Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทรัมป์สัญญาว่าเศรษฐกิจจะเฟื่องฟู โทษไบเดนในสุนทรพจน์ต่ออเมริกันชน

    ทรัมป์สัญญาว่าเศรษฐกิจจะเฟื่องฟู โทษไบเดนในสุนทรพจน์ต่ออเมริกันชน

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2568 กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นสัญญาต่อชาวอเมริกันว่าจะทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู ในสุนทรพจน์ล่าสุดต่อประชาชน

    “สวัสดีตอนเย็นอเมริกา เมื่อ 11 เดือนที่แล้ว ผมได้รับมรดกเป็นความยุ่งเหยิง และผมกำลังแก้ไขมัน” ชายวัย 79 ปีกล่าวในสุนทรพจน์สดจากทำเนียบขาวเมื่อสิ้นสุดปีแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่งอีกวาระ

    ระยะหลัง ทรัมป์เผชิญกับความไม่พอใจของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับประเด็นเรื่องค่าครองชีพ แม้ว่าเขาพยายามปฏิเสธว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” ของพรรคเดโมแครตที่มุ่งหวังให้พรรครีพับลิกันถูกลงโทษในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026

    ประธานาธิบดีมหาเศรษฐีผู้นี้เน้นย้ำว่า ราคาน้ำมันและของชำที่ทำให้ชาวอเมริกันกังวลนั้นกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และยังไม่จบ แต่กำลังก้าวหน้าไปอย่างมาก

    หนึ่งในการประกาศที่สร้างความประหลาดใจ ทรัมป์ได้กล่าวว่า สมาชิกกองทัพสหรัฐฯ จำนวน 1.45 ล้านคน จะได้รับเช็คโบนัส “เงินปันผลนักรบ” คนละ 1,776 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 55,905 บาท) ก่อนวันคริสต์มาส ซึ่งจ่ายด้วยรายได้จากการเก็บภาษีนำเข้า

    เขากล่าวเสริมว่า จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการให้เกียรติแก่ขวบปีของการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งจะฉลองครบรอบ 250 ปีในปีหน้า

    จากนั้นทรัมป์ก็สัญญาว่า “เราพร้อมสำหรับความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในปี 2026 เมื่อสหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก”

    แต่ในขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่าสุนทรพจน์นี้เป็นโอกาสให้ทรัมป์ได้นำเสนอแผนเศรษฐกิจสำหรับช่วงที่เหลือของวาระที่สองของเขา แต่เนื้อหาส่วนใหญ่กลับเป็นการโจมตีเป้าหมายที่คุ้นเคย

    เขากล่าวโจมตีโจ ไบเดน, พรรคเดโมแครต และผู้อพยพซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยกล่าวว่าพวกเขาขโมยงานของชาวอเมริกัน

    พรรคเดโมแครตตอบโต้หลังจบสุนทรพจน์ดังกล่าว โดยวุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ทรัมป์แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ตัดขาดจากความเป็นจริงที่ชาวอเมริกันทั่วไปเห็นและรู้สึก

    “ข้อเท็จจริงก็คือ ราคาสินค้ากำลังสูงขึ้น, อัตราการว่างงานกำลังสูงขึ้น และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง” ชูเมอร์กล่าวเสริม

    สุนทรพจน์ของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่วุ่นวาย ซึ่งเขาได้แสดงอำนาจประธานาธิบดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมถึงการปราบปรามผู้อพยพและการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

    แต่ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ชาวอเมริกันกังวลมากที่สุดคือราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าส่วนหนึ่งเกิดจากภาษีที่เขาเรียกเก็บจากคู่ค้าทั่วโลก

    ทรัมป์ได้รับคะแนนความนิยมต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับการบริหารเศรษฐกิจ จากผลสำรวจของ PBS News/NPR/Marist ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ โดย 57% ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยและแสดงความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ

    ผลสำรวจของ YouGov ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่า 52% ของชาวอเมริกันคิดว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ลงภายใต้การบริหารของทรัมป์

