Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    สถานการณ์ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตระหนกและคำถามมากมายให้กับสาธารณชน ภาพข่าวการปะทะและการตอบโต้ทางทหารอาจทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าสถานการณ์ดังกล่าวคือการแย่งชิงดินแดนรูปแบบเดิม 

    แต่หากพิจารณาลึกลงไปในยุทธวิธีและเป้าหมาย กลับพบว่า “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” คือการต่อสู้รูปแบบใหม่ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงปลอดภัยจากขบวนการต้มตุ๋นระดับโลก

    จากสมรภูมิชายแดน สู่ภารกิจทลายรัง

    จากสมรภูมิชายแดน สู่ภารกิจทลายรัง “แก๊งสแกมเมอร์”

    สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในปฏิบัติการครั้งนี้ คือการเปลี่ยนเป้าหมายทางยุทธวิธีของกองทัพไทย จากการโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายตรงข้าม ไปสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอาคารพลเรือน เช่น กาสิโน โรงแรม และรีสอร์ตหรูในฝั่งกัมพูชา อย่างน้อย 6 แห่ง

    รายงานข่าวกรองระบุตรงกันว่า สถานที่เหล่านี้ถูกใช้เป็นฉากหน้าของ แก๊งสแกมเมอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ภายในอาคารถูกดัดแปลงเป็นศูนย์บัญชาการรบ ห้องควบคุมโดรน และคลังอาวุธ

    กองทัพไทยจึงนิยามปฏิบัติการนี้ว่าเป็น “สงครามไฮบริด” (Hybrid War) ที่มุ่งตัดท่อน้ำเลี้ยงและทำลายฐานปฏิบัติการของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยอ้างความชอบธรรมว่าอาคารเหล่านี้ถูกดัดแปลงใช้ในทางทหาร ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติเรื่องการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

    ท่าที “มหาอำนาจ” สหรัฐฯ-จีน ไม่ได้ห้าม…แถมยังแอบ ‘ให้ไฟเขียว’

    ตามปกติแล้ว มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนมักจะออกมาเรียกร้องให้หยุดยิงทันทีเมื่อเกิด ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่ครั้งนี้กลับเกิดปรากฏการณ์ความเงียบที่ผิดไปจากปกติ 

    Bloomberg วิเคราะห์ว่า ท่าทีของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนการ “ให้ไฟเขียวโดยปริยาย” (Tacit Green Light) เนื่องจากเป้าหมายที่ถูกโจมตีมีความเชื่อมโยงกับ “ตรี เพียบ” (Try Pheap) นายทุนใหญ่ผู้ใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้ในข้อหาทุจริตและพัวพันกับเครือข่ายอาชญากรรม

    ขณะเดียวกัน จีนก็แสดงจุดยืนสนับสนุนการ ปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ของไทยอย่างเปิดเผย เพราะชาวจีนตกเป็นเหยื่อรายใหญ่ของขบวนการนี้ 

    การที่ไทยลุกขึ้นมาจัดการกวาดล้างจึงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองมหาอำนาจ

    เบื้องหลังปฏิบัติการกวาดล้าง 'ทุนสีเทา-สแกมเมอร์'

    ‘Scambodia’ ทุบเศรษฐกิจ พ่นพิษใส่ Trip.com

    ผลกระทบจากภาพลักษณ์ด้านลบที่กัมพูชาถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรม หรือ ‘Scambodia’ ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ Trip.com แพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก ที่ต้องประกาศระงับข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชา หลังเซ็นสัญญาได้เพียง 16 วัน (1 ธันวาคม 2568)

    สาเหตุหลักเกิดจากกระแสต่อต้านของผู้ใช้งานชาวจีนและไทย ที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล จนนำไปสู่การคว่ำบาตรแอปพลิเคชัน สะท้อนให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อ แก๊งสแกมเมอร์ มีอิทธิพลเหนือข้อตกลงทางธุรกิจ และสร้างความเสียหายได้โดยไม่ต้องรอมาตรการจากรัฐ

    ในเวทีระหว่างประเทศ ไทยได้แสดงบทบาทนำอย่างแข็งขัน โดยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “International Conference on The Global Partnership Against Online Scams” ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในเวทีนานาชาติ โดยมีผู้แทนจากกว่า 60 ประเทศเข้าร่วม

    สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักร่วมกันของประชาคมโลกต่อปัญหานี้ แต่เป็นที่ “น่าเสียดาย” ที่กัมพูชาไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วม

    เมื่อไร้ซึ่งวี่แววของการปรากฏตัว ส่งผลให้กัมพูชาต้องเผชิญแรงกดดันทางการทูตอย่างหนัก และยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ของกัมพูชาในเวทีโลกให้ติดลบลงไปอีก

    ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    จีนเหยียบเรือสองแคม สมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา

    จีนดำเนินนโยบายที่ซับซ้อนในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ในด้านหนึ่ง จีนคือผู้สนับสนุนหลักในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างแข็งขัน

    การเดินทางเยือนไทยของนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน โดยเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

    รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจีนที่ต้องการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง

    แต่อีกด้านหนึ่ง จีนก็พยายามเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยทางการทูต โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ต่อสายตรงถึงรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและกัมพูชาเพื่อเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและลดความตึงเครียด พร้อมเสนอตัวเป็น “สะพานเชื่อม” เพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างสองประเทศ

    บทบาทสองด้านของจีนคือการดำเนินกลยุทธ์แบบสมดุลที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดี จีนต้องการปฏิบัติการทางทหารของไทยเพื่อกำจัดเครือข่ายสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อพลเมืองจีน

    แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจยอมให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาคที่จะเป็นภัยต่อการลงทุน บุคลากร และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในภาพรวมของตนเองได้

    ยุทธศาสตร์พลิกเกมของไทย จาก ‘ผู้รุกราน’ สู่ ‘ผู้พิทักษ์ด่านหน้าของโลก’

    ยุทธศาสตร์พลิกเกมของไทย จาก ‘ผู้รุกราน’ สู่ ‘ผู้พิทักษ์ด่านหน้าของโลก’

    ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน กองทัพไทยยกระดับการทำสงครามข้อมูลข่าวสารได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการปรับวิธีนำเสนอเรื่องราว (Narrative) ต่อสายตาชาวโลกได้อย่างมีชั้นเชิง

    แทนที่จะปล่อยให้สังคมโลกมองไทยเป็นผู้รุกรานในข้อพิพาทชายแดน กองทัพกลับเลือกสื่อสารยุทธศาสตร์ใหม่อย่างชัดเจน ผ่านแถลงการณ์โดยนิยามว่า

    “Scam Army = Global Threat, Thailand = Frontline Defender” หรือ กองทัพสแกมเมอร์ = ภัยคุกคามระดับโลก, ประเทศไทย = แนวหน้าผู้พิทักษ์

    การวางกรอบ (Framing) เช่นนี้ถือเป็นการพลิกเกมที่ชาญฉลาด เพราะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์จากคู่ขัดแย้งในสงครามชายแดน ให้กลายเป็นตัวแทนประชาคมโลกที่กำลังต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

    ยุทธศาสตร์นี้ช่วยลดแรงกดดันทางการทูตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนจากท่าทีที่สงบทีเดียวของทั้งสหรัฐฯ และจีน

    บทสรุปของ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของพรมแดนอีกต่อไป แต่เป็นกรณีศึกษาของการทำสงครามยุคใหม่ที่ใช้ความชอบธรรมในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายความมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/post-analysis/735249&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sIsGCxCseouxpDM2jrHJa

  • “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองท่องเที่ยว

    รัฐบาลปลื้ม “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากที่สุด ประจำปี 68 คาดปี 69 เที่ยวบินรวม เพิ่มขึ้น 3% สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลปีใหม่

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลปลื้ม ผลสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก Euromonitor International ในหัวข้อ Top 100 City Destinations Index 2025กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย คว้าอันดับหนึ่ง ในฐานะเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 30.3 ล้านคน ตอกย้ำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล และสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของคนไทยในฐานะเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า จากรายงานข้อมูลของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ปีงบประมาณ 2568 (กันยายน 2567 -ตุลาคม 2568)ที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณเที่ยวบินรวม 904,796 เที่ยวบิน และเพิ่มขึ้นช่วงปลายปี ซึ่งจากตารางบิน Winter Schedule เดือนธันวาคม 2568 มีปริมาณเที่ยวบินรวม 84,543 เที่ยวบิน และในเดือนมกราคม 2569 คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวม 87,835 เที่ยวบิน ในขณะเดียวกัน ได้คาดการณ์ปริมาณเที่ยวบินในปีงบประมาณ 2569 (กันยายน 2568 – ตุลาคม 2569) รวม 928,165 เที่ยวบิน ประกอบด้วย เที่ยวบินระหว่างประเทศ 473,364 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 343,422 เที่ยวบิน เที่ยวบินบินผ่านน่านฟ้า 111,379 เที่ยวบิน โดยมีปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ย 2,543 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 3%

    ทั้งนี้ ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องช่วงปีใหม่ (วันที่ 29 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569) คาดการณ์ว่า จะมีเที่ยวบิน รวม 27,632 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,763 เที่ยวบิน รัฐบาลกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและเตรียมมาตรการด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้การจัดการจราจรทางอากาศปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และลดความล่าช้า

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_980947/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wD07RZbIN-qj8HYL2AKSq

  • ‘อิสริยะ’ ลาออก Blognone เว็บ IT ดัง เผยเหตุเล่นการเมือง ลง สส.ปชน.

    ‘อิสริยะ’ ลาออก Blognone เว็บ IT ดัง เผยเหตุเล่นการเมือง ลง สส.ปชน.

    Politics

    20 ธ.ค. 2025 เวลา 10:54 น.

    'อิสริยะ' ลาออก Blognone เว็บ IT ดัง เผยเหตุเล่นการเมือง ลง สส.ปชน.

    ‘อิสริยะ’ ประกาศลาออกจาก Blognone เว็บไซต์ไอทีดัง หลังร่วมก่อตั้งนาน 21 ปี ลงสมัคร สส.ปชน. เผยสาเหตุเล่นการเมือง เข้าไปแก้ปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลง

    • นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ หรือ ‘mk’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารเพื่อทำงานด้านการเมือง
    • เตรียมลงสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชน (ปชน.)
    • เว็บไซต์ Blognone จะยังคงดำเนินงานต่อไปโดยทีมงานชุดเดิม แต่นายอิสริยะจะยังร่วมเขียนบทความในฐานะผู้ร่วมเขียนที่ไม่รับค่าตอบแทน (unpaid contributor)

    เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2568 เว็บไซต์ Blognone เว็บไซต์ข่าวสารภาษาไทยที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเปิดดำเนินการในไทยมากว่า 21 ปี โพสต์แจ้งข่าว กรณีผู้ใช้งาน mk หรือชื่อจริงนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารไลน์แมน และวงใน ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของ Blognone

    โดย mk (อิสริยะ) ระบุว่า สวัสดีครับ ผมมาแจ้งข่าวว่าได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของกลุ่มบริษัท LINE MAN Wongnai ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Blognone แล้ว ด้วยเหตุผลว่าต้องการไปทำงานด้านการเมือง ตามที่ปรากฏในข่าวตามสื่อมวลชนช่องทางต่างๆ การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลเฉพาะตัวผมเพียงคนเดียว เว็บไซต์ Blognone จะยังเดินหน้าต่อไปภายใต้ทีมงานชุดเดิม ซึ่งมีคุณ lew และ arjin เป็นกำลังหลักในตอนนี้

    mk ระบุอีกว่า ผมยังจะมาร่วมเขียนเนื้อหาบน Blognone ต่อไปในฐานะ unpaid contributor ตามที่โอกาสอำนวย และกฎเกณฑ์ทางกฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ ในฐานะ co-founder ก็ต้องขอบคุณสมาชิก Blognone ที่บางท่านอาจอยู่ร่วมกันมายาวนานตั้งแต่ยุคแรกๆ ซึ่งก็ถือว่านานมากคือ 21 ปีแล้ว มองย้อนกลับไปในตอนนั้น เราเปิดเว็บกันเล่นๆ just for fun ก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะทำมาได้ยาวนานขนาดนี้

    'อิสริยะ' ลาออก Blognone เว็บ IT ดัง เผยเหตุเล่นการเมือง ลง สส.ปชน.

    เวลา 21 ปีถือว่ายาวนาน สังคมโลกและไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย แต่ผมคิดว่าเจตจำนงยังเหมือนเดิม Blognone เกิดขึ้นเพราะในยุคสมัยนั้นไม่มีสื่อไอทีแบบที่เราต้องการ เราอยากได้จึงต้องลงมือทำมันเอง เหตุผลในการเปลี่ยนสถานะของผมก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อมองไปทางไหนในประเทศไทยก็เจอแต่ปัญหาเต็มไปหมด รอมานานก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นสักเท่าไร ทางแก้ก็คงเหลือทางเดียว อยากได้ก็ต้องทำเองครับ

    อ่านรายละเอียด คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1213046&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VrNIbDUxa8mEpvaHYyaTu

  • ตอบแทนความผูกพัน “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกัน”ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบของขวัญรับปีใหม่ เสิร์ฟสุขเลือกได้

    ตอบแทนความผูกพัน “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกัน”ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบของขวัญรับปีใหม่ เสิร์ฟสุขเลือกได้

    ไอที

    ตอบแทนความผูกพัน “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกัน”ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบของขวัญรับปีใหม่ เสิร์ฟสุขเลือกได้

    วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ตอบแทนความผูกพัน “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกัน”ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบของขวัญรับปีใหม่ เสิร์ฟสุขเลือกได้
    ชวนอิ่มฟรีวันเดียว บาร์บีคิว พลาซ่า หรืออร่อยข้ามปีกับแบรนด์ดังห้ามพลาด! เช็กสิทธิ์ 18-22 ธ.ค. นี้

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ภายใต้แนวคิด “UP สัญญาณ UP ความสุข” เปลี่ยนช่วงเวลาส่งท้ายปีให้เป็นฤดูกาลแห่งความประทับใจ ด้วยการมอบของขวัญสุดพิเศษแทนคำขอบคุณแด่ลูกค้า* ทรู-ดีแทค5G ทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ และทรู คอนเวอร์เจนซ์ ที่อยู่เคียงข้างกันมาอย่างยาวนาน สานต่อแคมเปญ “ยิ่งอยู่นาน…ยิ่งรักกัน” เปิดภาคต่อ “อัพสัญญาณความสุข อิ่มฟรีรับปีใหม่” ส่งต่อประสบการณ์ความสุขคัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของลูกค้าอย่างแท้จริง ตรวจสอบสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 18–22 ธ.ค. 68 ผ่าน แอปทรู (True App) หรือคลิก https://www.true.th/campaign/special-privilege โดยเลือกรับความสุขได้เองใน 2 รูปแบบ

    1. สุขด้วยกันวันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม ที่บาร์บีคิว พลาซ่า เพราะมื้ออาหารคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการกระชับความสัมพันธ์ ทรูผนึกกำลังกับ บาร์บีคิว พลาซ่า มอบมื้อพิเศษให้ลูกค้าอิ่มฟรีพร้อมกันทั่วประเทศใน วันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม 2568 (วันเดียวเท่านั้น) เพื่อสร้างความทรงจำที่อบอุ่นร่วมกับคนสำคัญ
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 10 ปี รับฟรี ชุด Happy Always Set มูลค่า 339 บาท แทนคำขอบคุณที่เชื่อมั่นในกันและกันเสมอมา
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 5 ปี รับฟรี ชุด Happy Together Set มูลค่า 249 บาท เติมเต็มช่วงเวลาดีๆ ให้แก่กันทรู พร้อมเต็มทุกความสุข
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 1 ปี รับฟรี ชุด Happy Moment Set มูลค่า 129 บาท จุดเริ่มต้นความสุขที่สดใส
    2. สุขในแบบคุณ อร่อยข้ามปีกับ 3 แบรนด์ดัง มอบอิสระในการใช้สิทธิ์ข้ามปีกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ ตั้งแต่ 24 ธันวาคม 2568 – 31 มกราคม 2569
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 10 ปี ดื่มด่ำรสชาติคลาสสิก รับฟรี เมนูโบราณ จากทรูคอฟฟี่ มูลค่า 85 บาท
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 5 ปี อิ่มอร่อยได้ทุกที่ รับฟรี โค้ดส่วนลด GrabFood มูลค่า 50 บาท (ไม่มีขั้นต่ำ)
    • ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 1 ปี เติมความสดชื่นง่ายๆ รับฟรี ไอศกรีมโคน แมคโดนัลด์ มูลค่า 12 บาท
    เงื่อนไขการรับสิทธิ์

    สิทธิพิเศษนี้มอบแก่ลูกค้า ทรู-ดีแทค5G ทรูออนไลน์ ทรูวิชั่นส์ และทรู คอนเวอร์เจนซ์ ที่อยู่นานกว่า 1 ปี และมียอดค่าใช้บริการ 300 บาท/ เดือนขึ้นไป

    • กดรับสิทธิ์ เปิดให้กดจองสิทธิ์ล่วงหน้าพร้อมกันในวันที่ 24 ธ.ค. 68 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ทางแอปทรู (True App) (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด) โดยเลือกอิ่มฟรีวันเดียว หรืออร่อยยาวข้ามปี ตามระยะเวลาการใช้บริการ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

    • ใช้สิทธิ์ เริ่มใช้สิทธิ์ อิ่มฟรีวันเดียว ที่บาร์บีคิว พลาซ่าพร้อมกันในวันที่ 24 ธ.ค. 68 หรือ อร่อยยาวข้ามปี ที่ทรูคอฟฟี่ GrabFood หรือ McDonald’s ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 68 – 31 ม.ค. 69

    ทรู พร้อมเติมเต็มทุกความสุข พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ เพื่อให้ช่วงเวลานี้เป็นมากกว่าการส่งท้ายปี แต่เป็นการเริ่มต้นศักราชแห่งความสุขที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

    *ลูกค้าที่อยู่นานกว่า 1 ปี และมียอดค่าใช้บริการ 300 บาท/ เดือนขึ้นไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/459423&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lfmnRwRg0E0_U7FAoiSM_

  • “พาณิชย์” เร่งเครื่องสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย รุกตลาดออนไลน์ เดินหน้า MOU “DIP x LINE” หนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับกลไกปราบสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

    “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย
    (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม
    (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
    (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g0a13wJsL3dPGr9ME0M-1

  • “พาณิชย์” เร่งเครื่องสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย รุกตลาดออนไลน์ เดินหน้า MOU “DIP x LINE” หนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับกลไกปราบสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

    “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย
    (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม
    (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
    (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g0a13wJsL3dPGr9ME0M-1

  • “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    จุดเปลี่ยนประเทศไทย จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 นี้หรือไม่ กำลังถูกจับตามองจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ “โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์” กรรมการและอุปนายกด้านต่างประเทศ สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ทายาทรุ่นที่ 2 บริษัท สยามมิตซุย จำกัด บริษัทเครื่องปรับอากาศของคนไทย และ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสายมู บริษัท อัลติเมท เดสตินี่ จำกัด กับความหวังรัฐบาลใหม่ ที่เขาคาดหวังว่าจะมีนโยบายที่ ไม่ “สร้างภาพ”  ไร้ “คอร์รัปชั่น ” ที่สำคัญคือต้อง “ไม่เอื้อนายทุน” กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง 

    นโยบายต้องเน้นผลประโยชน์ส่วนร่วม ไม่เอื้อนายทุน-ไม่คอร์รัปชั่น

    “เชาวนนท์” กล่าวว่า อยากเห็นนโยบายของพรรคการเมืองที่ไม่สร้างภาพ หรือเป็นนโยบายการลงทุนเพื่อเอื้อพวกพ้อง หรือ ผลประโยชน์ของนายทุน การขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเวลานี้ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเศรษฐกิจดิจิทัล จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด การส่งต่อนวัตกรรมสู่สากล โดยเฉพาะการสนับสนุนผ่านสตาร์ทอัพ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถกระตุ้นตัวเลข GDP ของประเทศให้เติบโตได้

    รัฐบาลชุดหน้าควรสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตตั้งแต่วัยเรียน เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่หากนักศึกษามีไอเดียและสามารถพิสูจน์แนวคิดได้ ก็ควรมีนักลงทุนพร้อมสนับสนุนเงินทุนทันทีโดยไม่ต้องรอให้มียอดขายมหาศาล

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    นอกจากนี้ยังมองว่านโยบายที่ดีต้องเน้น ผลประโยชน์ส่วนรวมและสร้างผลกระทบในวงกว้าง มากกว่าเรื่องพวกพ้อง หรือการคอร์รัปชั่น และต้องเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การทำภาพลักษณ์ให้ดูสวยงามเท่านั้น

    ชูบทบาท “Global Day One”

    สำหรับบทบาทของสมาคมฯในฐานะที่ “เชาวนนท์” เพิ่งรับตำแหน่งอุปนายกสมาคมฯด้านต่างประเทศ คือ การนำสตาร์ทอัพบุกตลาดโลก และ การเดินหน้า ปรับ Mindset ของสตาร์ทอัพ ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มธุรกิจ ที่ต้องคิดเพื่อขายตลาดโลก ไม่ใช่ คิดเพื่อขายแค่ในประเทศไทย

    “Global Day One” คือ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ โดยเขาอธิบายว่า ปัญหาสำคัญของสตาร์ทอัพไทยที่ผ่านมาคือการมี Local Mindset หรือการเน้นทำตลาดเฉพาะในประเทศตั้งแต่วันแรก ทำให้เมื่อเติบโตถึงจุดหนึ่งจะพบทางตัน และไม่สามารถสเกลต่อได้ แม้แต่ยูนิคอร์นบางรายก็ยังติดปัญหานี้

    จากนี้ สมาคมฯ มุ่งเน้นการปรับมายเซ็ทให้กับกลุ่มสตาร์ทอัพให้เป็น Global Day One คือการออกแบบผลิตภัณฑ์และวางแผนบุกตลาดโลกตั้งแต่วันที่เริ่มก่อตั้ง เพราะหากวางโครงสร้างไว้เพื่อตลาดในประเทศตั้งแต่แรก การจะเปลี่ยน ไปสู่ตลาดสากลในภายหลังจะทำได้ยากมาก

    นำร่องพาสตาร์ทอัพแมทชิ่งระดับโลก

    “เชาวนนท์” กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมฯได้พาสตาร์ทอัพไทยไปแมทชิ่งและออกบูธในตลาดพรีเมียมอย่างยุโรป พบว่าได้รับผลตอบรับดีเยี่ยมใน 2 งานหลัก ได้แก่

    • งาน Slush งานประจำปีที่สำคัญของเมืองเฮลซิงกิ (Helsinki) ประเทศฟินแลนด์ เป็นงานระดับนานาชาติ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่โลกสตาร์ทอัพและเทคโนโลยี ทั้งยังดึงดูดผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลกมารวมกันในงานนี้ โดยสมาคมฯร่วมกับสถานทูตและหน่วยงานภาครัฐพาสตาร์ทอัพ 10 ราย ไปนำเสนอผลงาน

    • งาน AsiaBerlin Summit 2025: Connecting Startup Ecosystems for Diversity and Innovation เยอรมัน โดยมีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย ประมาณ 5-6 ราย ได้เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ของบริษัท บนเวที พิชชิ่ง

    เขากล่าวว่า ในเวทีตลาดยุโรปนั้น ผลตอบรับถือว่าดีเกินคาด มีผู้สนใจเข้าฟังการ พิชชิ่ง จนห้องเต็มและมีการพูดคุยเจรจาธุรกิจต่อเนื่อง นักลงทุนในต่างประเทศให้ความสนใจตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนอย่างมาก ขณะเดียวกันสตาร์ทอัพไทยก็ได้เห็นสเกลการลงทุนที่แตกต่าง โดยในยุโรปอาจมีการพูดถึงตัวเลขการลงทุนสูงถึง 10-100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าสเกลปกติที่เคยพบเห็น

    สำหรับสตาร์ทอัพของประเทศไทยที่โดดเด่นและสามารถก้าวสู่ยูนิคอร์นได้ คือ สตาร์ทอัพเกี่ยวกับ AI เช่น “BOTNOI” AI Avatar ที่โต้ตอบแบบ Real-time และมีระบบแปลภาษา,สตาร์ทอัพเกี่ยวกับดาวเทียม เช่น RIFFAI ในการใช้ดาวเทียมสำรวจพลังงาน โดยทำงานคู่กับ AI ปัจจุบันขยายธุรกิจไปทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และกำลังมุ่งสู่สหรัฐฯ โดยมีผู้ก่อตั้งอายุเพียง 22 ปี

    VEKIN (เวคิน) สตาร์ทอัพไทยสาย Deep Tech ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีสีเขียว โดยพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้ AI และบล็อกเชน เพื่อช่วยให้การลดคาร์บอนและตรวจสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทำได้ง่ายขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์อย่างแอปพลิเคชัน CERO ที่ช่วยสะสมแต้มจากการทำกิจกรรมลดคาร์บอนในชีวิตประจำวัน และนำไปแลกสิทธิพิเศษ สร้างความยั่งยืนให้องค์กรและบุคคลทั่วไป ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ความต้องการในตลาดยุโรป

    สุดท้ายคือสตาร์ทอัพเกี่ยวกับ HealthTech เนื่องจากเป็นจุดแข็งสำคัญของไทยจากความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้ (เช่น การผ่าตัดไส้ติ่งในไทยราคา 5 แสนบาท ขณะที่ในสหรัฐฯ อาจสูงถึง 5 ล้านบาท) ดังนั้นประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางหรือฮับด้านสุขภาพด้วยบริการ ความสามารถในการรักษา ในราคาไม่สูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mz10uP83kN3xvXgGpI0p_

  • เวียดนามกำลังจะแซงไทย…จริงหรือ? 

    เวียดนามกำลังจะแซงไทย…จริงหรือ? 

    Economics

    เวียดนามกำลังจะแซงไทย…จริงหรือ? 

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คู่เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากมาเลเซีย ซึ่งก้าวข้ามไทยเป็นที่เรียบร้อยและกำลังจะก้าวผ่านเกณฑ์ของประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2030 มาเป็นอินโดนีเซียและเวียดนาม

    ทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามต่างเป็นเศรษฐกิจที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

    แต่ด้วยความคล้ายคลึงทั้งในเชิงโครงสร้าง ผลผลิต รวมไปถึงบริบทเกี่ยวข้องอื่นๆ ทำให้ไทยมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับเวียดนาม จนนำมาสู่คำถามที่ภายหลังเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า “เวียดนามกำลังจะแซงไทย…จริงหรือ?”

    หากเทียบกันเฉพาะขนาดเศรษฐกิจล้วนๆ ตัวชี้วัดเบื้องต้นที่พอนำมาเปรียบเทียบได้คือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ในปี 2024 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของไทยนั้นอยู่ที่ 461,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6,573 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร

    เทียบกับเวียดนามที่ไล่กวดมาติดๆ ที่ 405,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4,017 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร จะเห็นได้ว่าขนาดเศรษฐกิจของไทยและเวียดนามนั้นเริ่มที่จะใกล้เคียงกันมาก

    หากคำนวนคร่าวๆ โดยใช้อัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2021-2024 ของไทยที่ 2.17% และของเวียดนามที่ 5.81% จะได้ผลว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของเวียดนามจะแซงไทยภายในปี 2028-29 ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อประชากรจะแซงได้ช้ากว่ากันมาก คือในปี 2042

    อย่างไรก็ตาม หากใช้ภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ หรือ Purchasing Power Parity ในการเปรียบเทียบ ช่องว่างดังกล่าวก็จะยิ่งแคบลงไปอีก

    หากเปรียบเทียบกันเฉพาะของปี 2024 PPP ของไทยจะอยู่ที่ 1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 21,737.178 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร เทียบกับเวียดนามที่ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 14,415.216 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร

    หากคำนวนคร่าวๆ โดยใช้อัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2021-2024 ที่เท่ากันคือ 2.17% สำหรับไทย และ 5.81% สำหรับเวียดนาม PPP ของเวียดนามจะแซงไทยในปี 2026 ส่วน PPP ต่อหัวประชากรจะช้าไปถึงปี 2039 เป็นอย่างน้อย

    เพื่อสรุปให้เห็นภาพ เวียดนามมีโอกาสที่จะแซงไทยในแง่ของขนาดเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์ภายในปี 2030 หากวัดเฉพาะขนาดเศรษฐกิจรวมของทั้งประเทศ

    อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบในเชิงรายได้ต่อหัวประชากร เวียดนามยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15-20 ปีในการแซงไทย ปัจจัยสำคัญคือขนาดประชากรของเวียดนามที่มากถึง 101.6 ล้านคน เทียบกับไทยที่น้อยกว่าเพียง 71.6 ล้านคน

    ถึงกระนั้น แนวโน้มข้างต้นตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยที่ 2% และเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเฉลี่ยที่ 5% ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีตัวแปรอีกมากที่ทำให้อัตราการเติบโตของทั้งสองประเทศ “เบี่ยงเบน” มากขึ้นหรือน้อยลงได้ 

    ข้อมูลทางสถิติอื่นๆ ที่พอจะใช้ในการคาดการณ์แนวโน้มของการเจริญเติบโดทางเศรษฐกิจคือปัจจัยว่าด้วยผลิตภาพ (productivity) ซึ่งตามทฤษฎีแล้วการขยายตัวของผลิตภาพย่อมทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มพูนสูงขึ้น

    ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ผลิตภาพการผลิตรวม หรือ Total Factor Productivity ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิตที่นอกเหนือไปจากการเพิ่มปัจจัยการผลิตอย่างปัจจัยทุนและแรงงาน เช่น การพัฒนาประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอื่นๆ

    จากการคำนวนโดย Asian Productivity Organization พบว่าระหว่างปี 2020-2023 TFP ของเวียดนามเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 1.3% ในขณะที่ของไทยที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.3% เท่านั้น โดยที่อัตราเฉลี่ยของทั้งกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ที่ 1.5% 

    ในส่วนของปัจจัยทุนและแรงงานก็ไม่ได้มีแนวโน้มต่างกันนัก โดยผลรวมของการสะสมทุนถาวรเบื้องต้นหรือ Gross Fixed Capital Formation ระหว่างปี 2020-2023 ของเวียดนามนั้นขยายตัวโดยเฉลี่ย 4.34% เทียบกับของไทยที่ขยายตัวโดยเฉลี่ยเพียง 0.45%

    ในขณะที่ผลิตภาพเฉลี่ยต่อหัวแรงงานของเวียดนามนั้นเพิ่มขึ้นถึง 4.6% ในขณะที่ของไทยนั้นเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% เมื่อพิจารณาปริมาณกำลังแรงงานของไทยที่ 40.23 ล้านคน และของเวียดนามที่ 53 ล้านคน

    ด้วยสถิติข้างต้น ในทางปฏิบัติแล้วจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ผลิตภาพที่ดีกว่าของเวียดนามจะส่งผลในรูปของแนวโน้มของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าไทย อย่างน้อยก็ภายในระยะเวลา 3-5 ปีต่อจากนี้ จนสามารถ “ไล่กวด” ไทยได้อย่างหายใจรดต้นคอ

    อย่างไรก็ดี เวียดนามยังคงเผชิญกับความท้าทายที่เปรียบเสมือนเป็น “เพดานแก้ว” ที่จำกัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หนึ่งคือ การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเวียดนามในปัจจุบันคือผลลัพธ์โดยตรงจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI

    หากพิจารณาลงลึกไปยัง “ไส้ใน” ก็จะพบว่าเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ลงไปในภาคการผลิตและส่งออกโดยเฉพาะในภาคอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอ ซึ่งมีสิงคโปร์ เกาหลี จีน ฮ่องกง และญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนหลัก

    ในที่นี้ แม้ว่ายุทธศาสตร์ FDI จะเป็นเครื่องมือที่ให้ “ประสิทธิผล” ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะท่ามกลางบริบทของสงครามการค้าที่เวียดนามได้ประโยชน์ในฐานะ “ทางผ่าน” ของสินค้าและบริการขั้นกลางจากจีน ไปสู่สินค้าและบริการขั้นสมบูรณ์ที่ถูกส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

    อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบที่ว่าในขณะเดียวกันก็ “อ่อนไหว” ต่อความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เช่นที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการโต้ตอบในรูปแบบของกำแพงภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

    ส่วนที่สองยังคงเกี่ยวเนื่องกับ FDI คือความล้มเหลวในการสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำ (backward linkages) ที่ตามรายงานล่าสุดของ OECD ชี้ให้เห็นว่ามูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกถึง 48% มาจากต่างชาติ และ 4 ใน 5 ของมูลค่าสินค้าส่งออกนั้นมาจากสินค้านำเข้าอีกทอดหนึ่ง

    ด้วยเหตุนี้ สถานะของการเป็นเพียง “ผู้รับจ้างประกอบ” ไม่เพียงทำให้เวียดนามจะขาดแคลนบรรษัทท้องถิ่นที่สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ เวียดนามยังมีบทบาทน้อยมากใน Global Value Chain เมื่อเทียบกับกลุ่มเศรษฐกิจ ASEAN อื่นๆ โดยเฉพาะบทบาทของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการสร้างมูลค่าส่วนเพิ่มทางเศรษฐกิจอีกด้วย 

    ส่วนที่สาม ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับส่วนก่อนหน้าด้วย คือข้อจำกัดด้านแรงงาน กล่าวคือเวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านกำลังแรงงานในวัยฉกรรจ์จำนวนมหาศาล ที่พร้อมเข้าสู่ภาคการผลิตและบริการ

    อย่างไรก็ตาม กำลังแรงงานส่วนมากยังคงเป็นแรงงานทักษะต่ำ ส่วนแรงงานทักษะสูง อย่างผู้จบการศึกษาระดับอาชีวะหรือมหาวิทยาลัยยังคงขาดแคลนอยู่เป็นอย่างมาก แม้ว่าเวียดนามพยายามจะเร่งพัฒนาทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะกับแรงงานทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความท้าทายของประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่จำต้องเผชิญในระยะ “ขั้นกลาง” ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งไทยเองก็เคยเผชิญมาก่อนหน้าในทศวรรษที่ 2530 และ 2540

    หากมองไทยและเวียดนามเป็นเหมือนนักวิ่งสองคนที่ต่าง “วิ่งไล่กวด” (catch up) ตามท้ายประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ณ วันนี้ ทั้งคู่ต่างมีกำแพงที่ต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ร่วมกัน ซึ่งก็คือ “กับดักรายได้ปานกลาง”

    แนวทางของเวียดนามคือยุทธศาสตร์ Doi Moi 2.0 ที่พยายามสร้างภาคเอกชนอันเข้มแข็ง ให้มีผลิตภาพเพิ่มขึ้นและสร้างนวัตกรรมได้มากขึ้น ส่วนของไทยคือการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันตามแนวทางในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่แม้ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ค่อยออกดอกออกผลเป็นรูปธรรมซักเท่าใด

    อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่นักวิ่งวัยกลางคน ผู้ซึ่งสภาพร่างกายบางส่วนเริ่มถดถอยอย่างไทย อาจจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าในการฟื้นฟูสภาพร่างกายเพื่อรักษาระยะห่างกับนักวิ่งที่หนุ่มกว่า สดกว่า และฟิตกว่าอย่างเวียดนาม

    และที่สำคัญที่สุดคือ ไทยยังคงต้องพยายามที่จะวิ่งต่อไป  ไม่ใช่ค่อยๆ ชะลอความเร็วจนกลับมาหยุดนิ่ง เพราะหากเป็นเช่นนั้น เวียดนามย่อมแซงไทยเป็นอย่างที่แน่นอน แม้ว่าเวียดนามเองจะไม่ได้ปรับปรุงหรือพัฒนาเพิ่มเติมแต่อย่างใด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1213020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mbakpjbgyAMWtSMGf_2bn

  • เศรษฐกิจฝืด แต่ของแพงไม่ตาย เมื่อ ‘คุณค่า’ ชนะคำว่าแพง

    เศรษฐกิจฝืด แต่ของแพงไม่ตาย เมื่อ ‘คุณค่า’ ชนะคำว่าแพง


    นายกสมาคมภัตตาคารไทยชี้ ราคาไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่คือเรื่องของการตลาด ต้นทุนที่มองไม่เห็น และคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หลายคนหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่ “คุ้มค่าเงิน” (value for money) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดกลับสะท้อนความย้อนแย้ง เมื่อสินค้าและอาหารบางประเภทที่มีราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปยังสามารถยืนระยะได้ และบางแบรนด์กลับเติบโตสวนทางเศรษฐกิจ จนเกิดคำถามว่า สินค้าเหล่านี้ “แพงเกินจริง” หรือเป็นเพียงผลลัพธ์ของกลไกตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    นางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า การจะตัดสินว่าสินค้าหรืออาหารมีราคาแพงเกินจริงหรือไม่ ไม่สามารถมองเพียงราคาขายหรือวัตถุดิบที่เห็นปลายทาง แต่ต้องพิจารณาโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาดและการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม

    ในมุมมองทางธุรกิจ “สินค้า overpriced คือเรื่องของการตลาด” ตั้งแต่การกำหนดตัวตนแบรนด์ การวางตำแหน่งสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสื่อสารภาพลักษณ์ ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนที่ผู้บริโภคมองไม่เห็น แต่ถูกสะท้อนอยู่ในราคาขาย

    นายกสมาคมภัตตาคารไทยระบุว่า ผู้บริโภคจำนวนมากมักมองเพียงวัตถุดิบหรือขั้นตอนการผลิตเบื้องต้น โดยไม่เห็นกระบวนการเบื้องหลัง ทั้งการวิจัย ทดลอง พัฒนาสูตร การบริหารของเสีย และเงินลงทุนจำนวนมาก ความสำเร็จของแบรนด์จึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ga8qek-SI2dYkot7SKgQh

  • ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “สภาพเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และแนวโน้มในอนาคต”

    ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “สภาพเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และแนวโน้มในอนาคต”

    ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “สภาพเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และแนวโน้มในอนาคต”

    20 Dec 68

    วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2568 ผู้แทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ โดย นายปรกฤษฎิ์ สายหัสดี รองประธานกรรมการ เป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “สภาพเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และแนวโน้มในอนาคต” ให้กับ วิทยาลัยการทัพอากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ หลักสูตรการทัพอากาศ รุ่นที่ 60 ประจำปีการศึกษา 2569 ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3850852/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-IYQPcXwsKTKoUlHWfKR-