Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.58 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 31.50-31.65 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้น พร้อมกับการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลง และเงินบาทได้พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 4.20% ตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่โหวตสนับสนุนการคงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC รอบล่าสุด ซึ่งระบุว่า การคงดอกเบี้ยอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมกว่า จากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูงและเสี่ยงที่จะมีแนวโน้มสูงขึ้นได้ โดยการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำพลิกกลับมาย่อตัวลงพอควร ขณะเดียวกัน ก็หนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นบ้าง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 1% หนุนโดยการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง (BOT, BOE, ECB และ BOJ) และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง การเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะเน้นที่ข้อมูลเดือนพฤศจิกายน เป็นหลัก และมีข้อมูลเดือนตุลาคมบ้าง จากผลกระทบของภาวะ US Government Shutdown ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) รวมถึง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างมองว่า BOE อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของทั้งอัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงานอังกฤษ ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษ ก่อนรับรู้ผลการประชุม BOE ก็อาจสะท้อนภาพดังกล่าว ส่วน ECB อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ที่ระดับ 2.00% จนกว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่ชัดเจน จนทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับเป้าหมาย 2% ของ ECB อย่างมีนัยสำคัญ โดยนอกเหนือจากผลการประชุม BOE และ ECB ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนธันวาคมของอังกฤษและยูโรโซน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังทางการสหรัฐฯ เดินหน้าเร่งหาทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชีย โดยบรรดานักวิเคราะห์ในตลาดต่างประเมินว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สู่ระดับ 0.75% หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวดีขึ้น และที่สำคัญ อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายของ BOJ ได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ หลังผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง ในปี 2026 ขณะที่ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) และธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.75% และ 2.00% ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนธันวาคมของญี่ปุ่น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤศจิกายน ของญี่ปุ่น

    ▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า กนง. อาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สู่ระดับ 1.25% เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจจากปัจจัยกดดันรอบด้าน (ในช่วงก่อนการประชุม กนง. เศรษฐกิจไทยก็เผชิญแรงกดดันจากปัญหาน้ำท่วมและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา) และช่วยบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจ SMEs โดยการสอดประสานกับมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ที่เจาะจง ทั้งนี้ เราจะรอจับตาท่าทีของ กนง. เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า เนื่องจากเรามองว่า กนง. อาจเลือกที่จะชะลอการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หลังจากการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญหรือเสี่ยงเผชิญแรงกดดันที่รุนแรง จนทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าที่ กนง. ได้ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หาก กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ย เรามองว่า การลดดอกเบี้ยของไทยในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท ในช่วงที่เหลือของปี 2025 จนถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down ตามแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานอย่างช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ทว่าในช่วงระยะสั้นนั้น การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็อาจชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดอาจเลือกที่จะรอลุ้นผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่จากการประเมินสถานะถือครอง ผ่านข้อมูลของบรรดานักวิเคราะห์ต่างชาติ รวมถึงสัญญาณจาก 1-month Risk-Reversals ในตลาด Options สำหรับทว่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เรายอมรับว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้มากกว่าที่เราประเมินไว้ได้ หากราคาทองคำ (XAUUSD) ยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน จากประเด็นความกังวลหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งภาพดังกล่าว อาจไม่ได้หนุนเงินดอลลาร์มากนัก และกลับกันอาจเป็นประเด็นที่กดดันเงินดอลลาร์ได้

    และหากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following เราจะเริ่มมองว่า เงินบาทจะกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า อีกครั้ง หรืออย่างน้อยก็อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน และอาจต้องปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุเหนือโซนเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ (โซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งเรามองว่า ภาพดังกล่าวก็อาจเกิดขึ้นได้ ต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ดีกว่าคาด จนทำให้ตลาดเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ตาม Dot Plot ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ รวมถึงอาจต้องเห็นความอ่อนแอของเศรษฐกิจอื่นๆ หรือ BOJ อาจเซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการคงดอกเบี้ย กดดันให้เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าต่อ

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญ Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวสองทิศทาง) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ BOJ ก็อาจกระทบต่อเงินดอลลาร์ได้ ผ่านการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.45-31.65 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/981911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q2ekxIFPoOmmIeImVXFRu

  • ขอยืนยัน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีสถานที่ น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ พร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวครับ

    ขอยืนยัน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีสถานที่ น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ พร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวครับ

    Logo

    Loading

    Header หน้าใน - ข่าวประชาสัมพันธ์

    1. หน้าหลัก
    2. Recommend
    3. ขอยืนยัน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีสถานที่ น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ พร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวครับ

    ขอยืนยัน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีสถานที่ น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ พร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวครับ


    15/12/2568 | 42 |

    “ขอยืนยัน
    และสร้างความเชื่อมั่นว่า
    ประเทศไทยมีสถานที่
    น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ
    พร้อมต้อนรับ
    นักท่องเที่ยวครับ”

    ชาคริต ปิตานุพงศ์
    ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/454568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BRV_IAtw_sAVg0oeWT_O3

