Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 20 ธ.ค. 2568 มีโชคลาภ 3 ตัวหน้า คนโสดมีโอกาสพบรัก

    “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 20 ธ.ค. 2568 มีโชคลาภ 3 ตัวหน้า คนโสดมีโอกาสพบรัก

    ดวงประจำวันเสาร์ที่  20 ธันวาคม พ.ศ.2568

    ฤกษ์ดีประจำวันเสาร์เวลา  11.09 – 16.09 น.

    สีมงคล    สีม่วง  สีขาว  สีดำ

    เลขไพ่ที่ได้ทั้งหมด   46127

    เลขมงคล   4   6   1

    เลขเด่น    1

    44     66     11

    46 64 41 14 16 61

    เลขแปลง

    22  27  72  24  42  69  96

    26  62  79  97

    คนเกิดวันอาทิตย์

    การงาน     มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานอยู่ตลอด  มีคนเดินทางมาหาเรียกว่าทำงานจะไม่เหงามีคนเข้าออกตลอดเวลาในการติดต่อการงาน

    การเงิน    มีเงินเข้ามาตลอดทั้งวัน  ซื้อความสุขให้ทั้งของตนเองและคนในครอบครัว  รวมถึงการหาอาหารทานช่วงกลางวันยันเย็น  มีโชคลาภกับเลขทะเบียนรถให้โชค

    ความรัก   มีความสุขกับครอบครัวที่ดีช่วยเหลือกันทำทุกอย่าง  คนโสดจะมีคนเข้ามาในชีวิตช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นคนมีเสน่ห์มีดวงแต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

    สุขภาพ   เกี่ยวข้องกับความสวยความงามการแก้ไขเสริมเติมแต่งในสิ่งที่อยากจะได้ให้ดูดี

    คนเกิดวันจันทร์

    การงาน    ได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในเรื่องของการงานการแข่งขันบ้าง  หรือการสอบในอนาคตอันใกล้ต้องมีความช่วยเหลือจึงจะดี

    การเงิน   คำนวณเรื่องของการเงินอยู่ตลอด  แต่ก็หาเงินได้  การซื้อทรัพย์สินเพิ่มขึ้น  หรือการเคลียร์หนี้สิน  มีโชคลาภกับศาสตร์แห่งเวลา  อ่านดวงจบกี่โมงดูเวลาให้ดี

    ความรัก    การห่วงใยครอบครัว  ต้องช่วยเหลือกันอยู่ตลอด  วางแผนการไปท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่  คนโสดมีโอกาสพบรักมีพ่อสื่อแนะนำให้รู้จักกับผู้ใหญ่นิสัยดี

    สุขภาพ    เอาใจใส่เรื่องของดวงตา  การเจ็บตา  การซื้อแว่น  การตัดแว่นสายตา  หรือการรักษาดวงตา

    คนเกิดวันอังคาร

    การงาน    ตื่นเช้ามืดนอนดึก  มีการเดินทางตลอด  การเคลียร์งานเก่า  หรือมีคนสร้างปัญหาให้ต้องตามแก้ไขอยู่ตลอด  แต่จะผ่านไปได้

    การเงิน   การใช้เงินซ่อมแซมปรับปรุงหรือซื้ออุปกรณ์การทำงาน  การกดบัตรเครดิต  ซ่อมแซมโทรศัพท์มือถือ  มีโชคลาภกับสามตัวท้ายหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ให้โชค

    ความรัก   ห่วงใยครอบครัวมาก  ต้องตามแก้ไขช่วยเหลือกันอยู่ตลอด  หรือบางคนมีเหตุให้ต้อง อยู่กันคนละทีเพราะความรับผิดชอบในเรื่องของการงาน   คนโสดมีโอกาสพบรักในขณะเดินทาง

    สุขภาพ    ระวังอุบัติเหตุ  ห้ามใจร้อน  ไม่ควรประมาท  สังเกตหลุมบ่อบนท้องถนนให้ดี  โดยเฉพาะผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์  หรือคนอายุมากๆเวลาเข้าห้องน้ำต้องระวัง  การลื่นล้ม

    คนเกิดวันพุธกลางวัน

    การงาน   มีความก้าวหน้าในเรื่องของหน้าที่การงาน  มีงานใหญ่รออยู่  ทำงานทุกอย่างมีลูกค้าเข้ามาเพราะความไว้วางใจกันอยู่เสมอ

    การเงิน   รายได้ดีมีการเงินเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ  ละเอียดรอบคอบ  ได้รับเงินมาก  เก็งกำไรประสบความสำเร็จ  มีโชคลาภกับสามตัวท้ายหมายเลขบัตรประชาชนให้โชค

    ความรัก   ได้พาครอบครัวไปเที่ยวทานอาหารอร่อย  การจองตั๋วล่วงหน้าที่พักอาศัยในช่วงปีใหม่   คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนในเครื่องแบบ

    สุขภาพ   ดูแลเอาใจใส่ตัวเองเป็นพิเศษคนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้นมีคนออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

    คนเกิดวันพุธกลางคืน

    การงาน   มีพรสวรรค์ในการทำงานมีการจองงานล่วงหน้า  หรือสร้างชื่อเสียงได้ดี  การเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นแต่สามารถทำได้  รวมถึงการเดินทางไกลมีคนออกค่าใช้จ่ายให้  หรือเหมาในเรื่องของการงานเพราะมีฝีมือ

    การเงิน    หาเก่งใช้เก่งมีเหตุต้องใช้จับจ่ายอยู่ตลอดโดยเฉพาะสิ่งของที่อยากได้  หรือพยายามเคลียร์เรื่องบ้านให้หมด  มีโชคลาภกับบ้านเลขที่ให้โชค

    ความรัก    ช่วยเหลือกันทำทุกอย่างแบ่งหน้าที่กันให้กับทุกคนในครอบครัว  คนโสดมีพ่อสื่อแนะนำให้รู้จักใคร

    สุขภาพ    ต้องเอาใจใส่เกี่ยวข้องกับกระเพาะ  ท้องผูกท้องเสีย  รวมถึงเกี่ยวข้องกับลำไส้  การทานยาหาหมอ  หรือต้องนอนพักฟื้นสักระยะ

    คนเกิดวันพฤหัสบดี

    การงาน    ต้องเอาใจใส่เรื่องของการงาน  จะมีเหตุให้ต้องตามแก้ไขอยู่ตลอด  รวมถึงใครบางคนออกจากงานต้องหาคนมาทำแทน  หรือตัวเราต้องรับผิดชอบแทน

    การเงิน   ใช้เงินเยอะ  ซื้อความสุข  และการทำเซอร์ไพรส์ให้กับคนที่เรารัก  การซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่  การซ่อมแซมของเก่าให้ใหม่โดยเฉพาะเรื่องบ้าน  มีโชคลาภดวงดีกับอายุวันเดือนปีเกิดของตนเองให้โชค

    ความรัก   การช่วยเหลือกันทำทุกอย่าง  ตามแก้ไขปัญหาให้กับทุกคนในครอบครัว  แต่ก็ผ่านไปได้  คนที่อยากมีลูกจะสมหวัง   คนโสดจะมีคนหน้าตาดีมีชื่อเสียงเข้ามารักมาชอบ

    สุขภาพ    เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับการพักผ่อนน้อย  หรือการไปนวดไปสปา  รวมถึงการทานยาแก้ปวดเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ  หรือบางคนเกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมความงาม

    คนเกิดวันศุกร์

    การงาน    มีความรอบคอบในเรื่องของการงานการคิดทำอะไรเพิ่มขึ้นกับงานประจำและงานเสริม  รวมถึงได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่จากผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ

    การเงิน    หาได้ตลอดแต่ก็มีเหตุให้ต้องใช้จ่าย  เรียกว่าเข้าซ้ายออกขวา  มีโชคลาภจากความฝันให้โชค

    ความรัก   จะได้พาครอบครัวเดินทางตลอดช่วงนี้  หาอาหารอร่อย  หรือท่องเที่ยวช่วงงานกาชาด  คนโสดมีโอกาสพบรักในขณะเดินทาง  มีเสน่ห์  ทำให้คนรักคนชอบได้

    สุขภาพ   การเอาใจใส่สุขภาพของตนเองมากขึ้น  หลังจากมีการเจ็บป่วยมาสักระยะ   การดูแลตัวเองมากขึ้น

    คนเกิดวันเสาร์

    การงาน   การเรียนรู้เพิ่มขึ้นในสิ่งที่ไม่ชำนาญแต่จะทำได้ได้ดีขึ้นในอนาคต  และการพยายามเอาใจใส่เรื่องของการงาน  เพื่อให้มีความสามารถและเป็นที่ต้องการของทุกๆคน

    การเงิน    ใช้เงินเก่ง  ซื้อความสุขทั้งของตนเองและคนในครอบครัว  แต่ดีที่ยังหางานและการเงินได้อยู่  มีโชคลาภกับสามตัวหน้าหมายเลขบัตรประชาชนให้โชค

    ความรัก    การพยายามเติมเต็มให้กับครอบครัวซ่อมแซมปัญหาที่เคยผิดพลาดมาแล้วจากอดีต คนโสดมีโอกาสพบรักแบบกะทันหัน หรือการท้องก่อนแต่ง

    สุขภาพ    พยายามเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น  คนมีโรคประจำตัวมีโอกาสทานยาหาหมอ  แต่จะมีอาการดีขึ้นในอนาคต

    #อาจารย์มงคลรอดเที่ยงธรรม รับงานอีเว้นท์ทั่วประเทศ นักพยากรณ์ไพ่ยิปซี  ลายมือ ศาสตร์แห่งตัวเลข ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ในสไตล์ธรรมชาติของชีวิตจริง สอนสักลายมือเศรษฐีมงคลพร้อมรับสักลายมือเศรษฐีมงคล โทรศัพท์ 0878285222 โทรศัพท์ 0871084664

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/611340&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DXaQZMsecicznV2udbs3y

  • ภูเก็ต เปิดเทศกาลฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ตครั้งที่ 39 ประจำปี 2568  ณ หาดป่าตอง

    ภูเก็ต เปิดเทศกาลฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ตครั้งที่ 39 ประจำปี 2568 ณ หาดป่าตอง

    ภูมิภาค

    ภูเก็ต เปิดเทศกาลฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ตครั้งที่ 39 ประจำปี 2568 ณ หาดป่าตอง

    วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2568) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิด งานเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ต ณ หาดป่าตอง ครั้งที่ 39 ประจำปี 2568 โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง และนายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และนางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ผู้ประกอบการนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมโดยก่อนพิธีเปิดงานมีขบวนพาเหรดส่งเสริมการท่องเที่ยวกว่า 40 ขบวน สร้างสีสัน ความตื่นตาตื่นใจ และความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
     

    นายพิพัฒน์   กล่าวว่า หาดป่าตองเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดภูเก็ต ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ปัจจุบันเมืองป่าตองมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ การขับเคลื่อนให้เมืองป่าตองเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ ทรงคุณค่า และมีชีวิตชีวา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจจริงและพลังความร่วมมือของเทศบาลเมืองป่าตองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งขอให้พี่น้องชาวป่าตองร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแลนักท่องเที่ยวดุจญาติมิตร สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

    นายนิรัตน์   กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดยช่วงปลายปีถือเป็นช่วงเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ High Season ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของจังหวัดในทุกด้าน การจัดงานเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ต ณ หาดป่าตอง ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงครั้งที่ 39 ในปีนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ในการสร้างบรรยากาศแห่งความคึกคักและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459454&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SdNNOXm8Hrk-aTxFX9gKA

  • กปภ. ผนึกกำลัง กทพ. กฟภ. NT ลงนาม MOU วางระบบสาธารณูปโภคทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    กปภ. ผนึกกำลัง กทพ. กฟภ. NT ลงนาม MOU วางระบบสาธารณูปโภคทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันนี้, 14:41น.

        การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือการดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ร่วมกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กพท.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการ กฟภ. และพันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ร่วมลงนาม ณ อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ กทพ. เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568

        นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความร่วมมือของ กพท. กับ กปภ. กฟภ. และ NT ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการบูรณาการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันทั้งด้านคมนาคม ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรคมนาคม อย่างมีประสิทธิภาพบนโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสะดวกในการบำรุงรักษา เป็นการยกระดับความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน 

       นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวว่า เกาะสมุยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ กปภ. สามารถวางระบบท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ผ่านโครงสร้างทางพิเศษได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ รองรับการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน อันเป็นการสร้างความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเกาะสมุยในอนาคต อีกทั้งสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านน้ำประปาได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157665&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_P_g6kd5uh9QQEB2iVj1i

  • “เที่ยวดีมีคืน 2568” ช่วยพลิกฟื้นธุรกิจโรงแรมขยายตัว 

    “เที่ยวดีมีคืน 2568” ช่วยพลิกฟื้นธุรกิจโรงแรมขยายตัว 

    หลังจากวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่าน 5 มาตรการย่อย โดยเฉพาะ 3 มาตรการที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภาคการโรงแรมของไทยอันประกอบด้วย 1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท เมื่อใช้จ่ายในเมืองรองสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เพิ่มเติมเป็น 1.5 เท่า

    สำหรับเมืองหลักได้ 1 เท่า 2) มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ เพื่อนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดเมืองรอง หากไม่ใช่เมืองรองสามารถหักได้ 1.5 เท่า โดยทั้งสองมาตรการนี้เริ่มตั้งแต่ 29 ต.ค. 2568 – 15 ธ.ค. 2568 ที่ผ่นมา 

    และ 3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)  โดยกำหนดให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60% นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 – 31 ม.ค. 2569 ซึ่งทั้ง 3 มาตรการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ได้ตรงจุด ทาง ttb analytics คาดว่าสามารถช่วยกระตุ้นภาคโรงแรมและท่องเที่ยวไทยในช่วงที่เหลือของปีได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยที่เปลี่ยนแปลงไป 
     
    สืบเนื่องจากปี 2568 ภาคท่องเที่ยวไทยอยู่ภายใต้แรงกดดันจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวเป็นครั้งแรกนับจากปี 2557 (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19) โดยเฉพาะแรงกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นแรงหนุนสำคัญให้ภาคท่องเที่ยวไทยหดตัวเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดกว่า 60% (คาดนักท่องเที่ยวจีนปีนี้จะอยู่ที่ 4.6 ล้านคน จากสูงสุดปี 2562 ที่มีจำนวน 11.1 ล้านคน) อีกทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวในประเทศที่แม้ยังมีโมเมนตัมการเติบโตแต่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่นักท่องเที่ยวไทยโต 6.8% และในปี 2568 ที่เติบโตเพียง 4.7% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่เติบโตถึง 24.4%

    ทั้งนี้ การชะลอตัวในภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคอุปสงค์ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมจึงกดดันให้ในปี 2568 ธุรกิจโรงแรมอาจหดตัวเป็นครั้งแรกนับจากผ่านช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ราว 0.4% ที่มูลค่า 3.59 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มของโรงแรมขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะหดตัว 2.1% ที่รายได้ 1.90 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 1.94 แสนล้านบาท เนื่องด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวและมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่โรงแรมขนาดเล็กยังได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในประเทศยังมีการขยายตัวแม้จะชะลอตัวอยู่บ้างแต่ยังรักษาการเติบโตที่รายได้ในปี 2568 ราว 1.69 แสนล้านบาท ขยับเพิ่มจากปีก่อนที่ 1.5% 

    ภาพรวมที่ชะลอตัวดังกล่าว ส่งผลให้ภาครัฐมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นภาคท่องเที่ยว ผ่านนโยบาย “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่ง ttb analytics มองทั้ง 3 มาตรการที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ของภาคการโรงแรมคาดสร้างเม็ดเงินเพิ่มเติมประมาณกว่า 5,900 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นเม็ดเงินจากฝั่งเอกชนซึ่งประกอบด้วย รายได้จากการท่องเที่ยว จากการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงสิทธิหักเป็นรายจ่ายสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ซึ่งหากมีผู้ใช้สิทธิ์เต็มจำนวน

    คาดจะสามารถสร้างรายได้รวมกันราว 3,100 ล้านบาท และรายได้จากหน่วยงานภาครัฐที่มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ อีกกว่า 2,800 ล้านบาท เม็ดเงินเหล่านี้คาดว่าจะช่วยส่งผลให้รายได้ภาคโรงแรมในปี 2568 จากเดิมที่คาดหดตัว 0.4% มีโอกาสพลิกกลับเป็นขยายตัวราว 1.6% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน พื้นที่เมืองรองมีสัดส่วนถึง 28% ของรายได้รวม คาดว่า SMEs ธุรกิจโรงแรมที่กระจายในเมืองรองมากกว่าเมืองหลัก จะเป็นกลุ่มได้รับอานิสงส์จากสิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้บริการได้รับเพิ่มเติม โดยคาดรายได้อาจขยับเพิ่มขึ้นได้ถึง 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน 

    โดยสรุป ttb analytics คาดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน 2568” จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ผ่านกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ช่วยพลิกฟื้นภาคโรงแรมจากเดิมที่คาดว่าจะหดตัวให้กลับมามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ด้วยมาตรการดังกล่าวจะเน้นกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ในระยะสั้น แม้ว่าครอบคลุมมาตรการดูแลฝั่งอุปทาน จากมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พักเสริมศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะ SMEs ในจังหวัดเมืองรอง อย่างไรก็ตาม เมื่อมองแนวโน้มภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ที่ชะลอตัว

    จึงเสนอแนะภาครัฐให้ออกมาตรการสนับสนุนกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ยังมีศักยภาพท่องเที่ยว และยังช่วยการเพิ่มแรงจูงใจและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ  รวมถึงมีการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนส่วนกลางและในพื้นที่เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มการประชาสัมพันธ์ และพัฒนาเส้นทางรวมถึงรูปแบบการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบวันเดียวหรือแบบพักแรม ซึ่งจะช่วยทำให้มีเม็ดเงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำในระดับภูมิภาคได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/264087&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aLjBLdjE6-3nMRaNkiPNe

  • มหาสารคามจัดใหญ่ “เทศกาลงานว่าวนานาชาติ” ดันการท่องเที่ยวสู่ระดับโลก

    มหาสารคามจัดใหญ่ “เทศกาลงานว่าวนานาชาติ” ดันการท่องเที่ยวสู่ระดับโลก

    เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.68 ที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน เทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 ซึ่งหอการค้าจังหวัดมหาสารคามเป็นผู้จัดขึ้น โดยมี นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม และภาคเอกชนในพื้นที่ เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดมหาสารคามสู่ระดับนานาชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นในช่วงปลายปี รวมถึงส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมการเล่นว่าวของชาวอีสาน ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัว และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดมหาสารคามในฐานะเมืองแห่งการเรียนรู้

    สำหรับ เทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 ธันวาคม 2568 ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ ขบวนแห่ว่าวไทยและนานาชาติ การจัดแสดงว่าวนานาชาติ ว่าวไทย ว่าวไฟ LED ว่าวเรืองแสง ว่าวอีสาน และว่าวสาย การสาธิตการทำว่าว การแข่งขันว่าวแอกและว่าวสนู รวมถึงการแสดงว่าวเรืองแสงในช่วงค่ำคืน ควบคู่กับกิจกรรมด้านอาหารและดนตรีสด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า จังหวัดมหาสารคามเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านการศึกษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณแก่งเลิงจานซึ่งมีภูมิทัศน์สวยงาม เหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่

    การจัดเทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 ณ บริเวณริมอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน จึงเป็นการต่อยอดประเพณีการเล่นว่าวพื้นบ้านของชาวอีสานสู่ระดับสากล สร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการจ้างงานในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

    ภูมิภาค 56

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/118258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R1TvF_TYyIeFUd8mYy48J

  • “พาณิชย์” เร่งเครื่องสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย รุกตลาดออนไลน์ เดินหน้า MOU “DIP x LINE” หนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับกลไกปราบสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

    “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย
    (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม
    (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
    (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g0a13wJsL3dPGr9ME0M-1

  • “พาณิชย์” เร่งเครื่องสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย รุกตลาดออนไลน์ เดินหน้า MOU “DIP x LINE” หนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับกลไกปราบสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

    “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย
    (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม
    (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
    (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g0a13wJsL3dPGr9ME0M-1

  • กทพ.เร่งเครื่อง ’ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ วงเงิน 5.5 หมื่นล้าน

    กทพ.เร่งเครื่อง ’ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ วงเงิน 5.5 หมื่นล้าน

    การทางพิเศษ‘ จับมือ 3 หน่วยงาน เร่งเครื่อง ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ หนุนทางเลือกเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ สั่งอัปเกรดรันเวย์สนามบิน พร้อมเดินหน้าระบบสาธารณูปโภคครบวงจร คาดเปิดให้บริการปี71

    20 ธ.ค. 2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) การดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ทั้งนี้โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางคมนาคมที่จะช่วย ยกระดับการเดินทาง และส่งเสริม การท่องเที่ยวของเกาะสมุยเท่านั้นขณะเดียวกันยังเป็นโครงการที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล โดยการเปิดพื้นที่ให้เป็นโครงข่ายหลักในการ ติดตั้งระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นของชาติ

    ทั้งนี้ การทางพิเศษฯได้ร่วมมือกับ3 หน่วยงาน ในการรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ระหว่าง กทพ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  เพื่อยกระดับการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกและเสริมความมั่นคงด้านพื้นฐานให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุยนี้มีระยะทางรวมประมาณ 37 กิโลเมตร(กม.) วงเงินลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาทโดยจะเป็นเส้นทางยกระดับข้ามทะเลที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ผ่านอำเภอดอนสัก ไปสิ้นสุดที่อำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช

    สำหรับความโดดเด่นของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นเส้นทางคมนาคมที่ทำให้สามารถเดินทางเข้า-ออกเกาะได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของเรือเฟอร์รี่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นสะพานแห่งความมั่นคง โดยจะมีการวางระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญ ทั้งท่อส่งน้ำประปา สายไฟฟ้าแรงสูง และโครงข่ายโทรคมนาคมไปพร้อมกับตัวสะพาน เพื่อป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุทางทะเลที่มักเกิดขึ้นกับระบบเคเบิลใต้น้ำในอดีต

    ทั้งนี้ ในเชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โครงการนี้จะกลายเป็นตัวเร่งสำคัญในการกระจายรายได้ ไม่เพียงแต่บนเกาะสมุย เกาะพะงัน หรือเกาะเต่าเท่านั้น แต่จะส่งผลบวกอย่างมากต่อพื้นที่บนฝั่งอย่างอำเภอขนอมและอำเภอสิชล ซึ่งคาดว่าจะมีการหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจโรงแรมและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะได้สะดวกยิ่งขึ้น

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่าได้เน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะเชิงรุก 3 ประเด็นหลัก คือ หนึ่ง การวางแผนจัดการจราจรบนเกาะสมุยล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแออัดเหมือนกรณีของเกาะภูเก็ต สอง การกำหนดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดในช่วงมรสุมที่อาจต้องมีการปิดการจราจรหากสภาพอากาศรุนแรง และสาม การเร่งพัฒนาสนามบินนครศรีธรรมราชและสนามบินสุราษฎร์ธานีให้มมีการขยายรันเวย์ยาวขึ้นเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่จากต่างประเทศลงจอดได้ ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของสนามบินสมุยและสร้างโครงข่ายการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ

    ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมถาวรเชื่อมเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ด้วยโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    มีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในมิติของความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงของระบบคมนาคมและสาธารณูปโภค ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยผลจากการทำประชาพิจารณ์พบว่าประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้สูงถึงกว่า 90%

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กทพ.เตรียมจัดประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 3 เพื่อสรุปผลการศึกษาในช่วงเดือนม.ค. 2569 พร้อมจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ภายในปี 2569 คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 ปี จากนั้นจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปี 2570 ก่อนเปิดประมูลในปี 2571 คาดว่าจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Net cost) เนื่องจากต้นทุนค่าก่อสร้างแพง ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างปี 2572 และเปิดให้บริการปี 2576 ขณะที่การจัดเก็บค่าผ่านทางของโครงการทางด่วนเชื่อมสมุย เบื้องต้นกทพ.ประเมินว่าค่าผ่านทางขาไป 1,000 บาทและขากลับ 1,000 บาท

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/918761/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fjkGECE9WCOVqmBrUBTxN

  • ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ธุรกิจ

    20 ธ.ค. 2025 เวลา 10:00 น.

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ‘ททท.’ เดินหน้า ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ตรงกับช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หลัง ‘อนุทิน’ ยุบสภา พร้อมเสนอมาตรการค้างท่อกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศแก่รัฐบาลใหม่

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งยุบสภาไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. 2568 แต่ภาคการท่องเที่ยวยังคงต้องเดินหน้าต่อเพื่อสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศต่อ ภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นเครื่องยนต์ทำรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย มีซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงรายใหญ่จำนวนมาก ทุกรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับปากท้องของประชาชน และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้สามารถสร้างแรงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง 

    ส่วนโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง และโครงการ Buy International, Free Thailand Domestic Flights แจกตั๋วบินฟรีไป-กลับในประเทศแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วบินเส้นทางระหว่างประเทศเข้าไทย ทาง ททท.พร้อมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา เพราะเป็นเสียงสะท้อนความต้องการจากผู้ประกอบการ

    “ช่วงเลือกตั้งในไตรมาส 1 ปี 2569 ตรงกับไฮซีซัน คนไทยน่าจะยังเดินทางท่องเที่ยวกันตามปกติ ไม่ได้ชะลอการเดินทางแต่อย่างใด โดย ททท. เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์เคานต์ดาวน์ รวมถึงแคมเปญใหญ่อื่นๆ ในปีหน้า เช่น แคมเปญ จงไท่อี้เจียซิน (จีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน) ส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวจีนด้วยการจัดเมกะแฟมทริปครั้งใหญ่ในเดือน ม.ค. ต่อเนื่องด้วยการจัดงานเทศกาลตรุษจีนเดือน ก.พ. และจะมีการจัดโรดโชว์ครั้งใหญ่ที่นครเซี่ยงไฮ้ในเดือน มี.ค. ก่อนเข้าสู่เดือน เม.ย.ที่มีไฮไลต์สำคัญอย่างงานเทศกาลสงกรานต์

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ จะมีทั้งคนไทยเที่ยวในประเทศและชาวต่างชาติเที่ยวไทยคึกคัก สำหรับตลาดระยะไกลจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมาก ล่าสุดมีจำนวนสะสมทะลุ 10 ล้านคน ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และคาดว่าสิ้นปี 2568 น่าจะได้มากถึง 11 ล้านคน ตลาดหลักคือสหราชอาณาจักร รัสเซีย และสหรัฐ ที่มีการเดินทางเกิน 1 ล้านคนแล้ว ขณะเดียวกันตลาดอินเดียคาดว่าจะแตะ 2.5 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.3 ล้านคน นอกจากนี้ตลาดเกิดใหม่อย่างโปแลนด์ มีการเติบโตสูงเกือบ 40% จนติด 10 อันดับแรกของตลาดระยะไกลที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด และนักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อคนสูงมาก

    สำหรับสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ผลกระทบล่าสุดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อเดือน ก.ค. 2568 นักท่องเที่ยวกัมพูชาเดินทางเข้าไทยลดลง 40% ต่อเนื่องเป็นลดลง 60% แม้ภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวข้ามชายแดนจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงกังวลอยู่ บริเวณแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น เกาะกูด เกาะช้าง เกาะหมาก และ อ.เมืองตราด พบยอดจองลดลงอย่างมากเกิน 50%

    “ได้รับรายงานจาก ททท.สำนักงานตราดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เขาพำนักและท่องเที่ยวใน จ.ตราด ไม่ได้รีบเช็กเอาต์ออก รอให้เหตุปะทะสงบลงก่อนแล้วถึงกลับ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใหม่ แม้ไม่ได้ยกเลิก แต่ก็ชะลอการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ เช่นเดียวกับพื้นที่ใน จ.จันทบุรี และ จ.บุรีรัมย์ ที่นักท่องเที่ยวเลือกชะลอการเดินทาง แน่นอนว่าตรงตะเข็บชายแดนมียอดยกเลิกการเดินทาง ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างประเมินเพิ่มเติม เพราะต้องประเมินตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อกลางปีจนถึงสิ้นปีนี้”

    “ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดๆ ในประเทศ ททท.ได้มีการสื่อสารอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ไหนที่แนะนำให้หลีกเลี่ยง แต่นอกนั้นไม่ได้มีการกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศไทยเลย” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1213034&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zb2wc72Ui_L0SD9rKItSq

  • เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    ภูมิภาค

    เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้อากาศที่อำเภอด่านซ้ายกลับมาหนาวแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆจุดคึกคัก เป็นอย่างมากก่อนปีใหม่ ลมหนาวมาเยือน ทะเลหมอกจึงเป็นที่หมายตาของกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่จะต้องตามล่าหา เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพที่สวยและประทับใจ ฟิน ตามที่ใจต้องการ 
        
    ภูอีเลิศเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดอันซีน ของจังหวัดเลย ภูอีเลิศอยู่ที่ตำบลปากหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกสุดปัง ที่ใครๆมากี่ครั้ง ก็สามารถชมทะเลหมอกสองแผ่นดิน ระหว่างไทย-ลาว ได้ตลอดทั้งปี และสามารถสัมผัสแบบฟิน ได้ ในช่วงหนาวนี้ เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องไป สักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะต้องมาที่ภูอีเลิศ ที่มีความสูงถึง 620 เมตร จากระดับน้ำทะเล ท่ามกลางวิวภูเขาฟินๆ ในช่วงนนี้นักท่องเที่ยวนิยมไปพักแรมและสัมผัสทะเลหมอก  

    รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้(หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) ดังนี้.- อ.เมืองเลย 15.9 , อ.วังสะพุง 16.0 , อ.ด่านซ้าย 15.0, อ.เชียงคาน 17.0 , อ.ท่าลี่ 16.0 , อ.ภูกระดึง 15.9 , อ.ภูเรือ 14.0 ,อ.นาแห้ว 13.0 , อ.ปากชม 16.0 , อ.นาด้วง 16.0 , อ.ภูหลวง 17.0, อ.ผาขาว 15.0 , อ.เอราวัณ 17.0 ,อ.หนองหิน 14.0 ซํ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 9.5 , อุทยานแห่งชาติภูเรือ 11.0 , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 8.0 , ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) 10.0 , อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย(อ.นาแห้ว) 12.0 ซํ.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DyHEQkPSu0ggT9KZMr2O_