    เขายังเผชิญกับคำวิจารณ์จากกลุ่ม Make America Great Again (MAGA) ของเขาเอง สำหรับการมุ่งเน้นไปที่ข้อตกลงสันติภาพในยูเครนและฉนวนกาซา และความตึงเครียดกับเวเนซุเอลา แทนที่จะเป็นประเด็นภายในประเทศ

    ในสุนทรพจน์ ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงยูเครนหรือเวเนซุเอลา แต่โอ้อวดเกี่ยวกับการหยุดยิงในฉนวนกาซา, การโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และสิ่งที่เขาเรียกว่าสงครามต่อต้านผู้ค้ายาเสพติด

    มีสัญญาณบ่งชี้ว่าทีมงานของทรัมป์เริ่มตระหนักถึงปัญหาเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งกลางเทอมเพื่อชิงอำนาจควบคุมรัฐสภาในปีหน้าที่จะมาถึงในไม่ช้า

    พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก และผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์ ขณะที่พรรคเดโมแครตได้คะแนนเสียงตีตื้นในรัฐเทนเนสซี ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของทรัมป์

    ขณะนี้ประธานาธิบดีกำลังเร่งการเดินทางหาเสียงภายในประเทศเพื่อผลักดันข้อความทางเศรษฐกิจของเขา

    สัปดาห์ที่แล้วในรัฐเพนซิลเวเนีย เขาให้สัญญาว่าจะทำให้ค่าครองชีพในอเมริกาอยู่ในระดับที่เหมาะสมอีกครั้ง และในวันศุกร์นี้เขามีกำหนดจะปราศรัยหาเสียงอีกครั้งในรัฐนอร์ทแคโรไลนา

    เช่นเดียวกับ รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ซึ่งกลายเป็นผู้ส่งสารของทรัมป์ในประเด็นนี้อย่างรวดเร็วและกำลังพิจารณาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028 ก็ได้เรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอดทนรอในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/917683/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HTk2z-98z7hmAOX8llonY

  • บทวิเคราะห์: เมื่อกระแสชาตินิยมชนะทรัมป์ ภาษีสหรัฐฯ ก็หยุดไทยไม่ได้

    เจเฟ็ด ควิตซอน นักวิชาการจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศูนย์ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในรายการ Asia First ของสำนักข่าว Channel News Asia

    ผู้ดำเนินรายการ: หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หรือนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ไม่สามารถหยุดการปะทะ ใครหรืออะไรจะทำให้ไทยกับกัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจา

    ควิตซอน: พวกเขาน่าจะยังไม่เจรจากันเร็วๆ นี้ นายกฯ อนุทินประกาศชัดเจนก่อนคุยกับทรัมป์ว่า ไม่มีความต้องการที่จะเจรจา เว้นแต่จะเป็นการเจรจาด้วยความสุจริตใจและเป็นการเจรจาระหว่างสองประเทศเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องทวิภาคี และเนื่องจากกระแสชาตินิยมที่รุนแรงในทั้งสองฝ่าย ซึ่งถูกปลุกปั่นโดย ฮุน มาเนต ทางฝั่งกัมพูชา และนายกฯ อนุอิน ทางฝั่งไทย จึงยากที่สถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว ฝั่งกัมพูชาก็ไม่ถอย ฮุน เซน เรียกไทยว่า ผู้รุกราน และสร้างภาพว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของชาติ ดังนั้นผมมองว่าตอนนี้ทางออกยังไม่ชัดเจน

    ผู้ดำเนินรายการ: ทรัมป์อ้างว่าทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิง แต่อนุทินปฏิเสธ คุณตีความความไม่ตรงกันนี้อย่างไร ดูเหมือนว่าอนุทินจะไม่กังวลเรื่องการทำให้วอชิงตันไม่พอใจ ผลกระทบที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร

    ควิตซอน: สิ่งที่อยู่ในใจเขา (อนุทิน) และผมมั่นใจว่าอยู่ในใจ ฮุน มาเนต ด้วยคือ ผลกระทบจากการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์โกรธ ซึ่งมาในรูปแบบของมาตรการทางเศรษฐกิจ มาตรการภาษีใดๆ ก็ตามอาจสร้างความหวาดกลัวให้กับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของทั้งสองประเทศได้ ทั้งกัมพูชาและไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจทรงตัว และแน่นอนว่าต้องอาศัยการเจรจาที่ดีกับสหรัฐฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีทรัมป์ในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเจรจาต่อรองอัตราภาษีที่เป็นประโยชน์

    เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มและถอนตัวจากการเจรจาภาษีหากทั้งสองฝ่ายไม่หยุดการสู้รบ และทรัมป์ก็เชื่อว่าคำขู่นั้นทำให้ไทยและกัมพูชายอมนั่งโต๊ะเจรจากันตั้งแต่แรก แต่ ณ ตอนนี้ดูเหมือนว่ากระแสชาตินิยมจะชนะทรัมป์ พวกเขาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเสนอทางเศรษฐกิจใดๆ จากสหรัฐฯ เนื่องจากมีผลประโยชน์ด้านชาตินิยมสูงมาก

    ผู้ดำเนินรายการ: นี่คือ 1 ใน 8 ข้อตกลงสันติภาพที่ทรัมป์อ้างว่าทำให้เกิดขึ้นตั้งแต่รับตำแหน่ง มีอย่างอื่นที่ทรัมป์อาจทำอีกไหม ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ข้อตกลงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การบังคับให้คนที่ขัดแย้งหยุดโต้เถียงและเริ่มประพฤติตัวอย่างมีเหตุผลหรือร่วมมือกัน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะพูดคุยเกี่ยวกับการหยุดยิง

    ควิตซอน: ผมไม่มั่นใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งนี้มากพอหรือไม่ ครั้งที่แล้วที่เขาไปที่นั่น เพื่อเป็นคนกลางเจรจาหยุดยิง และไปร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพหรือข้อตกลงหยุดยิง ก็เป็นเพราะว่าบังเอิญเขาอยู่ในเมืองนั้นพอดี ผมนึกไม่ออกว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีแรงจูงใจมากพอที่จะเดินทางไปยังภูมิภาคนั้นด้วยตนเองเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้นำทั้งสองคน ผมว่ามันน่าจะเป็นการต่อสายคุยหรือช่องทางการสื่อสารอื่นเพื่อโน้มน้าวให้พวกเขาหาทางออก ณ จุดนี้ ทรัมป์คงทำอะไรได้ไม่มากนัก เว้นแต่เขาจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เคยมีสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีให้ความสนใจในโครงการใดโครงการหนึ่งเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีโอกาสนั้นเกิดขึ้น

    ผู้ดำเนินรายการ: เราไม่ได้ยินข่าวอะไรมากนักจากจีน แต่จีนกำลังมีบทบาทเงียบๆ อยู่ที่ไหนสักแห่งหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย หรืออาจจะให้การสนับสนุนพันธมิตรใกล้ชิดในพนมเปญ

    ควิตซอน: ผมคิดถึงท่าทีของจีนมาตลอด และตอนนี้ผมไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรมากนักจากภายนอก แน่นอนว่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาหยุดยิง แม้แต่ในดินแดนพิพาทต่างๆ เช่น ในศูนย์กลางการหลอกลวง หรือบริเวณชายแดนเมียนมากับจีน จีนมีบทบาทในการพยายามไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงแบบลับๆ แต่จีนก็ไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีนักในเรื่องการรักษาข้อตกลงหยุดยิงให้ยั่งยืน ยกตัวอย่างเมียนมา การปะทะกันมักปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์

