Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ลามิน่า”หวั่นผู้บริโภคสับสน ฟิล์มกรองแสงแข่งเดือด “ค่ากันความร้อน”

    “ลามิน่า”หวั่นผู้บริโภคสับสน ฟิล์มกรองแสงแข่งเดือด “ค่ากันความร้อน”

    ตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์พรีเมียมยังทรงตัว แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมชะลอตัว. ลามิน่าตั้งเป้ารักษายอดขาย 600 ล้านบาท หรือ 33% ของส่วนแบ่งตลาด; มีการเปิดตัวแคมเปญ ‘ลามิน่า.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2899431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ot4HO-qcaUkFCp4lqcW5q

  • กมธ.วุฒิสภาเห็นชอบ ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ ทบทวน “ทางด่วน 2 ชั้น”

    สภาผู้บริโภคชี้ โครงการ ทางด่วน 2 ชั้น ยังมีข้อสงสัยสำคัญ ทั้งในเรื่องความจำเป็นของโครงการ ความชัดเจนของร่างสัญญาสัมปทาน และความสมบูรณ์ของรายงาน EIA ขณะที่ กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ เห็นชอบตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกับชุมชนและนักวิชาการเพื่อเร่งตรวจสอบทุกมิติ

    จากกรณีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ตัวแทนชุมชนริมทางด่วน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และตัวแทนจากสภาผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อตรวจสอบการก่อสร้าง ทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) ความยาว 17 กิโลเมตร บนแนวทางด่วนศรีรัช ช่วงงามวงศ์วาน – พระรามเก้า เนื่องจากโครงการมีความไม่โปร่งใส กระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง และไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร ล่าสุด คณะกรรมาธิการการฯ มีมติตั้งคณะทำงานตรวจสอบโครงการดังกล่าว

    แจง 3 ประเด็นปัญหา ทางด่วน 2 ชั้น

    วันที่ 9 ธันวาคม 2568 สภาผู้บริโภค เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา พร้อมด้วยผู้แทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck)

    กมธ.วุฒิสภาเห็นชอบ ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ ทบทวน “ทางด่วน 2 ชั้น” : อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวถึง ข้อมูลที่นำเสนอต่อ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ  ใน “3 ประเด็นหลัก” เพื่อประกอบการพิจารณา ได้แก่

    1. ความจำเป็นของโครงการ จากการศึกษาพบว่า โครงการสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 อาจไม่สอดคล้องกับทิศทางระบบคมนาคมของประเทศ ที่มุ่งปรับเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะ โดยปัจจุบันรัฐบาลกำลังเดินหน้าพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม หรือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ซึ่งจะมีระบบกองทุนอุดหนุนค่าโดยสาร เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น

    ขณะที่แผนของ สนข. ระบุว่า ภายในปี 2570 ประเทศไทยตั้งเป้าสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้เพิ่มเป็น 40% จากปัจจุบันกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนการเดินทางด้วยรถสาธารณะเพียง 18.3% เท่านั้น จึงยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 จะช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

    2. ความชัดเจนของร่างสัญญาสัมปทาน ข้อมูลจากการทางพิเศษฯ ระบุว่า ร่างสัญญาขยายอายุสัมปทานกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยสำนักงานอัยการสูงสุด แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐและประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมเพียงใด รวมถึงเหตุผลในการขยายอายุสัมปทานยาวกว่า 22 ปี ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งที่มาตรา 6 (5) ของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 มีเป้าประสงค์ คือ ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการจัดทำและดำเนินโครงการร่วมลงทุน รวมถึงกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง แต่ข้อมูลและกระบวนการตัดสินใจในโครงการทางด่วน 2 ชั้น นั้นยังมิได้เปิดเผยให้สาธารณชนได้ทราบในรายละเอียด สุ่มเสี่ยงต่อการขัดมาตรา 6 (5) เป็นอย่างมาก

    3. ความสมบูรณ์ของรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แม้คณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบ EIA แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเพียงพอ และเพิ่งมีการเผยแพร่เอกสารไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งที่รายงานดังกล่าวจัดทำเสร็จตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี 2568

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคพบข้อกังวลหลายประเด็นเกี่ยวกับรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่ครอบคลุม คำถามในการรับฟังความคิดเห็นมีลักษณะชี้นำ นอกจากนี้ รายงาน EIA ฉบับดังกล่าวยังไม่สามารถตอบประเด็น “ความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety)” ได้ เนื่องจากการก่อสร้าง จะมีการกั้นพื้นที่บางส่วนในชุมชน เบียดพื้นที่ถนนทางเข้า-ออกของประชาชน และหากมีกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่รถพยาบาลหรือรถดับเพลิงต้องเข้าถึงพื้นที่ แต่ไม่สามารถเข้าออกสวนเลนกันได้ ทั้งที่เป็นประเด็นที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง ซึ่ง “เป็นสิ่งที่รับไม่ได้” หากโครงการไม่สามารถให้คำตอบด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน

    กมธ. เห็นชอบตั้งคณะทำงานตรวจสอบเชิงลึก

    ภายหลังการอภิปราย ประธานคณะกรรมาธิการฯ เห็นชอบให้ตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” ภายใต้คณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อรวบรวมข้อมูล เอกสาร หลักฐาน และตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง โดยคณะทำงานจะประกอบด้วยสภาผู้บริโภค นักวิชาการ ตัวแทนสหภาพแรงงาน และผู้แทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

    หากคณะทำงานพบข้อกังวล ประธานคณะกรรมาธิการจะทำหนังสือเสนอไปยัง 2 หน่วยงาน คือ 1) ประธานคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อทบทวนมติเห็นชอบรายงาน EIA โครงการพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 และ 2) ประธานคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการพีพีพี (PPP : Public Private Partnership) เพื่อให้ใช้มาตรา 20 (11) ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ตั้งคณะทำงานเพื่อกลั่นกรองรายละเอียดข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้านก่อนเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดพีพีพี

    ทั้งนี้ ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของคณะทำงานเฉพาะกิจ สภาผู้บริโภคจะส่งหนังสือเพื่อเสนอความเห็นอย่างเป็นทางการถึงทั้งสองหน่วยงานข้างต้น เพื่อให้ชะลอและทบทวนโครงการจนกว่าจะมีคำตอบที่โปร่งใส รอบด้าน และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/10122568_double-deck-update_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37-tDRsccCa6I8cG4EvLV8

  • ‘อโกด้า’ ชี้เทรนด์ท่องเที่ยวไทยปี 69 ยังสดใส!  หนุนปั้นกรุงเทพฯ ‘ซิลิคอนวัลเลย์’ แห่งเอเชีย

    ‘อโกด้า’ ชี้เทรนด์ท่องเที่ยวไทยปี 69 ยังสดใส! หนุนปั้นกรุงเทพฯ ‘ซิลิคอนวัลเลย์’ แห่งเอเชีย

    ปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวไทยไม่ได้สวยหรูอย่างที่หวัง! “อโกด้า” (Agoda) ผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ฉายภาพถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว ทั้งปัญหาสแกมเมอร์ นักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัวเมื่อต้นปี รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น เหตุแผ่นดินไหวเมื่อเดือน มี.ค. น้ำท่วมภาคใต้เดือน พ.ย. และปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

    ขณะเดียวกัน การแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนก็รุนแรง นักท่องเที่ยวมี “ตัวเลือก” มากมายจากการอัดโปรโมชันแข่งกัน และให้ความสำคัญกับเรื่อง “ราคา” สะท้อนชัดว่าไทยกำลังเผชิญ “ศึกชิงนักท่องเที่ยว” (Tourism War) อันเข้มข้น แม้ว่าไทยจะมีจุดขายอันโดดเด่น (Unique of Selling Point) และเป็น “ขาใหญ่” ที่ยังได้เปรียบในฐานะจุดหมายปลายทางในใจนักท่องเที่ยว แต่คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามก็กำลังไล่ตามมาติดๆ และน่าจับตาอย่างยิ่ง!

    ออมรี มอร์เกนสเติร์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อโกด้ากล่าวว่า “แม้สถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจะมีอัตราลดลงครั้งแรกในปี 2568 หลังหมดยุคโควิด-19 ระบาด แต่อโกด้ามองว่าเทรนด์ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงสดใส”

    โจทย์สำคัญที่ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องเร่งปรับตัว คือการมุ่งยกระดับ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวบางตลาดค่อนข้างกังวล โดยยังเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการดึงชาวจีนกลับมาเที่ยว ล่าสุดภาครัฐจัดโครงการมอบตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” รับรองมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพแก่ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว

    นอกจากนี้การดึง “อีเวนต์ระดับโลก” เข้ามาจัดในไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น เทศกาลดนตรี “Tomorrowland” มีกำหนดจัดในไทยช่วงปลายปี 2569 ถือเป็นครั้งแรกในเอเชีย นี่คือตัวกระตุ้นชั้นดีให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้าไทย

    กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” (Diversify) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเดินหน้าต่อเพื่อรับมือกับปัญหา “ภูมิรัฐศาสตร์” อันตึงเครียด ในฐานะประเทศเป็นกลางพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศ

    โดยจะเห็นว่าประเทศไทยมีสัดส่วนการพึ่งพานักท่องเที่ยวจากตลาด 3 อันดับแรกแค่ 35% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ตัวเลขนี้ถ้ายิ่งน้อย แปลว่าสามารถลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งได้น้อยลง กระจายความหลากหลายของตลาดได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวแข็งแรงตามมา ขณะที่ประเทศอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย พึ่งพิงนักท่องเที่ยวตลาด 3 อันดับแรกในสัดส่วน 37% ส่วนสิงคโปร์พึ่งพิง 40% ขณะที่ญี่ปุ่น 51% เวียดนาม 53% และมาเลเซีย 70%

    ออมรี กล่าวเพิ่มเติมว่า อโกด้า ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการปั้น “กรุงเทพฯ” ให้เติบโตในฐานะ“Tech Hub” หรือศูนย์กลางของเทคโนโลยี ปักธงสู่การสร้าง “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเอเชีย” (Silicon Valley of Asia)

    โดยให้ความสำคัญกับการนำ “เทคโนโลยี AI” มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในกระบวนการทำงานขององค์กรให้ดีขึ้น ทั้งในมุมหลังบ้านและการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า สามารถเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของลูกค้าในการวางแผนท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล ทั้งหมดนี้ไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน ซึ่งล่าสุด อโกด้า ได้รับการยกย่องจาก OpenAI ในการประมวลผลโทเคนมากกว่า 1 ล้านล้านโทเคน ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมขององค์กรในการนำ AI มาใช้บนแพลตฟอร์มได้อย่างเต็มรูปแบบ

    นอกจากนี้ อโกด้า ยังใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ เพื่อย้ายสำนักงานใหญ่แห่งใหม่สู่โครงการ “วัน แบงค็อก” (One Bangkok) นับเป็นหนึ่งในผู้เช่าพื้นที่สำนักงานรายใหญ่ที่สุดของโครงการนี้ โดยจะย้ายมาประจำการตั้งแต่เดือน เม.ย. 2569 และพนักงานเกือบ 4,000 คนในกรุงเทพฯ จะเข้ามาใช้สอยพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 26,000 ตารางเมตร รวม 7 ชั้น ที่เชื่อมต่อถึงกัน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้าง“ความร่วมมือ” (Collaboration) ระหว่างกัน

    “การที่อโกด้าจะเดินทางสู่จุดนั้นได้ ต้องลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ดึงบุคลากรคุณภาพทั้งในไทยและต่างประเทศมาร่วมงานกัน เป็นส่วนผสมของอโกด้าเพื่อสร้างความแข็งแกร่งแก่บุคลากรคนไทย นี่คือทิศทางที่อโกด้าจะเดินหน้าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันการเติบโตขององค์กรในแนวตั้ง (Vertical Growth)” ซีอีโออโกด้ากล่าว พร้อมย้ำว่า “สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเสียใจคือการลงทุนในไทย”

    ออมรี ยังเล่าถึงทิศทางการเติบโตของ อโกด้า ในอนาคตด้วยว่า กำลังมองหา “การเติบโตใหม่” ในการขยายบริการไปยังกลุ่มลูกค้า B2B เพื่อเจาะฐานกลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึง (Unreached Audiences) ซึ่งยังมีพฤติกรรมแบบออฟไลน์ นิยมติดต่อกับบริษัททัวร์เพื่อจองสินค้าท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มลูกค้าองค์กร นี่คือตลาดใหญ่ที่ทั้ง อโกด้า และบริษัทแม่ “บุ๊กกิ้ง โฮลดิงส์” (Booking Holdings) โฟกัส

    ส่วน “ฟินเทค” (Fintech) ถือเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างมาก ลูกค้าต้องการให้อโกด้าเพิ่มบริการด้านฟินเทค เพราะว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวเป็นเงินก้อนใหญ่ของใครหลายคน ขณะเดียวกันยังมีรอยต่อหลายๆ อย่างที่ต้องการคนมาแก้ Pain Point เช่น การชำระเงินข้ามพรมแดน การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และการให้สินเชื่อเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว

    “มีบริการด้านฟินเทคต่างๆ มากมายที่ผู้บริโภคคาดหวังอยากเห็นอโกด้าให้บริการ และเชื่อว่าวันหนึ่งอโกด้าจะไปถึงจุดนั้น ซึ่งเราอยากไปแบบถูกต้องตามกฎหมาย” ออมรีกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1211396&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EEzHsR9DD3HKxWDUMRNDO

  • “กัมพูชา”ถอนตัวซีเกมส์ 2025 รมว.ท่องเที่ยวฯย้ำไทยดูแลความปลอดภัยนักกีฬาทุกประเทศ : อินโฟเควสท์

    “กัมพูชา”ถอนตัวซีเกมส์ 2025 รมว.ท่องเที่ยวฯย้ำไทยดูแลความปลอดภัยนักกีฬาทุกประเทศ : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่นักกีฬาจากประเทศกัมพูชา ขอถอนตัวจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ทั้งหมดทุกชนิดกีฬาว่า เมื่อวานนี้ประเทศกัมพูชาก็ได้เข้าร่วมพิธีเปิดซีเกมส์ 2025 ในฐานะประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเราก็ได้ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศอื่น ๆ ที่เข้าร่วมแล้ว

    ส่วนที่ประเทศกัมพูชา แจ้งขอถอนตัวคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุในด้านความปลอดภัยนั้น นายอรรถกร กล่าวว่าเราดูแลทุกประเทศตามมาตรฐานสากล ถึงแม้ว่าจะมีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่เมื่อประเทศกัมพูชาตัดสินใจเช่นนี้ เราก็ต้องเคารพ

    “การถอนตัวของกัมพูชาเป็นสิทธิของประเทศเขา แต่ยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบกับการแข่งขันของนักกีฬาจากประเทศอื่น ๆ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ก็ยังดำเนินการต่อไปได้ ไม่มีปัญหาอะไร”นายอรรถกร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/552603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UwM9jSEu3evWF6au74qLq

  • “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง-ชายแดน-ท่องเที่ยว หนุนศก.ตอ. คาดเสร็จปี 70

    “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง-ชายแดน-ท่องเที่ยว หนุนศก.ตอ. คาดเสร็จปี 70

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท ( ทช.) ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนขนส่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดตราด ซึ่งเป็น “ประตูเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ที่เชื่อมสู่ประเทศเพื่อนบ้านและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะนี้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย ก1, ข และ ค1 ผังเมืองรวมเมืองตราด คืบหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 26 โดยอยู่ระหว่างงานโครงสร้างหลัก – งานผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก และงานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ปี 2570

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ “เปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง” เพราะจะช่วย ลดเวลารถติดในเขตเมืองตราด ทำให้ประชาชนเดินทางได้เร็วและปลอดภัยกว่าเดิม เชื่อมเมือง – เชื่อมชายแดน – เชื่อมท่าเรือ รองรับการขนส่งสินค้าเกษตรทะเลและการค้าชายแดน หนุนภาคท่องเที่ยว ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะช้าง – เกาะกูดได้สะดวกขึ้น กระตุ้นรายได้ให้คนในพื้นที่และเป็นการเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน รองรับการค้าการลงทุนใหม่ในอนาคต

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า จังหวัดตราด เป็นเมืองที่มีศักยภาพทั้งภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองมีการขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่ง การค้า และการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้ ยังเป็นโครงการก่อสร้างถนนที่ไว้รองรับการขยายเส้นทางสาย 3 จากจังหวัดตราด ถึง บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ เพื่อสอดรับกับถนนสายหลักที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดตราด ซึ่งการก่อสร้างแบ่งออกเป็น สาย ก1 ระยะทางโครงการ 1.350 กิโลเมตร สาย ข และ ค1 ระยะทางโครงการ 6.782 กิโลเมตร รวมระยะทางดำเนินการของโครงการทั้งสิ้น 8.132 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 914 ล้านบาท โดยได้ก่อสร้างเป็นผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 ช่องจราจร แบ่งทิศทางการจราจร โดยเกาะกลาง มีทางเท้า พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 แห่ง มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้งานถนนสายดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ทช. ยังได้กำชับไปยังผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง โดยให้ทำการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ ติดตั้งป้ายเตือน สิ่งอำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ทางสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงให้เพิ่มรอบการรดน้ำบริเวณโครงการเป็นการลดฝุ่นละอองในพื้นที่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในช่วงระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116071&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nn_YM-VTyztb2-wj1l4LR

  • ผู้ว่าฯ ลงป่าตองติดตามการจัดการน้ำ น้ำเสีย คมนาคม ความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยว – ข่าวภูเก็ต

    ผู้ว่าฯ ลงป่าตองติดตามการจัดการน้ำ น้ำเสีย คมนาคม ความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยว – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Marine Life Research Centre, Miss Universe ‘Dumbhead’ Suit, Truck Disaster || Thailand News

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Marine Life Research Centre, Miss Universe ‘Dumbhead’ Suit, Truck Disaster || Thailand News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AF-%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3-%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2-13865.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cG2Qn7l2JiuBlfrFmVloB

  • ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสำนักวิชาการจัดการ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 19 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดกระบี่ เพื่อเปิดโครงการการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work Integrated Learning: WIL) ประจำปีการศึกษา 2568 ตั้งเป้ายกระดับนักศึกษาสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมให้มีทักษะพร้อมปฏิบัติงานจริงและได้มาตรฐานระดับสากล

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    รองศาสตราจารย์ ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระบุว่าโครงการ WIL เป็นแนวทางสำคัญตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยที่เน้นการเรียนรู้ควบคู่ประสบการณ์จริง และเป็น “หลักสูตรต้นแบบ CWIE” ที่ สป.อว. บรรจุเป็นคู่มือให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศใช้เป็นแนวทาง

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ เปิดเผยว่า ปี 2568 มีนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 70 คน เข้าร่วมโครงการตลอดระยะเวลา5 เดือน(20 ต.ค. 2568 – 27 ก.พ. 2569) โดยออกแบบการเรียนรู้เป็น 3 ช่วง ได้แก่

    1.เตรียมความพร้อม 2 เดือน เรียนทฤษฎีด้านงานบริการโรงแรม

    2.ศึกษาดูงาน 1 สัปดาห์ ลงพื้นที่สถานประกอบการและรับฟังบรรยายพิเศษจาก ททท.

    3.ฝึกปฏิบัติงานจริง 12 สัปดาห์ ณ โรงแรมชั้นนำ 17 แห่งในกระบี่ ทั้งแผนกอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงแผนกแม่บ้าน พร้อมเรียนในชั้นเรียนสัปดาห์ละ 1 วันร่วมกับผู้บริหารโรงแรมมืออาชีพ

    โครงการ WIL ปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองกระบี่ สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ททท. สำนักงานกระบี่ และผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำในพื้นที่ ซึ่งร่วมกันผลักดันการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bh8hbB2LxeDK1RLZNK5tC

  • ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สรุปรายงานผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ 10 จังหวัด เมื่อวันที่ 21-24 พ.ย. 2568 และเหตุวิกฤติการณ์ที่ผ่านมาตลอดปี 2568 โดยททท.คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยมาเลเซียเข้าไทย รวมจำนวน 4.55-4.37 ล้านคน หรือลดลง 8-12%

    ทั้งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าจังหวัดสงขลา รวม จำนวน 244,300 คน ลดลง 22% ทำให้จำนวนรวมการเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ รวม จำนวน 1.73 ล้านคนครั้ง ลดลงในภาพรวม 5%

    ทั้งนี้ททท.ได้นำเสนอแผนฟื้นฟูอุทกภัยภาคใต้ ใน 3 ระยะ ทั้งระยะเร่งด่วน, ระยะสั้น และแผนระยะกลาง-ยาว ดังนี้

    แผนระยะเร่งด่วน” ประกอบด้วย แผนช่วยฟื้นฟูพื้นที่ แผนประชาสัมพันธ์ แผนการบรรเทาทุกข์ และ แผนบริหารจัดการวิกฤตออนไลน์เชิงรุก ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานในสังกัดได้ดำเนินการแล้ว และยังคงสื่อสารการฟื้นฟูย่านการค้าและพื้นที่ท่องเที่ยวในหาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง

    ส่วนแผนระยะสั้น ประกอบด้วย 1.Event Marketing Strategy โดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางกลับเข้าพื้นที่หาดใหญ่ ในรูปแบบงานเคาท์ดาวน์ Countdown /งาน Cultural & Festival (ตรุษจีน) และกิจกรรมกลุ่ม Sport Tourism

