Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คิง เพาเวอร์ ชูงานคราฟท์ “คนไทย” ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    คิง เพาเวอร์ ชูงานคราฟท์ “คนไทย” ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 10 ธ.ค. 2568, 12:05 1

    วานนี้ (9 ธ.ค.68) คิง เพาเวอร์ เปิดงาน KING POWER CELEBRATION 2026 : THE POWER GIFTIVAL ที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชูแนวคิดพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนไทยผ่านความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือท้องถิ่น สอดรับเทรนด์ของขวัญปีใหม่เชิงความหมายด้วยหลัก Circular Design ผสานการ “เรียนรู้–ลงมือทำ–เข้าใจคุณค่า” ผ่านโซน Giftival Market และ Thai Workshop

    ไฮไลท์ของงานคือ “ต้นคริสต์มาสสไตล์ไทยโมเดิร์น” ที่ประดับด้วยผ้าขาวม้าและงานคราฟต์จากชุมชนทั่วประเทศ กว่า 10,000 ชิ้น อาทิ ตุงไส้หมูจากเชียงใหม่ ตุงผ้า 12 นักษัตรและผ้าขาวม้าราชบุรี ไปจนถึงตุ๊กตาม้าจากมหาสารคาม สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างธุรกิจและชุมชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    Giftival Market เปิดพื้นที่ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 ให้ชุมชนได้นำเสนอสินค้าท้องถิ่นแก่ลูกค้าโดยตรง ช่วยสร้างรายได้ และเปิดตลาดใหม่ พร้อมผลักดันอัตลักษณ์งานคราฟต์ไทยสู่ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปลายปี

    ขณะเดียวกัน Thai Workshop ระหว่างวันที่ 18–28 ธันวาคม 2568 เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมผัสภูมิปัญญาไทยจากแหล่งกำเนิดจริง เช่น ประดิษฐ์ “ม้าโชคดี” จากเศษผ้าขาวม้าโดย Pahkahmah Thailand เพ้นท์พวงกุญแจกับ Nineshop99 ทำเครื่องประดับเงินจาก ดอยซิลเวอร์ จังหวัดน่าน ประกอบสร้อยไข่มุกกับ PRIMA PEARL พร้อมกิจกรรมเซรามิกศิลาดลจากเชียงใหม่ และงานหินจากบ้านช้างดีไซน์ จังหวัดชลบุรี

    เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการไทย นางรัตติยา กล่ำบุญ จาก บ้านช้างดีไซน์ จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “ศิลปะไม่ใช่เพียงความสวยงาม แต่เป็นช่องทางสร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้กับชุมชน การถ่ายทอดเทคนิคเพ้นท์ผ้ามัดย้อม รวมถึงการร้อยหินทำเป็นเครื่องประดับ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมที่มั่นคง และเห็นคุณค่าของฝีมือตัวเองอีกครั้ง”

    ด้าน นางทัศนีย์ ยะจา จาก เชียงใหม่ ศิลาดล จังหวัดเชียงใหม่ มองว่าศิลปะคือพื้นที่ของวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ต้องเดินไปพร้อมกัน “ศิลาดลเป็นจิตวิญญาณของล้านนา เรานำแนวคิด Circular Design และการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเชื่อมกับงานเซรามิก เพื่อให้ศิลาดลยังคงร่วมสมัย และส่งต่อวัฒนธรรมของภาคเหนือให้ถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง”

    ส่วน นายชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช จาก ดอยซิลเวอร์ จังหวัดน่าน มองว่าการสืบทอดภูมิปัญญาคือหัวใจของความยั่งยืน “ดอยซิลเวอร์สืบทอดงานเครื่องเงินมามากกว่า 70 ปี วันนี้เราให้ความสำคัญกับการฝึกเยาวชน เพื่อให้ทักษะนี้อยู่คู่ชุมชนต่อไปควบคู่กับการสร้างอาชีพด้วยวัสดุท้องถิ่น”

    ตลอดกว่า 30 ปี คิง เพาเวอร์ ยังคงเดินหน้าเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันสินค้าชุมชน ทั้งการพัฒนางานดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ การตลาด รวมถึงเปิดช่องทางขายในร้านดิวตี้ฟรี แท็กซ์ฟรี และคอมเพล็กซ์ของคิง เพาเวอร์ พร้อมช่วยผู้ประกอบการไทยกว่า 351 ราย ต่อยอดสินค้าตั้งแต่อาหาร สุขภาพ แฟชั่น ไปจนถึงของตกแต่งบ้านสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

    คิง เพาเวอร์ ย้ำว่า “ความยั่งยืนต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน” พร้อมเดินหน้าสนับสนุนคราฟต์ไทยและเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตต่อเนื่องตามแนวทาง Social Impact ที่องค์กรยึดถือมาโดยตลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/14pjdkv84d4y&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VwM8oZzvN5EGcnfyd02AO

  • “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง-ชายแดน-ท่องเที่ยว หนุนศก.ตอ. คาดเสร็จปี 70

    “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง-ชายแดน-ท่องเที่ยว หนุนศก.ตอ. คาดเสร็จปี 70

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท ( ทช.) ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนขนส่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดตราด ซึ่งเป็น “ประตูเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ที่เชื่อมสู่ประเทศเพื่อนบ้านและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะนี้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย ก1, ข และ ค1 ผังเมืองรวมเมืองตราด คืบหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 26 โดยอยู่ระหว่างงานโครงสร้างหลัก – งานผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก และงานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ปี 2570

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ “เปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง” เพราะจะช่วย ลดเวลารถติดในเขตเมืองตราด ทำให้ประชาชนเดินทางได้เร็วและปลอดภัยกว่าเดิม เชื่อมเมือง – เชื่อมชายแดน – เชื่อมท่าเรือ รองรับการขนส่งสินค้าเกษตรทะเลและการค้าชายแดน หนุนภาคท่องเที่ยว ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะช้าง – เกาะกูดได้สะดวกขึ้น กระตุ้นรายได้ให้คนในพื้นที่และเป็นการเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน รองรับการค้าการลงทุนใหม่ในอนาคต

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า จังหวัดตราด เป็นเมืองที่มีศักยภาพทั้งภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองมีการขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่ง การค้า และการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้ ยังเป็นโครงการก่อสร้างถนนที่ไว้รองรับการขยายเส้นทางสาย 3 จากจังหวัดตราด ถึง บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ เพื่อสอดรับกับถนนสายหลักที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดตราด ซึ่งการก่อสร้างแบ่งออกเป็น สาย ก1 ระยะทางโครงการ 1.350 กิโลเมตร สาย ข และ ค1 ระยะทางโครงการ 6.782 กิโลเมตร รวมระยะทางดำเนินการของโครงการทั้งสิ้น 8.132 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 914 ล้านบาท โดยได้ก่อสร้างเป็นผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 ช่องจราจร แบ่งทิศทางการจราจร โดยเกาะกลาง มีทางเท้า พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 แห่ง มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้งานถนนสายดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ทช. ยังได้กำชับไปยังผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง โดยให้ทำการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ ติดตั้งป้ายเตือน สิ่งอำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ทางสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงให้เพิ่มรอบการรดน้ำบริเวณโครงการเป็นการลดฝุ่นละอองในพื้นที่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในช่วงระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nn_YM-VTyztb2-wj1l4LR

  • โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    ×

    1. Sport
    2. โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    โดย THE STANDARD TEAM

    10.12.2025

    • LOADING…

    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    มหกรรมซีเกมส์ 2025 วันนี้ ทัพนักกีฬาไทยมีโปรแกรมลงสนามหลายชนิดกีฬาให้แฟนๆ ร่วมลุ้นเชียร์ โดยเฉพาะการชิงเหรียญทอง ที่จะมีขึ้นเป็นวันแรก

    ติดตามโปรแกรมการแข่งขันและเช็กโปรแกรมได้ที่นี่! 👇

    ทั้งนี้ การถ่ายทอดสดซีเกมส์ 2025 สามารถรับชมได้ผ่านหลายช่องตลอดทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ PPTV 36, ไทยรัฐทีวี 32, ONE 31, T Sports 7, NBT และ TrueVisions NOW

    ภาพนักกีฬา: grandsport1961

    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 1
    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 2
    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 3

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD TEAM

    กองบรรณาธิการ THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sea-games-2025-schedule-dec-10/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02dJkJvA2I4ZBhuBLim_RP

  • “กัมพูชา”ถอนตัวซีเกมส์ 2025 รมว.ท่องเที่ยวฯย้ำไทยดูแลความปลอดภัยนักกีฬาทุกประเทศ

    “กัมพูชา”ถอนตัวซีเกมส์ 2025 รมว.ท่องเที่ยวฯย้ำไทยดูแลความปลอดภัยนักกีฬาทุกประเทศ

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่นักกีฬาจากประเทศกัมพูชา ขอถอนตัวจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ทั้งหมดทุกชนิดกีฬาว่า เมื่อวานนี้ประเทศกัมพูชาก็ได้เข้าร่วมพิธีเปิดซีเกมส์ 2025 ในฐานะประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเราก็ได้ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศอื่น ๆ ที่เข้าร่วมแล้ว

    ส่วนที่ประเทศกัมพูชา แจ้งขอถอนตัวคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุในด้านความปลอดภัยนั้น นายอรรถกร กล่าวว่าเราดูแลทุกประเทศตามมาตรฐานสากล ถึงแม้ว่าจะมีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่เมื่อประเทศกัมพูชาตัดสินใจเช่นนี้ เราก็ต้องเคารพ

    “การถอนตัวของกัมพูชาเป็นสิทธิของประเทศเขา แต่ยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบกับการแข่งขันของนักกีฬาจากประเทศอื่น ๆ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ก็ยังดำเนินการต่อไปได้ ไม่มีปัญหาอะไร”นายอรรถกร กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq01/12772535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lLsun_ioSd5g1PQ99MHAS

  • โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    ×

    1. Sport
    2. โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    โดย THE STANDARD TEAM

    10.12.2025

    • LOADING…

    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    มหกรรมซีเกมส์ 2025 วันนี้ ทัพนักกีฬาไทยมีโปรแกรมลงสนามหลายชนิดกีฬาให้แฟนๆ ร่วมลุ้นเชียร์ โดยเฉพาะการชิงเหรียญทอง ที่จะมีขึ้นเป็นวันแรก

    ติดตามโปรแกรมการแข่งขันและเช็กโปรแกรมได้ที่นี่! 👇

    ทั้งนี้ การถ่ายทอดสดซีเกมส์ 2025 สามารถรับชมได้ผ่านหลายช่องตลอดทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ PPTV 36, ไทยรัฐทีวี 32, ONE 31, T Sports 7, NBT และ TrueVisions NOW

    ภาพนักกีฬา: grandsport1961

    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 1
    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 2
    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 3

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD TEAM

    กองบรรณาธิการ THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sea-games-2025-schedule-dec-10/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02dJkJvA2I4ZBhuBLim_RP

  • วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    ผลวิจัยสหรัฐฯ เผยข้อมูลน่ากังวล เด็กอายุ 12 ปีที่เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า โรคอ้วน และนอนหลับไม่เพียงพอ สูงกว่าเด็กที่ไม่มีมือถือ

    • เด็กอายุ 12 ปีที่มีสมาร์ทโฟน มีอัตราการเกิดโรคซึมเศร้า โรคอ้วน และภาวะนอนไม่พอ สูงกว่าเด็กที่ไม่มีสมาร์ทโฟนอย่างชัดเจน
    • การได้รับสมาร์ทโฟนในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่วัยรุ่น (12-13 ปี) สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่ส่งผลต่อความอ้วนในทันที
    • จิตแพทย์แนะให้ผู้ปกครองพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนให้ลูกใช้มือถือ และควรจัดเวลาให้เด็กทำกิจกรรมอื่นเพื่อลด ‘การติดจอ’

    ผลวิจัยสหรัฐฯ เผยข้อมูลน่ากังวล เด็กอายุ 12 ปีที่เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า โรคอ้วน และนอนหลับไม่เพียงพอ สูงกว่าเด็กที่ไม่มีมือถือ

    ทีมนักวิจัยจากโรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟีย เผยผลการศึกษาที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากเยาวชนกว่า 10,588 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่น

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    ผลการวิจัยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างเด็กที่มีสมาร์ทโฟนและไม่มี ดังนี้

    • ภาวะซึมเศร้า : เด็กที่มีสมาร์ทโฟนประมาณ 6.5% ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่เด็กที่ไม่มีสมาร์ทโฟนมีสัดส่วนอยู่ที่ 4.5%
    • โรคอ้วน : พบในกลุ่มเด็กที่มีสมาร์ทโฟนถึง 18% เทียบกับ 12% ในกลุ่มที่ไม่มี
    • การนอนหลับ : ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดคือการพักผ่อน โดย 47% ของเด็กที่มีสมาร์ทโฟนรายงานว่านอนหลับไม่เพียงพอ (น้อยกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน) เทียบกับ 31% ในกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่มีโทรศัพท์

    Ran Barzilay จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หนึ่งในทีมวิจัยระบุว่า “ผลลัพธ์ของเราชี้ให้เห็นว่า เราควรมองสมาร์ทโฟนเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของวัยรุ่น การตัดสินใจให้เด็กครอบครองมือถือจึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจตามมา”

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    ความต่อเนื่องสู่วัย 13 ปี การศึกษายังติดตามผลต่อเนื่องพบว่า ‘เด็กที่เพิ่งได้รับสมาร์ทโฟนในช่วงอายุ 12 ถึง 13 ปี มีแนวโน้มรายงานปัญหาสุขภาพจิตและการนอนหลับไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ยังไม่มีมือถือ’

    วิจัยชี้ เด็กต่ำกว่า 12 เล่นมือถือ เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนน้อย

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลา 1 ปีนี้ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องความเสี่ยง ‘โรคอ้วน’

    แม้ทีมวิจัยจะยอมรับว่าสมาร์ทโฟนมีประโยชน์ในการเสริมสร้างการเรียนรู้ การเชื่อมต่อทางสังคม และความปลอดภัย แต่ข้อมูลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับผลกระทบในผู้ใหญ่ คือ ‘อุปกรณ์เหล่านี้สามารถกระตุ้นความเครียด ดึงสมาธิ และปรับเปลี่ยนการทำงานของสมองได้’

    ทั้งนี้ นักวิจัยย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญคือการจัดสมดุลให้เยาวชนมี ‘เวลาที่ห่างจากหน้าจอ’ เพื่อไปทำกิจกรรมทางกาย ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันโรคอ้วนและช่วยยกระดับสุขภาพจิตในระยะยาว

    ที่มา : sciencealert

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-tech/gadget/861076&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VGd6d7AxOZ6frJNWHMEAz

  • จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต “ทุเรียน” อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488 % ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย

    ดร.อุษา ประชากุล

    ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง? ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing) 

    นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย

    การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ของดร.อุษา ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ในปีสุดท้ายของหลักสูตร 

    นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับรางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2567 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ BCG Economy Model ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567  และได้รับรางวัล Excellence Award ในงาน The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024 จาก Korean Society of Fashion Business ประเทศเกาหลีใต้ 

    รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

    ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” 

    ดร.อุษามีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษาพัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า

    ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ “ทุเรียน” พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปีและยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย

    “เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้”

    อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า ช่วงแรก เราเอาเปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

    ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม 

    พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์

    “วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้”

    สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้

    เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน

    “การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80 เปอร์เซ็นต์ ผสมใยทุเรียน 20 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง” 

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    ดร.อุษา บอกว่า ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย

    “จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92 เปอร์เซ็นต์”

    ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษาเชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า

    ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป

    ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษาจึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    MUW แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ Gen Y สายมู

    งานวิจัยนวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย

    ดร.อุษา กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่

    กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)

    “ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล”

    MUW.OFFICIAL มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) ใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์

    เจาะกลุ่มเจน Y

    ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

    จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ

    การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค 

    เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน

    ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน 

    สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/734790&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yZtjHrrBLVrn9S0KdqLf6

  • กมธ.วุฒิสภาเห็นชอบ ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ ทบทวน “ทางด่วน 2 ชั้น”

    สภาผู้บริโภคชี้ โครงการ ทางด่วน 2 ชั้น ยังมีข้อสงสัยสำคัญ ทั้งในเรื่องความจำเป็นของโครงการ ความชัดเจนของร่างสัญญาสัมปทาน และความสมบูรณ์ของรายงาน EIA ขณะที่ กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ เห็นชอบตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกับชุมชนและนักวิชาการเพื่อเร่งตรวจสอบทุกมิติ

    จากกรณีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ตัวแทนชุมชนริมทางด่วน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และตัวแทนจากสภาผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อตรวจสอบการก่อสร้าง ทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) ความยาว 17 กิโลเมตร บนแนวทางด่วนศรีรัช ช่วงงามวงศ์วาน – พระรามเก้า เนื่องจากโครงการมีความไม่โปร่งใส กระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง และไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร ล่าสุด คณะกรรมาธิการการฯ มีมติตั้งคณะทำงานตรวจสอบโครงการดังกล่าว

    แจง 3 ประเด็นปัญหา ทางด่วน 2 ชั้น

    วันที่ 9 ธันวาคม 2568 สภาผู้บริโภค เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา พร้อมด้วยผู้แทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck)

    กมธ.วุฒิสภาเห็นชอบ ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ ทบทวน “ทางด่วน 2 ชั้น” : อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวถึง ข้อมูลที่นำเสนอต่อ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ  ใน “3 ประเด็นหลัก” เพื่อประกอบการพิจารณา ได้แก่

    1. ความจำเป็นของโครงการ จากการศึกษาพบว่า โครงการสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 อาจไม่สอดคล้องกับทิศทางระบบคมนาคมของประเทศ ที่มุ่งปรับเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะ โดยปัจจุบันรัฐบาลกำลังเดินหน้าพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม หรือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ซึ่งจะมีระบบกองทุนอุดหนุนค่าโดยสาร เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น

    ขณะที่แผนของ สนข. ระบุว่า ภายในปี 2570 ประเทศไทยตั้งเป้าสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้เพิ่มเป็น 40% จากปัจจุบันกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนการเดินทางด้วยรถสาธารณะเพียง 18.3% เท่านั้น จึงยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 จะช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

    2. ความชัดเจนของร่างสัญญาสัมปทาน ข้อมูลจากการทางพิเศษฯ ระบุว่า ร่างสัญญาขยายอายุสัมปทานกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยสำนักงานอัยการสูงสุด แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐและประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมเพียงใด รวมถึงเหตุผลในการขยายอายุสัมปทานยาวกว่า 22 ปี ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งที่มาตรา 6 (5) ของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 มีเป้าประสงค์ คือ ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการจัดทำและดำเนินโครงการร่วมลงทุน รวมถึงกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง แต่ข้อมูลและกระบวนการตัดสินใจในโครงการทางด่วน 2 ชั้น นั้นยังมิได้เปิดเผยให้สาธารณชนได้ทราบในรายละเอียด สุ่มเสี่ยงต่อการขัดมาตรา 6 (5) เป็นอย่างมาก

    3. ความสมบูรณ์ของรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แม้คณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบ EIA แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเพียงพอ และเพิ่งมีการเผยแพร่เอกสารไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งที่รายงานดังกล่าวจัดทำเสร็จตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี 2568

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคพบข้อกังวลหลายประเด็นเกี่ยวกับรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่ครอบคลุม คำถามในการรับฟังความคิดเห็นมีลักษณะชี้นำ นอกจากนี้ รายงาน EIA ฉบับดังกล่าวยังไม่สามารถตอบประเด็น “ความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety)” ได้ เนื่องจากการก่อสร้าง จะมีการกั้นพื้นที่บางส่วนในชุมชน เบียดพื้นที่ถนนทางเข้า-ออกของประชาชน และหากมีกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่รถพยาบาลหรือรถดับเพลิงต้องเข้าถึงพื้นที่ แต่ไม่สามารถเข้าออกสวนเลนกันได้ ทั้งที่เป็นประเด็นที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง ซึ่ง “เป็นสิ่งที่รับไม่ได้” หากโครงการไม่สามารถให้คำตอบด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน

    กมธ. เห็นชอบตั้งคณะทำงานตรวจสอบเชิงลึก

    ภายหลังการอภิปราย ประธานคณะกรรมาธิการฯ เห็นชอบให้ตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” ภายใต้คณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อรวบรวมข้อมูล เอกสาร หลักฐาน และตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง โดยคณะทำงานจะประกอบด้วยสภาผู้บริโภค นักวิชาการ ตัวแทนสหภาพแรงงาน และผู้แทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

    หากคณะทำงานพบข้อกังวล ประธานคณะกรรมาธิการจะทำหนังสือเสนอไปยัง 2 หน่วยงาน คือ 1) ประธานคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อทบทวนมติเห็นชอบรายงาน EIA โครงการพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 และ 2) ประธานคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการพีพีพี (PPP : Public Private Partnership) เพื่อให้ใช้มาตรา 20 (11) ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ตั้งคณะทำงานเพื่อกลั่นกรองรายละเอียดข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้านก่อนเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดพีพีพี

    ทั้งนี้ ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของคณะทำงานเฉพาะกิจ สภาผู้บริโภคจะส่งหนังสือเพื่อเสนอความเห็นอย่างเป็นทางการถึงทั้งสองหน่วยงานข้างต้น เพื่อให้ชะลอและทบทวนโครงการจนกว่าจะมีคำตอบที่โปร่งใส รอบด้าน และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/10122568_double-deck-update_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37-tDRsccCa6I8cG4EvLV8

  • อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง เปิดไฟต้นคริสต์มาส 2568 ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง เปิดไฟต้นคริสต์มาส 2568 ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    จนท.บุกเข้าตรวจสอบกลุ่มมอดไม้ขณะกำลังลำเลียงไม้ประดู่ขึ้นรถ แต่กลุ่มมอดไม้ไหวตัวทันหลบหนีไปได้

    เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายบุกเข้าไปตรวจสอบกลุ่มมอดไม้กำลังลำเลียงไม้ประดู่ขึ้นรถยนต์ดัดแปลง แต่กลุ่มมอดไม้ไหวตัวทันทิ้งของกลางไว้เพียบแบบเฉียดฉิว คาดไม่น่ารอดเพราะหลักฐานหลายๆอย่างตกอยู่ที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ นายเมธี ศาสตร์ศรี ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 3 ภาคเหนือ (กรมป่าไม้) แจ้งประสานให้ นายเจษฎา เอนกคณา หน.สายตรวจศูนย์ป้องกันปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) ประสานอำนวยการโดยนายกรัณย์พล แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปางนายภัทรเรนทร์ ประสิทธิกุล ผู้อำนวยการส่วน ป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สั่งการให้ นายถนอม โพธิวิจิตร หัวหน้าชุดปฎิบัติการพิเศษป่าไม้ ลำปาง ,หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.13 (แม่เมาะ) ประสาน พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา รอง ผบก.ปทส.,พ.ต.อ.ณัทกฤช น้อยคำปัน ผกก.4 บก.ปทส., พ.ต.ท.เกียรติพันธ์ เจริญชนิกานต์ รอง ผกก.4 บก.ปทส.,ร.ต.ท.วสุอนันต์ สารีพันธ์ รอง สว. […]

    “เมธาสิทธิ์-วิภาวี” กอดคอคว้า 2 ทอง เสือภูเขาดาวน์ฮิลทำผลงานได้ตามเป้า

    “สองล้อ” ประเดิมสวย “เมธาสิทธิ์ บุญเสน่ห์” และ “วิภาวี ดีคาบาเลส” ทำผลงานได้อย่างสุดยอด กอดคอกันคว้า 2 เหรียญทองเสือภูเขาดาวน์ฮิลชาย-หญิง และได้อีก 1 เหรียญทองแดงจาก “กนกรัตน์ ฤทธิเดช” ด้าน “เสธ.หมึก” ปลื้มใจนักกีฬาทำได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ พร้อมให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง เพื่อให้นักกีฬาประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยต่อไป การแข่งขันจักรยานกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ประเดิมชิง 2 เหรียญทองจากประเภทเสือภูเขา รายการดาวน์ฮิลชาย และดาวน์ฮิลหญิง เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี โดยได้รับเกียรติจาก ดาโต๊ะอมาจิต ซิงห์ กิล ประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC) พร้อมด้วย “เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว พร้อมด้วยแฟน ๆ […]

    กกต.แม่ฮ่องสอน เสริมสร้างความรู้ไม่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดกิจกรรมเสริมสร้างความเข้าใจการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ ในการเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล วันนี้ (10 ธ.ค. 2568) เวลา 10.00 น. นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง เป็นประธานเปิดกิจกรรมเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมี นายเฉลิม ชลพล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม มี ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ของอำเภอแม่สะเรียง และจาก ตำบลกองก๋อย อ.สบเมย เข้าร่วมกิจกรรมรวม 160 คน ณ หอประชุมอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอแม่สะเรียง ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันทุกฝ่ายในการรักษากติกาประชาธิปไตย โดยผู้สมัครทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เคารพผลการเลือกตั้ง และร่วมกันสร้างความสมานฉันท์ เพื่อให้การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้เป็นที่ยอมรับของประชาชน และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ท้องถิ่น โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งชิงสมานฉันท์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบวิธีปฏิบัติในการเลือกตั้งและสร้างการยอมรับเรื่องการรู้แพ้ รู้ขนะ รู้อภัย รู้รักสามัคคี ก่อนและหลังการเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้การหาเสียงเป็นไปอย่างโปร่งโส ไม่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง […]

    แต่งตั้ง “พระครูปิยสิลธัช” (เกตุ กนฺตสีโล) ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะอำเภอแม่แตง

    วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 09.39 น. ณ วัดพระธาตุสุนันทา ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีพิธีมอบคำสั่งแต่งตั้งพระสังฆาธิการอย่างเป็นทางการ โดยมี พระเทพปริยัติ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 และเจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง เมตตาเป็นประธานในพิธีมอบคำสั่งเจ้าคณะภาค ที่ 08/2568 เรื่อง ตราตั้งรองเจ้าคณะอำเภอ คำสั่งดังกล่าวออกตามอำนาจตามข้อ 20 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2551) ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ ตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์ในเขตพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและยิ่งมีประสิทธิภาพ ในโอกาสนี้ ที่ประชุมมีมติให้ พระครูปิยสิลธัช (เกตุ กนฺตสีโล) อายุ 58 ปี พรรษา 38 วิทยฐานะ น.ธ.เอก, พธ.บ. […]

    แต่งตั้ง พระครูบัณฑิตวชิราภรณ์, ดร. วชิรญาโณ ดำรงตำแหน่ง “เจ้าคณะตำบลหนองหอย”

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 13.00 น. ณ ศูนย์ อ.ป.ต. คณะสงฆ์ภาค 7 วัดดอยสัพพัญญู ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีพิธีมอบตราตั้งเจ้าคณะตำบลตามคำสั่งที่ 99/2568 โดยมี พระธรรมเสนาบดี เจ้าคณะภาค 7 และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร เป็นประธานในพิธีมอบตราตั้งอย่างเป็นทางการการแต่งตั้งครั้งนี้อาศัยอำนาจตามข้อ 23 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2551) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535ตามตราตั้งดังกล่าว ได้แต่งตั้งให้พระครูบัณฑิตวชิราภรณ์, ดร.ฉายา วชิรญาโณนามสกุล ศรีใจป้ออายุ 58 ปี พรรษา 37วิทยฐานะ: น.ธ.เอก, ศน.บ., กศ.ม., พธ.ด.ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง และวัดเมืองสาตรน้อย […]

    พาณิชย์แพร่ จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดลดค่าครองชีพ

    พาณิชย์แพร่ จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดลดค่าครองชีพประชาชนในงานมหกรรมของดีจังหวัดแพร่และงานกาชาดประจำปี 2568 วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 – 19.00 น. นายศุภสัณห์ ศิลป์ชูศรี พาณิชย์จังหวัดแพร่ มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแพร่ นำโดยนางสาววันเพ็ญ สิงห์สุพรรณ หัวหน้ากลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ดำเนินการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดลดค่าครองชีพประชาชน ในงานมหกรรมของดีจังหวัดแพร่และงานกาชาดประจำปี ณ บริเวณโซน 5 องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยนำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ได้แก่ ไข่ไก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม ข้าวสารหอมมะลิ น้ำตาลทราย ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไปจำหน่ายในราคาถูกกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 20 – 40 % มีประชาชนให้ความสนใจเลือกซื้อสินค้า จำนวน 228 คน มูลค่าการจำหน่าย 44,570.- บาท ลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภครวมเป็นเงิน 13,303.- บาท โดยยอดรวมการลดค่าครองชีพจากการจัดกิจกรรมในวันที่ 1 , […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3842951/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MQO4JSt9ikzd7jiaXc7SQ

  • ลีวณิชย์ มองฟิล์มกรองแสงเติบโต แบรนด์ Hi-Kool มาแรง ไม่หวั่นจีนตีตลาด – ไทยรัฐ

    ลีวณิชย์ มองฟิล์มกรองแสงเติบโต แบรนด์ Hi-Kool มาแรง ไม่หวั่นจีนตีตลาด – ไทยรัฐ

    โดยปัจจุบันตลาดฟิล์มกันรอยเริ่มได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป จากเดิมจะอยู่ในกลุ่มรถหรูราคาแพง เช่นรถซูปเปอร์คาร์ แต่ปัจจุบันรถยนต์ระดับราคาล้านกว่าบาท ได้เริ่มหันมาแร๊ปรถยนต์เพื่อป้องกัน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2900863&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c61WzNbPz1W_PQvLidXSZ