    จีนไม่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เข้มแข็งนัก พนมเปญอาจขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากพันธมิตรใกล้ชิดอย่างปักกิ่งได้ แต่ ณ จุดนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าจีนจะมีอำนาจต่อรองกับไทยได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าจีนจะเป็นคู่ค้าที่สำคัญอย่างที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ แต่ผมคิดว่าแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะดึงรัฐบาลไทยออกจากความสนใจในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่คุกคามการดำรงอยู่หรือภัยคุกคามสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาติ

    ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอนุทินและรัฐบาลไทยมุ่งเน้นไปที่การทำให้กัมพูชาอ่อนแอลง พวกเขาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้แน่ใจว่ากัมพูชาจะไม่สามารถสร้างสถานการณ์เช่นนี้ให้กับประเทศไทยและทำให้พลเมืองไทยตกอยู่ในอันตรายถึงขนาดนี้ได้อีก ดังนั้นจนกว่าพวกเขาจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ผมจึงไม่คิดว่าจะมีทางออกทางเศรษฐกิจใดที่จะมาช่วยได้

    ผู้ดำเนินรายการ: ตอนนี้การยิงปะทะเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว เส้นทางการยกระดับความรุนแรงที่เป็นไปได้มากที่สุดจากนี้ไปคืออะไร และความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดมีมากแค่ไหน ในเมื่อเราเห็นการผสมผสานระหว่างอาวุธหนัก ความรู้สึกชาตินิยม รวมถึงข้อความทางการเมืองด้วย

    ควิตซอน:การคำนวณผิดพลาดคือประเด็นใหญ่ที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากการคำนวณผิดพลาดและการสื่อสารที่ผิดพลาด ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งยิงก่อน ฝั่งไทยเชื่อว่ากัมพูชามีเจตนาไม่ดีและยังคงฝังทุ่นระเบิดใหม่ แต่ฝั่งกัมพูชากลับปฏิเสธว่าไม่มี ดังนั้น ผมจึงนึกภาพไม่ออกว่าจะมีสถานการณ์ใดที่พวกเขาจะหาทางออกที่ราบรื่นได้ และมันจะนำไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้

    มีการปะทะกันตามแนวชายแดน การโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการโจมตีทางอากาศในพื้นที่จำกัดตามแนวชายแดน สัปดาห์ที่แล้วประเทศไทยกล่าวถึง 11 จุดตามแนวชายแดนที่หวังจะยึดคืนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่เรายังไม่เห็นพฤติกรรมใดๆ ที่บ่งชี้ไปในทิศทางนั้นมากนัก และยังไม่ชัดเจนว่าจุดเหล่านั้นอยู่ที่ใดกันแน่

    ฮุน มาเนต และฮุน เซน แสดงความคิดเห็นต่อสถานที่เหล่านั้น โดยกล่าวว่า กัมพูชาจะต่อสู้สุดกำลัง แต่ในขณะนี้ ผมคิดว่าสงครามจะยังคงเป็นสงครามที่เจ็บปวดและทำลายล้าง ซึ่งจะทำให้ผู้คนหลายพันหลายแสนคนต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยและสถานที่ชั่วคราวอื่นๆ เพื่อพยายามเอาชีวิตรอดจากพายุแห่งความขัดแย้งนี้

    Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/analyst-thailand-cambodia-conflict-nationalism-trumps-rump&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xerIzCd8m_E-Z4NmJ93Hn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569

    วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569

    ไอที

    วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569
    ชูผลงานวิจัย นวัตกรรมเด่นกว่า 1,000 ผลงาน พร้อมประกาศรางวัลการวิจัยแห่งชาติ 185 รางวัล

    สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงข่าวการจัดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 และรางวัลการวิจัยแห่งชาติ: รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ และรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2569 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ผู้บริหารหน่วยงาน และคณะผู้บริหาร วช. เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญตามพันธกิจของ วช. คือการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูนักวิจัยและหน่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม ที่มีผลงานโดดเด่น และสร้างคุณูปการต่อวงวิชาการและประเทศชาติ สำหรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2569 นี้ วช. ได้อนุมัติให้รางวัลรวมทั้งสิ้น 185 รางวัล ใน 4 ประเภท ดังนี้ 1) รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 15 ท่าน ใน 9 สาขาวิชาการ 2) รางวัลผลงานวิจัย จำนวน 57 รางวัล ใน 12 สาขาวิชาการ 3) รางวัลวิทยานิพนธ์ จำนวน 51 รางวัล ใน 12 สาขาวิชาการ และ 4) รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จำนวน 62 รางวัล ใน 9 สาขาวิชาการ ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ จะเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” โดยงานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพร้อมใช้ ตลอดจนความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศ เพื่อขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ สอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    ต่อมา เป็นการเสวนา “เส้นทางแห่งปัญญา: ประสบการณ์วิจัยและบทเรียนที่อยากส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่” โดย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ทั้ง 6 ท่าน จาก 5 สาขาวิชาการ ดังนี้
    1) สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศาสตราจารย์วิจัย ดร.เจตสุมน ประจำศรี
    2) สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ
    3) สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ศาสตราจารย์ ดร.วิไล รังสาดทอง และ รองศาสตราจารย์ ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ
    4) สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย ศาสตราจารย์ ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร
    5) สาขาเศรษฐศาสตร์ ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา

    วช. ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 เวลา 09.00 – 17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ พบกับนิทรรศการน้อมรำลึกและนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการผลงานที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ นิทรรศการผลงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาใน 6 กลุ่มเรื่อง ผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน อาทิ “ต้นแบบระบบบำบัดยาปฏิชีวนะตกค้างในน้ำเสียโรงพยาบาล (Ozone-Act)” โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งลดความเสี่ยงด้านการดื้อยาต่อสิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีผลงานด้านการแพทย์และสัตวแพทย์ เช่น หุ่นฝึกฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบเซนเซอร์ไร้สาย หุ่นฝึกกู้ชีพสุนัขและแมวขั้นพื้นฐาน (CPR Training Model) โดย บริษัท เอฟ 2022 จำกัด และ ชุดรักษาทางทันตกรรมเคลื่อนที่ โดย กรมอนามัย ซึ่งช่วยยกระดับการฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผลงานด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศยานไร้คนขับแบบขึ้นลงแนวดิ่งแบบสามมิติ (VTOL Drone) สำหรับสำรวจสุขภาพพืชและติดตามการระบาดของศัตรูพืช โดย มหาวิทยาลัยมหิดล แผ่นตรวจวัดเชิงสีแบบมัลติเพล็กซ์สำหรับวิเคราะห์โลหะหนักและสารปนเปื้อนในน้ำดื่ม และ จุ่มก่อนจิบ อุปกรณ์แจ้งเตือนผ่านเล็บมือเพื่อป้องกันยาเสียตัวและสร้างความปลอดภัยในสังคม โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครื่องทอผ้าขนาดเล็ก โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นต้น ซึ่งล้วนสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยที่มุ่งตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชน สังคม และประเทศ กิจกรรมการฝึกอบรมเชิงวิชาการและปฏิบัติการ การเสวนาและการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ กว่า 100 หัวข้อ การประกวดและมอบรางวัล รวมถึงนิทรรศการ Highlight ส่งเสริมการเรียนรู้สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาทิ ศูนย์เกษตรวิถีเมือง Urban farming hub, ดอกไม้เพื่อการใช้ประโยชน์ (Research Utilization : Flower for use), ดินแดนสัตว์มหัศจรรย์ Animal In Wonderland, New Gen x วัยเก๋า เล่นไปด้วยกัน, ผจญภัยในโลกนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ MedLab Experience ฯลฯ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/459138&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wPinUuXRZ8Nj_P2_MuwUc

  • “เนรมิตรหนัง ฟิล์ม” ส่งตัวอย่างแรก “โอมุคาเดะ” เผยโฉมปีศาจตะขาบในตำนานพร้อมไล่ล่า 22 ม.ค.นี้

    เปิดปฐมบทปีศาจตะขาบยักษ์ในตำนานที่จะไล่ล่าคร่าชีวิตผู้รุกราน! “เนรมิตรหนัง ฟิล์ม” ร่วมกับ “ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” ส่งตัวอย่างแรกของภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นระทึกขวัญ “Omukade” …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/entertainment/117552&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CuhatkmjYBHUP35wuB_iB

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D559378&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw348JfnsYzMEx4hHOpYmxPw

  • เอาอีกแล้ว รัฐบาลทรัมป์เตรียมยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ

    เอาอีกแล้ว รัฐบาลทรัมป์เตรียมยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ

    เอาอีกแล้ว รัฐบาลทรัมป์เตรียมยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ

    เอาอีกแล้ว รัฐบาลทรัมป์เตรียมยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ

    รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศที่สำคัญในรัฐโคโลราโด ท่ามกลางเสียงเตือนว่าจะทำให้ ‘ความปลอดภัยสาธารณะตกอยู่ในความเสี่ยง’

    • รัฐบาลทรัมป์เตรียมยุบศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติ (NCAR) โดยกล่าวหาว่าเป็นแหล่งสร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตโลกร้อน
    • ผู้เชี่ยวชาญและผู้ว่าการรัฐโคโลราโดออกมาประณามการตัดสินใจดังกล่าว โดยชี้ว่าศูนย์วิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาและรับมือภัยพิบัติทางสภาพอากาศ

    รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศที่สำคัญในรัฐโคโลราโด ท่ามกลางเสียงเตือนว่าจะทำให้ ‘ความปลอดภัยสาธารณะตกอยู่ในความเสี่ยง’

    รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมยุบศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติ (NCAR) ในเมืองโบลเดอร์ รัฐโคโลราโด ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘อัญมณีล้ำค่า’ ด้านการวิจัยสภาพภูมิอากาศ หลังจากกล่าวหาว่าศูนย์ดังกล่าวได้เผยแพร่ ‘ความตื่นตระหนก’ ที่เกี่ยวกับวิกฤติโลกร้อน 

    โดยโพสต์บนโซเชียลมีเดียของผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณและการจัดการของทำเนียบขาว ระบุว่า “สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งสร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศกำลังมีการตรวจสอบอย่างครอบคลุม และกิจกรรมที่สำคัญใดๆ เช่น การวิจัยสภาพอากาศ จะถูกย้ายไปยังหน่วยงานหรือสถานที่อื่นแทน”

    เอาอีกแล้ว รัฐบาลทรัมป์เตรียมยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ

    แน่นอนว่าการยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศครั้งนี้ ได้รับการประณามอย่างรุนแรงจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งยืนยันว่า ศูนย์วิจัยแห่งนี้ได้สร้างผลงานและชื่อเสียง ในด้านความก้าวหน้าของการศึกษาแบบแผนสภาพอากาศ ซึ่งรวมถึงพายุหมุนเขตร้อน จนกลายเป็นอัญมณีล้ำค่าแห่งวงการวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งสมควรได้รับการพัฒนา ไม่ใช่ถูกปิดตัวลง

    เอาอีกแล้ว รัฐบาลทรัมป์เตรียมยุบศูนย์วิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ

    จาเร็ด โพลิส ผู้ว่าการรัฐโคโลราโด ยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลครั้งนี้อย่างเปิดเผยว่า นี่คือการทำให้ความปลอดภัยสาธารณะตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งศูนย์วิจัยแห่งนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เช่น ไฟป่าและน้ำท่วม ที่จะช่วยให้สหรัฐอเมริกา สามารถปกป้องรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

    ขณะที่ทำเนียบขาวกล่าวหาว่า ศูนย์วิจัยดังกล่าวดำเนินงานตาม “ทิศทางแบบโวค” (woke) ทั้งยังระบุว่ามีแต่โครงการที่สิ้นเปลืองและไร้สาระ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/861186&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ue9m9N3ifXDbJqX2SQ8oo

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn