Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    จากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สู่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีอายุในการบริหารประเทศเพียง 4 เดือน แต่การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานยังคงเดินหน้าต่อ ปัจจุบันพบว่าโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าลงทุนในปี 2569 อย่างต่อเนื่อง

    ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ด้วยการเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเตรียมใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับจัดสรรเบื้องต้นกว่า 2.65 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายลงทุนกว่า 2.34 แสนล้านบาท เพื่อเร่งรัดโครงการสำคัญที่จะทยอยเปิดประมูลและเซ็นสัญญาในปีงบประมาณ 2569

    ลุย 15 โปรเจ็กต์ 1.8 ล้านล้าน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2569 กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม จำนวน 15 โครงการ วงเงินกว่า 1.88 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ เชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สำหรับโครงการสำคัญที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมในปี 2569 ดังนี้ 1. โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,422 ล้านบาท 2. ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา วงเงิน 66,270 ล้านบาท

    3. ชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,772 ล้านบาท 4. ช่วงปากน้ำโพ–เด่นชัย วงเงินประมาณ 81,143 ล้านบาท 5. ช่วงชุมทางถนนจิระ–อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท และ 6. ช่วงเด่นชัย–เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตามแผนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง วงเงินรวมเกือบ 2.9 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายในปี 2569 7. โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย โดยเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไปยังภาคอีสานและเชื่อมโยงกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการวางแผนการลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) วงเงินประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเริ่มกระบวนการเปิดประมูลได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569

    8. โครงการรถไฟส่วนต่อขยายสายสีแดง จำนวน 2 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วงเงิน 6,470 ล้านบาท และ 9. ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา วงเงิน 15,176 ล้านบาท ตามแผนทั้ง 2 โครงการ รฟท. ได้เปิดประกวดราคาแล้ว จะเริ่มลงนามสัญญาภายในเดือนมีนาคม 2569 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี และเปิดให้บริการในปี 2572

    แลนด์บริดจ์พร้อมเปิดประมูล

    แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะที่โครงข่ายถนนและทางด่วน ซึ่งจะเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวก ในโครงการที่ 10 คือโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) วงเงิน 997,680 ล้านบาท เมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่สุดเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน มีแผนเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) ภายในปี 2569

    11. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต–บางปะอิน (มอเตอร์เวย์ M5) หรือส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ วงเงิน 31,358 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมลงทุน (PPP) ในการก่อสร้างงานโยธาและงานระบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569

    12. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงนครปฐม–ปากท่อ (M8) วงเงินรวม 54,562 ล้านบาท ซึ่งเป็นมอเตอร์เวย์สายใหม่ ตามแผนกรมฯ ได้เสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว จากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนมกราคม 2569 ก่อนเปิดประมูลหาผู้รับจ้างต่อไป

    13. โครงการทางพิเศษสายกะทู้–ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต วงเงิน 16,757 ล้านบาท ตามขั้นตอนจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) พิจารณาการยกเว้นค่าผ่านทางดังกล่าวภายในเดือนนี้ ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในธันวาคม 2568 เพื่อทบทวนมติ ครม. เฉพาะเรื่องการเก็บค่าผ่านทาง จากนั้นจะเร่งเปิดประมูลภายในช่วงต้นปี 2569

    14. โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (งามวงศ์วาน–พระราม 9) หรือ Double Deck วงเงิน 34,800 ล้านบาท ที่ผ่านมา กทพ. ได้มีการเจรจากับ บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ให้เป็นผู้ลงทุน แลกกับการขยายระยะเวลาสัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ออกไป 22 ปี 5 เดือน ที่จะสิ้นสุดปี 2578 ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการแก้สัญญาให้แก่เอกชนเพื่อแลกกับการก่อสร้างโครงการ Double Deck ซึ่ง กทพ. จะต้องชดเชยรายได้ให้แก่เอกชน โดยจะนำเข้า ครม. พิจารณาเห็นชอบด้วย

    ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย

    นอกจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่แล้ว อีกหนึ่งโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคมยังเดินหน้านโยบายสำคัญเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะ “รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน” ที่รัฐบาลเตรียมใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทต่อวัน เริ่มนำร่องสายสีแดงและสีม่วงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568

    ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ในเร็ว ๆ นี้ ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจะพิจารณาหลักการของการบริหารรถไฟฟ้าด้วย Single Ownership

    ซึ่งจะโอนโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าที่เป็นสัมปทานของเอกชนด้วย เพื่อสอดรับกับการใช้ระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) อย่างสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งจะต้องดำเนินการบริหารจัดการรถไฟฟ้าภายใต้แนวคิดบริหารรายเดียว (Single Ownership)

    รัฐมนตรีคมนาคม กล่าวต่อว่า หากจะดำเนินการโอนสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าที่มีสัมปทานกับเอกชนกลับมาเป็นของ รฟม. จำเป็นต้องมีการเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน โดยแนวทางการซื้อคืนและมูลค่าการซื้อคืน (ประเมิน 4 สาย ได้แก่ สายสีเขียว / สีน้ำเงิน / สีชมพู / สีเหลือง ใช้งบกว่า 1 แสนล้านบาท) กระทรวงคมนาคมจะหารือกับกระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสม 

    เบื้องต้นได้หารือกับเอกชนผู้รับสัมปทานแล้ว ซึ่งไม่ขัดข้องต่อแนวคิดดังกล่าว จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการให้สัมปทานแบบเดิม มาเป็นการที่รัฐเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานและจ้างเอกชนเดินรถ ทำให้รัฐสามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารและตั๋วร่วมได้อย่างอิสระขณะที่การจะโอนรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ เมื่อ ครม. เห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจากับเอกชน เพื่อทำข้อตกลงในการซื้อคืนรถไฟฟ้า

    ด้านรูปแบบของการหาแหล่งเงินมาซื้อคืนนั้น จะเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังพิจารณา โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมศึกษาไว้ 2 แนวทาง คือ 1. จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เพื่อระดมเงินมาใช้ในการซื้อคืนรถไฟฟ้า

    2. เปิดสัมปทานระยะยาวแก่เอกชน เช่น สัญญา 30 ปี โดยให้เอกชนนำสัมปทานใหม่นั้นไปค้ำประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โมเดลนี้รัฐไม่ต้องกู้เงินหรือค้ำประกันเอง ไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ โดยรัฐจะทยอยจ่ายค่าซื้อคืนสัมปทานให้เอกชนในภายหลัง รวมทั้งจ่ายค่าจ้างเดินรถตามสัญญากำหนด

    รัฐจัดให้งบฯปีม้า 2.65 แสนล้าน

    สำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของรัฐบาล วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ผ่านสภาฯ แล้ว โดยกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรร 265,406.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 20,829.80 ล้านบาท หรือ 8.52% แต่ลดจากคำขอกว่า 45% โดยงบส่วนราชการ 9 หน่วยงาน ได้รับวงเงิน 199,955.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.42% จากปีก่อน งบรัฐวิสาหกิจ 5 หน่วยงาน ได้ 65,450.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.77% จากปีก่อน

    ขณะที่งบรายจ่ายประจำ 30,658.21 ล้านบาท มีสัดส่วน 11.55% ลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 ส่วนรายจ่ายลงทุน 234,748.55 ล้านบาท (สัดส่วน 88.45%) งบลงทุนใหม่ 162,301.56 ล้านบาท คิดเป็น 69.14% และส่วนผูกพันเดิม 72,446.99 ล้านบาท

    ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    สำหรับหน่วยงานที่ได้งบสูงสุดคือกรมทางหลวง 131,375.29 ล้านบาท รองลงมาคือกรมทางหลวงชนบท 53,547.48 ล้านบาท ฝั่งรัฐวิสาหกิจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ (รฟม.) ได้งบสูงสุดที่ 38,172.65 ล้านบาท โดย ครม. อนุมัติหนี้ผูกพันข้ามปี 1,917 รายการ รวม 349,656.40 ล้านบาท โดยรายการใหญ่กว่า 1,000 ล้านบาท มี 44 รายการ ทั้งนี้ งบผูกพันข้ามปีช่วยให้โครงการคมนาคมขนาดใหญ่เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาหยุดชะงัก และกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุน–จ้างงาน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/646130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KItXrzbTLxJOoHUo8opXZ

  • เงินเฟ้อไทยลดลงต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    เงินเฟ้อไทยลดลงต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    กระทรวงพาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% ต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ภาพรวมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนตุลาคม 2568 ลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) ซึ่งสะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงมาจาก มาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล เช่น โครงการ Quick Big Win ที่ทำให้ราคากลุ่มพลังงาน (ค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง) ลดลง รวมถึงราคาอาหารสดหลายรายการที่ปรับลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น การลดลงของเงินเฟ้อนี้ทำให้ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50.9 เข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ขยายตัว รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์และใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงและเชื่อมั่นต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2900791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CvJUbB8ubaS_R7NYoLvxQ

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • ผบช.ทท. สั่งคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ผบช.ทท. สั่งคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ในห้วงของการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค. 2568 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้สั่งการให้ข้าราชการตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศที่มีการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ยกระดับการออกตรวจดูแลความปลอดภัยให้กับนักกีฬา ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่มาแข่งขันกีฬาและเข้ามาเที่ยวชมการแข่งขัน

    วันนี้ 9 ธ.ค. 2568 พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.วีระวิทย์ ผลประสิทธิ์ รอง ผบก.ทท.1 , ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 , พ.ต.ท.ปฏิญญา เนียมหอม สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 , พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก , พ.ต.ท.ชารีฟ มะมิง รอง ผกก.1 บก.ทท.1 และ ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 พร้อมกำลังสายตรวจตำรวจท่องเที่ยว , ฝ่ายสืบสวน และล่ามแปล รวม 30 นาย ออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และประชาสัมพันธ์บริเวณจุดคัดกรอง และพื้นที่โดยรอบสนามสนามราชมังคลากีฬาสถาน ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 ได้เน้นย้ำข้อสั่งการของ ผบช.ทท. ในการยกระดับการดูแลความปลอดภัยในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้แบ่งโซนการตรวจเป็น 5 โซน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยบริเวณโรงแรมที่พักของนักกีฬาและสนามแข่งขันได้ทั่วถึง รวมถึงฝ่ายสืบสวนออกสืบสวนหาข่าว ตรวจสอบย่านที่พักอาศัยของชาวต่างชาติในพื้นที่ อีกทั้งยังได้เพิ่มแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ แอปพลิเคชั่น Thailand Tourist Police (TPB) และสายด่วน 1155 (รองรับ 8 ภาษา) ที่โรงแรมที่พักของนักกีฬา เพื่อเพิ่มช่องทางการติดต่อและขอความช่วยเหลือ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/263331&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pDhmhtk9By9m8iiWoVS5L

  • SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” ธนาคารฯ นำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการวางยุทธศาสตร์และการดำเนินงานในทุกหน่วยธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่กำลังเผชิญทั้งความท้าทายจาก Climate Change ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ธนาคารฯ มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวไทย ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญต่อการผลักดันความยั่งยืนของประเทศให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินธุรกิจอยู่เดิมและเริ่มปรับตัว (Less Brown) ไปสู่ Green ให้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยโซลูชันการเงินยั่งยืนของธนาคาร และการนำพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG เข้ามาช่วยสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจ เพื่อผลักดันพอร์ตสินเชื่อธุรกิจโรงแรมและบริการให้สามารถปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” 

    SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของธนาคารไทยพาณิชย์ ปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อธุรกิจโรงแรมมากกว่า 130,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนสำคัญอยู่ในจังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน ด้วยความรับผิดชอบธนาคารจึงตั้งเป้าปรับ “พอร์ตโรงแรม” ทั้งหมดให้เป็นพอร์ตที่ขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนอย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมในหลายมิติ เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานทดแทน การจัดการน้ำและของเสียอย่างเป็นระบบ การดูแลชุมชนและสังคม การรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม และการดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาล

    สำหรับโรงแรมขนาดใหญ่หรือเครือโรงแรมที่มีความพร้อมลงทุน ธนาคารส่งเสริมให้ยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและการบริหารจัดการอาคารสู่ระดับสากล เช่น มาตรฐานอาคารเขียว LEED, Edge และ TREES ซึ่งช่วยทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านภาพลักษณ์และการดึงดูดลูกค้าต่างชาติ ขณะที่โรงแรมดั้งเดิมที่ยังไม่ถึงจังหวะลงทุนขนาดใหญ่ ธนาคารพัฒนาสินเชื่อและแพ็กเกจสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การบริหารจัดการน้ำและขยะ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละแห่ง

    ดร.ยรรยง กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวคิดการเริ่มปรับตัวก่อน ว่า “เราเชื่อว่าการลงมือปรับตัวด้านความยั่งยืนอย่างรวดเร็วและจริงจัง จะทำให้เราเป็นผู้ขับเคลื่อนทิศทางการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงรอรับผลกระทบ เราจะสามารถกำหนดเส้นทางการเติบโตให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของโลก และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของลูกค้าเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง นี่คือหัวใจของธนาคารไทยพาณิชย์ในการขับเคลื่อนบนเส้นทางความยั่งยืน พร้อมย้ำบทบาทของธนาคารในฐานะพันธมิตรที่เดินเคียงข้างลูกค้าธุรกิจโรงแรมในฐานะ Trusted partner บนเส้นทางสู่ความยั่งยืน” 

    SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    การปรับตัวของธุรกิจโรงแรมไทยสู่ความยั่งยืน สอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวโลก จากรายงานด้านการเดินทางอย่างยั่งยืนของ Booking.com ปี 2025 พบว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 84% ต้องการเดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 76% ในปี 2023 ขณะเดียวกัน SCB EIC ชี้ว่าแรงกดดันจากข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรปอย่าง Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ภายใต้ European Green Deal ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2028 จะส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมไทยที่ทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม OTA ระดับโลกต้องเร่งปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล เช่น GSTC และ Green Hotel Plus ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น GSTC-Recognized Standard 

    ภายในงานอบรมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในการเป็นที่ปรึกษาให้กับโรงแรมที่ผ่านการรับรอง GHP พร้อมกิจกรรม Workshop เพื่อให้เข้าใจเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานจริง รวมถึงการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากโรงแรมที่ได้รับการรับรองแล้วว่ามีผลลัพธ์เชิงบวกทั้งด้านต้นทุน ภาพลักษณ์ และการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมเป็นวิทยากร และให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), กองทุน ThaiCI โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน, สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้, กลุ่มโรงแรมดีวาน่า, โรงแรมมันดาราวา รีสอร์ท แอนด์ สปา, บริษัท เอเบิล คอนซัลแตนท์ จำกัด, บริษัท แอดแวนเทจ คอนซัลติ้ง จำกัด และ บริษัท อินเตอร์เอ็นจิเนียริ่ง มาเนจเม้น จำกัด” นอกจากนี้ ไทยพาณิชย์ยังมอบสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วม เช่น ส่วนลดค่าอบรมจากหน่วยงานพันธมิตร กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมความเข้าใจสำหรับลูกค้า SCB ผลิตภัณฑ์สินเชื่อพิเศษเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านความยั่งยืน และบริการ One Stop Service ในการประสานงานกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้การเข้าสู่มาตรฐาน GHP เป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น

    SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    มาตรฐาน Green Hotel Plus (GHP) จัดทำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมเสาความยั่งยืน 4 ด้าน ได้แก่ การจัดการความยั่งยืนและธรรมาภิบาล ความยั่งยืนด้านสังคมและเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านวัฒนธรรม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม  GHP เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจาก GSTC (Global Sustainable Tourism Council Criteria) ว่าเทียบเท่ามาตรฐานสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน (GSTC Recognized) จึงเป็นการยกระดับโรงแรมไทยสู่มาตรฐานระดับโลก รองรับนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการรักษ์โลก สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและโอกาสทางการตลาด ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนผ่านแนวทางปฏิบัติที่ดีในการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย และของธนาคาร

    “การจัดอบรมในครั้งนี้สะท้อนพันธกิจของไทยพาณิชย์ในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยดูแลลูกค้าให้อยู่ในเส้นทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมศักยภาพให้โรงแรมไทยก้าวสู่การเป็นโรงแรมสีเขียว (Green Hotel) ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษ์โลกและการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการเป็นเจ้าภาพการประชุมการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก (Global Sustainable Tourism Conference 2026) ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตในปี 2569 นี้” ดร.ยรรยง กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/pr-news/sustainable/378970511&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zekYQcW6NNVsRSbMt-VrQ

  • “พิษณุโลกโมเดล” สร้างชื่อ! ต้นแบบการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจนในเวทีอาเซียน | TOPNEWS

    วันนี้ 9 ธันวาคม 2568 นางศศิวัณย์ ศรีพรหม นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 ได้รับเกียรติเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมเสวนาใน Session 1: SDG 1 – Road to “No Poverty” ASEAN ภายใต้หัวข้อ 14th ASEAN Public Private People Partnership Forum on Rural Development and Poverty Eradication (การประชุมเวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนแห่งอาเซียน ครั้งที่ 14 ว่าด้วยการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

    นางศศิวัณย์ได้นำเสนอ “พิษณุโลกโมเดล” ซึ่งเป็นต้นแบบการพัฒนาชนบทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเป็นกลไกสำคัญในการขจัดความยากจนในพื้นที่ โดยโมเดลนี้ได้ส่งผลให้ GPP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด) ของจังหวัดพิษณุโลกก้าวขึ้นเป็น อันดับ 1 ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง

    ความร่วมมือทุกภาคส่วน : กุญแจสู่ความสำเร็จของโมเดลความสำเร็จของพิษณุโลกโมเดลมาจากความร่วมมือและการบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง ทั้ง ภาครัฐบาล ภาคเอกชน ชุมชน และภาควิชาการ โดยมีกลไกผลักดันผ่านการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงสถาบันการศึกษาในพื้นที่

    ตัวอย่างความสำเร็จจากชุมชน : โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เช่น บ้านร่องกล้า, บ้านน้ำจวง, และตลาดเด็กดอย ได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    เสียงตอบรับจากนานาชาติอาเซียน : การนำเสนอของนางศศิวัณย์ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นกลไกการร่วมมือแบบ Public-Private-People Partnership (PPPP) ที่พิษณุโลกใช้ขับเคลื่อน ผู้แทนจากหลากหลายประเทศแสดงความสนใจอย่างลึกซึ้งในการนำรูปแบบและหลักการของ “พิษณุโลกโมเดล” ไปขยายผลต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจนในภาคเอกชนของประเทศตนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418254&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GoUUDFDP4j5K5C9y_eo3X

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงโตลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษ 2040 : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงโตลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษ 2040 : อินโฟเควสท์

    รี ชางยอง ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เตือนว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีใต้มีความเสี่ยงที่จะลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษที่ 2040 พร้อมกับเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อกระตุ้นศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ผู้ว่าการ BOK กล่าวในงานเสวนาซึ่ง BOK และสมาคมการเงินเกาหลี (Korean Finance Association) ร่วมกันจัดขึ้นที่กรุงโซลในวันนี้ (9 ธ.ค.) ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เคยอยู่ที่ประมาณ 5% ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 (ปีพ.ศ. 2543-2552) แต่เมื่อไม่นานมานี้ การเติบโตลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2% ซึ่งหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป อัตราการเติบโตก็อาจลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษที่ 2040 (ปีพ.ศ. 2583-2592)

    ผู้ว่าการ BOK ระบุว่า สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอัตราการเกิดต่ำและการที่เกาหลีใต้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้จำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแนวโน้มเหล่านี้ได้

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ BOK ยังระบุถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขัดขวางไม่ให้เงินทุนไหลเข้าสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูง พร้อมกับกล่าวว่า ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา เนื่องจากภาคการเงินทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรอันจำกัดไปยังภาคส่วนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตของผลิตภาพได้

    ทั้งนี้ BOK เผยแพร่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพ.ย. ซึ่งธนาคารกลางได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ขึ้น 0.1% สู่ระดับ 1% และคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2569 จะขยายตัว 1.8%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/552402&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U3h_bv1Lp0PojSvnaLWxQ

  • ดีอี กสทช. ผ่อนปรนสัญญาณสื่อสารชายแดนชั่วคราว

    ดีอี กสทช. ผ่อนปรนสัญญาณสื่อสารชายแดนชั่วคราว

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการ ผ่อนปรน เปิดสัญญาณ ชายแดนชั่วคราว รับสถานการณ์ไม่สงบไทย–กัมพูชา เตือน ปชช. ระวังสแกมเมอร์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ตนได้สั่งการผ่อนปรนการใช้เสาสัญญาณโทรคมนาคมในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นการชั่วคราว เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งให้สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญญาณรั่วไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการปิดเสาสัญญาณที่ตรวจพบปัญหา เพื่อป้องกันการถูกนำไปใช้โดยแก๊งสแกมเมอร์หลอกลวงประชาชน

    สำหรับการผ่อนปรนดังกล่าวเป็นมาตรการเฉพาะหน้าและจะยกเลิกทันทีเมื่อสถานการณ์ชายแดนคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ โดยขอย้ำว่ากระทรวงดีอี ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

    de-nbtc-temporarily-relaxes-border-communication-signal-restrictions-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง

    เสาสัญญาณชั่วคราวอาจเป็นช่องทางให้สแกมเมอร์หรือมิจฉาชีพฉวยโอกาสเข้าหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความปลอม การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการติดต่อขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน รหัสผ่านบัญชีธนาคาร และรหัส OTP 

    กสทช.รับการร้องขอฝ่ายความมั่นคง

    ด้านนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กองทัพมีความจำเป็นต้องใช้สัญญาณสื่อสาร บริเวณส่วนหน้าและส่วนหลังจึงต้องเปิดให้ใช้สัญญาณสื่อสารได้ โดยก่อนหน้านี้กสทช.ได้ระมัดระวังการส่งสัญญาณสื่อสารบริเวณชายแดน แต่เมื่อมีการร้องขอของฝ่ายความมั่นคงจึงต้องผ่อนปรนให้มีการใช้สัญญาณสื่อสารบริเวณชายแดนได้เป็นการชั่วคราว  ส่วนความกังวลเรื่องการใช้สัญญาณสื่อสารของสแกมเมอร์จากการทำลายฐานที่มั่นสแกมเมอร์น่าจะทำให้กลุ่มอาชญากรรมอยู่ไม่ได้แล้ว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-nbtc-temporarily-relaxes-border-communication-signal-restrictions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eZP_xSF77grf_kAQbpFZl

  • พลิกโอกาสอนาคตเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 9 ธ.ค.68

    พลิกโอกาสอนาคตเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 9 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/MQYzsmhfFxs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25Uy6okxZkrXwqFktMBTZz