Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • SCB EIC ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด หลังประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปีหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด หลังประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปีหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.25เพื่อให้ภาวะการเงินผ่อนคลายภายใต้เศรษฐกิจที่จะชะลอลงชัดเจนและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการบรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบางและเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน มองไปข้างหน้า กนง. พร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่อาจเปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงเสถียรภาพระบบการเงินระยะยาว และ Policy space ที่มีจำกัด ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และภาวะการเงิน (รูปที่ 1) กนง. ประเมินว่า

    รูปที่ 1 : แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2025 – 2027 ของ ธปท. (ณ ธ.ค. 2025)

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ ธปท.

    • เศรษฐกิจจะชะลอลงชัดเจน จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ การส่งออกที่จะได้รับผลกระทบ
      จากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และมีปัจจัยลบ/ปัจจัยเสี่ยงเข้ามาเพิ่มเติม ได้แก่ (1) สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ จะยังส่งผลลบต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องไปถึงช่วงปีหน้า และ (2) ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้งบประมาณปี 2027 ประกาศใช้ล่าช้า
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะเฉลี่ยติดลบ และไม่เข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า โดยยังคงเป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับลดลงตามราคาพลังงานโลก และมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ โดยความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก
    • สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง จากทั้งความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามการชะลอลงของอุปสงค์ในประเทศ และสถาบันการเงินที่ยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เงินบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค (รูปที่ 2) ตามแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย
    • 3 ปัจจัยหลักที่ กนง. จะติดตาม ได้แก่ 1) มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีออกมาเพิ่มเติม
      2) การขยายตัวของสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท และ 3) ความเสี่ยงเงินฝืด

    รูปที่ 2 : เงินบาทแข็งค่านำเกือบทุกสกุลเงินในภูมิภาค

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Bloomberg

    SCB EIC มองว่าการสื่อสารของ กนง. ในครั้งนี้ต่างจากการสื่อสารในครั้งก่อน ๆ หลายประเด็น ได้แก่

    1. กนง. มองเศรษฐกิจชะลอตัวลง “ชัดเจน” ในปีหน้า โดยเน้นสื่อสารปัจจัยลบ และความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามากกว่าการสื่อสารถึงตัวเลขเศรษฐกิจและการส่งออกที่ออกมาค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา และเปิดเผยมุมมองต่อเศรษฐกิจปี 2027 เพิ่มเติมด้วยว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นแต่จะยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งเป็นการสื่อสารให้ภาพเศรษฐกิจไปข้างหน้าที่ค่อนข้างระมัดระวัง โดยประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2027 จะขยายตัวได้เพียง 2.3%YOY
    2. กนง. จะติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่าง “ใกล้ชิด” โดยเริ่มสื่อสารถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ในประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการสื่อสารเพิ่มเติมจากการประชุมรอบก่อน ๆ ที่เน้นประเด็นว่าความเสี่ยงเงินฝืดมีน้อย โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงปัจจัยด้านอุปสงค์มากนัก แต่ในรอบนี้เริ่มพูดถึงปัจจัยด้านอุปสงค์ที่มีบทบาทประคองเงินเฟ้อทั่วไปได้น้อยลง
    3. กนง. กังวลบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค พร้อมพิจารณามาตรการลดแรงกดดันบาทแข็ง ซึ่งโดยปกติแล้ว กนง. มักไม่กล่าวถึงมาตรการดูแลเงินบาทใน Statement

    โดยรวม Statement ในครั้งนี้ให้ท่าทีผ่อนคลาย (Dovish tone) มากกว่าการสื่อสารครั้งก่อน ๆ และให้น้ำหนักกับ
    ความเสี่ยงของเศรษฐกิจ และการตึงตัวของภาวะการเงินชัดเจนมากขึ้น

    IMPLICATIONS

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งภายในครึ่งแรกของปีหน้า เนื่องจาก

    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายต้องสอดคล้องกับ เศรษฐกิจไทยที่จะโตต่ำกว่าศักยภาพไปอีกอย่างน้อย 2 ปี
      โดย กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัวเพียง 1.5%YOY (เท่ากับประมาณการของ SCB EIC
      ณ ธันวาคม 2025) เป็นระดับการเติบโตที่ต่ำที่สุดนอกช่วงวิกฤต ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา (รูปที่ 3) นอกจากนี้ กนง. ยังมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2027 จะยังทำได้ไม่เต็มที่เนื่องจากเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
      จึงทำให้เศรษฐกิจในช่วง 3 ปีนี้ (2025 – 2027) มีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.0%YOY ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจต้องปรับลดลงอีกเพื่อให้สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจที่จะขยายตัวต่ำและฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    รูปที่ 3 : เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจโตต่ำสุดในรอบ 30 ปี (ไม่นับช่วงวิกฤต)

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ ธปท. และ สศช.

    • อัตราเงินเฟ้อไทยที่อยู่ต่ำมากเป็นระยะเวลายาวนาน อาจกดดันการทำกำไรของภาคธุรกิจและการเติบโตของรายได้ครัวเรือน
      • ในช่วงที่ผ่านมาระดับราคาผู้บริโภคไทยแทบไม่เติบโตเลย (รูปที่ 4) ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางของเศรษฐกิจประเทศในภูมิภาคส่วนใหญ่ แต่มีทิศทางคล้ายกับระดับราคาผู้บริโภคจีนซึ่งประสบปัญหาอุปสงค์ในประเทศซบเซาที่ค่อนข้างรุนแรง และหากดูจากประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของ ธปท. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2024-2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.2%

    รูปที่ 4 : ระดับราคาผู้บริโภคของไทยเติบโตต่ำมากในช่วงที่ผ่านมา

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูล BIS และ CEIC

      • อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำมากนี้อาจกดดันการทำกำไรของภาคธุรกิจที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าและบริการเพิ่มได้ ซึ่งจะส่งผลมายังรายได้ของครัวเรือนที่เติบโตได้ต่ำ นอกจากนี้ อาจทำให้ครัวเรือนเผชิญกับภาวะ “Debt deflation” ผ่านภาระหนี้ครัวเรือนที่ลดลงช้า เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับเหมาะสมที่จะช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนในรูปมูลค่าที่แท้จริงได้ ทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกที่ลดทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation)
    • ภาวะการเงินจะยังคงตึงตัวต่อภาคครัวเรือนและ SMEs ขณะที่ความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ลดลง สะท้อนผ่านยอดสินเชื่อคงค้างที่หดตัวเป็นวงกว้าง นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงจึงจะเข้ามามีบทบาทในการลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ ซึ่งจะช่วยให้ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวน้อยลง

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีกครั้งมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2026 เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะ Debt deflation ที่อาจกดดันการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้นได้ในระยะข้างหน้า

    บทวิเคราะห์โดย… https://www.scbeic.com/th/detail/product/policyrate171225

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hl-umOOwpVxUVASuAekXJ

  • เรื่องมันมีอยู่ว่า ‘ตอกฝาโลง’หรือ‘แง้มประตู’ ชงประชามติมีรธน.ฉบับใหม่  , ‘พรรคลุงรัง’มีลุ้นสนามกรุงเทพ จับมือ‘วิลาศ’ชูโกงต้องประหาร

    เรื่องมันมีอยู่ว่า ‘ตอกฝาโลง’หรือ‘แง้มประตู’ ชงประชามติมีรธน.ฉบับใหม่ , ‘พรรคลุงรัง’มีลุ้นสนามกรุงเทพ จับมือ‘วิลาศ’ชูโกงต้องประหาร

    เรื่องมันมีอยู่ ครม.เคาะคำถามประชามติขั้นแรก  และส่งให้ กกต.พิจารณาเพื่อทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เกมขบเหลี่ยมระหว่างพรรคน้ำเงินกับส้ม  คนลงคะแนนจะสับสนขนาดไหน และการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนักการเมือง หรือเพื่อแก้ปัญหา<>พรรคเศรษฐกิจ ของบิ๊กตี๋ อาจถูกใจคนกรุงเทพด้วยลีลา ห้าวเกินเบอร์ แต่โดนใจ<> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

    ‘ตอกฝาโลง’หรือ‘แง้มประตู’

    ชงประชามติมีรธน.ฉบับใหม่

    ‘ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่’ เป็น‘คำถาม’ ที่คณะรัฐมนตรีได้ทำการเคาะออกมาแล้วส่งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.เดินหน้าลงประชามติพร้อมเลือกตั้งในวันที่  8 กุมภาพันธ์ 2569

    ได้ยิน ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจกแจงแถลงไขว่า ครม.มีมติเห็นชอบกรอบการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 เพื่อขอความเห็นชอบจาก ‘ประชาชน’ ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้กำหนดวันออกเสียงประชามติเป็น‘วันเดียว’กับการเลือกตั้งส.ส.เป็นการทั่วไป คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อลดภาระงบประมาณ อำนวยความสะดวกประชาชนในการใช้สิทธิในคราวเดียว และช่วยลดภาระด้าน‘การจัดการ’ ของ กกต. ‘ทั้งหมดนั้น’ เป็น ‘เหตุและผล’อย่างเป็นทางการ แต่ในทางการเมืองสามารถ ‘มองได้ 2 ทาง’

    ทางหนึ่ง มองว่านี่อาจจะเป็น ความต้องการของพรรครัฐบาลภูมิใจไทยและพรรคพันธมิตรจริงๆที่ ‘ปรารถนา’ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการผูกประชามติเข้ากับการเลือกตั้ง แต่ ‘อีกทาง’ ซึ่งดูแล้วน่าจะสอดคล้องกับสภาพการปัจจุบันที่มีเรื่อง ‘ปากท้อง-ทุนเทา’ ซึ่ง ‘คนทั่วไป’ มองว่า สำคัญกว่าประเทศ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการแก้ไขเพื่อ ‘การเมือง’มากกว่าเพื่อ ‘แก้ไขปัญหา’

    ที่สนใจคือ การมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็น ‘ธงนำ’ ของพรรคประชาชนในการรณรงค์หาเสียง จึงเกิดการ ‘ของการนำ’ กันเกินเกิดขึ้น

    ส่วนอีกทางหนึ่งมองว่า เพื่อให้ได้ข้อสรุปกันให้ชัดแจ้งแดงแจ๋ไปเลยว่า ตกลงสังคมไทย ต้องการ‘แก้ไข’ อย่างที่การเมืองบางฝ่ายกล่าวอ้างกันเรื่อยมาจริงๆ เหรอ และหาก ‘ผลออกมา’ ว่าไม่ให้แก้ไขทั้งฉบับ ‘ธง’ ที่พรรคประชาชนใช้หาเสียงจะ ‘หักลง’ ทันที

    ซึ่งนั่นก็หมายความว่า การแก้ไขทั้งฉบับจะไม่เกิดขึ้น แต่หากจะแก้ไขต้องเสนอแก้เป็น ‘รายมาตรา’ซึ่งทุกวันนี้สามารถทำได้อยู่สถานเดียว

    หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ‘ผ่าน’ เท่ากับการ ‘แง้มประตู’ เพื่อเริ่มกระบวนการให้มี ‘คณะผู้ร่าง’ มาทำการยกร่างแก้ไข แต่หาก ‘ไม่ผ่าน’ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะไม่ต่างอะไรกับการถูกตอกตะปู‘ปิดผาโลง’

    การเลือกตั้งควบการทำประชามติจึงเป็น ‘เดิมพันอนาคต’ ที่สูงยิ่งของ ‘ประเทศไทย’

    <<<<>>>>> 

    ‘พรรคลุงรัง’มีลุ้นสนามกรุงเทพ

    จับมือ‘วิลาศ’ชูโกงต้องประหาร

    เป็นอดีต สส.หลายสมัย สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แม้ 2 สมัยที่ผ่านมาจะห่างหายจากสภาแต่ ‘วิลาศ จันทร์พิทักษ์’  ผู้ที่ถูกเรียกขานจากสื่อมวลชนให้เป็น ‘มือปราบรัฐสภา’ ไม่มีชื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ‘สีฟ้า’ ทั้งแบบ ‘เขตเลือกตั้ง’ และแบบ ‘บัญชีรายชื่อ’

    ท่ามกลางข่าวลือก่อนหน้านี้ และกำลังกลาย ‘ข่าวจริง’ นั่นคือ การจับมือทำงานการเมืองกับ ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ที่มี ‘บิ๊กตี๋’ พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรค

    ด้วยบุคคล ‘ห้าวเป้ง’  คิดอย่างไร พูดไปอย่างนั้น  จึงไม่แปลกใจที่ ‘พล.อ.รังสี’ จะถูกพูดถึงอย่างมากในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้

    เอาเฉพาะเรื่องนโยบาย ปราบทุจริตคอร์รัปชั่น  ‘บิ๊กตี๋’ ที่ผู้ที่พูดแรง พูดตรง พูดชัด แต่ละดอกที่ออกไป ‘ตรงเข้าเป้า’  ไม่ใช่ยิงแบบ ‘วิถีโค้ง’ เหมือนที่นักการเมืองส่วนใหญ่ชอบทำกัน

    พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์  บิ๊กตี๋ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ลีลาดี แรงได้ใจ  มีสิทธิลุ้นสนามเลือกตั้งกรุงเท

    พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ บิ๊กตี๋ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ลีลาดี แรงได้ใจ มีสิทธิลุ้นสนามเลือกตั้งกรุงเท

    ครั้งหนึ่ง พล.อ.รังษี พูดถึงความผิดหวังของประชาชนต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ว่า

    ‘ขอให้ประชาชนอดทน และอย่าหมดหวังกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบตามรัฐธรรมนูญ พรรคเศรษฐกิจ จะผลักดันคนหน้าใหม่ทางการเมืองโดยพรรคเศรษฐกิจจะไม่ซื้อเสียงเป็นอันขาด เพราะการซื้อเสียงเป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชัน’

    ‘ปัญหาคอร์รัปชันซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหลาย ๆ อย่างในประเทศสามารถแก้ไขได้ พรรคเศรษฐกิจ มีนโยบายประหารผู้กระทำความผิดในฐานคอร์รัปชัน และต้องประหารภายใน 1 ปีโดยไม่มีการลดโทษ

    มั่นใจว่า เมืองไทยไม่สิ้นคนดี หากเราประหารนักการเมืองที่ทำการคอร์รัปชันจริง คนเลว คนขายชาติจะไม่กล้ามาทำงานการเมือง คนดี ๆ จะเข้ามาเป็นนักการเมือง ประเทศชาติจะเจริญในที่สุด’  

    หากจะหยุดคอร์รัปชัน ต้องประหารชีวิตเท่านั้น มาตรการนี้ ‘จีน’ ใช้แล้ว และ‘ได้ผล’ อย่างยิ่ง ส่วนในประเทศไทยโทษประหารชีวิตนั้น ‘ยังมีใช้อยู่’ แต่ยังไม่เคยใช้กับคดี ‘ทุจริตคอร์รัปชัน’

    ถ้า ‘วิลาศ’ เข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคเศรษฐกิจ ก็ต้องถือว่า การปราบคอร์รัปชันน่าจะ ‘เข้มข้น’กว่าที่ปากว่า เป็นแน่แท้

    เลือกตั้งรอบนี้ กติกาเหมือนปี 2566 ที่เบอร์พรรคก็เบอร์พรรค เบอร์สส.เขตก็ ‘คนละเบอร์’

    อะไรเกิดขึ้นได้ ‘ของแปลก-ของแรง -ของใหม่’ ถูกใจคนกรุงนักแล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/so-hear-the-story-referendum-ect-election-economic-party-villad-rungsri&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B6ifyD0RHsUG2EnW1j9Rz

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • KKPS ชี้ท่องเที่ยวไทยปี 69 ฟื้น รับนักท่องเที่ยวจีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อ่อนแอ การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนทิศทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย หลังข้อพิพาทล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของไทยจะเติบโต 4% สู่ 34.4 ล้านคนในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเพิ่มจาก 7% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ใกล้ระดับ 11% ที่เคยเห็นในปี 2019 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในเดือนธันวาคม

    ด้านการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ประกาศตารางบินฤดูหนาวล่าสุด สะท้อนจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่ภาคโรงแรมแนวโน้มรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังติดลบระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปีหน้า จากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา

    KKPS มองว่าโรงแรมต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์ จะเติบโตต่อเนื่อง มัลดีฟส์โดดเด่นจากฐานต่ำ บริษัท เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาดว่าจะเติบโตกำไรสูงสุดในกลุ่ม ราว 32% ในปี 2026 จากการฟื้นตัวของธุรกิจในมัลดีฟส์

    ภาคการบินไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3–6% สำหรับ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยกำไรของ AOT คาดเติบโต 24% จาก PSC ที่สูงขึ้น BA คาดเติบโต 5% จากเส้นทางสมุย ขณะที่ THAI คาดลดลง 8% จากต้นทุนที่สูงและการแข่งขันรุนแรง

    โดยรวม KKPS มองว่า CENTEL และ BA เป็นหุ้นเด่น โดย CENTEL ได้รับแรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ส่วน BA มีมูลค่าไม่แพง PER 8 เท่า, ROE 22% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8% พร้อมโอกาสเติบโตจาก PSC และสัมปทานธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    สำหรับ AOT KKPS มองว่าระดับราคาประมาณ 50 บาทหรือต่ำกว่า เป็นจังหวะน่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสรับประโยชน์จาก PSC ที่คาดได้รับการอนุมัติ และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าคาด จะหนุนกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่ม 3–5%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AG5syBBpU59Kfj86S_dmS

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • ตร.เดินหน้าเชิงรุกตรวจจับสารเสพติด ยกระดับการท่องเที่ยว พบรายที่ 676 ที่เมืองกาญจน์

    ตร.เดินหน้าเชิงรุกตรวจจับสารเสพติด ยกระดับการท่องเที่ยว พบรายที่ 676 ที่เมืองกาญจน์

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแนวคิด ความสะดวก – ความปลอดภัย – ความเป็นธรรม ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการสุ่มตรวจหาสารเสพติดในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงจรการท่องเที่ยวทุกมิติ ควบคู่กับการนำ เทคโนโลยี AI มาใช้ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วง High Season โดยผลการดำเนินงานเชิงรุก จากการสุ่มตรวจปัสสาวะพนักงานสถานประกอบการในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 24 สถานประกอบการ จำนวน 295 คน ไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด ทุกสถานประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความตื่นตัวและความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด  

    อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้นำระบบ กล้องอัจฉริยะ (AI) มาใช้ตรวจจับและแจ้งเตือนบุคคลตามหมายจับในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยระบบ AI ตรวจพบและแจ้งเตือนบุคคลตามหมายจับบริเวณ สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี สามารถจับกุมได้ทันที นับเป็น รายที่ 676 ของประเทศ สะท้อนถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของเทคโนโลยี AI ของ บช.ทท. แจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชม. ตำรวจท่องเที่ยวขอความร่วมมือจากประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ หากพบเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว หรือการกระทำผิดกฎหมาย สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155เพื่อร่วมกันสร้าง ชุมชนท่องเที่ยวที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ยกระดับความเชื่อมั่น และเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานนานาชาติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000122022&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19KPXdTMnvnTkQ_C1P2qlS

  • กรุงเทพฯ ยืนหนึ่ง ! ครองแชมป์ เมืองที่ต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2568

    กรุงเทพฯ ยืนหนึ่ง ! ครองแชมป์ เมืองที่ต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2568

              กรุงเทพฯ ยืนหนึ่ง เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2568 บินมาแล้ว 30.3 ล้านคน นี่แหละจุดหมายที่ต่างชาติหลงรัก

              วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ Euromonitor International เผยรายงานดัชนี 100 เมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ประจำปี 2569 (Top 100 City Destinations Index 2025) พบข้อมูลที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าในปีนี้ กรุงเทพฯ ยืนหนึ่ง ในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ถึง 30.3 ล้านคน แม้จะเผชิญอุปสรรคด้านการท่องเที่ยวจากค่าเงินท้องถิ่นที่แข็งค่าขึ้น ความกังวลด้านความปอดภัล และการแข่งขันในภูมิภาคที่ดุเดือดขึ้น

              ส่วน ฮ่องกง ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือน 23.2 ล้านคน โดยเป็นตัวเลขที่เติบโตขึ้น 6% ส่วนหนึ่งที่เมืองนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยว มาจากการเปิดตัวสนามกีฬาไคตั๊ก เพื่อจัดอีเวนต์การแข่งขันฟุตบอลนานาชาติ และกลับมาเปิดอาคารผู้โดยสาร 2 ของท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง

              โดยสำหรับ 10 อันดับ เมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ประจำปี 2568 มีดังนี้

              1. กรุงเทพฯ ประเทศไทย จำนวนนักท่องเที่ยว 30.3 ล้านคน

              2. ฮ่องกง จำนวนนักท่องเที่ยว 23.2 ล้านคน

              3. ลอนดอน สหราชอาณาจักร จำนวนนักท่องเที่ยว 22.7 ล้านคน

              4. มาเก๊า จำนวนนักท่องเที่ยว 20.4 ล้านคน

              5. อิสตันบูล ตุรกี จำนวนนักท่องเที่ยว 19.7 ล้านคน

              6. ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวนนักท่องเที่ยว 19.5 ล้านคน

              7. เมกกะ ซาอุดีอาระเบีย จำนวนนักท่องเที่ยว 18.7 ล้านคน

              8. อันตัลยา ตุรกี จำนวนนักท่องเที่ยว 18.6 ล้านคน

              9. ปารีส ฝรั่งเศส จำนวนนักท่องเที่ยว 18.3 ล้านคน

              10. กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย จำนวนนักท่องเที่ยว 17.3 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/251001&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PrSXxnFAu-GfspNKLmRj_

  • KKPS ชี้ท่องเที่ยวไทยปี 69 ฟื้น รับนักท่องเที่ยวจีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อ่อนแอ การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนทิศทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย หลังข้อพิพาทล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของไทยจะเติบโต 4% สู่ 34.4 ล้านคนในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเพิ่มจาก 7% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ใกล้ระดับ 11% ที่เคยเห็นในปี 2019 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในเดือนธันวาคม

    ด้านการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ประกาศตารางบินฤดูหนาวล่าสุด สะท้อนจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่ภาคโรงแรมแนวโน้มรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังติดลบระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปีหน้า จากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา

    KKPS มองว่าโรงแรมต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์ จะเติบโตต่อเนื่อง มัลดีฟส์โดดเด่นจากฐานต่ำ บริษัท เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาดว่าจะเติบโตกำไรสูงสุดในกลุ่ม ราว 32% ในปี 2026 จากการฟื้นตัวของธุรกิจในมัลดีฟส์

    ภาคการบินไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3–6% สำหรับ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยกำไรของ AOT คาดเติบโต 24% จาก PSC ที่สูงขึ้น BA คาดเติบโต 5% จากเส้นทางสมุย ขณะที่ THAI คาดลดลง 8% จากต้นทุนที่สูงและการแข่งขันรุนแรง

    โดยรวม KKPS มองว่า CENTEL และ BA เป็นหุ้นเด่น โดย CENTEL ได้รับแรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ส่วน BA มีมูลค่าไม่แพง PER 8 เท่า, ROE 22% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8% พร้อมโอกาสเติบโตจาก PSC และสัมปทานธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    สำหรับ AOT KKPS มองว่าระดับราคาประมาณ 50 บาทหรือต่ำกว่า เป็นจังหวะน่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสรับประโยชน์จาก PSC ที่คาดได้รับการอนุมัติ และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าคาด จะหนุนกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่ม 3–5%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AG5syBBpU59Kfj86S_dmS

  • ไทยติดสูงมาก! เปิดอันดับประเทศ “คนหนี้ท่วม” ที่สุดในโลก

    ไทยติดสูงมาก! เปิดอันดับประเทศ “คนหนี้ท่วม” ที่สุดในโลก

    หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งติดท็อปโลก ปี 2025 สูงเป็นอันดับ 7 โลก น่าห่วงกู้เพื่อใช้จ่ายมากกว่าสร้างความมั่งคั่ง สะท้อนปัญหาปากท้อง

    สถานการณ์หนี้ครัวเรือนทั่วโลกในปี 2025 กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลล่าสุดชี้ว่าหลายประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้ามีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ในระดับสูง เนื่องจากประชาชนเข้าถึงระบบสินเชื่อได้ง่าย ขณะที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก โดยทั้ง 10 อันดับ มีดังนี้

    ประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงสุดในปี 2025 ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา ซึ่งครองอันดับสูงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยมีหนี้ครัวเรือนมากกว่า 100% ของจีดีพี ขณะที่ออสเตรเลียมีสัดส่วนสูงถึง 112.7% ของจีดีพี (ข้อมูล ณ มีนาคม 2025) ส่วนประเทศไทยติดอันดับ 7 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ โดยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 86–90% ของจีดีพี

    ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2025 ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.8-87.7% ส่งผลให้ไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก อันดับ 2 ของเอเชีย และสูงที่สุดในอาเซียน สะท้อนภาระหนี้ที่กดดันเศรษฐกิจครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน

    ไทยหนี้สูงกว่าเพื่อนบ้านในเอเชีย

    เมื่อเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชีย พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงกว่ามาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีหนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 20% ของจีดีพีเท่านั้น ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนโครงสร้างการก่อหนี้ที่ไม่เหมือนกันระหว่างประเทศ

    Trading Economics วิเคราะห์ว่า หนี้ครัวเรือนไทยที่เพิ่มสูงขึ้นถือว่าอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา โดยสาเหตุสำคัญมาจากการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มากกว่าการนำเงินไปลงทุนหรือสร้างสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งในระยะยาว

    กู้เพื่อบริโภค เสี่ยงกระทบเสถียรภาพการเงินระยะยาว

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศที่มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งการกู้ยืมส่วนใหญ่นำไปลงทุน ทำธุรกิจ หรือซื้อที่อยู่อาศัย ในขณะที่ครัวเรือนไทยจำนวนมากกลับก่อหนี้เพื่อการบริโภคเป็นหลัก ส่งผลให้ภาระหนี้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

    เกณฑ์ยั่งยืนควรไม่เกิน 80% ไทยเกินมาตั้งแต่ปี 2012

    ธนาคารเพื่อการชำระธุรกรรมระหว่างประเทศ (BIS) ระบุว่า ระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ยั่งยืนควรไม่เกิน 80% แต่ประเทศไทยมีสัดส่วนเกินระดับดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2012 หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากวิกฤตน้ำท่วมปี 2554–2555 และภาระหนี้พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 94.6% ในปี 2021 ช่วงการระบาดของโควิด-19

    ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2025 ภาระหนี้ครัวเรือนของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 144,871 บาทต่อครัวเรือน โดยหนี้เพื่อการบริโภคมีสัดส่วนสูงสุด 39.6% รองลงมาคือหนี้ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ 34.7% หนี้ภาคเกษตร 16.7% หนี้ลงทุนภาคธุรกิจ 7.4% และหนี้เพื่อการศึกษา 1.4%

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งในมิติของการสร้างรายได้ การควบคุมการก่อหนี้ และการส่งเสริมวินัยทางการเงิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

    1. Trading Economics
    2. Bank for International Settlements (BIS)
    3. สำนักงานสถิติแห่งชาติ
    4. Nikkei Asia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9863162/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aCI26Vxpk34NtqhmDh4L1