Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ จำกัด 10 ล้านสิทธิ์ คนละ 2,000 เตรียมชงเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ จำกัด 10 ล้านสิทธิ์ คนละ 2,000 เตรียมชงเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    ดูทีวีกด 33 ดูออนไลน์ที่ 3Plus - ช่อง3

    ออกจากระบบ

    เสียใจจังจะหยุดพักความสนุกไว้แค่นี้…

    ยกเลิกตกลง

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    คุณต้องการล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด?

    ยกเลิกล้างทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    เศรษฐกิจ

    8 ชั่วโมงที่แล้ว

    14 views

    ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ 10 ล้านสิทธิ์ คนละ 2,000 เตรียมชงเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/5ulEsmDMF1g

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  คนละครึ่งพลัสเฟส2

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/453040&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VKZsrKtVkInOcySQM18_S

  • ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

    ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2896987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw123yN5Duc3UYYujYpohApu

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH

  • เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน?

    เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน?

    ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความอ่อนไหวขึ้นในช่วงล่าสุด หอการค้าไทยได้ออกมาย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ‘อธิปไตยต้องมาก่อน’ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าปัจจัยดังกล่าว จะไม่สั่นคลอนทิศทางการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งยังคงมีอัตราภาษีที่ระดับ 19% ที่ไทยยังแข่งขันได้

    ภาคผู้ส่งออกไทยสะท้อนมุมมองในอีกด้านว่า การเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ อาจไม่สามารถปิดดีลได้ในระยะสั้น และยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหยิบยกประเด็นความปะทะบริเวณชายแดนมาชะลอการเจรจาครั้งใหม่หรือไม่

    ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางการค้า การลงทุน ไม่เพียงเป็นประเด็นด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    หอการค้าย้ำ ‘อธิปไตยชาติสำคัญที่สุด’

    ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงทิศทางเศรษฐกิจและการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ท่ามกลางความกังวลว่าเหตุปะทะอาจส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาการเจรจาภาษี

    ดร.ชนินทร์ แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนว่า ภาคเอกชนเข้าใจสถานการณ์ดีและขอเอาใจช่วยรัฐบาล โดยมองว่าความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด (Absolute) พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีความชอบธรรม (Legitimate) และมีสิทธิในการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง

    เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? 1

    ประเด็นหลักของความขัดแย้งในครั้งนี้ ดร.ชนินทร์ระบุว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องทุ่นระเบิดและการเก็บกู้ (De-mining) ซึ่งตามข้อตกลงควรจะต้องมีการเจรจาและเก็บกู้ระเบิด แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ขัดขวางไม่ให้มีการถอดทุ่นระเบิด ซึ่งถือว่าผิดสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) และกฎบัตรสหประชาชาติ

    โดยภาคเอกชนเชื่อมั่นในทีมกระทรวงการต่างประเทศที่จะชี้แจงในเวทีโลกว่าไทยไม่ใช่ผู้เริ่มต้นเหตุการณ์

    ยืนยันภาษีสหรัฐฯ อยู่ที่ 19% ไม่ใช่ 36% ย้ำยัง ‘สู้ได้’

    ในประเด็นเรื่องการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะชะงักงัน ดร.ชนินทร์ ชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า

    “ปัจจุบันอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากไทยตามข้อตกลงล่าสุด เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 19% เท่านั้น ไม่ใช่ 36% อย่างที่กังวลกัน”

    ซึ่งเป็นอัตราที่บังคับใช้แล้วและครอบคลุมเกือบทุกประเทศในอาเซียน ทำให้ไทยยังพอมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

    สำหรับการเจรจาเพื่อขอลดภาษีให้ต่ำกว่า 19% ที่รัฐบาลชุดนี้และกระทรวงพาณิชย์พยายามผลักดันนั้น

    “แม้อาจจะไม่ทันกำหนดเวลาเดิมหรือต้องหยุดชะงักชั่วคราวเนื่องจากปัญหาชายแดน แต่ทางภาคเอกชนมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และควรรอให้เหตุการณ์สงบเรียบร้อยเสียก่อนจึงค่อยกลับมาเจรจา”

    เป้าหมายถัดไปดันสินค้าเกษตร-อาหาร เข้า ‘Exemption List’

    ดร.ชนินทร์ เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีการหารือกับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ มาโดยตลอด และเห็นแนวโน้มที่ดีในการเจรจาครั้งต่อไป โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการลดภาษีจาก 19% แต่คือการผลักดันให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทย เช่น กาแฟ น้ำมะพร้าว และเนื้อสัตว์ เข้าไปอยู่ใน บัญชียกเว้นภาษี (Exemption List) หรือไม่เสียภาษีเลย

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันว่ามีข้อมูลพร้อมครบถ้วนแล้ว หากสถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความชัดเจนเมื่อใด ก็พร้อมที่เดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ ได้ทันที

    โดยสถานการณ์ในขณะนี้เปรียบเสมือนการที่เราต้องเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัย ก่อนที่จะลงมือปลูกสร้างสิ่งใหม่ ดร.ชนินทร์ ย้ำว่า “ขอให้จัดการปัญหาอธิปไตยให้เรียบร้อยก่อน ส่วนเรื่องเศรษฐกิจและการค้านั้น ฐานที่ 19% ยังเป็นจุดที่ภาคธุรกิจไทยยืนอยู่ได้ และพร้อมจะวิ่งต่อทันทีเมื่อสัญญาณความมั่นคงชัดเจน”

    ห่วงเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยากที่จะปิดดีลในเร็ววัน

    ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท. ) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สรท. มองว่า “จากการประเมินการเจรจาภาษีสหรัฐฯ คงจะยังไม่ยุติในเร็ววัน ประเด็นนี้ทรัมป์จะยกเรื่องการปะทะมาชะลอการเจรจาหรือไม่ คาดเดาได้ยากมาก ขึ้นอยู่กับเขามองเรื่องนี้อย่างไร จะเอามาปนกันหรือไม่ เป็นไปได้หมด ทางไทยต้องประคอง เก็บหลักฐานการถูกรุกรานก่อนให้ครบถ้วนที่สุด”

    เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? 2

    อย่างไรก็ตาม ต่อสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อภาคการส่งออก สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    โดยเฉพาะกรณีที่เกิดการเผชิญหน้าหรือมีความเสี่ยงปะทะเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้าและมีความเปราะบางสูง

    1. สถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องมีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรง

    • ความมั่นคงของเส้นทางการค้าชายแดน
    • ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และเวลาขนส่ง
    • ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ส่งออก และผู้บริโภค

    ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลออยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ปกติควรเป็นฤดูกาลที่กิจกรรมเศรษฐกิจฟื้นตัว

    2. ผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นต่อผู้ส่งออกไทย (ตามข้อมูล สรท.)

    ปัจจุบัน ผู้ส่งออกจำนวนมากได้ หยุดการขนส่งผ่านด่านชายแดน และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้

    • เส้นทางเรือ (sea freight)
    • การลากตู้ทางบกในระยะทางที่ไกลขึ้น (inland haulage)

    ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความล่าช้า ซึ่งการเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าวทำให้

    • ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
    • ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น
    • กระทบต่อความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

    ผลกระทบนี้รุนแรงเป็นพิเศษสำหรับ SMEs ที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนและสภาพคล่อง

    3. ข้อเสนต่อรัฐบาล

    สรท.ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนี้

    1.ใช้สันติวิธีและการทูตเป็นกลไกหลัก

    เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม ซึ่งจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นจากคู่ค้าต่างประเทศและปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศไทย

    2.บริหารจัดการพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพเส้นทางโลจิสติกส์

    รวมถึงการเตรียมความพร้อมของด่านทางเลือกหรือเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อไม่ให้ระบบส่งออกหยุดชะงัก

    3.สื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง
    เพื่อลดความกังวลของประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งบรรยากาศด้านความเชื่อมั่นมีผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    4.พิจารณามาตรการบรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์เร่งด่วนเช่น

    • มาตรการลดค่าใช้จ่ายท่าเรือ
    • การอำนวยความสะดวกพิธีการศุลกากร
    • สิทธิประโยชน์ภาษีชั่วคราว

    เพื่อช่วยผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    4. ผลต่อบรรยากาศช่วงปีใหม่

    หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดหรือเกิดเหตุปะทะเพิ่มเติม อาจส่งผลต่อ

    • ความรู้สึกปลอดภัยของประชาชน
    • การเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
    • กำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงเทศกาล

    ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจช่วงปีใหม่ “อ่อนแรงกว่าที่ควรจะเป็น”แต่หากรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ดี ใช้การทูตเชิงรุก และสื่อสารอย่างต่อเนื่องผลกระทบดังกล่าวจะลดลงและจำกัดอยู่ในบางพื้นที่เท่านั้น

    5. เสถียรภาพชายแดน = เสถียรภาพด้านการค้าและเศรษฐกิจโดยตรง

    ภาครัฐจึงควรดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดลุกลาม พร้อมช่วยเหลือผู้ส่งออกที่กำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง

    ภาพ: Harvepino / Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-cambodia-clash-economic-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ljZY9o_eZ8wRTBYIAXa9s

  • ปชป. ร่วมเวทีถกสภาดิจิทัลฯ! เสนอ 5 แนวทางจัดการอย่างมีกลยุทธ์พัฒนา”เศรษฐกิจดิจิทัล” ไทย

    ปชป. ร่วมเวทีถกสภาดิจิทัลฯ! เสนอ 5 แนวทางจัดการอย่างมีกลยุทธ์พัฒนา”เศรษฐกิจดิจิทัล” ไทย

    วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.

    ปชป. ร่วมเวทีถกสภาดิจิทัลฯ! เสนอ 5 แนวทางจัดการอย่างมีกลยุทธ์พัฒนา”เศรษฐกิจดิจิทัล” ไทย  เพื่อให้ประเทศสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงของชาติ 

    เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ได้เข้าพบและหารือกับสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ณ ทรูดิจิทัลพาร์ค เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

    การหารือครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นถึง ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล พร้อมกับเสนอให้รัฐบาลบริหารจัดการอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อทำให้ประเทศมีความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

    1. ความท้าทายด้านอธิปไตยข้อมูลและความมั่นคงของชาติ
    ประเด็น: การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำคัญของพลเมือง (เช่น ข้อมูลสุขภาพและการเงิน) โดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ และการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม

    แนวทางพิจารณา: หลายประเทศพัฒนาแล้วได้นำนโยบาย Data Localization มาใช้เพื่อบังคับให้บริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติต้องมาจัดตั้งนิติบุคคลหรือศูนย์ข้อมูลในประเทศ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการค้าจากมหาอำนาจ โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่ใช่ประเด็นการค้าโดยตรง เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR-like) หรือการกำหนดข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงเป็นพิเศษ (เช่น ข้อมูลพันธุกรรม) ให้ต้องจัดเก็บภายในประเทศเท่านั้น

    2. วิกฤตการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัล (Digital Talent Gap)
    ประเด็น: แม้ว่าตลาดงานดิจิทัลจะมีความต้องการสูงและเสนอค่าตอบแทนที่สูง แต่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะในสายงาน STEM

    ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง: ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การผลิตของมหาวิทยาลัย แต่เกิดจากระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่ยังไม่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญและสนใจในสายงาน STEM โดยปัจจุบัน สัดส่วนบัณฑิตสาย STEM ของไทยยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก (ประมาณ 20% เทียบกับเป้าหมาย 50%) และสัดส่วนประชากรที่มีทักษะการเขียนโค้ดก็ยังอยู่ในระดับต่ำ (16%)

    3. ปัญหาในกลไกสนับสนุนสตาร์ทอัพและการร่วมลงทุน
    ประเด็น: สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและการลงทุนในประเทศยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้นิติบุคคลสตาร์ทอัพส่วนใหญ่เลือกไปจดทะเบียนในต่างประเทศ (เช่น สิงคโปร์)

    ข้อจำกัดของกลไกรัฐ: โมเดลการร่วมลงทุน (Co-investment) ของภาครัฐมีแนวโน้มให้เอกชนรับความเสี่ยงสูงในช่วงเริ่มต้น (Seed Stage) และรัฐบาลจะเข้าร่วมลงทุนเมื่อความเสี่ยงลดลงแล้ว (บริษัทเริ่มอยู่รอด) ซึ่งเป็นแนวทางที่สวนทางกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่รัฐบาลมักยอมรับความเสี่ยงสูงในช่วงแรกเพื่อกระตุ้นนวัตกรรม ปัญหานี้ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลของเจ้าหน้าที่รัฐเรื่องการถูกฟ้องร้องภายใต้มาตรา 157

    4. การให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลมูลค่าสูง
    ประเด็น: หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งยังคงมุ่งเน้นไปที่การดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม (Infrastructure Layer) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มน้อยลง เมื่อเทียบกับเลเยอร์ที่สูงขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน, ข้อมูล, และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    แนวทางพิจารณา: เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเทศควรปรับกลยุทธ์ไปเน้นที่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supplier) หรือการส่งออกวิศวกร AI ให้กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แทนที่จะมุ่งสร้างแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกด้วยตนเอง

    5. ความจำเป็นในการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ
    ประเด็น: ความพยายามในการร่างกฎหมายกำกับดูแล เช่น กฎหมาย AI นั้นมีความจำเป็น แต่การคัดลอกกฎหมายจากต่างประเทศโดยไม่คำนึงถึงบริบทของไทยอาจกลายเป็นการสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการไทย

    แนวทางพิจารณา: ควรพิจารณานำกรอบการกำกับดูแลที่มุ่งเน้นการสนับสนุนให้เกิดการนำ AI ไปใช้ (Adoption) ในภาครัฐและเอกชนในวงกว้างก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ กำหนดขอบเขตข้อจำกัดตามมา เพื่อไม่ให้การกำกับดูแลเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/458025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KYS34ONb-HvT5MSLXBfqX

  • ขัดแย้ง! ไทย-กัมพูชา ฉุดส่งออกวูบ 1.2 หมื่นล้าน/เดือน หากยืดเยื้อไม่เป็นผลดี

    ขัดแย้ง! ไทย-กัมพูชา ฉุดส่งออกวูบ 1.2 หมื่นล้าน/เดือน หากยืดเยื้อไม่เป็นผลดี

    นอกจากผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกแล้ว ผลกระทบยังเกิดขึ้นในด้านอื่นๆด้วย เช่น การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนได้รับผลกระทบ เนื่องจากอัตราการเข้าพักต่ำ ธุรกิจที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนจะได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอนหากปัญหายังคงยืดเยื้อ แม้ว่าผลกระทบเหล่านี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ แต่สำหรับธุรกิจในพื้นที่แล้วถือเป็นประเด็นที่หนักหน่วง

    นอกจากนี้ในส่วนของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรที่ใช้แรงงานกัมพูชา อาจทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น แต่สถานการณ์ปิดชายแดนทำให้เกิดผลดีในบางส่วนผู้ประกอบการบางรายที่เคยนำโรงงานบางส่วนไปประกอบหรือผลิตที่กัมพูชาแล้วนำกลับเข้ามาในประเทศไทยได้พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการปิดพรมแดน ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้อาจเลือกที่จะถอนการผลิตจากกัมพูชากลับเข้ามาในไทยแทนสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็น “การลงทุนไหลกลับ” (reverse FDI) ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในส่วนย่อย (at the margin)

    อย่างไรก็ตามในภาพรวมระยะยาว หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและเป็นปัญหาอยู่จะไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนทั้งการลงทุนของนักลงทุนไทยในกัมพูชา หรือการลงทุนของประเทศอื่นๆที่จะเข้ามาลงทุนในไทยนักลงทุนจำเป็นจะต้องนำความเสี่ยงของการปิดชายแดนนี้ไปใส่ไว้ในปัจจัยการพิจารณาตัดสินใจลงทุนด้วย

    สำหรับคาดการณ์ส่งออกไทยภาพรวมปีหน้าติดลบ เหตุปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า รวมถึงผลกระทบจากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชาการส่งออกไทยปีหน้าเผชิญภาวะหดตัวการคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีหน้าชี้ว่า อัตราการเติบโตจะชะลอลง ซึ่งรวมถึงแรงขับเคลื่อนหลักอย่างการส่งออก โดยคาดการณ์ว่า การส่งออกของไทยในปีหน้าจะติดลบที่ร้อยละ -1.2 ซึ่งแตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับการเติบโตในปีนี้ที่ร้อยละ 11 การหดตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการรวมกันของหลายปัจจัย เช่น ฐานที่สูง อุปสงค์โลกที่ลดลง และผลกระทบจากนโยบายการค้าโลกตลาดอาเซียนหดตัวหลังรวมผลกระทบการปิดชายแดน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kbvGvie1pEDwlV2xA-BQl

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH

  • พณ.เปิดบูธช่วยผปก.ชายแดน  ขนสินค้าขายช่วงซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์

    พณ.เปิดบูธช่วยผปก.ชายแดน ขนสินค้าขายช่วงซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์

    พาณิชย์ จับมือ ก.ท่องเที่ยว เปิดตัว “ชิม ช้อป เชียร์” ดึงผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชาขนจำหน่ายสินค้า ช่วงมหกรรมซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น คาดยอดขายกว่า 20 ล้านบาท

    วันนี้ (9 ธ.ค.2568) ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธ.ค. 2568 ที่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 ม.ค. 2569 ที่จ.นครราชสีมา กระทรวงฯได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนำสินค้า ของกิน ของใช้ และของที่ระลึกมาจำหน่ายให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในกิจกรรม ชิม ช้อป เชียร์ by MOC ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    โดยนำผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนภูมิภาค รวม 100 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้า ซึ่งจะเน้นผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนในเวลานี้ เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้

    สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ มีดังนี้ กรุงเทพมหานคร ราชมังคลากีฬาสถาน ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์ โดยมีผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล ผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม

    ชลบุรี ที่ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธ.ค. 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากภาคตะวันออก รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดน เช่น จันทบุรี ตราด และสระแก้ว จ.นครราชสีมา ที่ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20 – 26 ม.ค.2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

    รอปลัดพาณิชย์ กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และ การบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย

    อ่านข่าว:

    “พณ” มั่นใจ สหรัฐฯไม่กดดันเรื่องภาษี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา

    “นายกฯ” สั่งทบทวน หลักเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการฯ” ใหม่

    ย้ำต้องจัดการเด็ดขาด หอการค้า หนุนเร่งแก้ไขขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MteIov5i9GEUag6ux5VKf

  • พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

    พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

    วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รายงาน ภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าเดือนตุลาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) สะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐและราคาพลังงานโลกที่ลดลง

    ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้นโยบายบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อาทิ โครงการ Quick Big Win รวมถึงราคาสินค้าอาหารหลายรายการที่ปรับลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด

    เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับต่ำของโลก สะท้อนเสถียรภาพด้านราคาและการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ขยายตัว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด

    รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการด้านการค้าควบคู่กัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/263306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gnC_n5dbInYvwmnZqMIzh

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH