพลัส มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการอยู่ตอนนี้ประมาณ 980,000 ร้านค้า ครม.เศรษฐกิจ ได้พิจารณาเห็นว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นอีกโครงการหนึ่งนั้นข้อจำกัด คือคนที่มีใช้บัตรสวัสดิการมีข้อจำกัดด้านร้านค้าที่เข้าร่วมค่อนข้างน้อย ครม.เศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้เอาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสไปเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการ ความหมายก็แปลว่า ร้านค้าเหล่านี้จะสามารถไม่เพียงแต่ขายแค่ในโครงการคนละครึ่งพลัสเท่านั้น แต่ต่อจากนี้ไปจะสามารถขายให้กับคนถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย ซึ่งจะต้องมีการไปทำระบบเพื่อรองรับการเชื่อมโยงนี้ มาตรการนี้ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลือร้านค้าและจะทำให้เกิดความยั่งยืน และรายได้ของร้านค้าจะไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราทราบดีว่าโครงการบัตรสวัสดิการมีต่อเนื่อง จึงถือเป็นหัวใจสำคัญ”

    ทางด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวมั่นใจว่า โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะนำเสนอที่ประชุม ครม. ได้ต้นเดือนธันวาคมนี้ ในกรณีที่แม้จะมีการยุบสภาก่อนกำหนด เช่น ในเดือนธันวาคม ก็จะเสนอ ครม. ได้ก่อนการยุบสภาแน่นอน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาวงเงินที่จะนำมาใช้ ซึ่งต้องคำนึงถึงเม็ดเงินที่จะนำไปช่วยน้ำท่วมด้วย

    “โครงการคนละครึ่งพลัส ได้รับความนิยมสูงและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 23.50 น. พบว่ามีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 968,692 ร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิ์ 1,652,014 คน ก่อให้เกิดเงินสะพัดในระบบแล้วกว่า 54,132 ล้านบาท เชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมได้เพิ่มเติมจนถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2897644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jj5gGNOYW8A4y_Mkf9VGd

  • ‘ครม.เศรษฐกิจ’ปลดล็อกร้านค้า‘คนละครึ่งพลัส’ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

    ‘ครม.เศรษฐกิจ’ปลดล็อกร้านค้า‘คนละครึ่งพลัส’ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

    ‘ครม.เศรษฐกิจ’ปลดล็อกร้านค้า‘คนละครึ่งพลัส’ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

    วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.18 น.

    ‘ครม.เศรษฐกิจ’ปลดล็อกร้านค้า‘คนละครึ่งพลัส’ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ ‘โฆษกรัฐบาล’บอก‘เฟส 2’เข้า ครม.ทันก่อน‘ยุบสภา’แน่

    24 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โดยขั้นตอนต่อไป ครม.เศรษฐกิจจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินงานเชื่อมระบบระหว่างคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่งพลัสได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากโครงการช่วยเหลือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นโครงการที่มีเงินช่วยเหลือต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถซื้อสินค้าจากร้านค้าคนละครึ่งพลัสที่มีจำนวนร้านมากกว่าร้านที่ขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

    ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาในเรื่องของขนาดของโครงการและวงเงินที่จะให้ประชาชนใช้จ่าย โดยต้องพิจารณาถึงแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ เนื่องจากในขณะนี้มีปัญหาเรื่องของอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณในการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้วย

    ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ก่อนที่รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าทันแน่นอน

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมครม. เศรษฐกิจ ยังรับทราบความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส โดยรัฐบาลได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากนโยบาย โดยข้อมูลล่าสุดวันที่ 23 พ.ย.68 พบว่ามีร้านค้าเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสแล้วจำนวน 968,692 ร้านค้า มีผู้ใช้สิทธิ์ครบทั้งจำนวนแล้ว 1,652,014 คน ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบแล้วกว่า 54,132 ล้านบาท

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/930090&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xCSf-FVtkTkeag7x_61lc