Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คลัง-พลังงาน สั่งจับตาราคาน้ำมัน หลังสหรัฐฯโจมตีเวเนซุเอลา หวั่นกระทบศก.ทางอ้อม

    คลัง-พลังงาน สั่งจับตาราคาน้ำมัน หลังสหรัฐฯโจมตีเวเนซุเอลา หวั่นกระทบศก.ทางอ้อม

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงสถานการณ์ภายหลังสหรัฐฯ เข้าปฏิบัติการทางทหาร และประกาศจะเข้าไปบริหารจัดการแหล่งน้ำมันดิบในเวเนซุเอลาว่า ผลกระทบที่ต้องจับตาในทางเศรษฐกิจ คือ เรื่องของน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าผลกระทบทางตรงกับประเทศไทยอาจจะมีไม่มากนัก แต่ถ้าจะมีผลกระทบก็เป็นผลกระทบทางอ้อมในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของทิศทางราคาน้ำมัน โดยเรื่องนี้ได้ประสานไปยังรมว.พลังงานให้ดูแลในส่วนนี้แล้ว

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ในระยะสั้นต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบต่อไป

    ส่วนที่ต้องจับตามองในระยะต่อไปคือ ประเด็นความกังวลเรื่องอุปทานของน้ำมันในตลาดโลกว่าจะมีเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการได้ดี จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเวเนซุเอลาเป็นแหล่งที่มีปริมาณสำรองน้ำมันในระดับสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/121085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw002jrgb89vhcthpEvbl9RJ

  • ‘พลังประชารัฐ’ ชู ‘หมู่บ้านเงินล้าน’ ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ยั่งยืน  | เดลินิวส์

    ‘พลังประชารัฐ’ ชู ‘หมู่บ้านเงินล้าน’ ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ยั่งยืน  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 ที่วิลล่า เดอบัว ถนนเทพรักษ์ เขตบางเขน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคยืนยันไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงไม่แก้รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริต โดยพรรคยืนหยัดคุ้มครองหลักการพื้นฐานของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ ควบคู่กับการรักษากลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจให้เข้มแข็ง ไม่ลดอำนาจองค์กรอิสระ และไม่ลดมาตรฐานคุณสมบัติและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ โดยยังคงหลักนิติรัฐและกลไกปราบปรามการทุจริต เพื่อให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ด้านนายยุทธนา ศรีตะบุตร ผู้สมัคร สส.หนองคาย เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึง นโยบายภายใต้เสาหลัก “ฟื้นฟู” ที่มีผลต่อประชาชนอย่างชัดเจน คือโครงการหมู่บ้านเงินล้าน หรือชุมชนประชารัฐ ซึ่งโครงการดังกล่าวแตกต่างจากกองทุนหมู่บ้านเดิม เนื่องจากดำเนินการภายใต้แนวคิด “รัฐออกทุน ประชาชนร่วมลงแรง” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแจกเงินใช้ครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการให้ทุนทำกินเพื่อสร้างรายได้จริงในชุมชน

    นายยุทธนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งแต่การยกระดับเอกสารสิทธิ ปุ๋ยคนละครึ่ง การขายได้ก่อนปลูก และการพัฒนาตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนสูงและความไม่แน่นอนด้านราคา เปลี่ยนระบบเกษตรไทยให้มีหลักประกันรายได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเพาะปลูก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5471572/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EqnTcAbWHHMH0B10AXwuJ

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • ถอดบทเรียน! ‘เวเนซุเอลา’ พึ่งเศรษฐกิจด้านเดียว ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม-ไม่ใช้นวัตกรรม

    ถอดบทเรียน! ‘เวเนซุเอลา’ พึ่งเศรษฐกิจด้านเดียว ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม-ไม่ใช้นวัตกรรม

    • เงินเฟ้อขั้นวิกฤต

    รัฐบาลแก้ปัญหาขาดงบด้วยการ “พิมพ์เงิน” ค่าเงินโบลิวาร์จึงแทบไร้ค่าเงินเฟ้อพุ่งเป็นหลักล้านเปอร์เซ็นต์เงินเดือนใช้ซื้ออาหารไม่ได้ภายในไม่กี่วัน

    • คอร์รัปชันและขาดความโปร่งใส

    รายได้จากน้ำมันจำนวนมหาศาลไม่ถูกใช้พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนแต่รั่วไหลผ่านการทุจริตและผลประโยชน์ทางการเมืองทำให้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และการศึกษาเสื่อมถอย

    • มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

    ภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองเวเนซุเอลาถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตรยิ่งทำให้ส่งออกน้ำมันยาก เงินทุนไหลเข้าไม่ได้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตามแม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองมากที่สุดอันดับต้นๆของโลก และมีแร่เหล็ก ทองคำ บอกไซต์ โคลแทน และแร่อื่นๆอีกจำนวนมากแต่สิ่งที่ประเทศนี้ทำมาตลอดคือ ขายวัตถุดิบดิบๆแทบทั้งหมด จึงทำให้เกิดปัญหาหลักคืออะไร

    • พึ่งพาการขายน้ำมันและแร่แบบไม่แปรรูป
    • ไม่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ปิโตรเคมี เหล็กกล้า อิเล็กทรอนิกส์
    • รายได้เลยผันผวนหนักตามราคาตลาดโลก
    • รัฐผูกขาด ไม่เปิดให้เอกชนแข่งขัน
    • ภาคเหมืองและพลังงานอยู่ในมือรัฐ
    • ขาดนวัตกรรม เทคโนโลยี และประสิทธิภาพการผลิต
    • ไม่ลงทุนในคนและเทคโนโลยี
    • รายได้จากทรัพยากรถูกนำไปอุดหนุนประชานิยม
    • มากกว่าสร้างโรงงาน ความรู้ และทักษะแรงงาน
    • คอร์รัปชัน + บริหารจัดการล้มเหลว
    • เงินจากทรัพยากรรั่วไหล
    • โครงสร้างพื้นฐานและโรงงานเสื่อมโทรม

    ดังนั้นจึงทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ

    • เศรษฐกิจไม่หลากหลาย
    • เมื่อราคาน้ำมันตก ประเทศทรุดทันที
    • ขาดเงินนำเข้าอาหาร ยา และเทคโนโลยี
    • เงินเฟ้อรุนแรง ประชาชนยากจน แม้ “อยู่บนกองทรัพยากร”

    ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือ บทเรียนราคาแพงของเวเนซุเอลา ที่ไทยควรศึกษาว่าไม่ควรพึ่งพาเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวด้านใดต้านหนึ่ง และจะต้องต่อยอด สร้างมูลค้าเพิ่ม พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงระบบบริหารประเทศต้องโปร่งใส

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_QJ7JJxNDakk1b2hnnGfk

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • ‘พิชัย’ ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ ‘รัฐบาล’ เร่งทำ

    ‘พิชัย’ ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ ‘รัฐบาล’ เร่งทำ

    Politics

    05 ม.ค. 2026 เวลา 9:48 น.

    'พิชัย' ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ 'รัฐบาล' เร่งทำ

    “พิชัย” ห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี69 เสี่ยงตกต่ำ ย่ำแย่ ชง7 ข้อเสนอให้ “รัฐบาลใหม่” เร่งทำ เน้นการแก้ปัญหาหนี้ประชาชน-การส่งออก-นำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวคาดการณ์ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะตกต่ำ และย่ำแย่ หลังหลายสำนักทำนายการขยายตัวทางเศรษฐกิจว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% นอกจากนั้นแล้วเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้  ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งตนมีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ให้เร่งดำเนินการ ได้แก่  

     1.ด้านการบริโภคภายในประเทศ แก้ปัญหาหนี้ของประชาชน รวมถึงแก้หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจ อีกทั้งต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝากให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง 

    2.ด้านการส่งออก  ต้องขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า และเพิ่มการเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ   

    3.ด้านการลงทุน จำเป็นต้องงลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอเลคโทรนิค  รถยนต์ไฟฟ้า  ดาต้าเซนเตอร์ เอไอ พลังงานสะอาดให้มากขึ้น

    4. สนับสนุนและส่งเสริมการเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) ต้องเร่งเจรจาสานต่อให้สำเร็จ

    5. ด้านการเจรจาการค้ากับสหรัฐ  จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    6.ด้านราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  การจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต  

    7.ด้านการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี ที่กระทบต่อกลุ่มเอสเอ็มอีอย่างมากเพราะไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นต้องเร่งนโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1215120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWmlJKtllpAgKeGSE3sRi

  • โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจปี “ม้าไฟ” ลุ้นรัฐบาลมีฝีมือพาคนไทยรอด | เดลินิวส์

    โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจปี “ม้าไฟ” ลุ้นรัฐบาลมีฝีมือพาคนไทยรอด | เดลินิวส์

    ว่ากันว่า…เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะมีอาการสาหัสสากรรจ์ โดยเชื่อว่าจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี หรือในรอบ 3 ทศวรรษ

    หลายสำนักวิจัยประเมินว่าจีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 2% หรือคาดว่าเติบโตได้เพียงแค่ 1.5-1.6% เท่านั้น ด้วยเพราะมีสารพัดปัจจัยที่เข้ามากดดัน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลักที่ 60-70% แต่เมื่อถูกแรงกดดันจากภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”

    บรรดาผู้ส่งออก ต่างเร่งส่งออกในปีที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยอีก 19%  จนทำให้การส่งออกในช่วง 11 เดือนของปีที่แล้ว พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์

    มูลค่าการส่งออกมีมากกว่า 10.207 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.6% ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่มีการส่งออกสินค้า

    ไม่ใช่เรื่องแปลก!! ที่ผู้ส่งออก ภาคเอกชน ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงเพื่อปกป้องธุรกิจไม่ให้เจ๊งระเนระนาด ต้อง…แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก่อน

    แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน ในเมื่อเร่งส่งออกเกินความจริงไปมากมายขนาดนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมา ออเดอร์ใหม่จะมีเข้ามาได้แค่ไหน นี่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

    หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินกันว่า ในปี 2569 นี้ การส่งออกไทยจะไม่ขยายตัว หรือ เผลอ ๆ อาจติดลบไปด้วยซ้ำ

    ไม่ใช่แค่เพียงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ เท่านั้นที่กดดันเศรษฐกิจไทย เพราะยังมีปัจจัยเรื่องการค้าโลก เศรษฐกิจโลก ที่มีปัญหา

    ด้วยเหตุนี้… การหวังพึ่ง “การท่องเที่ยว” ที่เป็นพระเอกสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ไม่เป็นไปตามที่คาด

    เพราะล่าสุด รายได้จากการท่องเที่ยวในปีที่ผ่านมาก็ติดลบมากถึง 4.71%  โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพียง 33 ล้านคน ลดลงมากถึง 7%  ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย มาเป็นอันดับ 1 ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน ที่เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ ก็หล่นไปอยู่อันดับสอง ที่ 4.47 ล้านคน

    ดังนั้น… โอกาสของการนำเรื่องของการท่องเที่ยว มาช่วยสนับสนุนรายได้ของประเทศในปีนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยาก ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างหนัก

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของคนไทย ที่ถือว่าเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไม่น้อย ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเป็น “หนี้” ที่พบว่าหนี้ครัวเรือนไทยได้พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ประมาณครัวเรือนละ 7 แสนบาท

    ในเมื่อครัวเรือนยังเป็นหนี้ในอัตราที่สูง ความสามารถในการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยก็ย่อมต้องลดน้อยหดตามไปด้วย ท่ามกลายรายได้ที่เพิ่มไม่ทันกับรายจ่าย นั่น…ย่อมกดให้การบริโภคภาคเอชนถดถอยตามไปด้วยเช่นกัน

    เครื่องจักรใหญ่ในปี 2569 ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ จึงหนีไม่พ้นเรื่องของ “การลงทุน” ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน

    แต่ก็อีกนั่นแหล่ะในเมื่อการเมืองไทยยังอยู่ระหว่าง “คาบลูกคาบดอก” ว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนเดิมอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือไม่ ยังตอบไม่ได้?

    ความไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งที่เข้ามาปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเช่นกัน ต่อให้เอกชนจะชาชินกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    แต่!! ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นกัน ว่า “นโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง” ก็มีผลกระทบต่อการทำมาหากินของภาคธุรกิจไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะอยู่รอดหรือไม่? หากรัฐบาลไม่สนับสนุน

    ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ที่ย่อมต้องได้รับผลกระทบแน่นอนจากนโยบายของรัฐบาล เพราะย่อมต้องขึ้นอยู่กับว่าพรรคใด ค่ายใด ที่จะเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาล

    เช่นเดียวกับเรื่องของการล่าช้าในการผลักดัน “งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570”  ที่ต้องล่าช้าออกไป จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่

    สารพัดสารพันปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นใน “ปีม้าไฟ” จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้ทีมบริหารเศรษฐกิจที่ “มีฝีมือ” ที่ “ทำเป็น” เพื่อพาคนไทยทั้งประเทศให้อยู่รอด!!

    ……………………………………….
    คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
    โดย “ช่อชมพู”

    อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5468759/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C9sSxeiUHS1BJTFaVG9HW

  • กิ๊ก อนิศ ผุดไอเดีย ใช้เป๋าตัง สู้ศึกแพลตฟอร์มขายของ ก่อนเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ

    กิ๊ก อนิศ ผุดไอเดีย ใช้เป๋าตัง สู้ศึกแพลตฟอร์มขายของ ก่อนเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.45 น.

    วันที่ 5 มกราคม 2569 นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ นักธุรกิจหนุ่มผู้สมัคร สส.เขต 2 จ.กาฬสินธุ์ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ไทยต้อง มีแพลตฟอร์มขายของ ก่อนเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ

    ติ๊กต่อก ขึ้นต๋งอีกแล้ว  ชอปปี้  ขึ้นต๋งอีกแล้ว  ค่าแอดขึ้นอีกแล้ว  คนไทยทำอะไรได้บ้าง 

    ทำไม่ได้เลยครับ ผมเคยพูดไปนานแล้ว ว่า เราเสียเอกราช ทางเศรษฐกิจ ด้านออนไลน์ไปแล้ว  ทุกคนมัวแต่ตื่นเต้นกับ ค่านายหน้าเดือนละหมื่น ละแสน โดยหารู้ไม่ว่า โดนแอพจีน หลอกให้ ทำงานให้เขา กันทุกคน ทุกครั้งที่คุณโพสต์ ซื้อ โพสต์ขาย เงินไหลไปที่แอพจีน อย่างน้อย 20-30 %  

    หมายความว่า ทุกครั้งที่ซื้ออะไร 100 บาท เงินไหลออกไป 30 บาท   แต่จริงๆ แล้วมากกว่านั้น เพราะสินค้า หลายอย่าง ก็ของจีน ค่าต๋ง ก็ของจีน ขนส่งก็ของจีน   คุณว่าเหลือ เงินอยู่ในประเทศ  เท่าไหร่  เอาจริงไม่ถึงครึ่ง เงินร้อยบาท ซื้อของผ่านแอพ 3 ที คือ แบงค์ร้อยหมดใบเลย จีนเอาไปหมด ผ่านกลไก  พวกแอพ ชอปปิ้ง ของเขานั่นเอง  
    โปรเจค Rebrand Thailand ของผมวันนี้ ไอเดีย คือ เราต้องมีแอพไทยครับ  ย้อนศรกลับไป  แต่อย่าไปทำแอพ อีคอมเมิร์ส เหมือนเขาแบบไลฟ์ได้ อะไรได้ เก็บวีดีโอไว้ทั้งชาติ แบบติ๊กต่อก 

    เงินเราสู้เขาไม่ได้ จะหมดตูด  

    ต้องใช้นโยบายรัฐ เป็นตัวช่วยด้วย  

    พัฒนาจากแอพ เป๋าตังนี่แหละ  มีคนอยู่ในนั้น เป็นสิบล้านแล้ว  เชื่อมกับ payment gateway จ่ายเงินแล้ว ยิงเคมเปญ  

    “ก่อนซื้ออะไร เช็ค เป๋าตังค์ก่อน  ”

    หมายความว่าอะไร  ปล่อยให้ พวก แอพต่างชาติ ทำแอพให้คนเล่น สร้างความไวรัลไป  แต่ educate คนไทย ว่าก่อนซื้ออะไรให้มาเช็ค ที้เป๋าตังค์ ที่นี่จะถูกสุด  
    ว่าแต่ว่า ทำได้ไง 

    1  คืนภาษี สักหน่อย เช่น แวต 7 % แต่มาซื้อที่นี่มีคืน 2% จากรัฐบาล   
    2 ค่าต๋ง แอพอื่น15- 20 %  ที่นี่ 5% พอ  
    3 ทุกเงินช่วยเหลือจากรัฐ ถ้าจะซื้อออนไลน์ ซื้อได้จาก เป๋าตังค์ เท่านั้น 
    4 ดึงแม่ค้า พ่อค้า ดังๆ มาช่วยโปรโมท เช่น คุณ วิน วิลเลี่ยม คุณ พิมรี่ พาย ซึ่งเขาขายได้กำไรเยอะขึ้น ราคาถูกลง

    คงไม่ปฎิเสธอยู่แล้ว 

    นิสัยผู้บริโภคสมัยนี้ เห็น แอด แค่กดใส่ตะกร้า แต่ยังไม่ซื้อหรอก จะไปเช็ค ทุกแอพก่อน ว่าอะไร ที่ไหน ถูกที่สุด 

    เจอเคมเปญนี้  ถ้ามาเช็คแล้วที่นี่ ถูกที่สุด จะไม่ซื้อยังไงไหว สุดท้ายก็จะเป็นนิสัย  แอพจีน จะกลายเป๋นที่โปรโมท แต่สุดท้ายคนจะมาซื้อที่เป๋าตังค์ ร้านค้ากำไรเหลือเยอะขึ้น คนซื้อของได้ถูกลง รัฐได้ภาษี  

    ใครเห็นด้วย กับนโยบายนี้ พิมพ์ สนับสนุนด่วน ช่วยพิมพ์เห็นด้วย ช่วยเม้นท์ ช่วยแชร์ ถ้าไวรัลพอ จะรีบเอาไปผลักดัน ผ่าน พี่แต๋ม รวมว ศุภจี   ระดับพี่ท่าน เผลอๆ ไม่เกิน 6 เดือนเสร็จ  รับรองเศรษฐกิจ ฟื้นทันที 

    พรรคอื่น ถ้าอ่านเจอ แล้วเห็นด้วย มาร่วมกันทำครับ  พิมเห็นด้วยแล้วด่าเรื่องอื่นต่อก็ได้ แต่เรื่องนี้ต้องด่วนๆ 
    เราต้องมี ก่อนเงินจะไหล ออกประเทศไปหมด เหมือนทุกวันนี้  หรือใครมีแนวคิดอะไรดีๆเสริม บอกมาได้เลย  เราคนไทยต้องช่วยกัน 
    Rebrand Thailand. 
    วันนี้หาเสียงหมดแรง พรุ่งนี้ว่าใหม่นะครับ 
    บาย 
    อนิศ โอสถานุเคราะห์  ผู้สมัคร สส กาฬสินธ์ เขต 2 ภูมิใจไทย #กิ๊กอนิศ  #อนิศโอสถานุเคราะห์ #rebrandthailand #ภูมิใจไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/938706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23pqlLNQKCzQkN3UUX2xHf