  • ตม.สั่งสกัดเข้ม กัมพูชาใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย พร้อมสกัดต่างชาติกลุ่มเสี่ยง เกรงว่าอาจเป็นนักรบรับจ้าง

    ตม.สั่งสกัดเข้ม กัมพูชาใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย พร้อมสกัดต่างชาติกลุ่มเสี่ยง เกรงว่าอาจเป็นนักรบรับจ้าง

    ตม.สั่งสกัดเข้ม กัมพูชาใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย พร้อมสกัดต่างชาติกลุ่มเสี่ยง เกรงว่าอาจเป็นนักรบรับจ้าง วอนท่องเที่ยวต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ รอคิวไม่เกิน 40 นาที

    จากกรณีมีข้อห่วงใย โดยมีนักวิจารณ์ และนักวิชาการเปิดเผยผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ ว่าอาจมีคนต่างชาติ ที่เป็นนักรบรับจ้าง บินเข้าไทยเพื่อปฎิบัติการเป็นอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อบั่นทอนขีดความสามารถของกำลังฝ่ายไทยทุกรูปแบบ

    ล่าสุด เมื่อวานนี้ 14 ธ.ค.2568 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ/โฆษก สตม. ได้เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้มีความห่วงใยในเรื่องนี้ นับแต่เริ่มมีการปะทะระหว่างไทยและเขมรอีกระลอกอย่างรุนแรง ในขณะที่ยังมีสายการบินพานิชย์บินระหว่างประเทศทั้งสองตามปกติ รวมถึงอาจมีกลุ่มนักรบรับจ้างอาศัยโอกาสฟรีวีซ่าเข้าไทย เพื่อปฎิบัติการใด ๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงหลังแนวรบทั้งในเขตไทย และการลักลอบผ่านแดนเข้าทางเขมร

    เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา ทาง สตม. ได้มีการประชุมผู้บังคับบัญชา และหัวหน้าด่าน ตม.สนามบิน  5 สนามบินในสังกัด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ เพื่อกำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาดกับคนสัญชาติที่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อการเป็นภัยความมั่นคงหลังแนวรบ เช่น แอบผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าช่วยเหลือเขมร หรือเป็นสายลับ หรือกระทำการอื่นใด  โดยพุ่งเป้าหมายไปที่คนต่างชาติ 2 กลุ่ม ที่ใช้ฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไทย ได้แก่

    – กลุ่มนักรบรับจ้างในแถบยุโรปตะวันออก และเอเซียตอนบน
    – กลุ่มคนกัมพูชาที่บินมาเข้าไทย โดยใช้สิทธิฟรีวีซ่า ซึ่งช่วงเวลานี้ ทั้งสองฝ่ายยกระดับความขัดแย้งถึงขั้นการปะทะ จึงดูผิดวิสัยวิญญูชนปกติที่จะเข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งหากมีธุรกิจตามกฏหมายในไทย ก็ให้กลับไปขอวีซ่าจากสถานทูตไทยมาให้ถูกต้องทุกราย เพื่อให้มีการคัดกรองจากต้นทางมาก่อน

    โดยนับตั้งแต่มีเหตุการปะทะรุนแรง มีการปฎิเสธการเข้าเมืองไปแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.ถึง 13 ธ.ค.2568 รวม 185 ราย

    อย่างไรก็ดี ทาง สตม. จะประสานขอข้อมูลจากหน่วยงานข่าวความมั่นคง เพื่อหาข้อมูลข่าวเพิ่มเติมว่า มีข้อมูลการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างชาติที่เป็นนักรบรับจ้างหรือไม่ ซึ่งหากมีข้อมูลข่าวที่สามารถชี้เป็นตัวบุคคลได้ ก็จะช่วยโฟกัสกลุ่มต้องห้ามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบกับชาวต่างชาติอื่น ๆ ที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยโดยภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไม่น้อยกว่าวันละ 75,000 ถึง 80,000 คน และเจ้าหน้าที่ ตม. หน้าด่าน มีเวลาตรวจหนังสือเดินทางไม่เกินรายละ 45 วินาทีเท่านั้น

    ทั้งนี้ มาตรการเพิ่มความเข้มในการคัดกรองดังกล่าว อาจมีภาพความหนาแน่นของผู้โดยสารที่รอคิวเข้ารับการตรวจหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในช่วงชั่วโมงที่เที่ยวบินหนาแน่น แต่ทางเจ้าหน้าที่ ตม. ได้มีการจัดกำลังพลเต็มทุกช่องตรวจ แม้มาตรการความมั่นคงดังกล่าวจะส่งผลให้การรอคิวนานกว่าปกติ จากเดิมที่ไม่เกิน 20 นาที ก็จะรอราว ๆ ไม่เกิน 40 นาทีเท่านั้น  โดยยืนยันว่าไม่กระทบกับการเดินทางเข้าออกของคนไทยแต่อย่างใด

    ที่มาภาพ/ข่าว :: สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63196&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ugimv0wqe38H2Q_wFa9L

  • “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 14/12/2025 18:23

    รมว.วัฒนธรรม เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ในชุมชน

    “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน – Top News รายงาน

    รมว.ซาบีดา

    เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568 โดยมี นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายอำเภอชุมพลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    การจัดงานดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมในการ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” ซึ่งเป็นนโยบาย Quick Big Win ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งส่งเสริมพลังวัฒนธรรมให้ก่อให้เกิดรายได้จริง ผ่านการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ในชุมชน (Unseen Thai Thai) การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย หรือ CPOT เพื่อยกระดับรายได้ของชุมชน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำการบูรณาการทีมประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในระยะเร่งด่วน ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    11SOCAIL 16-9 copy

    02

    “โฆษกทร.” ยันจำเป็นถล่มฐานยิงปืนใหญ่เขมร บนเกาะยอ ย้ำเป็นภัยคุกคามทหาร คนไทยชายแดนตราด

    ตม.สั่งสกัดเข้ม “กัมพูชา-กลุ่มทหารรับจ้าง” ใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย ปฏิบัติการเป็นภัยความมั่นคง ขอนทท.ต่างชาติ เข้าใจสถานการณ์

    เริ่มแล้ว มาตรการ “กองทัพภาคที่ 2” ควบคุมการส่งเชื้อเพลิง ยุทธปัจจัย ไปกัมพูชา จับพิรุธขบวนรถน้ำมันส่งลาว เข้าคิวข้ามด่านช่องเม็กลาวยาวเหยียด

    เปิดตัว Tai-Thai Times พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรมไทย ให้คนไต้หวันเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

    เทศบาลบางเมือง จัดแข่งขันกีฬาเปตอง ชิงถ้วยรางวัลนายกเทศมนตรีบางเมือง

    ชุมชนหมู่บ้านพฤกษา 20 จัดงานนมัสการหลวงพ่อพุทธโสธร (องค์จำลอง) ครบรอบปีที่ 10 อย่างยิ่งใหญ่ ต้อนรับปลายปี–ปีใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1423267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Er5VqjVhCTEdCq3gXRaQf

  • เช็กลิสต์ 5 เสาหลักกอบกู้เศรษฐกิจ Quick Big Win ของรัฐบาลอายุงาน 2 เดือนครึ่ง

    เช็กลิสต์ 5 เสาหลักกอบกู้เศรษฐกิจ Quick Big Win ของรัฐบาลอายุงาน 2 เดือนครึ่ง

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2901855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VTkHddnHi3TWVYvxfnytm

  • ไม่พบเนื้อหา – สยามรัฐ

    ไม่พบเนื้อหา – สยามรัฐ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sZ-Pzt4BIMk6y-v4z4ha3

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก.  สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก. สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    Finance

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก. สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    15 ธ.ค. 2025 เวลา 7:26 น.

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก.  สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ห่วงยุบสภาฯ ลามซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ฉุดจีดีพี กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน “เกียรตินาคินภัทร” ห่วงความไม่แน่นอนพุ่ง ฉุดการใช้จ่าย ลงทุน ทำเศรษฐกิจชะงักมากกว่าติดลบแรง “ซีไอเอ็มบีไทย” ชี้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว เสี่ยงการลงทุนใหม่ชะลอ มาตรการกระตุ้นขาดช่วงต้นปีหน้า “กสิกรไทย” ห่วงสุญญากาศการเมืองยืดเยื้อ กระทบความเชื่อมั่น เสี่ยงฉุดจีดีพีหาย คาดไตรมาสแรกหาย0.2%

    • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ การยุบสภาสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
    • ทำให้ผู้บริโภคและนักลงทุนชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะงักงัน
    • ภาวะสุญญากาศทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า  กระทบการเติบโตของจีดีพีโดยตรง
    • ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
    • อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หากรัฐบาลใหม่ขาดวินัยทางการคลัง

    สถานการณ์การยุบสภา กลายเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่ยังเผชิญความขัดแย้งและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ความไม่แน่นอนทำเศรษฐกิจ “ชะงัก”

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่า ความเสี่ยงจากการยุบสภา ไม่ได้อยู่ที่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือความไม่แน่นอนที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะชะงักงัน

    เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มชะลอการใช้จ่าย ภาคเอกชนและนักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจลงทุนใหม่ เนื่องจากไม่เห็นทิศทางนโยบายที่ชัดเจน ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอ่อนแรง แม้จะไม่หดตัวรุนแรงทันที แต่ผลกระทบจะค่อยๆ สะสม และมีแนวโน้มไปปรากฏชัดในปีถัดไป

    ความน่าห่วงในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากการยุบสภาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการซ้อนทับกับปัจจัยลบอื่น เช่น สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อและประเมินผลกระทบโดยรวมได้ยากขึ้น

    อีกประเด็นสำคัญคือ สถานะรัฐบาลรักษาการ ซึ่งมีข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายและการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้งบกลางในภาวะฉุกเฉิน และการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลให้ระบบราชการมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “เกียร์ว่าง” โครงการต่างๆ เดินหน้าช้าลง

    ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือความล่าช้าของงบประมาณ หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ตามกรอบเวลางบประมาณอาจล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะกระทบต่อจีดีพีโดยตรง และอาจลากยาวไปถึงงบประมาณปีถัดไป โดยสิ่งที่ทำให้รอบนี้แตกต่างจากอดีต คือการยุบสภาเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะสงคราม ทำให้ความกังวลต่อผลกระทบโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น

    เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

    อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า หากพิจารณาเฉพาะมิติการเมือง การยุบสภาอาจไม่ได้สร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจรุนแรง เพราะตลาดรับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเลือกตั้ง การยุบสภาเป็นเพียงการขยับจังหวะให้เร็วขึ้นเล็กน้อย

    สิ่งที่น่าห่วงคือ “จังหวะเวลา” ที่การยุบสภาเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

    ทั้งกำลังซื้อในประเทศ ความไม่ต่อเนื่องของการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ความไม่สงบในภาคใต้ จึงอาจซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ

    หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือการชะลอการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มดรอดูความชัดเจนทางการเมือง

    รวมถึงการชะลอการเริ่มต้นโครงการลงทุนใหม่ภาครัฐ เนื่องจากยังไม่สามารถอนุมัติได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการ

    ขณะเดียวกันความไม่ชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย หรือมาตรการด้านการท่องเที่ยว อาจทำให้เศรษฐกิจขาดแรงพยุงในช่วงต้นปีหน้า

    ทั้งนี้ มองว่าภายใต้ความไม่ชัดเจน นโยบายการเงินอาจต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อชดเชยข้อจำกัดของนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินจะช่วยพยุงกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และดูแลเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1-2 ปีหน้า ซึ่งถือเป็นช่วงเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

    ห่วงสุญญากาศการเมือง ลามการค้า-เครดิต

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าการยุบสภาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมืองตามวัฏจักร แต่เป็นสัญญาณที่ตอกย้ำความเปราะบางของระบบการเมืองไทยในสายตานักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ แม้ผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดเงินและตลาดทุนอาจยังไม่รุนแรง

    แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือความยืดเยื้อทางการเมือง และความเป็นไปได้ที่จะเกิด “สุญญากาศทางการเมือง” หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้หลังการเลือกตั้ง

    ความแตกร้าวและความซับซ้อนระหว่างพรรคการเมืองหลัก ทำให้การฟอร์มรัฐบาลมีความยาก หากไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ความไม่แน่นอนจะยิ่งลากยาว สถานการณ์ดังกล่าว ระบบราชการมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเกียร์ว่าง

    ข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจและขับเคลื่อนงานได้เต็มที่ แม้ไม่เกิดวิกฤติในทันที แต่จะบั่นทอนประสิทธิภาพการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ การขาดมาตรการระยะสั้นในช่วงสุญญากาศทางการเมือง อาจทำให้จีดีพีไตรมาสแรกปีหน้าลดลงราว 0.2% แม้ทั้งปีอาจไม่แตกต่างมากหากรัฐบาลใหม่สามารถเข้ามาทำงานได้ในครึ่งปีหลัง แต่หากการเมืองยืดเยื้อความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าอาจทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอตัว และนักลงทุนระยะยาวเริ่มตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือ

    อีกประเด็นที่น่ากังวลคือท่าทีของบริษัทจัดอันดับเครดิต หากรัฐบาลใหม่ไม่รักษาวินัยการคลัง และเบี่ยงไปใช้นโยบายประชานิยมมากขึ้น ความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับเครดิตจะเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X907f8kWZaZ1P8tx6WfeI

  • ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    ธุรกิจ

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    15 ธ.ค. 2025 เวลา 7:30 น.

    สรท.หวั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสี่ยงสะดุด ชี้ เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ รอดูทิศทาง หวังรัฐบาลใหม่ เร่งเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง “หอการค้า “ จี้ เร่งเลือกตั้งใหม่ แนะรัฐบาลรักษาการ เดินหน้าเจรจาการค้า-ฟื้นเชื่อมั่นประเทศ ส.อ.ท.หวั่นยุบสภาฉุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด จับตา ระบบราชการ “เกียร์ว่าง” ผ่อนคันเร่งรอดูท่าทีรัฐบาลใหม่

    • ภาคเอกชนกังวลว่าการยุบสภาและเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลรักษาการจะทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ต้องหยุดชะงักและส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว
    • ความไม่แน่นอนทางการเมืองกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง ทำให้การตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่ๆ ในไทยต้องชะลอออกไปเพื่อรอดูทิศทางของรัฐบาลใหม่
    • การเจรจาข้อตกลงด้านภาษีที่สำคัญกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดิมตั้งเป้าจะให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี มีแนวโน้มสูงที่จะต้องเลื่อนออกไป ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก

    การประกาศยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 มีผลต่อโครงการที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติได้

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ในทางการเมืองคงคิดว่ามีเหตุผลเพียงพอดีแล้วที่ประกาศยุบสภา แต่ในเชิงเศรษฐกิจภาคเอกชนยังคาดหวังในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายมาตราว่าจะไปต่อไปจนถึงเดือน ม.ค.ปีหน้า โดยมีหลายมาตรการที่กำลังดำเนินอยู่ 

    อย่างไรก็ตามบางมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ยังไม่มีความชัดเจนหรืออยู่ในระหว่างพิจารณาต้องหยุดหรือชะลอเพื่อรอการชี้ขาดจาก กกต. หาก กกต.เห็นว่าเกี่ยวข้องกับผลทางการเมือง ก็อาจหยุดชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศชะงักงัน

    สำหรับด้านการส่งออกนั้นก็มีความกังวลในประเด็นการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ที่เดิมตั้งเป้าจะปิดดีลภายในสิ้นปีนี้ แต่ด้วยภาวะการเมืองเช่นนี้ ทำให้ “ดีลสำคัญมีโอกาสเลื่อน” ซึ่งก็ต้องยอมรับสภาพ แต่ที่ผลกระทบที่ “หนักที่สุด” คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายใหญ่ที่กำลังพิจารณาเข้ามาลงทุนไทย ซึ่งนักลงทุนหลายรายเข้าแถวรออยู่ 

    แต่ตอนนี้ต้องหยุดดูสถานการณ์ก่อน ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าอย่างไร ซึ่งความไม่แน่นอนเพียง 1-2 เดือน สามารถทำให้เม็ดเงินลงทุนชะลอหรือย้ายปลายทางได้ ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจในปีหน้าโดยตรง

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    “มาตรการด้านเศรษฐกิจที่เดินต่อไม่ได้ มีผลแน่นอน ทำให้เศรษฐกิจชะลอได้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจในประเทศก็ย่ำแย่อยู่แล้ว”

    นายธนากร กล่าวว่า ขอฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความต่อเนื่อง” เพราะหลายโครงการที่หน่วยงานราชการเตรียมไว้และประเมินว่าดีแล้ว ควรเดินหน้าต่อทันที ไม่จำเป็นต้องเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ ซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะงักยาว เพราะขณะนี้เวลาเราน้อยมาก เศรษฐกิจเราย่ำแย่อยู่แล้ว 

    “อย่าไปชะงักอะไรที่กำลังเดินหน้าอยู่ หากโครงการดีแล้ว ทำต่อเลย ซึ่ง รัฐบาลใหม่ควรเดินหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติ”

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ส่วนตัวมีความกังวลว่า การยุบสภาและเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการที่เป็นเวลาประมาณ 60 วัน อาจส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพยุงเศรษฐกิจ หรือ GDP ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    ทั้งนี้ มาตรการ “Quick Big Win” ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวการคลัง ออกมาเพื่อหวังไม่ให้เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถติดหล่ม” มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 0.5% แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะถือว่าทำได้ดีแล้วและได้ผลตอบรับที่ดีในช่วงต้น แต่จำเป็นต้องคอยติดตามว่าการเป็น “รัฐบาลรักษาการ” จะส่งผลอย่างไร และจะลดความเข้มข้นในการเดินมาตรการเหล่านี้หรือไม่

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    ส.อ.ท. รับ ไทยเจอ 3 ปัญหาใหญ่ คาราคาซัง

    นายเกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า ขณะนี้มีปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังคง “คาราคาซัง” อยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนจากรัฐบาลอำนาจเต็ม แต่กลับมาอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้แก่

    1. สถานการณ์ภาคใต้ ที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากประสบอุทกภัยอย่างหนักทั้ง 9 จังหวัด การที่รัฐบาลเป็นรักษาการอาจส่งผลให้การเร่งฟื้นฟูเกิดความล่าช้าหรือสะดุดไปได้

    2. การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์การปะทะรอบ 2 ยังคงทวีความรุนแรงและกินบริเวณกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรในจังหวัดชายแดนหลายแห่งในภาคอีสาน ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ

    3. การเจรจาระหว่างประเทศ ในการเจรจาสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ถือเป็น “การบ้านใหญ่” ที่ยังคงค้างและชะลออยู่ หากมีการเจรจาหรือติดต่อจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเข้ามาในช่วงนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจหรือไม่

    8 ความท้าทายที่รัฐบาลต้องแก้ไข

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการและรัฐบาลอำนาจเต็มนั้นไม่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตของไทยพบว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ข้าราชการประจำส่วนใหญ่มักจะ “ปล่อยเกียร์ว่าง” หรือผ่อนคันเร่งในการทำงานลง เนื่องจากต้องรอจับตาดูสถานการณ์และท่าทีว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดหน้า ทำให้มาตรฐานการทำงานและอำนาจในการสั่งการกับข้าราชการประจำลดลง

    “ส.อ.ท. จึงฝากให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดำเนินการการบ้านที่ค้างอยู่เหล่านี้อย่างเข้มข้นต่อไป ดังนั้น ในช่วงนี้จะต้องจับตาว่านโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่ประกาศและอนุมัติไปแล้วจะมีการขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่”

    นายเกรียงไกร กล่าววว่า ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ 1. มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทตามแนวชายแดน 5. หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. การแข็งค่าของเงินบาท 7. ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และ 8. ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณที่ไม่สมดุล การทุจริต และกฎหมายล้าสมัย

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    “หอการค้า” จี้เร่งเลือกตั้งดันรัฐอำนาจเต็ม

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นทางการเมืองในการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการยุบสภาในครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่มีความผันผวนสูง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนและปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพและการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของกรอบประชาธิปไตยและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยขอเรียกร้องให้มีการเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกฎหมายสำคัญและกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่รอการพิจารณาและผ่านสภา และต้องมีขับเคลื่อนอีกหลายประเด็น อาทิ การเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เช่น FTA Thai-EU ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายพจน์ กล่าวว่า ในระหว่างช่วงรัฐบาลรักษาการ หอการค้าไทยเห็นว่า รัฐบาลรักษาการณ์ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหา รวมถึงการดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งสามารถและควรดำเนินการต่อเนื่องโดยไม่ให้เกิดความสะดุด โดยให้ระวังเรื่องข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการณ์ตามระเบียบ

    หอการค้าไทย รวมถึง กกร เชื่อมั่นว่าทั้ง รัฐบาลรักษาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน จะสามารถร่วมกันทำงานต่อเนื่องเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้จะมีข้อจำกัดบางประการก็ตาม

    “หอการค้าไทยไม่ต้องการให้การยุบสภาในครั้งนี้ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และมีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ”นายพจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212081&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PgbEhcIZJbQquzq_jmj2_

  • ตัวบุคคลชี้ขาด! 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

    ตัวบุคคลชี้ขาด! 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

    KPI Poll ชี้ 45.7% มองการเมืองแย่ลง! นายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริต”

    ประเทศไทย, 15 ธันวาคม 2568 – โพลสะท้อนภาวะ “ไม่พอใจ–คาดหวังสูง” คนไทย 45.7% มองการเมือง “กำลังแย่ลง” ชี้คุณสมบัตินายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ในฐานะนโยบายเร่งด่วนอันดับ 1 ขณะที่ประชาชนกว่า 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ตรงใจ สะท้อนบทบาท “ตัวบุคคล” กลับมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งอย่างชัดเจน

    เสียงจากประชาชน ภาพการเมืองที่ “ยังไม่ดีขึ้น” และความหวังต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่

    ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยข้อถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ได้เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,016 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลทั้งการสัมภาษณ์พบหน้าและแบบสอบถามออนไลน์ ภายใต้ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 2.5

    รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานศูนย์ KPI Poll ระบุว่า โครงการสำรวจชุดนี้ไม่ได้มุ่ง “ชี้นำการเมือง” แต่มีเป้าหมายเพื่อ “ฟังเสียงประชาชน” และจัดทำเป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการให้กับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อใช้ทำความเข้าใจ “ภูมิทัศน์ความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชน” ก่อนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างรอบด้าน

    เมื่อถามถึงมุมมองต่อการเมืองไทยในภาพรวม “ตอนนี้เป็นอย่างไร” คำตอบส่วนใหญ่สะท้อนภาวะไม่พอใจอย่างชัดเจน ประชาชนร้อยละ 45.7 ระบุว่า “กำลังแย่ลง” ขณะที่อีกร้อยละ 41.5 เห็นว่า “เหมือน ๆ เดิม” มีเพียงร้อยละ 9.3 เท่านั้นที่รู้สึกว่าการเมือง “กำลังดีขึ้น” ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและปรับโครงสร้างหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยัง “ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จับต้องได้” ในชีวิตประจำวัน

    ในเชิงสังคมการเมือง ผลสำรวจนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความคับข้องใจต่อผลงานรัฐบาล หากยังสะท้อน “ความอ่อนล้าทางความรู้สึก” ของประชาชนที่เฝ้ารอการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนจากระบบการเมืองในปัจจุบัน

    ผู้นำที่อยากเห็น “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง–ซื่อสัตย์–ฟังเสียงประชาชน”

    เมื่อโพลถามถึง “คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ประชาชนส่วนใหญ่เลือกให้ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” อยู่เหนือทุกอุดมการณ์ทางการเมือง

    • ร้อยละ 36.2 ระบุว่าต้องการผู้นำที่ “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง”
    • ร้อยละ 17.8 ให้ความสำคัญกับ “ความซื่อตรง” หรือความซื่อสัตย์โปร่งใส
    • ร้อยละ 9.2 ต้องการผู้นำที่ “รับฟังเสียงประชาชน”
    • ร้อยละ 9.0 เน้น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจน
    • ร้อยละ 8.5 เห็นว่าควร “ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”

    ขณะที่คุณสมบัติด้านประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน การคิดไวตัดสินใจรวดเร็ว หรือการสื่อสารอย่างชัดเจน แม้ถูกมองว่าสำคัญ แต่มีคะแนนรองลงมา สะท้อนว่าประชาชนกำลังมองหาผู้นำที่ “ทำได้จริง” มากกว่าผู้นำที่ “พูดได้ดี”

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางส่วนมองว่า โครงสร้างคำตอบดังกล่าวเชื่อมโยงกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ และค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ทำให้ประชาชนโฟกัสไปที่ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ และความซื่อสัตย์ของผู้นำที่ต้องจัดการงบประมาณและโครงการของรัฐอย่างโปร่งใส

    นโยบายเร่งด่วน “ปราบโกง–หนี้ครัวเรือน–ค่าครองชีพ” สามเรื่องใหญ่ที่ต้องเริ่มทันที

    แม้ประชาชนจะเน้นให้ผู้นำแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อถามลงลึกถึง “นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการ” ผลสำรวจกลับสะท้อนมุมมองอีกมิติหนึ่ง

    • อันดับ 1 คือ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ร้อยละ 19.4
    • อันดับ 2 “แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน” ร้อยละ 16.7
    • อันดับ 3 “ลดค่าครองชีพ” ร้อยละ 16.4
    • ตามมาด้วย “แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้–กัมพูชา” ร้อยละ 13.1 และ “ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ” ร้อยละ 11.7

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพเชื่อมโยงชัดเจนว่า ในสายตาประชาชน “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาคุณธรรมของนักการเมือง แต่เป็น “รากเหง้าของปัญหาปากท้อง” เพราะการรั่วไหลของงบประมาณและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่โปร่งใส ย่อมทำให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนไม่ลงไปถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม

    การที่ “ปราบโกง” ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนอันดับหนึ่งจึงสะท้อนความคาดหวังว่า รัฐบาลใหม่ต้องเริ่มต้นจากการ “ทำให้ระบบสะอาด” ก่อนจะแจกแจงหรือออกมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    การเมืองยุคใหม่ “พรรค” ไม่พอ ต้องมี “ตัวบุคคลที่เชื่อถือได้”

    อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญในผลสำรวจครั้งนี้ คือบทบาทของ “ตัวบุคคล” ในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

    เมื่อถามว่า “หากพรรคการเมืองที่ท่านชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ท่านไม่ชอบ ท่านจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่” ผลปรากฏว่า

    • ร้อยละ 41.6 ตอบว่า “อาจจะเปลี่ยน”
    • ร้อยละ 17.6 ตอบว่า “เปลี่ยนแน่นอน”
      รวมแล้วกว่า 59.2% พร้อมจะเปลี่ยนใจหากไม่พอใจตัวบุคคลที่พรรคเสนอ

    มีเพียงร้อยละ 25.2 ที่ตอบว่า “ไม่น่าจะเปลี่ยน” และร้อยละ 8.7 ที่ยืนยันว่า “ไม่เปลี่ยนแน่นอน” สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ความนิยมต่อพรรค” ไม่ใช่หลักประกันว่าจะรักษาฐานเสียงได้ หากชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ตอบโจทย์ความเชื่อมั่นของประชาชน

    ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีล่วงหน้ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ตอบถึงร้อยละ 68.7 ระบุว่า “มีผลอย่างมาก” หรือ “ค่อนข้างมีผล” ขณะที่มีเพียงร้อยละ 28 โดยประมาณที่เห็นว่าไม่มีผลหรือไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

    ในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังทุกพรรคการเมืองว่า การคัดเลือกบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “ขั้นตอนภายในพรรค” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” ที่อาจชี้ขาดผลแพ้–ชนะในสนามจริง

    ใครคือคนที่สังคมอยากเห็นขึ้นเวทีดีเบตมากที่สุด

    ในส่วนของ “หัวหน้าพรรคที่ประชาชนอยากฟังการดีเบตมากที่สุด” ซึ่งอนุญาตให้ตอบได้ไม่เกิน 3 รายชื่อ ผลสำรวจสะท้อนความสนใจที่กระจายตัวไปยังหลายพรรค ทั้งเก่าและใหม่

    • อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ร้อยละ 16.2
    • อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 15.7
    • อันดับ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 14.2
    • อันดับถัดมา ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 10.8 และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 6.9

    ที่น่าสนใจคือ ยังมีประชาชนอีกร้อยละ 10.9 ที่ตอบว่า “ไม่มีความคิดเห็น” สะท้อนว่า ยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ “ยังไม่พบตัวเลือกที่ใช่” หรือยังรอดูท่าทีของพรรคการเมืองและผู้นำแต่ละคนต่อไป

    โครงสร้างตัวอย่างที่หลากหลาย ภาพสะท้อนจากทุกภูมิภาคและหลากอาชีพ

    KPI Poll ยังนำเสนอข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบเพื่อให้การตีความผลสำรวจมีความรอบด้านมากขึ้น โดยพบว่า

    • เพศของผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นชายร้อยละ 51.5 และหญิงร้อยละ 47.4
    • ช่วงอายุที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ 56 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.3 รองลงมาคือช่วงอายุ 46–55 ปี ร้อยละ 22.5
    • ด้านการศึกษา ผู้ตอบส่วนใหญ่จบระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีรวมกันกว่า 44% ขณะที่กลุ่มอาชีพที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 20.2

    เมื่อพิจารณาตามภูมิลำเนา พบว่ากลุ่มตัวอย่างกระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 33.2 รองลงมาคือภาคกลางร้อยละ 26.6 ภาคเหนือร้อยละ 17.8 ภาคใต้ร้อยละ 13.9 และกรุงเทพมหานครร้อยละ 8.5 สะท้อนว่าผลสำรวจครั้งนี้ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เก็บเสียงประชาชนจากเมืองรองและชนบทจำนวนมากร่วมด้วย

    ผล-KPI-Poll-ครั้งที่-1-Dec-2025…

    สัญญาณเตือนสำหรับการเมืองไทยก่อนเลือกตั้งครั้งใหม่

    หากมองภาพรวม ผลสำรวจ “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ของสถาบันพระปกเกล้า สามารถสรุปเป็น “สามสภาวะหลัก” ที่กำลังก่อตัวในสังคมไทย ได้แก่

    1. ไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน – เกือบครึ่งของผู้ตอบรู้สึกว่าการเมืองไทยกำลังแย่ลง ขณะที่อีกส่วนใหญ่ก็เห็นว่าไม่ดีไปกว่าเดิม สะท้อนถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
    2. คาดหวังสูงต่อผู้นำและนโยบาย – ประชาชนต้องการผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ซื่อสัตย์ และฟังเสียงประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยก “การปราบปรามทุจริต” ขึ้นเป็นวาระแรกควบคู่กับการแก้หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพ
    3. ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากขึ้น – ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนใจจากพรรคที่เคยชอบ หากไม่พอใจชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนจะเป็น “ตัวแปรชี้ขาด” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองที่สามารถ “ฟัง” เสียงประชาชนอย่างจริงจัง นำเสนอทางออกเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เดินหน้าปฏิรูปกลไกปราบโกงอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเชื่อถือได้จริง ย่อมมีโอกาส “ครองใจ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

    ผลสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสารตัวเลข แต่เป็น “เข็มทิศ” ที่สะท้อนว่า การเมืองไทยในสายตาประชาชนวันนี้ กำลังต้องการทั้ง “ความหวังใหม่” และ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” จากทุกฝ่ายในระบบการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/kpi-poll-corruption-economy-prime-minister/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2inmq0ZlK2zauitPXwOsPY

  • เชียงใหม่ ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’ คืนนี้ 14 ธ.ค. เช็กพิกัดที่นี่

    เชียงใหม่ ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’ คืนนี้ 14 ธ.ค. เช็กพิกัดที่นี่

    เชียงใหม่ ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’  ชาวเชียงใหม่ ! คืนนี้แล้วกับกิจกรรม “โต้ลมหนาว…นอนนับฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568”

    ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568 ปรากฏการณ์เริ่มกี่โมง

    •  คืนวันที่ 14 – เช้า 15 ธันวาคม 2568
    • เวลา 17:00 – 02:00 น.

    สถานที่ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’

    • สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
    • https://maps.app.goo.gl/JANTs6mBdYALEbpS9 (คลิกที่นี่) 
    • ลงทะเบียนตอนนี้ https://www.narit.or.th/th/Geminids-2025 (คลิกที่นี่)  
    • หลังจากลงทะเบียนเข้าชมกิจกรรม โต้ลมหนาว…นอนนับฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568” สำเร็จ ให้คลิกไปที่ “ตรวจสอบรายชื่อ” (คลิกที่นี่) 
    • (มีค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่ พร้อมบริการรถรับส่งภายในงาน 90 บาท/ท่าน ชำระบริเวณทางเข้าสวนฯ)

    เชียงใหม่ ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’ คืนนี้ 14 ธ.ค. เช็กพิกัดที่นี่

    คำแนะนำการเข้าร่วมงาน

    • เตรียมเสื่อ เก้าอี้พับ ผ้าห่ม และหมอน มาด้วยตนเอง เพื่อประสบการณ์ชมฝนดาวตกที่ดีที่สุด
    •  เตรียมเสื้อกันหนาว และร่มมาด้วย เพื่อสุขภาพของท่าน
    •  สวมรองเท้าที่ใส่สบาย เหมาะสำหรับการเดิน
    •  สามารถนำอาหารมารับประทานได้ แต่งดประกอบอาหารในพื้นที่จัดกิจกรรม และขอความร่วมมือทิ้งขยะให้เรียบร้อย

     สอบถามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม

    •  053-121268 ต่อ 304-306 (NARIT)

     การเดินทาง และค่าธรรมเนียมฯ

    •  062-5942963 หรือ  081-8596595 (สวนพฤกษศาสตร์ฯ)

     สอบถามพื้นที่กางเต็นท์

    •  062-4155241 (ลานกางเต็นท์สวนพฤกษ์).

    ที่มา:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/646540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uBlO9buKHgevvpKK-SleE