Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Wingstop เดินหน้าบุกตลาดไทย

    ปราการ ไรวา ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย หรือ Wingstop Bro กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ผมสนใจ แบรนด์ Wingstop เป็นพิเศษ ไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงระดับโลก หรือความสำเร็จกว่า 3,000 สาขาใน 18 ประเทศเท่านั้น แต่เริ่มจากความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสรสชาติของแบรนด์ที่มีความเข้มข้น สนุก และมีเอกลักษณ์ในแบบที่หาไม่ได้จากแบรนด์อื่น โดยมีแก่นของแบรนด์ที่ชัดเจนมากว่าไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ไก่ทอดดังประโยคติดร้าน “We’re not in the wings business. We’re in the flavour business.” เพราะเราเชื่อว่ารสชาติไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่เป็น “ประสบการณ์” ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนมีรสชาติพิเศษขึ้นในทุกๆวัน ผ่านรสชาติที่แบรนด์นำเสนอด้วยความกล้า ชัดเจน และเต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ จึงไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์ Wingstop จะมีฐานลูกค้าทั่วโลก เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่ทั้งโลกเทใจให้ แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็เคยมีกระแสคนรักแบรนด์นี้เรียกร้องอยากให้ Wingstop มาเปิดในประเทศไทยตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการด้วยซ้ำ

    กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดในประเทศไทย

    การนำ Wingstop มาสู่ประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่การถ่ายทอดวัฒนธรรมรสชาติระดับโลกหรือการนำสูตรสำเร็จจากต่างประเทศไทยมาใช้ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ให้เข้ากับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของคนไทยรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งทำให้เกิดเป็น กลยุทธ์ 4 ข้อหลักที่วางขึ้นเพื่อให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืนประเทศไทย ดังนี้

    1. กระบวนการทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่ (ConZmer Centric)  

      สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของ Wingstop ดังนั้นแบรนด์จึงออกแบบกระบวนการทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่จากอินไซต์จริง เช่น การจับมือร่วมกับนักศึกษามหาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง หลักสูตร  Design, Business & Technology Management กว่า 80 คน เพื่อเรียนรู้ไม่เพียงแค่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ แต่ทำความเข้าใจลึกลงไปถึงความคิดและวัฒนธรรม (Mindset & Culture) ของคนรุ่นใหม่ ความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์ของแบรนด์ ฯลฯ เพราะ Wingstop ไม่ได้ต้องการทำแบรนด์เพื่อคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ต้องการสร้างแบรนด์จากคนรุ่นใหม่จริงๆ

    2. กลยุทธ์ผู้นำด้านรสชาติ (Flavour Pioneers)

      หัวใจของ Wingstop คือการเป็นธุรกิจแห่งรสชาติ (“We’re in the flavour business”) ดังนั้นทุกอย่างจึงเริ่มต้นจากรสชาติเป็นศูนย์กลาง

    2.1 ความหลากหลายของรสชาติ (Variety) เพราะแต่ละคนมีชีวิต เรื่องราว และ ความชอบที่แตกต่างกัน Wingstop จึงออกแบบให้แต่ละรสมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของทุกคน ซึ่งเริ่มต้นเปิดตัวในประเทศไทยด้วย 9 รสชาติ 3 ระดับความเผ็ด 

     NO HEAT

    1.การ์ลิก พาร์เมซาน (GARLIC PARMESAN)

    2.เลมอน เปปเปอร์ (LEMON PEPPER)

    3.ฮิกคอรี สโมก บาร์บีคิว (HICKORY SMOKED BBQ)

    ● SOME HEAT 

    4.ฮอท ฮันนี่ รับ (HOT HONEY RUB)

    5.หลุยเซียน่า รับ (LOUISIANA RUB)

    6.เท็กซัส บัฟฟาโล (TEXAS BUFFALO)

    ● ALL THE HEAT 

    7.แมงโก ฮาบาเนโร (MANGO HABANERO)

    8.อินเฟอร์โน (INFERNO)

    9.อะตอมมิค บลาสต์ (ATOMIC BLAST)

    ทั้งหมดนี้มีตั้งแต่รสชาติยอดฮิตที่คัดมาแล้วว่าโดนใจมหาชน ไปจนถึงรสชาติแปลกใหม่สุดท้าทาย เพื่อมอบประสบการณ์รสชาติความอร่อยแบบที่คนไทยไม่เคยสัมผัสจากที่ไหนมาก่อน
    2.2 มาตรฐานระดับโลก (Standardized) รสชาติของ Wingstop ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากแฟนๆ ทั่วโลกจนเกิดเป็นความชื่นชอบ ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับทุกประเทศ จึงยึดมาตรฐานการผลิตและคุณภาพที่เข้มข้นเหมือนกันทั่วโลก เพื่อให้ “รสชาติของ Wingstop” เป็นรสชาติระดับสากล ไม่ว่ารับประทานที่ใดบนโลกก็เป็นรสชาติเดียวกัน

    3.ระบบปฏิบัติการแบบมาตรฐานโลก  (Process & Operation: Global Standardized)

    รสชาติที่ดีเริ่มจากระบบที่ดี Wingstop จึงให้ความสำคัญกับหลังบ้านที่แข็งแรง ผ่านการวางมาตรฐานด้าน กระบวนการทำงาน ระบบการจัดการควบคุมคุณภาพ การฝึกอบรมทีมงานมาตรฐานสากลเพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าในไทย “เสมอต้นเสมอปลาย”  ไม่ว่าจะเข้าร้านวันไหน เวลาไหน หรือสาขาใด ก็ต้องได้รสชาติและบริการแบบเดียวกับทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายสาขาในอนาคตอย่างราบรื่น 

    economic-business-thai-wingstop-SPACEBAR-Photo01.jpg

    4.การทำแบรนด์และการตลาด (Strengthening Brand & Marketing)

    เพื่อให้ Wingstop เติบโตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ในปัจจุบัน แบรนด์ได้วางแนวทางด้านการตลาดบนสองแกนหลัก ดังนี้
    4.1 การสร้างคัลเจอร์ของแบรนด์ (Culture) การทำการตลาดต้องโดดเด่นและแตกต่าง (Unique & Bold) เพื่อสร้างคัลเจอร์ของแบรนด์ให้เกิดขึ้นจริงในไทย เราเชื่อว่า Gen Z ไม่ใช่แค่กลุ่มอายุ แต่คือคัลเจอร์ที่กำลังก่อตัว (Gen Z is a culture, and it’s forming) และ Wingstop ต้องเป็นส่วนหนึ่งของคัลเจอร์นี้ หรือเป็นพื้นที่ในการทำให้วัฒนธรรมนี้เติบโต ผ่านกิจกรรมและเนื้อหาที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ สิ่งที่แบรนด์ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่คือ Gen Z ไม่ได้มีแบบเดียว ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หรือมีไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกันหมด แต่ความงดงามของ Gen Z คือความหลากหลายของการมีซับคัลเจอร์ ซึ่งแบรนด์มีหน้าที่เรียนรู้และทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่

    4.2 กลยุทธ์ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) Wingstop ให้ความสำคัญกับการฟังเสียงของผู้บริโภค และนำอินไซต์มาพัฒนาการตลาดที่จับต้องได้ ผ่านการปฏิสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ไม่ใช่เพียงผู้รับสาร หรือเป็นเพียงผู้เฝ้าดูแบรนด์อย่างเดียว แต่ Gen Z พร้อมจะมีความคิดเห็นสะท้อนมายัง
    แบรนด์ได้เสมอ ดังนั้น ตั้งแต่ Wingstop ยังไม่เปิดบริการอย่างเป็นทางการ เราได้ทำกิจกรรมที่ทำให้ประสบการณ์จากแบรนด์เป็นสื่อกลางในการสะท้อนความคิดเห็นของ Gen Z และแบรนด์นำมาปรับตัวอยู่เสมอ เช่น 

    ป้ายพูดได้ (Hoarding Talking) ที่นอกจากจะทำหน้าที่สื่อสารว่า Wingstop จะมาเปิดบริการในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นป้ายที่ตั้งใจสร้างบทสนทนาของ Gen Z ในโซเชียลมีเดียที่มีต่อแบรนด์ เมื่อแบรนด์ทราบว่าแฟนๆ Wingstop ตื่นเต้นที่แบรนด์จะมาเปิดบริการในประเทศไทยเสียที แต่ไม่อยากรอนาน ป้ายนี้จึงสื่อสารกลับไปว่าแบรนด์ได้ยินแล้วว่าแฟนๆ ไม่อยากรอนานข้ามปี เดี๋ยวแบรนด์จัดให้ เพื่อให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมและรู้สึกว่า Wingstop เป็นแบรนด์ที่สร้างมาจากเสียงของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นพื้นที่ในการสร้างรสชาติของประสบการณ์ร่วมกัน และถือเป็นการเปิดเกมธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ยังไม่เปิดร้านอย่างเป็นทางการ จนทำให้เกิดกระแสตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นป้าย

    การเปิดตลาดไทยในครั้งนี้ Wingstop ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่ม 5-6 แห่งภายในปี 2026 และมุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์ Top of Mind ของคนรุ่นใหม่ เพื่อปูรากฐานให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยแบรนด์เชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ต้องเกิดจากการฟังเสียงผู้บริโภคอย่างแท้จริง แบรนด์จึงตั้งใจทำให้กิจกรรมต่าง ๆ เป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น และรู้สึกเป็นเจ้าของประสบการณ์ของแบรนด์ร่วมกัน เพื่อให้ Wingstop ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคทุกคน

    Wingstop ขอเชิญชวนทุกคนมาลอง “Bring the flavour” ในแบบของตัวเอง ได้ที่ Wingstop สาขาแรก MBK Center ชั้น 2 ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00–02.00 น. มาพิสูจน์รสชาติที่ครองใจผู้คนทั่วโลกที่ในที่สุดก็เดินทางมาถึงประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-wingstop&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34jvY5f80z3NZ0M0vepyFi

  • “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 14/12/2025 18:23

    รมว.วัฒนธรรม เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ในชุมชน

    “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน – Top News รายงาน

    รมว.ซาบีดา

    เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568 โดยมี นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายอำเภอชุมพลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    การจัดงานดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมในการ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” ซึ่งเป็นนโยบาย Quick Big Win ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งส่งเสริมพลังวัฒนธรรมให้ก่อให้เกิดรายได้จริง ผ่านการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ในชุมชน (Unseen Thai Thai) การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย หรือ CPOT เพื่อยกระดับรายได้ของชุมชน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำการบูรณาการทีมประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในระยะเร่งด่วน ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    SOCAIL 16-9_2o-Recovered-Recovered-Recovered

    awdawfw

    เทศบาลบางเมือง จัดแข่งขันกีฬาเปตอง ชิงถ้วยรางวัลนายกเทศมนตรีบางเมือง

    ชุมชนหมู่บ้านพฤกษา 20 จัดงานนมัสการหลวงพ่อพุทธโสธร (องค์จำลอง) ครบรอบปีที่ 10 อย่างยิ่งใหญ่ ต้อนรับปลายปี–ปีใหม่

    เปิดนิทรรศการ “กากเหล้าแดง” มรดกอาหารจีนฮกจิว

    ตร.นครสวรรค์ เร่งคลายปมชายถูกฆาตกรรม หัวขาด กลางไร่อ้อย ตำรวจชี้อาจป่วยตาย แต่ญาติยังติดใจเรื่องการตาย

    แม่ใจสลาย! กลับจากทำบุญ พบ ลูกชายป่วยซึมเศร้า กรีดแขนลาโลกคาเตียง!

    “นายกฯอนุทิน” ลงพื้นที่ให้กำลังใจชาวบ้านศูนย์พักพิง “บุรีรัมย์-สุรินทร์” ลั่น “ทนได้ก็ทนไป” กัมพูชาไม่เจรจา ไม่รับผิดชอบผิดละเมิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1423267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Er5VqjVhCTEdCq3gXRaQf

  • Wingstop เดินหน้าบุกตลาดไทย

    ปราการ ไรวา ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย หรือ Wingstop Bro กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ผมสนใจ แบรนด์ Wingstop เป็นพิเศษ ไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงระดับโลก หรือความสำเร็จกว่า 3,000 สาขาใน 18 ประเทศเท่านั้น แต่เริ่มจากความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสรสชาติของแบรนด์ที่มีความเข้มข้น สนุก และมีเอกลักษณ์ในแบบที่หาไม่ได้จากแบรนด์อื่น โดยมีแก่นของแบรนด์ที่ชัดเจนมากว่าไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ไก่ทอดดังประโยคติดร้าน “We’re not in the wings business. We’re in the flavour business.” เพราะเราเชื่อว่ารสชาติไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่เป็น “ประสบการณ์” ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนมีรสชาติพิเศษขึ้นในทุกๆวัน ผ่านรสชาติที่แบรนด์นำเสนอด้วยความกล้า ชัดเจน และเต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ จึงไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์ Wingstop จะมีฐานลูกค้าทั่วโลก เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่ทั้งโลกเทใจให้ แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็เคยมีกระแสคนรักแบรนด์นี้เรียกร้องอยากให้ Wingstop มาเปิดในประเทศไทยตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการด้วยซ้ำ

    กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดในประเทศไทย

    การนำ Wingstop มาสู่ประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่การถ่ายทอดวัฒนธรรมรสชาติระดับโลกหรือการนำสูตรสำเร็จจากต่างประเทศไทยมาใช้ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ให้เข้ากับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของคนไทยรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งทำให้เกิดเป็น กลยุทธ์ 4 ข้อหลักที่วางขึ้นเพื่อให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืนประเทศไทย ดังนี้

    1. กระบวนการทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่ (ConZmer Centric)  

      สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของ Wingstop ดังนั้นแบรนด์จึงออกแบบกระบวนการทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่จากอินไซต์จริง เช่น การจับมือร่วมกับนักศึกษามหาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง หลักสูตร  Design, Business & Technology Management กว่า 80 คน เพื่อเรียนรู้ไม่เพียงแค่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ แต่ทำความเข้าใจลึกลงไปถึงความคิดและวัฒนธรรม (Mindset & Culture) ของคนรุ่นใหม่ ความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์ของแบรนด์ ฯลฯ เพราะ Wingstop ไม่ได้ต้องการทำแบรนด์เพื่อคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ต้องการสร้างแบรนด์จากคนรุ่นใหม่จริงๆ

    2. กลยุทธ์ผู้นำด้านรสชาติ (Flavour Pioneers)

      หัวใจของ Wingstop คือการเป็นธุรกิจแห่งรสชาติ (“We’re in the flavour business”) ดังนั้นทุกอย่างจึงเริ่มต้นจากรสชาติเป็นศูนย์กลาง

    2.1 ความหลากหลายของรสชาติ (Variety) เพราะแต่ละคนมีชีวิต เรื่องราว และ ความชอบที่แตกต่างกัน Wingstop จึงออกแบบให้แต่ละรสมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของทุกคน ซึ่งเริ่มต้นเปิดตัวในประเทศไทยด้วย 9 รสชาติ 3 ระดับความเผ็ด 

     NO HEAT

    1.การ์ลิก พาร์เมซาน (GARLIC PARMESAN)

    2.เลมอน เปปเปอร์ (LEMON PEPPER)

    3.ฮิกคอรี สโมก บาร์บีคิว (HICKORY SMOKED BBQ)

    ● SOME HEAT 

    4.ฮอท ฮันนี่ รับ (HOT HONEY RUB)

    5.หลุยเซียน่า รับ (LOUISIANA RUB)

    6.เท็กซัส บัฟฟาโล (TEXAS BUFFALO)

    ● ALL THE HEAT 

    7.แมงโก ฮาบาเนโร (MANGO HABANERO)

    8.อินเฟอร์โน (INFERNO)

    9.อะตอมมิค บลาสต์ (ATOMIC BLAST)

    ทั้งหมดนี้มีตั้งแต่รสชาติยอดฮิตที่คัดมาแล้วว่าโดนใจมหาชน ไปจนถึงรสชาติแปลกใหม่สุดท้าทาย เพื่อมอบประสบการณ์รสชาติความอร่อยแบบที่คนไทยไม่เคยสัมผัสจากที่ไหนมาก่อน
    2.2 มาตรฐานระดับโลก (Standardized) รสชาติของ Wingstop ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากแฟนๆ ทั่วโลกจนเกิดเป็นความชื่นชอบ ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับทุกประเทศ จึงยึดมาตรฐานการผลิตและคุณภาพที่เข้มข้นเหมือนกันทั่วโลก เพื่อให้ “รสชาติของ Wingstop” เป็นรสชาติระดับสากล ไม่ว่ารับประทานที่ใดบนโลกก็เป็นรสชาติเดียวกัน

    3.ระบบปฏิบัติการแบบมาตรฐานโลก  (Process & Operation: Global Standardized)

    รสชาติที่ดีเริ่มจากระบบที่ดี Wingstop จึงให้ความสำคัญกับหลังบ้านที่แข็งแรง ผ่านการวางมาตรฐานด้าน กระบวนการทำงาน ระบบการจัดการควบคุมคุณภาพ การฝึกอบรมทีมงานมาตรฐานสากลเพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าในไทย “เสมอต้นเสมอปลาย”  ไม่ว่าจะเข้าร้านวันไหน เวลาไหน หรือสาขาใด ก็ต้องได้รสชาติและบริการแบบเดียวกับทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายสาขาในอนาคตอย่างราบรื่น 

    economic-business-thai-wingstop-SPACEBAR-Photo01.jpg

    4.การทำแบรนด์และการตลาด (Strengthening Brand & Marketing)

    เพื่อให้ Wingstop เติบโตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ในปัจจุบัน แบรนด์ได้วางแนวทางด้านการตลาดบนสองแกนหลัก ดังนี้
    4.1 การสร้างคัลเจอร์ของแบรนด์ (Culture) การทำการตลาดต้องโดดเด่นและแตกต่าง (Unique & Bold) เพื่อสร้างคัลเจอร์ของแบรนด์ให้เกิดขึ้นจริงในไทย เราเชื่อว่า Gen Z ไม่ใช่แค่กลุ่มอายุ แต่คือคัลเจอร์ที่กำลังก่อตัว (Gen Z is a culture, and it’s forming) และ Wingstop ต้องเป็นส่วนหนึ่งของคัลเจอร์นี้ หรือเป็นพื้นที่ในการทำให้วัฒนธรรมนี้เติบโต ผ่านกิจกรรมและเนื้อหาที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ สิ่งที่แบรนด์ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่คือ Gen Z ไม่ได้มีแบบเดียว ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หรือมีไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกันหมด แต่ความงดงามของ Gen Z คือความหลากหลายของการมีซับคัลเจอร์ ซึ่งแบรนด์มีหน้าที่เรียนรู้และทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่

    4.2 กลยุทธ์ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) Wingstop ให้ความสำคัญกับการฟังเสียงของผู้บริโภค และนำอินไซต์มาพัฒนาการตลาดที่จับต้องได้ ผ่านการปฏิสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ไม่ใช่เพียงผู้รับสาร หรือเป็นเพียงผู้เฝ้าดูแบรนด์อย่างเดียว แต่ Gen Z พร้อมจะมีความคิดเห็นสะท้อนมายัง
    แบรนด์ได้เสมอ ดังนั้น ตั้งแต่ Wingstop ยังไม่เปิดบริการอย่างเป็นทางการ เราได้ทำกิจกรรมที่ทำให้ประสบการณ์จากแบรนด์เป็นสื่อกลางในการสะท้อนความคิดเห็นของ Gen Z และแบรนด์นำมาปรับตัวอยู่เสมอ เช่น 

    ป้ายพูดได้ (Hoarding Talking) ที่นอกจากจะทำหน้าที่สื่อสารว่า Wingstop จะมาเปิดบริการในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นป้ายที่ตั้งใจสร้างบทสนทนาของ Gen Z ในโซเชียลมีเดียที่มีต่อแบรนด์ เมื่อแบรนด์ทราบว่าแฟนๆ Wingstop ตื่นเต้นที่แบรนด์จะมาเปิดบริการในประเทศไทยเสียที แต่ไม่อยากรอนาน ป้ายนี้จึงสื่อสารกลับไปว่าแบรนด์ได้ยินแล้วว่าแฟนๆ ไม่อยากรอนานข้ามปี เดี๋ยวแบรนด์จัดให้ เพื่อให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมและรู้สึกว่า Wingstop เป็นแบรนด์ที่สร้างมาจากเสียงของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นพื้นที่ในการสร้างรสชาติของประสบการณ์ร่วมกัน และถือเป็นการเปิดเกมธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ยังไม่เปิดร้านอย่างเป็นทางการ จนทำให้เกิดกระแสตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นป้าย

    การเปิดตลาดไทยในครั้งนี้ Wingstop ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่ม 5-6 แห่งภายในปี 2026 และมุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์ Top of Mind ของคนรุ่นใหม่ เพื่อปูรากฐานให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยแบรนด์เชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ต้องเกิดจากการฟังเสียงผู้บริโภคอย่างแท้จริง แบรนด์จึงตั้งใจทำให้กิจกรรมต่าง ๆ เป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น และรู้สึกเป็นเจ้าของประสบการณ์ของแบรนด์ร่วมกัน เพื่อให้ Wingstop ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคทุกคน

    Wingstop ขอเชิญชวนทุกคนมาลอง “Bring the flavour” ในแบบของตัวเอง ได้ที่ Wingstop สาขาแรก MBK Center ชั้น 2 ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00–02.00 น. มาพิสูจน์รสชาติที่ครองใจผู้คนทั่วโลกที่ในที่สุดก็เดินทางมาถึงประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-wingstop&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34jvY5f80z3NZ0M0vepyFi

  • “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 14/12/2025 18:23

    รมว.วัฒนธรรม เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ในชุมชน

    “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน – Top News รายงาน

    รมว.ซาบีดา

    เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568 โดยมี นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายอำเภอชุมพลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    การจัดงานดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมในการ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” ซึ่งเป็นนโยบาย Quick Big Win ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งส่งเสริมพลังวัฒนธรรมให้ก่อให้เกิดรายได้จริง ผ่านการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ในชุมชน (Unseen Thai Thai) การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย หรือ CPOT เพื่อยกระดับรายได้ของชุมชน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำการบูรณาการทีมประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในระยะเร่งด่วน ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    awdawfw

    600322263_894546856336764_3396526153848550950_n

    ชุมชนหมู่บ้านพฤกษา 20 จัดงานนมัสการหลวงพ่อพุทธโสธร (องค์จำลอง) ครบรอบปีที่ 10 อย่างยิ่งใหญ่ ต้อนรับปลายปี–ปีใหม่

    เปิดนิทรรศการ “กากเหล้าแดง” มรดกอาหารจีนฮกจิว

    ตร.นครสวรรค์ เร่งคลายปมชายถูกฆาตกรรม หัวขาด กลางไร่อ้อย ตำรวจชี้อาจป่วยตาย แต่ญาติยังติดใจเรื่องการตาย

    แม่ใจสลาย! กลับจากทำบุญ พบ ลูกชายป่วยซึมเศร้า กรีดแขนลาโลกคาเตียง!

    “นายกฯอนุทิน” ลงพื้นที่ให้กำลังใจชาวบ้านศูนย์พักพิง “บุรีรัมย์-สุรินทร์” ลั่น “ทนได้ก็ทนไป” กัมพูชาไม่เจรจา ไม่รับผิดชอบผิดละเมิด

    ปู่ฤาษีพรหมเมศศักดิ์สิทธิ์ลูกศิษย์นำฟักทอง 999 ลูกแก้บนไม่พลาดส่องเลขเทวะบันดาลอ่างน้ำมนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1423267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Er5VqjVhCTEdCq3gXRaQf

  • บวท.เล็งนำรูปแบบบริหารสนามบินอินชอนมาเพิ่มศักยภาพสนามบินสุวรรณภูมิ : อินโฟเควสท์

    บวท.เล็งนำรูปแบบบริหารสนามบินอินชอนมาเพิ่มศักยภาพสนามบินสุวรรณภูมิ : อินโฟเควสท์

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า จากการที่กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ บวท.เร่งขยายความสามารถเพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย บวท.ได้ศึกษาแนวทางเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินจากสนามบินอินชอน ซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศเกาหลีใต้ และเป็นหนึ่งในสนามบินชั้นนำของโลกที่ประสบความสำเร็จในการบริหารการจราจรทางอากาศและภาคพื้นอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

    เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งปัจจุบันมีเที่ยวบินหนาแน่นเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ มีความสามารถในการรองรับ 94 เที่ยวบิน/ชั่วโมง มีการเปิดใช้งาน 3 ทางวิ่ง และมีแผนขยายเป็น 4 ทางวิ่ง เพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันสนามบินอินชอนมี 4 ทางวิ่ง และมีความสามารถในการรองรับเที่ยวบินได้ 107 เที่ยวบิน/ชั่วโมง สูงที่สุดของเกาหลีใต้

    ปัจจุบันปริมาณเที่ยวบินจากเกาหลีใต้มายังสนามบินในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ ประเทศไทยได้เตรียมขยายตลาดทางการบินรองรับนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ ดังนั้น บวท.จำเป็นต้องศึกษาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มศักยภาพและยกระดับการให้บริการการเดินอากาศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างประโยชน์และสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศชาติ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคต่อไป

    สำหรับสถิติปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศของปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือน ต.ค.67 – ก.ย.68 มีปริมาณเที่ยวบินรวม 458,561 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 1,256 เที่ยวบิน/วัน ซึ่งเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐเกาหลี มีปริมาณเที่ยวบินรวม 19,870 เที่ยวบิน คิดเป็น4 % ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด โดยสาธารณรัฐเกาหลีทำการบินเข้า/ออกประเทศไทยสูงเป็นอันดับที่ 8 เฉลี่ยประมาณวันละ 54 เที่ยวบิน สำหรับสถิติปริมาณเที่ยวบินระหว่างไทย-กรุงโซล (สนามบินอินชอน) ทำการบินเฉลี่ยวันละ 45 เที่ยวบิน คิดเป็น 83% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย-เกาหลีใต้ทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในขณะนี้มีหลายสายการบินขอเพิ่มเที่ยวบินไปยังกรุงโซล ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการในการเดินทางทางอากาศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

    การศึกษาดูงานสนามบินอินชอน ซึ่งมีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศเกาหลีใต้ บวท.จะนำรูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ ทั้งลักษณะการบริหารจัดการห้วงอากาศ การบริหารจัดการลักษณะทางกายภาพของสนามบิน อาทิ ทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดอากาศยาน อาคารผู้โดยสาร และการบริหารจัดการการใช้งานทางวิ่ง รวมถึงระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุง แก้ไขรูปแบบ และแนวทางการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับของเที่ยวบินให้มากยิ่งขึ้น

    ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฯ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท.มีความพร้อมในการสนับสนุนผลักดันนโยบายของรัฐบาล โดยมีแผนการนำระบบเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการจราจรทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น พร้อมรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ซึ่ง บวท.ได้เดินหน้าพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการให้บริการการเดินอากาศ เพื่อปรับปรุงและยกระดับระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย โดยบูรณาการแผนดำเนินงาน แผนปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยี ให้สอดรับกับแผนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต รวมถึงสนามบินภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของสนามบิน รองรับการเติบโตของผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในอนาคต

    อีกทั้งกำลังดำเนินโครงการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางบิน และการออกแบบห้วงอากาศ โดยจัดทำเส้นทางบินใหม่เพิ่มขึ้น ปรับปรุงจากเส้นทางบินในปัจจุบันจากรูปแบบทางเดียว (Single Route) ให้เป็นเส้นทางบินคู่ขนาน (Parallel Routes) ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และมีความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ ในกรณีมีสภาพอากาศไม่ปกติหรือมีสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรทางอากาศ

    นอกจากนี้ บวท.ได้เร่งผลักดันการใช้ Remote Tower เพื่อให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศได้จากศูนย์ควบคุมระยะไกล สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นน้อย ได้แก่ สนามบินนราธิวาส และเบตง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ และนอกจากนั้นแล้วจะมีการทดลองระบบ Digital Tower ใน Lab เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการลงทุน ก่อนนำเข้าใช้งานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน ลดข้อจำกัดด้านต่าง ๆ รวมทั้งเร่งดำเนินการออกแบบและพัฒนาห้วงอากาศสำหรับสนามบินที่มีความซับซ้อนของการจราจรทางอากาศ (Metroplex) 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา, กลุ่มสนามบินภูเก็ต กระบี่ อันดามัน (พังงา) และกลุ่มสนามบินเชียงใหม่ ลำปาง ล้านนา (ลำพูน) เพื่อลดความหนาแน่นของสนามบินหลัก

    อีกทั้งมีการนำระบบเทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านการบริหารจราจรทางอากาศมาใช้พัฒนาระบบจัดการจราจรทางอากาศสำหรับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งร่วมขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดการปฏิบัติการบินอากาศยานทางทะเล (Seaplane) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดมิติใหม่ของการคมนาคมทางอากาศ โดย บวท.พร้อมที่จะขับเคลื่อน และพัฒนาระบบเทคโนโลยีในทุกด้าน เพื่อมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ สนับสนุนนโยบายรัฐบาลให้ไปสู่เป้าหมาย เพราะเชื่อมั่นว่าจะส่งผลดี สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างขีดความสามารถให้ประเทศชาติต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/553484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ekHgAZpDNdhqRBMiBbTXD

  • เช็กลิสต์ 5 เสาหลักกอบกู้เศรษฐกิจ Quick Big Win ของรัฐบาลอายุงาน 2 เดือนครึ่ง

    เช็กลิสต์ 5 เสาหลักกอบกู้เศรษฐกิจ Quick Big Win ของรัฐบาลอายุงาน 2 เดือนครึ่ง

    การบริหารราชการแผ่นดินของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ตลอด 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะคาบลูกคาบดอก แม้จนนาทีสุดท้ายก่อนตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568

    เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมในการแต่งตั้งบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การเร่งโยกย้ายข้าราชการครั้งใหญ่และถี่ยิบ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการวางกำลังทัพ กรุยทางสู่การเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ ตลอดจนการรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ที่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย

    ผลงานของเขาสะท้อนผ่านผลสำรวจจากสวนดุสิตโพล ซึ่งเมื่อเดือน ก.ย.2568 อนุทินคือนักการเมืองที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด คะแนนนิยมพุ่งขึ้นที่ 55.98% แต่หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ 1 ต.ค.2568 สวนดุสิตโพลสำรวจความนิยมของเขาอีกครั้ง ณ สิ้น พ.ย.2568 ปรากฏว่า คะแนนของอนุทินลดเหลือ 23.46% ตามหลังคะแนนนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ น.ส.รักชนก ศรีนอก จากพรรคประชาชน

    แต่หากโฟกัสที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การรับมือกับความผันผวนและปัจจัยลบมากมาย “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” มองเห็นการวางกรอบการทำงานและการเดินหน้าสู่เป้าหมายที่ชัดเจน ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” นโยบายเรือธงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมี “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” อดีตข้าราชการระดับสูงอายุงาน 32 ปี จากกระทรวงการคลัง ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและ รมว.คลัง เป็นหัวจักรขับเคลื่อน

    ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก 30 ก.ย.2568 วันสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลอนุทินจัดสรรงบที่เหลือ 62,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานใน 2 ส่วน ได้แก่ นโยบายคนละครึ่ง และชำระหนี้รัฐบาลมูลค่า 35,000 ล้านบาทคืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ฯ เพื่อรักษาระดับความน่าเชื่อถือของประเทศเอาไว้

    จากนั้นรัฐบาลได้เดินแผนดึงเศรษฐกิจไทยให้พ้นจาก “หล่ม” ผ่านการขับเคลื่อนนโยบาย 5 เสาหลัก ภายใต้ระยะเวลาอันแสนสั้น โดยเฉพาะเมื่อการยุบสภาเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ภายใน 31 ม.ค.2569

    จนถึงวันนี้ (15 ธ.ค.2568) รัฐบาลได้ลงเสาเอกเสร็จสิ้นไปแล้ว 4 เสา หวังสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป เหลือเพียงเสาสุดท้าย เสาแห่งการ “ออมเงิน” เพื่ออนาคต ที่ได้ริเริ่มนโยบายบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account : TISA) สร้างระบบลดหย่อนภาษีใหม่อย่างเท่าเทียมสูงสุด 800,000 บาทต่อปี อยู่ระหว่างรอเสนอที่ประชุม ครม. แต่เนื่องจากต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา นโยบายนี้จึงน่าจะถูกพับไปก่อน

    แต่ 4 เสาหลัก (+1) ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินการมาตลอด 2 เดือนครึ่ง ได้ถูกลงหลักปักฐานเอาไว้เรียบร้อยแล้ว รอลุ้นแค่ผลสัมฤทธิ์ในระยะต่อจากนี้ จะเป็นไปอย่างที่ตั้งใจหรือไม่

    เสาที่ 1 คิกออฟ “คนละครึ่งพลัส”

    รัฐบาลอนุทินเลือกหยิบยกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง” ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชามาต่อยอด เดินหน้าได้ทันทีเพราะคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับระบบอยู่แล้ว “คนละครึ่งพลัส” เฟสแรก มีวัตถุประสงค์กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ได้ผลรวดเร็ว เริ่มใช้จ่ายมาตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท (จนถึง 12 ธ.ค.2568) และจากกระแสตอบรับที่ดี ทำให้รัฐบาลตัดสินใจออกมาตรการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งในที่สุดถูกยกเลิกไปหลังตัดสินใจยุบสภา

    ปัจจุบันมีคนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ คนยื่นแบบภาษี ได้รับเงิน 2,400 บาท ส่วนผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ได้รับเงิน 2,000 บาท เป็นการให้รางวัลคนที่อยู่ในระบบ หวังจูงใจให้คนไทยเข้าสู่ระบบภาษีในอนาคต จากปัจจุบันคนไทยอยู่ในระบบภาษีเพียง 12 ล้านคน จาก 76 ล้านคน

    แถมด้วยมาตรการพัฒนาความรู้เพิ่มทักษะ (Upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ให้พ่อค้าแม่ขายที่เข้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” เรียนรู้การใช้ระบบดิจิทัลทำบัญชีการค้าขายออนไลน์จากการสนับสนุนของธนาคารออมสิน เมื่อผ่านการฝึกอบรมครบถ้วนจะได้รับเงินสนับสนุน 2,000 บาท โดยข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้นด้วย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดี มีคืน” ได้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวรอง ขณะเดียวกันยังจูงใจให้โรงแรมที่พักปรับปรุงสถานที่ให้ดีขึ้น ผ่านกลไกภาษีที่ได้รับลดหย่อน 2 เท่า พร้อมสนับสนุนหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ จัดงบดูงาน ประชุมสัมมนาตั้งแต่ต้นปี 2569 จากปกติมักจัดช่วงปลายปี เพื่อสร้างความคึกคักในพื้นที่ต่างๆทั่วไทย

    เมื่อรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านคนละครึ่งพลัส และเที่ยวดี มีคืน เชื่อว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านบาท ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โต 0.23% และคาดหวังว่าจีดีพีปี 2568 จะเติบโตตามเป้าหมาย 2%

    เสาที่ 2 แก้หนี้ภาคประชาชนครั้งใหญ่

    ปัญหาหนี้ภาคประชาชนหรือหนี้ครัวเรือนคือปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างของประเทศ โดยหนี้ครัวเรือนอยู่ในสัดส่วน 87% ของจีดีพี เฉลี่ยแต่ละครัวเรือนมีหนี้จำนวน 740,596 บาท สูงสุดในรอบ 4 ปี

    รัฐบาลจึงต้องยื่นมือเข้าไปช่วย เริ่มจากกลุ่มเปราะบางที่เป็นหนี้เสียก่อนมูลหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อราย มีอยู่ราว 3.4 ล้านราย 4.76 ล้านบัญชี (บางคนมีบัญชีหลายธนาคาร) มูลหนี้รวม 122,000 ล้านบาท จะเปิดให้ลงทะเบียน “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ตั้งแต่เดือน ม.ค.2569

    เบื้องต้นจะเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ 2.36 ล้านบัญชี มูลหนี้ 62,400 ล้านบาท เพราะลูกหนี้กลุ่มนี้พร้อมจะปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินและสร้างวินัยการเงินของตัวเองใหม่ เพื่อสร้างเครดิตการยื่นกู้ยืมในอนาคต

    โดยจะใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งให้ลดการนำส่งเงินจาก 0.46% เหลือ 0.23% และใช้เงินส่วนลดไปช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง

    และใช้กลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีอยู่ ทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) และบริษัทบริหารสินทรัพย์อารีย์ (Ari-AMC) เข้าไปบริหารจัดการหนี้เสีย โดยลูกหนี้ต้องเข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ลดต้น ลดดอก ผ่อนชำระตามศักยภาพ เพื่อ “รีเซตหนี้” สร้างเครดิตใหม่ หากยังต้องการกู้เงินในอนาคต

    เสาที่ 3 ต่อลมหายใจ “เอสเอ็มอี”

    การเพิ่มสภาพคล่องผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นอีกกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย สินค้าจีนเข้ามาทุ่มตลาด ค้าขายไม่ได้ ขาดสภาพคล่อง ทำให้กู้เงินเพื่อชำระหนี้ไม่ได้

    รัฐบาลจึงออกมาตรการช่วยธุรกิจของคนตัวเล็ก ผ่านกลไกการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) วงเงิน 50,000 ล้านบาท สร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี

    ตลอดจนโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี ดีแบงก์) รวมวงเงินกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน

    นอกจากนี้ยังใช้มาตรการภาษีเข้ามาช่วยจูงใจ ผ่านโครงการ “พี่ช่วยน้อง” สนับสนุนให้บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ให้ปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัล ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย โดยบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” จะได้รับลดหย่อนภาษี 2 เท่า

    และยังมอบหมายให้กรมสรรพากรเร่งกระบวนการคืนภาษีให้รวดเร็ว เพื่อให้สามารถนำเงินไปเสริมสภาพคล่อง คาดว่าภายในปี 2568 จะช่วยเอสเอ็มอีได้คืนเงินภาษีเร็วขึ้น 20,000 ราย

    ขณะที่กรมศุลกากรได้ออกประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่ 1 บาท เป็นต้นไป เพื่อสกัดสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศไหลบ่าเข้ามาทุ่มตลาดสินค้าเอสเอ็มอีไทย มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 เชื่อว่ามาตรการภาษีนี้จะทำให้สินค้าเอสเอ็มอีไทยจำหน่ายได้มากขึ้น

    เสาที่ 4 หนุน “ออมเงิน” เพื่ออนาคต

    เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ มีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วนเกินกว่า 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ขณะที่การออมของคนไทยลดลงต่อเนื่อง เพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย

    เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการออมทั้งระบบ จูงใจให้ประชาชนทุกคนต้องออม รัฐบาลได้ริเริ่มนโยบาย “สลาก กอช.” ซื้อหวยเงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม เบิกได้เมื่อครบกำหนดหลังเข้าสู่วัยเกษียณ เชื่อว่าถูกจริตคนไทยที่ชอบเสี่ยงโชคแต่เงินไม่หาย เริ่มจำหน่ายในไตรมาสแรกของปี 2569 ออกรางวัลทุกวันศุกร์

    พ่วงด้วยโครงการ “ออมพลัส” เพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลในราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ 1,000 บาท ซื้อได้ทุกเดือน เพื่อสร้างนิสัยการออมอย่างสม่ำเสมอ

    และโครงการบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account : TISA) ส่งเสริมการออมผ่านตลาดทุน นำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 800,000 บาทต่อปีเท่าเทียมกันทุกคน คาดว่าจะจูงใจมนุษย์เงินเดือนเปิดบัญชี TISA เพื่อการออมและลดหย่อนภาษีได้ไม่น้อยกว่า 11–12 ล้านคน

    โดยโครงการ TISA เป็นการปรับปรุงการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนที่มีอยู่เดิม ผ่านกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุน จึงถือเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังยกเว้นภาษีเงินปันผลดอกเบี้ย โดยเงินลงทุน 200,000 บาทแรก จะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากถือครองสินทรัพย์ในบัญชี TISA เป็นเวลา 5 ปี อีกทั้งยังยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับธุรกิจประกันภัยรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงประกันภัยขั้นพื้นฐานได้, การส่งเสริมให้มีประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ

    เสาที่ 5 หมดยุคกิน “บุญเก่า” ลุยลงทุนใหม่

    การลงทุนเพื่ออนาคตคือการวางรากฐานโครงสร้างของประเทศไทยใหม่ หลังจากที่ประเทศไทย “กินบุญเก่า” จากการลงทุนในอดีต ใกล้หมดเต็มที

    เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว การลงทุนในทรัพยากรบุคคล หรือ “คน” เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการเตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เกษตรกรรมสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร สมาร์ทอิเล็ก ทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ อุตสาหกรรม การแพทย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

    รัฐบาลจึงมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จับคู่ความต้องการ แรงงานระหว่างบริษัทกับมหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรระยะสั้นตอบโจทย์ความ ต้องการของอุตสาหกรรมแบบตรงเป้าหมาย คล้ายคลึงสถาบันไทย-เยอรมัน หรือไทย-ญี่ปุ่นในอดีต โดยปัจจุบันการเรียนเสริมความรู้ เพิ่มทักษะทำได้จากทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเรียนหรือเรียนผ่านมหาวิทยาลัยเท่านั้น

    รัฐบาลยังได้ไฟเขียวเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถที่มีอยู่ราว 10,000 ล้านบาท มุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความ ต้องการให้มากที่สุด

    อีกด้านคือการปลดล็อกหลักเกณฑ์การลงทุนต่างๆ ภายใต้โครงการ “Thailand Fast Pass” หยิบโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว มาสะสางปัญหาที่ติดขัด ให้เดินหน้าลงทุนได้ทันที

    เบื้องต้นตรวจสอบพบมีโครงการที่ได้รับบีโอไอแล้ว 60 โครงการ มูลค่าลงทุน 120,000 ล้านบาท แต่ยัง ติดเงื่อนไข ทำให้ลงทุนต่อไม่ได้ หากสามารถเร่งเคลียร์ข้อติดขัด เชื่อว่าจะช่วยสร้างงาน สร้างเงินได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ได้รับอนุมัติจากบีโอไอแล้ว 4 โครงการ มูลค่าการลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท ลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่ติดปัญหาเรื่องระบบพลังงาน ซึ่งล่าสุดกระทรวงพลังงานเดินหน้าแก้ปัญหาเรียบร้อยแล้ว

    การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ ถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถขยายขอบเขตการลงทุนไปได้อีกหลายประเภท ทำให้ไทยเข้าใกล้เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และศูนย์กลางนวัตกรรมทางการเงินของภูมิภาคมากขึ้น ส่วนรูปแบบการลงทุนจะเน้นให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ขณะที่รัฐจะอำนวยความสะดวก ขจัดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยพร้อม “กิโยตินกฎระเบียบ” เดินการลงทุนเพื่ออนาคตแบบเต็มพิกัด.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2901855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VLn0g_uhjO-7I1JV_w-tZ

  • Wingstop เดินหน้าบุกตลาดไทย

    ปราการ ไรวา ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย หรือ Wingstop Bro กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ผมสนใจ แบรนด์ Wingstop เป็นพิเศษ ไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงระดับโลก หรือความสำเร็จกว่า 3,000 สาขาใน 18 ประเทศเท่านั้น แต่เริ่มจากความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสรสชาติของแบรนด์ที่มีความเข้มข้น สนุก และมีเอกลักษณ์ในแบบที่หาไม่ได้จากแบรนด์อื่น โดยมีแก่นของแบรนด์ที่ชัดเจนมากว่าไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ไก่ทอดดังประโยคติดร้าน “We’re not in the wings business. We’re in the flavour business.” เพราะเราเชื่อว่ารสชาติไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่เป็น “ประสบการณ์” ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนมีรสชาติพิเศษขึ้นในทุกๆวัน ผ่านรสชาติที่แบรนด์นำเสนอด้วยความกล้า ชัดเจน และเต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ จึงไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์ Wingstop จะมีฐานลูกค้าทั่วโลก เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่ทั้งโลกเทใจให้ แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็เคยมีกระแสคนรักแบรนด์นี้เรียกร้องอยากให้ Wingstop มาเปิดในประเทศไทยตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการด้วยซ้ำ

    กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดในประเทศไทย

    การนำ Wingstop มาสู่ประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่การถ่ายทอดวัฒนธรรมรสชาติระดับโลกหรือการนำสูตรสำเร็จจากต่างประเทศไทยมาใช้ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ให้เข้ากับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของคนไทยรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งทำให้เกิดเป็น กลยุทธ์ 4 ข้อหลักที่วางขึ้นเพื่อให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืนประเทศไทย ดังนี้

    1. กระบวนการทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่ (ConZmer Centric)  

      สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของ Wingstop ดังนั้นแบรนด์จึงออกแบบกระบวนการทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่จากอินไซต์จริง เช่น การจับมือร่วมกับนักศึกษามหาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง หลักสูตร  Design, Business & Technology Management กว่า 80 คน เพื่อเรียนรู้ไม่เพียงแค่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ แต่ทำความเข้าใจลึกลงไปถึงความคิดและวัฒนธรรม (Mindset & Culture) ของคนรุ่นใหม่ ความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์ของแบรนด์ ฯลฯ เพราะ Wingstop ไม่ได้ต้องการทำแบรนด์เพื่อคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ต้องการสร้างแบรนด์จากคนรุ่นใหม่จริงๆ

    2. กลยุทธ์ผู้นำด้านรสชาติ (Flavour Pioneers)

      หัวใจของ Wingstop คือการเป็นธุรกิจแห่งรสชาติ (“We’re in the flavour business”) ดังนั้นทุกอย่างจึงเริ่มต้นจากรสชาติเป็นศูนย์กลาง

    2.1 ความหลากหลายของรสชาติ (Variety) เพราะแต่ละคนมีชีวิต เรื่องราว และ ความชอบที่แตกต่างกัน Wingstop จึงออกแบบให้แต่ละรสมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของทุกคน ซึ่งเริ่มต้นเปิดตัวในประเทศไทยด้วย 9 รสชาติ 3 ระดับความเผ็ด 

     NO HEAT

    1.การ์ลิก พาร์เมซาน (GARLIC PARMESAN)

    2.เลมอน เปปเปอร์ (LEMON PEPPER)

    3.ฮิกคอรี สโมก บาร์บีคิว (HICKORY SMOKED BBQ)

    ● SOME HEAT 

    4.ฮอท ฮันนี่ รับ (HOT HONEY RUB)

    5.หลุยเซียน่า รับ (LOUISIANA RUB)

    6.เท็กซัส บัฟฟาโล (TEXAS BUFFALO)

    ● ALL THE HEAT 

    7.แมงโก ฮาบาเนโร (MANGO HABANERO)

    8.อินเฟอร์โน (INFERNO)

    9.อะตอมมิค บลาสต์ (ATOMIC BLAST)

    ทั้งหมดนี้มีตั้งแต่รสชาติยอดฮิตที่คัดมาแล้วว่าโดนใจมหาชน ไปจนถึงรสชาติแปลกใหม่สุดท้าทาย เพื่อมอบประสบการณ์รสชาติความอร่อยแบบที่คนไทยไม่เคยสัมผัสจากที่ไหนมาก่อน
    2.2 มาตรฐานระดับโลก (Standardized) รสชาติของ Wingstop ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากแฟนๆ ทั่วโลกจนเกิดเป็นความชื่นชอบ ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับทุกประเทศ จึงยึดมาตรฐานการผลิตและคุณภาพที่เข้มข้นเหมือนกันทั่วโลก เพื่อให้ “รสชาติของ Wingstop” เป็นรสชาติระดับสากล ไม่ว่ารับประทานที่ใดบนโลกก็เป็นรสชาติเดียวกัน

    3.ระบบปฏิบัติการแบบมาตรฐานโลก  (Process & Operation: Global Standardized)

    รสชาติที่ดีเริ่มจากระบบที่ดี Wingstop จึงให้ความสำคัญกับหลังบ้านที่แข็งแรง ผ่านการวางมาตรฐานด้าน กระบวนการทำงาน ระบบการจัดการควบคุมคุณภาพ การฝึกอบรมทีมงานมาตรฐานสากลเพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าในไทย “เสมอต้นเสมอปลาย”  ไม่ว่าจะเข้าร้านวันไหน เวลาไหน หรือสาขาใด ก็ต้องได้รสชาติและบริการแบบเดียวกับทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายสาขาในอนาคตอย่างราบรื่น 

    economic-business-thai-wingstop-SPACEBAR-Photo01.jpg

    4.การทำแบรนด์และการตลาด (Strengthening Brand & Marketing)

    เพื่อให้ Wingstop เติบโตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ในปัจจุบัน แบรนด์ได้วางแนวทางด้านการตลาดบนสองแกนหลัก ดังนี้
    4.1 การสร้างคัลเจอร์ของแบรนด์ (Culture) การทำการตลาดต้องโดดเด่นและแตกต่าง (Unique & Bold) เพื่อสร้างคัลเจอร์ของแบรนด์ให้เกิดขึ้นจริงในไทย เราเชื่อว่า Gen Z ไม่ใช่แค่กลุ่มอายุ แต่คือคัลเจอร์ที่กำลังก่อตัว (Gen Z is a culture, and it’s forming) และ Wingstop ต้องเป็นส่วนหนึ่งของคัลเจอร์นี้ หรือเป็นพื้นที่ในการทำให้วัฒนธรรมนี้เติบโต ผ่านกิจกรรมและเนื้อหาที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ สิ่งที่แบรนด์ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่คือ Gen Z ไม่ได้มีแบบเดียว ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หรือมีไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกันหมด แต่ความงดงามของ Gen Z คือความหลากหลายของการมีซับคัลเจอร์ ซึ่งแบรนด์มีหน้าที่เรียนรู้และทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่

    4.2 กลยุทธ์ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) Wingstop ให้ความสำคัญกับการฟังเสียงของผู้บริโภค และนำอินไซต์มาพัฒนาการตลาดที่จับต้องได้ ผ่านการปฏิสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ไม่ใช่เพียงผู้รับสาร หรือเป็นเพียงผู้เฝ้าดูแบรนด์อย่างเดียว แต่ Gen Z พร้อมจะมีความคิดเห็นสะท้อนมายัง
    แบรนด์ได้เสมอ ดังนั้น ตั้งแต่ Wingstop ยังไม่เปิดบริการอย่างเป็นทางการ เราได้ทำกิจกรรมที่ทำให้ประสบการณ์จากแบรนด์เป็นสื่อกลางในการสะท้อนความคิดเห็นของ Gen Z และแบรนด์นำมาปรับตัวอยู่เสมอ เช่น 

    ป้ายพูดได้ (Hoarding Talking) ที่นอกจากจะทำหน้าที่สื่อสารว่า Wingstop จะมาเปิดบริการในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นป้ายที่ตั้งใจสร้างบทสนทนาของ Gen Z ในโซเชียลมีเดียที่มีต่อแบรนด์ เมื่อแบรนด์ทราบว่าแฟนๆ Wingstop ตื่นเต้นที่แบรนด์จะมาเปิดบริการในประเทศไทยเสียที แต่ไม่อยากรอนาน ป้ายนี้จึงสื่อสารกลับไปว่าแบรนด์ได้ยินแล้วว่าแฟนๆ ไม่อยากรอนานข้ามปี เดี๋ยวแบรนด์จัดให้ เพื่อให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมและรู้สึกว่า Wingstop เป็นแบรนด์ที่สร้างมาจากเสียงของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นพื้นที่ในการสร้างรสชาติของประสบการณ์ร่วมกัน และถือเป็นการเปิดเกมธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ยังไม่เปิดร้านอย่างเป็นทางการ จนทำให้เกิดกระแสตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นป้าย

    การเปิดตลาดไทยในครั้งนี้ Wingstop ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่ม 5-6 แห่งภายในปี 2026 และมุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์ Top of Mind ของคนรุ่นใหม่ เพื่อปูรากฐานให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยแบรนด์เชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ต้องเกิดจากการฟังเสียงผู้บริโภคอย่างแท้จริง แบรนด์จึงตั้งใจทำให้กิจกรรมต่าง ๆ เป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น และรู้สึกเป็นเจ้าของประสบการณ์ของแบรนด์ร่วมกัน เพื่อให้ Wingstop ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคทุกคน

    Wingstop ขอเชิญชวนทุกคนมาลอง “Bring the flavour” ในแบบของตัวเอง ได้ที่ Wingstop สาขาแรก MBK Center ชั้น 2 ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00–02.00 น. มาพิสูจน์รสชาติที่ครองใจผู้คนทั่วโลกที่ในที่สุดก็เดินทางมาถึงประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-wingstop&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34jvY5f80z3NZ0M0vepyFi

  • บวท. ยัน การบินไทยปลอดภัย 100% สถานการณ์ชายแดน ไม่กระทบท่องเที่ยว

    บวท. ยัน การบินไทยปลอดภัย 100% สถานการณ์ชายแดน ไม่กระทบท่องเที่ยว

    ทั่วไป

    14 ธ.ค. 2025 เวลา 20:27 น.

    บวท. ยัน การบินไทยปลอดภัย 100% สถานการณ์ชายแดน ไม่กระทบท่องเที่ยว

    บวท. ยืนยัน การบินไทยปลอดภัย 100% แม้มีสถานการณ์ชายแดน ไม่กระทบ นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ที่แห่เที่ยวไทย เผยเที่ยวบินจากโซลพุ่งเป็น 60 ไฟลต์/วัน เตรียมรับเต็มที่!

    วันนี้ (14 ธ.ค. 68) นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า แม้จะมีความกังวลจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทะกันอยู่ในขณะนี้ แต่ สถานการณ์การบินในประเทศไทย ยังคงเป็นไปอย่าง ปกติ มีความปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล พร้อมรองรับเที่ยวบินจากนานาชาติ โดยเฉพาะจาก สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ได้อย่างเต็มศักยภาพ

    การันตีความปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อการเดินทาง

    นายพิเชฐ ย้ำว่า บวท. มีความพร้อมอย่างยิ่งในการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรการความปลอดภัย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสายการบินและผู้โดยสารทุกเที่ยวบิน โดยไม่มีผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด สร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวเกาหลีใต้ที่กำลังวางแผนเดินทางมา ท่องเที่ยวประเทศไทย

    เที่ยวบินไทย-เกาหลีใต้ เติบโตต่อเนื่อง คาดพุ่งสูงช่วงไฮซีซั่น

    ข้อมูลสถิติยืนยันว่า ปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย–สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เป็นเส้นทางสำคัญ โดยอยู่ในอันดับที่ 8 ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมดในปีงบประมาณ 2568 คิดเป็น 4% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศรวม

    สถิติรวมทั้งปี : เฉลี่ย 54 เที่ยวบินต่อวัน (รวม 19,870 เที่ยวบิน)

    เส้นทางหลัก :

    • สนามบินอินชอน (โซล): เฉลี่ย 45 เที่ยวบินต่อวัน
    • สนามบินกิมแฮ (ปูซาน): เฉลี่ย 7 เที่ยวบินต่อวัน
    • สนามบินแทกู: เฉลี่ย 2 เที่ยวบินต่อวัน

    วิทยุการบินฯ ยังได้คาดการณ์ปริมาณเที่ยวบินประเทศไทย – เกาหลีใต้ ตั้งแต่ เดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 ว่ามีแนวโน้มจะ เพิ่มสูงขึ้นจาก 54 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 60 เที่ยวบินต่อวัน สะท้อนถึง ความเชื่อมั่น และความต่อเนื่องของการเดินทางระหว่างสองประเทศ

    เชิญชวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ มั่นใจเดินทางมาไทยได้เลย

    นายพิเชฐ กล่าวเชิญชวน นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ ให้เดินทางมา ท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร และการบริการระดับสากล

    “ประเทศไทยยังคงมี เที่ยวบินตรง จากหลายเมืองหลักในเกาหลีใต้สู่สนามบินนานาชาติสำคัญทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสายการบินและนักท่องเที่ยวต่อระบบการบินของไทย”

    บวท. ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และขอให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้มั่นใจว่า การเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1212077&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_cOLrDu-FSvk25iOF-tKC

  • วิทยุการบินฯ ยืนยันเที่ยวบินมาไทยปลอดภัย ชวนเกาหลีเที่ยวไทย

    วิทยุการบินฯ ยืนยันเที่ยวบินมาไทยปลอดภัย ชวนเกาหลีเที่ยวไทย

    วิทยุการบินฯ ยืนยันเที่ยวบินมาไทยปลอดภัย ชวนเกาหลีเที่ยวไทย

    14 ธันวาคม 2568 นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การบินในประเทศไทยเป็นไปอย่างปกติมีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากลพร้อมรองรับเที่ยวบินจากนานาชาติ รวมถึงเที่ยวบินจากสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) อย่างเต็มศักยภาพ

    โดยวิทยุการบินฯ มีความพร้อมในการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรการความปลอดภัย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสายการบินและผู้โดยสารทุกเที่ยวบิน โดยไม่มีผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด

    จากสถิติเที่ยวบินระหว่างประเทศไป – กลับ ประเทศไทย พบว่ามีเที่ยวบินรวมทั้งปี จำนวน 19,870 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 54 เที่ยวบินต่อวัน โดยสนามบินอินชอน (โซล) มีสัดส่วนสูงสุด เฉลี่ย 45 เที่ยวบินต่อวัน รองลงมาคือสนามบินกิมแฮ (ปูซาน) เฉลี่ย 7 เที่ยวบินต่อวัน และสนามบินแทกู เฉลี่ย 2 เที่ยวบินต่อวัน 

    ทั้งนี้ ปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย–สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) อยู่ในอันดับที่ 8 ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมดในปีงบประมาณ 2568 คิดเป็น ร้อยละ 4 ของเที่ยวบินระหว่างประเทศรวม โดยปัจจุบันปริมาณเที่ยวบินจากเกาหลีใต้มายังสนามบินในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยวิทยุการบินฯ ได้มีการคาดการณ์ปริมาณเที่ยวบินประเทศไทย – เกาหลีใต้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 พบว่า ปริมาณเที่ยวบินมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จาก 54 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มเป็น 60 เที่ยวบินต่อวัน

    วิทยุการบินฯ ยืนยันเที่ยวบินมาไทยปลอดภัย ชวนเกาหลีเที่ยวไทย

    สะท้อนความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของการเดินทางระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมย้ำว่าสถานการณ์โดยรวมยังเป็นปกติและเอื้อต่อการท่องเที่ยวของประเทศ

    นายพิเชฐ  กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่มีความหลากหลายทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร และการบริการระดับสากล โดยสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยประเทศไทยยังคงมีเที่ยวบินตรงจากหลายเมืองหลักในเกาหลีใต้สู่สนามบินนานาชาติสำคัญทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ 

    วิทยุการบินฯ ยืนยันเที่ยวบินมาไทยปลอดภัย ชวนเกาหลีเที่ยวไทย

    สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสายการบินและนักท่องเที่ยวต่อระบบการบินของไทย โดยวิทยุการบินฯ ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และขอให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้มั่นใจว่า การเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/646541&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3caU3LIebbYmvq53yA87Qu

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีตุลย์

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีตุลย์

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีตุลย์ ราศีธาตุลม ผู้มีดาวศุกร์ เทพีวีนัส เทพีแห่งความงามครองจิตวิญญาณ นั่นคือสำหรับชาวราศีตุลย์ ความสวยงามทำให้โลกหมุน ทุกอย่างที่จะกระทำต้องสวยหรู ดูดีไว้ก่อน

    การเงิน การติดต่อ สัมพันธ์ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะจากอารมณ์รัก ใคร่ เสน่หา หรือสนิทสนมกันเป็นส่วนตัว ก็อาจถูกลวงล่อ หลอกลวง ที่จะทำให้สูญเสียเงินจำนวนมาก ซึ่งวันที่ 16-18 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน ท่องเที่ยว การศึกษา รวมถึงเดินทางตามความเชื่อ ศรัทธา หรือจัดกลุ่มทำกิจกรรมสันทนาการใด ๆ ก็จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้เงินทองไหลมาเทมา แต่ก็ควรระวังจะรั่วไหลหายไปจากคนใกล้ตัว ผู้ที่ร่วมงานด้วยเช่นกัน สำหรับมนุษย์เงินเดือน การเดินตามหลัง “ผู้ใหญ่” อย่างท่านว่าอย่างไรก็ทำตามนั้น ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะเจริญรุ่งเรือง!

    ความรัก ว่าอะไรว่าตามกัน และหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็นขัดแย้งคนรัก คู่ครอง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าบุคคลที่สาม เพราะอาจทำให้เขา/เธอ เสียหน้าจนนำไปสู่การทะเลาะวิวาท แตกหักกันไปเลย ซึ่งวันที่ 19-21 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ แต่สำหรับคนโสด ในระยะนี้ การเดินทางท่องเที่ยว หรือใช้สื่อออนไลน์ ก็อาจเป็นโอกาสให้พบรัก เจอเนื้อคู่ได้! –     

    สุขภาพ ยังอยู่ในระยะร่างกาย “อ่อนแอ” ที่ควรพักผ่อนให้มากขึ้น ควรระวังความเครียด หมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป ก็อาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบาย ทำร้ายตัวเองได้

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม ดาวศุกร์ ดาวแห่งความรัก ความสุข และที่เป็นดาวประจำตัวของชาวราศีตุล ได้โคจรมาสถิต ณ เขตราศีพิจิก จะมีคุณภาพเป็น “ประ” ไม่มีพลังมากพอ  และจากที่ ที่มีดาวอังคาร คู่ชื่นพิศวาทจะร่วมสถิตอยู่ด้วยถึงแค่วันที่  7 ธันวาคม ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า อารมณ์รัก ใคร่ หลงใหล หรือหวงหึง หวาดระแวง รวมถึงการต่อสู้ แย่งชิงเพื่อให้ได้ดังที่คาดหวัง ก็อาจทำให้ผิดหวัง หรือนำเหตุ/ภัย ร้ายมาให้กับตนเองได้!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/318859/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03G6GjZmNAKQMoQRQfrY76