    2. Media/Agent Fam Trip ทั้งจากตลาดระยะใกล้ และ ตลาดระยะไกล เพื่อประชาสัมพันธ์สถานการณ์และความพร้อมการให้บริการการท่องเที่ยว

    ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    3. Airline Focus Strategy ด้วยการ Secure seat capacity ตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียเส้นทางกัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-ภูเก็ต และกระบี่ ให้อัตราการบรรทุกเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า 85 % ร่วมกับ 7 สายการบินพันธมิตร

    4. Border Rebound Strategy การตลาดกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มชายแดน และประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม และจีนตอนใต้ เพื่อบริหารความเสี่ยงทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

    สำหรับแผนระยะกลาง-ยาว ประกอบด้วย “แคมเปญการตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยว” โดยนักท่องเที่ยวไทย ด้วยมาตรการ Tax incentive ด้วยสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมสำหรับทริปที่ซื้อผ่านผู้ประกอบการท้องถิ่น (เที่ยวดีมีคืน) Cash Back/ เคลมภาษีผ่าน e-Receipt รับเครดิตภาษีคืน 5–10% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะเน้นมาตรการ Sale Promotion อาทิ จองห้องพัก 2 คืน แถม 2 คืน กิจกรรม flash sale ห้องพัก 48 ชม. ร่วมกับ OTA หรือโครงการ ภาคใต้ Passport Privilege

    รวมถึง “การส่งเสริมการเดินทางทางบก (คาราวาน)” เจาะตลาด CLMV (กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) รวมถึงสิงคโปร์และจีนตอนใต้เพื่อสร้างการรับรู้สถานการณ์หาดใหญ่ และกระตุ้นเดินทาง ช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 “การจัดกิจกรรม Media/Agent fam trip to Hat Yai” 

    ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าททท.ได้ประชุมร่วมภาคเอกชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อวางมาตรการเร่งฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่น ภายใต้แนวคิด Smile@Hatyai คืนรอยยิ้มให้ชาวหาดใหญ่ โดยมีการหารือประเด็นสำคัญ ดังนี้

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    1.การให้ความสนับสนุนบริการรถสาธารณะในเมืองสำหรับนักท่องเที่ยว 2. ความพร้อมกิจกรรม Countdown สมิหลา สงขลา และ งานตรุษจีน หาดใหญ่ 3. การทำโปรโมชั่นผ่าน Amazing Thailand Privilege และ 4.การดึง MICE และนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับมา โดยททท. พร้อมจับมือทุกภาคส่วน ฟื้นฟู เสริมความปลอดภัย และผลักดันให้การท่องเที่ยวภาคใต้กลับมาคึกคักอีกครั้งอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    ขณะที่ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า จากการสำรวจของทีเส็บในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ มีงานไมซ์ในประเทศยกเลิกการจัดงาน 1 งาน โดยเป็นงานที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมงาน 1,200 คน และมี 3 งานที่เลื่อนการจัดงานออกไป รวมจำนวนผู้เข้าร่วม 11,400 คน

    ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์

    ผลกระทบเบื้องต้นต่ออุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 120-150 ล้านบาท จากการสูญเสียรายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบต่อความต่อเนื่องของปฏิทินไมซ์ และความเชื่อมั่นของผู้จัดงานระดับชาติและนานาชาติ

    อย่างไรก็ตามภายหลังที่ถนนสายหลักในพื้นที่เมืองหาดใหญ่เริ่มกลับมาใช้งานได้ ทีเส็บได้ประสานกับศูนย์ประชุมโรงแรม และสถานที่จัดงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ และความพร้อมทางเทคนิค

    โดยสถานที่จัดงานหลักในพื้นที่ เช่น ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (ICC หาดใหญ่) และ The Signature Convention Center-Hatyai Signature Hotel ไม่ได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้างอาคาร และสามารถเปิดดำเนินการได้ เมื่อผ่านการตรวจสอบระบบความปลอดภัย

    ขณะที่โรงแรมไมซ์หลักกว่า 15 แห่งที่มีพื้นที่ประชุมรวมกว่า 10,000 ตร.ม. รวมถึง ลีการ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ พื้นที่โซนกิจกรรมกลางเมืองและย่านถนนนิพัทธ์อุทิศ ยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู

    ในด้านการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ในช่วงที่ทุกภาคส่วนดำเนินการปรับปรุงจัดระเบียบพื้นที่และผู้ประกอบการตลอดจนสถานที่จัดงานกำลังเร่งปรับปรุงอาคารและระบบสนับสนุนการจัดงานเพื่อให้กลับมารองรับกิจกรรมไมซ์ได้ตามมาตรฐาน

    ทีเส็บได้นัดหารือผู้ประกอบการไมซ์ในอำเภอหาดใหญ่ เพื่อวางแผนกระตุ้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมไมซ์ในภาคใต้ภายใต้แคมเปญ Southern MICE Ready ที่จะได้รับการขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธสำคัญคือ Ease Up-Empower-Enhance

    โดยจะมีแพ็กเกจสนับสนุนการจัดงานที่ออกแบบมาใช้เฉพาะภาคใต้คือลดขั้นตอนและเงื่อนไขการขอรับการสนับสนุน เพื่อจูงใจงานที่เลื่อนให้กลับมาจัดใหม่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568-กันยายน 2569 รวมทั้งดึงงานอื่นๆ ทั้งงานในประเทศและงานจากต่างประเทศให้มาจัดในพื้นที่ พร้อมๆ กับการเสริมความแข็งแกร่งระบบนิเวศไมซ์

    กลยุทธ์ Ease Up มุ่งเร่งฟื้นกิจกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง ลดเงื่อนไขการสนับสนุนการจัดงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกด้านปฏิบัติการให้ผู้ประกอบการกลับมาจัดงานได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฟื้นฟู

    สนับสนุนทั้งงานองค์กร งานรัฐ-เอกชน งานประชุมวิชาการ งานเทศกาล และงานแสดงสินค้าขนาดกลาง-ใหญ่ พร้อมส่งเสริมการกระจายงานไมซ์จากส่วนกลางสู่ภูมิภาค สร้างรายได้และความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

    กลยุทธ์ Empower มุ่งดึงดูดและสนับสนุนการจัดงานไมซ์ในจังหวัดต่าง ๆ โดยทีเส็บจะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้จัดงานกับผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนงบประมาณและสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดให้กับการจัดงาน

    รวมไปถึงการผลักดันงานใหม่ๆ ลงพื้นที่ จัดทริปให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเยี่ยมชมพื้นที่เพื่อกระตุ้นการจัดประชุม รวมทั้งเร่งการสื่อสารประชาสัมพันธ์ความพร้อมของพื้นที่จัดงาน เพื่อให้ตลาดไมซ์มีความมั่นใจที่จะจัดงานในพื้นที่

    กลยุทธ์ Enhance มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศไมซ์ภาคใต้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการ และมาตรฐานสถานที่จัดงาน

    พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภูมิภาคนี้สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/646220&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-Uuaizdxsg74ECT8n3mCs

  • ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม  นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ เกาะกระดาน จังหวัดตรัง รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ถ้ำมรกต เกาะเหลาเหลียง และเกาะลิบง พบว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาสัมผัสทะเลสีคราม เหมาะสำหรับดำน้ำ เล่นน้ำ อาบแดด และพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงวันหยุดยาวนี้

    ด้าน นายอานนท์ กิ่งเกาะยาว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทะเลตรัง เปิดเผยว่า ได้เดินหน้าจัดแคมเปญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เที่ยวทะเลตรังรักษ์โลก – เที่ยวคนละชั้น” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากว่า 10 ปี มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการลดขยะและดูแลสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมที่ผ่านมา เช่น การเก็บขยะชายหาด งดใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟม รวมถึงการนำขยะกลับขึ้นฝั่งทุกครั้ง

    ปีนี้ นายอานนท์ต่อยอดแนวคิดด้วยการเชิญชวนนักท่องเที่ยวใช้ “ชั้น” หรือปิ่นโต/กล่องข้าวแบบซ้อนชั้น เพื่อแทนการใช้ภาชนะใช้แล้วทิ้งระหว่างการท่องเที่ยว ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางเลือกเมนูอาหารเองตามใจชอบ อาทิ ปลาอินทรีทอดน้ำปลา ผัดผักเหรียง ต้มยำทะเล น้ำพริกปูม้า ผัดหอยตะลับ ต้มส้มปลากระบอก แกงส้มกุ้ง–หอย–ปู–ปลา แกงปูม้าชะพลู รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/933565&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22nL-2tFsGTwrwouPKGpcm

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH