Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โคราชจัดมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    โคราชจัดมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    ภูมิภาค

    โคราชจัดมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่ห้อง MCC Hall ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ จังหวัดนครราชสีมา นายสุรพันธ์ ศิลปะสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน POWER MALL ELECTRONICA อิเล็กทรอนิกส์และฟู้ดแฟร์ ครั้งที่ 3 มหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เทคโนโลยี A.I. และสินค้า OTOP โดยมีผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมงานมากกว่า 300 คน

    งานนี้จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี โดยผนึกกำลังกับพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา เทศบาลนครราชสีมา และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน นำเสนอเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ทีวี เครื่องเสียง และสินค้าไอที พร้อมเทคโนโลยี A.I. และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำหน่ายสินค้า OTOP และอาหารขึ้นชื่อของโคราช

    กิจกรรมในงานมีโปรโมชันลดสูงสุด 60% และในวันเปิดงาน 18 ธันวาคม 2568 ยังมีโปรโมชัน 1 Day Special สินค้าราคาพิเศษจากแบรนด์ดัง พร้อมโซน GIFT FEST และบริการห่อของขวัญ “MONCHHICHI” สำหรับของขวัญปีใหม่ นอกจากนี้ยังมีโซนอาหารและสินค้า OTOP ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของเมืองโคราช เช่น ผ้าทอมือและอาหารพื้นถิ่นต่าง ๆ

    งานนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีสมัยใหม่กับเศรษฐกิจฐานราก และช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปี สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมาให้เติบโตในปี 2569

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u6l8PCpyc3It5aPULp7pd

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • วีระยุทธลั่น 100 วันแรก รัฐบาล ‘ประชาชน’ ต้องจัดการปัญหาทุนเทา หากแก้ไม่ได้ นักลงทุนจะไม่กลับมา

    วีระยุทธลั่น 100 วันแรก รัฐบาล ‘ประชาชน’ ต้องจัดการปัญหาทุนเทา หากแก้ไม่ได้ นักลงทุนจะไม่กลับมา

    วันนี้ (18 ธันวาคม 2568) ภายในงานสัมมนาเตรียมความพร้อมเลือกตั้งทั่วประเทศ ที่โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพฯ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศว่า วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาชนสามารถเป็นรัฐบาลได้ 

    โดยตอนหนึ่งของงานสัมมนา วีระยุทธให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ว่า รู้สึกเป็นการทำงานที่มีความท้าทายและมีภารกิจที่ใหญ่มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม วีระยุทธกล่าวว่า การทำงานยังคงเป็นทีม เพราะมองปัญหาของประเทศแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคนเดียว อย่างกรณีน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่ผ่านมา ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศจำเป็นต้องมีระบบที่เตรียมพร้อม และอาศัยการทำงานที่เป็นทีม

    ทั้งนี้ในวันนี้พรรคประชาชนประกาศว่าที่ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของพรรคจำนวน 36 คนก็จะมีการฉายภาพให้เห็นการทำงานสอดประสานกัน จึงให้ความสำคัญไปที่เรื่องการออกแบบนโยบาย ตลอดจนการทำงานเป็นทีม

    ส่วนตัววีระยุทธเปิดเผยว่า หากได้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ก็จะดูแลเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เช่น การแก้ไขปัญหาปากท้อง การช่วยเหลือธุรกิจ SMEs การยกระดับทักษะแรงงาน ตลอดจนแก้ไขปัญหาของเกษตรกร หรือการแก้ไขปัญหาระยะยาว อย่างเรื่องการพาเศรษฐกิจไทยไปสู่ระดับโลก

    รองหัวหน้าพรรคประชาชนยังประเมินด้วยว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจของไทยจะโตต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี ดังนั้นจะต้องฟื้นความเชื่อมั่น โดยการทำให้เห็นว่า ประเทศไทยจริงจังในเรื่องการจัดการปัญหาทุนเทา-การเมืองเทา เพราะหากจัดการปัญหานี้ไม่ได้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็จะไม่กลับมา

    “100 วันแรกของการทำงานจะเป็นเรื่องการส่งสัญญาณว่า ไทยจะมี Reform-driven growth อย่างไรเพื่อสื่อสารกับนักลงทุนในและต่างประเทศให้เห็นว่า เราพร้อมจะเคลียร์บ้านให้สะอาด อยากกระตุ้นให้เม็ดเงินที่ดีกลับมาอีกครั้ง” วีระยุทธระบุ

    วีระยุทธยังทิ้งท้ายถึงแคมเปญการหาเสียงของพรรคประชาชนที่ใช้ชื่อว่า ‘เราเอาจริง’ โดยขยายความว่า ตนในฐานะที่ตามการเมืองมาเป็นเวลานานเห็นว่า การเลือกตั้งคือ ‘ความหวัง’ แต่เมื่อเข้าไปทำงานจริง หากไม่เตรียมความพร้อมให้ดีพอ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

    “เราเอาจริง จึงเป็นการสื่อสารว่าเราเข้าใจกลไกของรัฐ เข้าใจงบประมาณ พิจารณาข้อจำกัดและความเป็นไปได้ ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปทำงาน เราสามารถทำงานได้ทันที”

    Tags: , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-veerayooth-100-day/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W2X-WhSMHXT7913-iYMZI

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 10.23 น.

    กลยุทธ์ : ย่อซื้อลุ้นปีใหม่
    แนวรับ : $4,250 หรือ 63,700
    แนวต้าน : $4,380 หรือ 65,000

    ข่าว :

    .

    บรรยากาศการลงทุนโลกกลับเข้าสู่โหมดระวังความเสี่ยงอีกครั้ง จากหลายปัจจัยที่เกิดพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หลังสหรัฐฯ ปิดกั้นเส้นทางขนส่งน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งกระตุ้นความกังวลด้านพลังงานและความไม่แน่นอนในระบบโลก ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มเผชิญแรงขาย จากความกังวลว่าการลงทุนด้าน AI อาจยังไม่สร้างผลตอบแทนตามที่คาด นอกจากนี้ฝั่งนโยบายการเงินโลกเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น หลัง BoE ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย และ ECB เลือกประเมินสถานการณ์ต่อ ท่ามกลางความขัดแย้งเชิงเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากกรณีจีนพัฒนาเครื่องพิมพ์ชิป EUV ได้เอง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้างให้ระบบเศรษฐกิจโลก

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ปัจจัยข่าวทั้งหมดสะท้อนภาพเดียวกันคือ ความไม่แน่นอนกำลังเพิ่มขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่ทองคำอย่างชัดเจน ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็น Safe Haven ได้ดีในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน ค่าเงินและนโยบายการเงินเริ่มเปลี่ยนทิศ อีกทั้งความเสี่ยงจากสงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ ทำให้ทองคำซึ่งไม่ผูกกับรัฐบาลใด ยังคงมีความน่าสนใจในเชิงโครงสร้างระยะกลางถึงยาว

    กลยุทธ์ :

    .

    ภาพรวมกลยุทธ์ยังเน้น “ย่อซื้อ ลุ้นปีใหม่” โดยโครงสร้างราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นชัดเจนในเชิงเทคนิค ระดับแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ $4,250 หรือราว 63,700 บาท ซึ่งเป็นโซนที่ความเสี่ยงจำกัดและเหมาะกับการสะสม ขณะที่แนวต้านหลักมองไว้ที่ $4,380 หรือประมาณ 65,000 บาท สำหรับผู้ที่มีทองอยู่แล้วสามารถถือลุ้นทำกำไรต่อหลังปีใหม่ ส่วนผู้ที่ยังไม่มีของ การย่อตัวใกล้โซน $4,300 ยังถือเป็นจังหวะเข้าซื้อที่น่าสนใจ ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือแนวรับหลักได้ โมเมนตัมฝั่งกระทิงยังไม่จบในช่วงปลายปีนี้

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-18-dec-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29MevB5npZaK9uP3Whp42I

  • บทวิเคราะห์: เมื่อกระแสชาตินิยมชนะทรัมป์ ภาษีสหรัฐฯ ก็หยุดไทยไม่ได้

    เจเฟ็ด ควิตซอน นักวิชาการจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศูนย์ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในรายการ Asia First ของสำนักข่าว Channel News Asia

    ผู้ดำเนินรายการ: หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หรือนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ไม่สามารถหยุดการปะทะ ใครหรืออะไรจะทำให้ไทยกับกัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจา

    ควิตซอน: พวกเขาน่าจะยังไม่เจรจากันเร็วๆ นี้ นายกฯ อนุทินประกาศชัดเจนก่อนคุยกับทรัมป์ว่า ไม่มีความต้องการที่จะเจรจา เว้นแต่จะเป็นการเจรจาด้วยความสุจริตใจและเป็นการเจรจาระหว่างสองประเทศเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องทวิภาคี และเนื่องจากกระแสชาตินิยมที่รุนแรงในทั้งสองฝ่าย ซึ่งถูกปลุกปั่นโดย ฮุน มาเนต ทางฝั่งกัมพูชา และนายกฯ อนุอิน ทางฝั่งไทย จึงยากที่สถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว ฝั่งกัมพูชาก็ไม่ถอย ฮุน เซน เรียกไทยว่า ผู้รุกราน และสร้างภาพว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของชาติ ดังนั้นผมมองว่าตอนนี้ทางออกยังไม่ชัดเจน

    ผู้ดำเนินรายการ: ทรัมป์อ้างว่าทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิง แต่อนุทินปฏิเสธ คุณตีความความไม่ตรงกันนี้อย่างไร ดูเหมือนว่าอนุทินจะไม่กังวลเรื่องการทำให้วอชิงตันไม่พอใจ ผลกระทบที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร

    ควิตซอน: สิ่งที่อยู่ในใจเขา (อนุทิน) และผมมั่นใจว่าอยู่ในใจ ฮุน มาเนต ด้วยคือ ผลกระทบจากการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์โกรธ ซึ่งมาในรูปแบบของมาตรการทางเศรษฐกิจ มาตรการภาษีใดๆ ก็ตามอาจสร้างความหวาดกลัวให้กับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของทั้งสองประเทศได้ ทั้งกัมพูชาและไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจทรงตัว และแน่นอนว่าต้องอาศัยการเจรจาที่ดีกับสหรัฐฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีทรัมป์ในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเจรจาต่อรองอัตราภาษีที่เป็นประโยชน์

    เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มและถอนตัวจากการเจรจาภาษีหากทั้งสองฝ่ายไม่หยุดการสู้รบ และทรัมป์ก็เชื่อว่าคำขู่นั้นทำให้ไทยและกัมพูชายอมนั่งโต๊ะเจรจากันตั้งแต่แรก แต่ ณ ตอนนี้ดูเหมือนว่ากระแสชาตินิยมจะชนะทรัมป์ พวกเขาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเสนอทางเศรษฐกิจใดๆ จากสหรัฐฯ เนื่องจากมีผลประโยชน์ด้านชาตินิยมสูงมาก

    ผู้ดำเนินรายการ: นี่คือ 1 ใน 8 ข้อตกลงสันติภาพที่ทรัมป์อ้างว่าทำให้เกิดขึ้นตั้งแต่รับตำแหน่ง มีอย่างอื่นที่ทรัมป์อาจทำอีกไหม ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ข้อตกลงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การบังคับให้คนที่ขัดแย้งหยุดโต้เถียงและเริ่มประพฤติตัวอย่างมีเหตุผลหรือร่วมมือกัน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะพูดคุยเกี่ยวกับการหยุดยิง

    ควิตซอน: ผมไม่มั่นใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งนี้มากพอหรือไม่ ครั้งที่แล้วที่เขาไปที่นั่น เพื่อเป็นคนกลางเจรจาหยุดยิง และไปร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพหรือข้อตกลงหยุดยิง ก็เป็นเพราะว่าบังเอิญเขาอยู่ในเมืองนั้นพอดี ผมนึกไม่ออกว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีแรงจูงใจมากพอที่จะเดินทางไปยังภูมิภาคนั้นด้วยตนเองเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้นำทั้งสองคน ผมว่ามันน่าจะเป็นการต่อสายคุยหรือช่องทางการสื่อสารอื่นเพื่อโน้มน้าวให้พวกเขาหาทางออก ณ จุดนี้ ทรัมป์คงทำอะไรได้ไม่มากนัก เว้นแต่เขาจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เคยมีสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีให้ความสนใจในโครงการใดโครงการหนึ่งเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีโอกาสนั้นเกิดขึ้น

    ผู้ดำเนินรายการ: เราไม่ได้ยินข่าวอะไรมากนักจากจีน แต่จีนกำลังมีบทบาทเงียบๆ อยู่ที่ไหนสักแห่งหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย หรืออาจจะให้การสนับสนุนพันธมิตรใกล้ชิดในพนมเปญ

    ควิตซอน: ผมคิดถึงท่าทีของจีนมาตลอด และตอนนี้ผมไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรมากนักจากภายนอก แน่นอนว่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาหยุดยิง แม้แต่ในดินแดนพิพาทต่างๆ เช่น ในศูนย์กลางการหลอกลวง หรือบริเวณชายแดนเมียนมากับจีน จีนมีบทบาทในการพยายามไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงแบบลับๆ แต่จีนก็ไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีนักในเรื่องการรักษาข้อตกลงหยุดยิงให้ยั่งยืน ยกตัวอย่างเมียนมา การปะทะกันมักปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์

    จีนไม่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เข้มแข็งนัก พนมเปญอาจขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากพันธมิตรใกล้ชิดอย่างปักกิ่งได้ แต่ ณ จุดนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าจีนจะมีอำนาจต่อรองกับไทยได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าจีนจะเป็นคู่ค้าที่สำคัญอย่างที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ แต่ผมคิดว่าแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะดึงรัฐบาลไทยออกจากความสนใจในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่คุกคามการดำรงอยู่หรือภัยคุกคามสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาติ

    ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอนุทินและรัฐบาลไทยมุ่งเน้นไปที่การทำให้กัมพูชาอ่อนแอลง พวกเขาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้แน่ใจว่ากัมพูชาจะไม่สามารถสร้างสถานการณ์เช่นนี้ให้กับประเทศไทยและทำให้พลเมืองไทยตกอยู่ในอันตรายถึงขนาดนี้ได้อีก ดังนั้นจนกว่าพวกเขาจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ผมจึงไม่คิดว่าจะมีทางออกทางเศรษฐกิจใดที่จะมาช่วยได้

    ผู้ดำเนินรายการ: ตอนนี้การยิงปะทะเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว เส้นทางการยกระดับความรุนแรงที่เป็นไปได้มากที่สุดจากนี้ไปคืออะไร และความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดมีมากแค่ไหน ในเมื่อเราเห็นการผสมผสานระหว่างอาวุธหนัก ความรู้สึกชาตินิยม รวมถึงข้อความทางการเมืองด้วย

    ควิตซอน:การคำนวณผิดพลาดคือประเด็นใหญ่ที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากการคำนวณผิดพลาดและการสื่อสารที่ผิดพลาด ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งยิงก่อน ฝั่งไทยเชื่อว่ากัมพูชามีเจตนาไม่ดีและยังคงฝังทุ่นระเบิดใหม่ แต่ฝั่งกัมพูชากลับปฏิเสธว่าไม่มี ดังนั้น ผมจึงนึกภาพไม่ออกว่าจะมีสถานการณ์ใดที่พวกเขาจะหาทางออกที่ราบรื่นได้ และมันจะนำไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้

    มีการปะทะกันตามแนวชายแดน การโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการโจมตีทางอากาศในพื้นที่จำกัดตามแนวชายแดน สัปดาห์ที่แล้วประเทศไทยกล่าวถึง 11 จุดตามแนวชายแดนที่หวังจะยึดคืนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่เรายังไม่เห็นพฤติกรรมใดๆ ที่บ่งชี้ไปในทิศทางนั้นมากนัก และยังไม่ชัดเจนว่าจุดเหล่านั้นอยู่ที่ใดกันแน่

    ฮุน มาเนต และฮุน เซน แสดงความคิดเห็นต่อสถานที่เหล่านั้น โดยกล่าวว่า กัมพูชาจะต่อสู้สุดกำลัง แต่ในขณะนี้ ผมคิดว่าสงครามจะยังคงเป็นสงครามที่เจ็บปวดและทำลายล้าง ซึ่งจะทำให้ผู้คนหลายพันหลายแสนคนต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยและสถานที่ชั่วคราวอื่นๆ เพื่อพยายามเอาชีวิตรอดจากพายุแห่งความขัดแย้งนี้

    Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/analyst-thailand-cambodia-conflict-nationalism-trumps-rump&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xerIzCd8m_E-Z4NmJ93Hn

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 12 ประจำปี 2568 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 12 ประจำปี 2568 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    s ภาพรวมเศรษฐกิจ s

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนตุลาคม 2568 ในภาพรวม GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.2เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการค้าที่เพิ่มขึ้นถึง 8.1การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 6.6% ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปรับลดลงต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ระดับ 3.4% ในขณะที่อัตราว่างงานปรับลดลงเช่นกัน มาอยู่ที่ระดับ 8.4การนำเข้าและการส่งออกโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้นที่ 11.7% และ 6.6% ตามลำดับ ทั้งนี้ จากอุปสงค์ทองแดงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นทำให้สินค้าหลักของชิลีในกลุ่มสินแร่และทองแดงมีการขยายตัวของการส่งออกถึง 10.3คิดเป็นมูลค่ารวม 5.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ชิลีมีมูลค่าการค้ากับไทยรวมกว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 7% โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า รวมมูลค่า 120.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนตุลาคม 2568 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนตุลาคม 2568 ในภาพรวม ขยายตัวขึ้น 6.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการบริโภคที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นของสินค้าในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี โดยเพิ่มขึ้นกว่า 17.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามมาด้วย หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย หมวดยางรถยนต์-อุปกรณ์แต่งยนต์ และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ที่เพิ่มขึ้น 14.3%11.5% และ 8.4% ตามลำดับ

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนตุลาคม 2568         

    ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 43.4     มาอยู่ที่ 43.ลดลง -0.9%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนตุลาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวลดลง 10.4เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) จาก 8.6 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 7.7 แสนตารางเมตร เนื่องจากการก่อสร้างของภาครัฐและภาค    อุตสาหกรรมที่ลดลง -67.7% และ -48.5% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี   การก่อสร้างในภาคที่อยู่อาศัยขยายตัวขึ้น 27.6

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนตุลาคม 2568 ปรับระดับจาก 46.3 มาอยู่ที่ 45.5 ลดลง 1.7จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด     3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ        (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 63.949.1 และ 42.2 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนตุลาคม 2568 ปรับลงมาอยู่ที่ 8.4% ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ เนื่องจากอัตราการจ้างงานที่ 1.5% สูงกว่าอัตราการเติบโตของกำลังแรงงานที่ 1.3ซึ่งการจ้างงานส่วนใหญ่มาจากภาค บริการ สุขภาพและการขนส่ง ทั้งนี้ จากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราค่าแรงขั้นต่ำสร้างแรงจูงใจให้แรงงานเข้าสู่ระบบ (งานประจำ) มากขึ้นส่งผลให้อัตราการจ้างงานนอกระบบลดลงเหลือ 26.2

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนตุลาคม 2568 ปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ระดับ 3.4(เป้าหมายธนาคารกลางที่ 3.0%) โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางชิลีลง 0.25โดยอยู่ที่ 4.75   อุปสงค์ของผู้บริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ความต้องการทองแดงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่ลดลง

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568  มีมูลค่ารวมที่ 87,214 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-ต.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินแร่

    46,489

    51,256

    10.3%

    ผลไม้

    6,795

    6,533

    -3.9%

    เคมีภัณฑ์

    6,448

    6,696

    3.8%

    ปลาแซลมอน

    4,888

    5,015

    2.6%

    เยื่อกระดาษ

    3,379

    3,157

    6.6%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,854

    2,175

    17.3%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,930

    1,803

    6.6%

       การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 มีมูลค่ารวมที่ 71,911 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.7เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-ต.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินค้าหมวดพลังงาน 

    37,035

    39,221

    5.9%

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    18,786

    20,986

    11.7%

    สินค้าทุน

    13,563

     17,096

    26.0%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,835

    2,488

    35.6%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    936

    1,597

    70.6%

    จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 15,303 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 619.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 26.93% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (290.80 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 47.40%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (110.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.89%

    • ปลากระป๋อง (59.19 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 51.51%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (30.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -22.88%)

    • ไข่มุกและอัญมณี (24.13 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -4.07%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 1,422.16 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 43.46%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 619.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 26.93%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 451.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 44.80)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 221.61 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 35.83%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 87.76 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 1.15%)

        ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 498.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -10.40% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (196.38 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -34.87%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (94.72 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.31%)

    • เยื่อกระดาษ (88.55 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง4.67%)

    • สินแร่อื่น ๆ (56.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.92%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (15.35 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.06%)สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 498.9ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง10.40%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 253.10 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 4.42%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 214.44 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 25.05%)

    • ชิลีส่งออกไปยังฟิลิปินส์ 84.44 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -63.38%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 81.96 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง –15.23%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 1,118.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 7.04%)                               โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยมากกว่าส่งออกไปยังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 120.40 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p35xjizc8k9ju4qllfdjwt52&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-mi3gU_EB7j_KNJb9aOle

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1