Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิด 9 เส้นทางท่องเที่ยว ชวนสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นไทย

    เปิด 9 เส้นทางท่องเที่ยว ชวนสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นไทย

    องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดตัวแคมเปญ  “THE SOUL OF THAILANDชวนสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นไทย  ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส มาเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับ 9 เส้นทางท่องเที่ยว ใน 9 พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    โดยหวังกระตุ้นนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้าใจทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เกิดการกระจายรายได้การท่องเที่ยวไปสู่เมืองรองเพิ่มมากขึ้น

    เปิด 9 เส้นทางท่องเที่ยว ชวนสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นไทย 

    • COLORS OF CHIANG RAI

    เชียงราย เมืองสร้างสรรค์ สีสันแห่งล้านนา ชื่นชมวิถีชีวิตแห่งล้านนา ไปกับการลงพื้นที่คลุกคลีชุมชนชาติพันธุ์ ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติที่รายล้อม พร้อมผจญภัยไปในดินแดนแห่งธรณีวิทยา และตำนานแห่งขุนเขา

    เชียงราย

    • NAN SLOW LIFE

    น่านเสน่ห์ของวิถีเนิบช้า เติมเต็มความสบายใจอย่างเต็มอิ่มกับเมืองแสนสงบที่ปราศจากความวุ่นวาย พักผ่อนท่ามกลางความเนิบช้าและเรียบง่าย แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ อุดมไปด้วยเรื่องราวแห่งศิลปวัฒนธรรม และโบราณสถานสุดงดงามที่ผ่านกาลเวลามากว่าหลายร้อยปี มาดื่มด่ำกับความเรียบง่ายของชีวิตกับกาแฟรสชาติดีสักแก้วที่เมืองน่าน

    น่าน

    • SUKHOTHAI TIMELESS TREASURES

    มรดกโลกที่ยังมีลมหายใจ ชมเมืองเก่าเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ที่สุโขทัยผ่านกิจกรรมสุดสนุกตลอดทริป ชมโบราณสถาน แวะพักกับชุมชนขนาดกะทัดรัด ที่ใช้คำว่าน่ารักได้อย่างฟุ่มเฟือย และฝากท้องกับเมนูอาหารท้องถิ่นที่ทำให้ “สุโขทัย” กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยั่งยืน 1 ใน 100 แห่งของโลก

    สุโขทัย

    •  LOEI BEYOND THE MEKONG

    สุขใจกันไปเลย วิถีริมโขง เที่ยวเชียงคาน จ.เลย ดินแดน Green Destinations และภูหลวง เมืองเกษตรกรรมถิ่นอีสาน สโลว์ไลฟ์ใจฟูไปกับการท่องเที่ยวแบบร่วมสมัยผสมกลิ่นอายของอดีตผ่าน “เมืองเชียงคาน” ย่านเก่าริมแม่น้ำโขง ที่ยังอบอวลไปด้วยวิถีชีวิตท้องถิ่นดั้งเดิม 

    เลย

    เพิ่มเติมด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ และงานศิลปะ แวะเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวไทดำ ชาติพันธุ์ที่ยังคงวิถีผีฟ้า ปรัชญา ศรัทธาแห่งบรรพบุรุษ ท่ามกลางธรรมชาติและวิวขุนเขาแห่งพรมแดน

    • U THONG ANCIENT LEGACY

    เมืองมรดกแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ จากความรุ่งเรืองในอดีตกาล เมืองแห่งศูนย์กลางการค้าสมัยทวารวดี และจุดเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทำให้ “อู่ทอง” คือดินแดนที่เต็มไปด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ และมนต์ขลังของความรุ่งเรืองแห่งกาลเวลาที่ยังอบอวลอยู่ รอให้ทุกคนมาสัมผัส

    เมืองโบราณอู่ทอง

    เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตากับวิถีชีวิตที่น่าค้นหาของดินแดนที่ยิ่งใหญ่แห่งอุษาคเนย์

    • BANG KACHAO LOW CARBON, HIGH SPIRIT

    สัมผัสสิ่งแวดล้อมดีดี วิถีบางกะเจ้า ไม่ใช่แค่ one day trip แต่หากอยากสัมผัสบางกะเจ้าแบบครบรส ช้อป ชิม ชิล และสนุกไปกับกิจกรรมชุมชน สามารถพักค้างคืนท่ามกลางพื้นที่สีเขียวใกล้เมืองกรุง เติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้ชีวิต

    บางกระเจ้า

    เต็มอิ่มกับหลากเมนูท้องถิ่น และสูดลมหายใจให้เต็มปอดในพื้นที่เขียวแหล่งใหญ่ใกล้เมืองกรุงที่ “คุ้งบางกะเจ้า”

    • PATTAYA EVERYDAY WONDERS

    มหัศจรรย์ได้ทุกวันที่พัทยา พัทยาเมืองแห่งสีสันที่คึกคัก อุดมไปด้วยนักสร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ที่ถูกแสดงออกมาผ่านงานดีไซน์ แฟชั่น ดนตรี และอีเวนต์

    พัทยา

    สำคัญ ๆ มากมาย ขณะเดียวกันทีนี่ยังคงมีเรื่องราวของวัฒนธรรมท้องถิ่น มนต์เสน่ห์จากอดีตที่ยังอวบอวลอยู่ในซอกมุมต่าง ๆ อีกไม่น้อย การเดินทางมาเติมแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ไปพร้อมกับการได้สัมผัสเรื่องราวของชุมชนดั้งเดิมใกล้พัทยา จึงเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่กลมกล่อมสำหรับทุกคนในครอบครัว

    •  KOH CHANG BLUE CASTAWAY

    หนีร้อนไปติดเกาะช้าง ลัดเลาะวิถีชุมชน สัมผัสวิถีชีวิตชาวชุมชน ท่ามกลางท้องทะเลสีฟ้าใส และทำความรู้จักกับชุมชนที่อยากให้นักเดินทางเข้าใจการท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างถ่อมตน ไม่เบียดเบียน ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ “หมู่เกาะในฝัน สวรรค์แห่งอ่าวไทย” และบ้านของพวกเขายังคงอยู่อย่างงดงามต่อไปตราบนานเท่านาน

    เกาะช้าง

    • SONGKHLA LAGOON’S LIVING HERITAGE

    สมบัติแห่งกาลเวลา ปล่อยใจไปกับเสน่ห์ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทริปเดียว ครบทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติ ให้นักเดินทางได้เข้ามาสัมผัส ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจากวัตถุดิบสดจากทะเล ที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอย่างพิถีพิถันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/travel-shopping/648207&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zUdeUrrMl-HDHOzAfJUpq

  • เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยว 3.5 ล้านคนช่วงหยุดยาวปีใหม่ : อินโฟเควสท์

    เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยว 3.5 ล้านคนช่วงหยุดยาวปีใหม่ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม (VNAT) เปิดเผยว่า เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวราว 3.5 ล้านคน ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่รวม 4 วัน ระหว่างวันที่ 1-4 ม.ค.

    นครโฮจิมินห์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจทางตอนใต้ของเวียดนาม มียอดผู้มาเยือนสูงสุดที่ 1.24 ล้านคน เพิ่มขึ้น 65% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยในช่วงเวลาดังกล่าว นครโฮจิมินห์ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 75,700 คน ซึ่งเพิ่มขึ้น 83% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    ขณะเดียวกัน แหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ได้แก่ จังหวัดนิงบิ่ญและจังหวัดกว๋างนิญทางตอนเหนือ จังหวัดเลิมด่งทางตอนใต้ รวมถึงกรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศ

    VNAT ระบุว่า เทศกาลหยุดยาว 4 วัน เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการขยายตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ภาคการท่องเที่ยวของเวียดนามตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 25 ล้านคน และนักท่องเที่ยวภายในประเทศ 150 ล้านครั้ง ในปี 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KeW5OmMbD22CQ3Q1vvzQy

  • ตร.ท่องเที่ยวเข้ม! จัดระเบียบช่างภาพวัดอรุณ เตรียมกำหนดโทษผู้กีดกันนักท่องเที่ยว

    ตร.ท่องเที่ยวเข้ม! จัดระเบียบช่างภาพวัดอรุณ เตรียมกำหนดโทษผู้กีดกันนักท่องเที่ยว

    ตำรวจท่องเที่ยวเร่งแก้ปัญหาช่างภาพเจ้าถิ่นประพฤติตนไม่เหมาะสมในพื้นที่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ตรวจสอบช่างภาพกว่า 500 ราย เตรียมกำหนดมาตรการและบทลงโทษชัดเจน หวังฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

    จากกรณีมีการร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มช่างภาพเจ้าถิ่น บริเวณวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีพฤติกรรมกีดกันนักท่องเที่ยวรายอื่นออกจากพื้นที่สาธารณะ เพื่อเอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ว่าจ้างตนเองถ่ายภาพ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ของประเทศ และก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตามที่ข่าวเสนอไปแล้วนั้น

    วันที่ 4 ม.ค.69 ที่ กก.1 บก.ทท.1ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 เปิดเผยว่า ตามคำสั่งการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสารผกก.1 บก.ทท.1 พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก รอง ผกก.1 บก.ทท.1 พ.ต.ท.นิมิตร จรรยาลักษณ์. สวญ.ส.ทท.3 กก.1 บก.ทท.1 ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 และข้าราชการตำรวจ กก.1 บก.ทท.1 และ เจ้าหน้าที่เทศกิจ เข้าพบ คุณสมโภชน์ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย ตัวแทนวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อหารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและตรวจสอบข้อมูลช่างภาพที่ขึ้นทะเบียนกับทางวัด พบมีจำนวน 532 คน โดยจะดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชุมหารือร่วมกับตัวแทนช่างภาพวัดอรุณฯ จำนวน 25 คน เพื่อรับฟังปัญหา ชี้แจงแนวทาง และกำหนดข้อควรปฏิบัติในการให้บริการถ่ายภาพแก่นักท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของแหล่งท่องเที่ยว และจัดทำฐานข้อมูลร้านให้เช่าชุดบริเวณวัดอรุณฯ จำนวน 80 ร้าน ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการชาวไทย โดยจะตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีร้านใดเข้าข่ายการใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) หรือไม่

    พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ กล่าวว่า ในวันที่ 5 ม.ค.69 เวลา 13.00 น. จะร่วมประชุมกับทางวัดอรุณฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและมาตรการลงโทษสำหรับช่างภาพที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม เนื่องจากมีช่างภาพที่ลงทะเบียนกับทางวัด พบว่า หนึ่งในประเด็นปัญหาสำคัญ คือ จุดไฮไลท์ในการถ่ายภาพซึ่งเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจจำนวนมาก และมักเกิดความขัดแย้งในการใช้พื้นที่ถ่ายภาพ ได้แก่ จุดหน้าต่างขาว, จุดซุ้มประตูยักษ์วัดแจ้ง และบริเวณหน้าพระปางวัดอรุณ ทั้ง 3 จุดเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการจำนวนมาก พบปัญหาการแย่งพื้นที่ กีดกัน และความไม่เป็นระเบียบในการให้บริการถ่ายภาพ อันอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว กก.1 บก.ทท.1 ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อแจ้งแนวทางการใช้พื้นที่สาธารณะอย่างเป็นธรรม การให้บริการด้วยความสุภาพ และการร่วมกันดูแลภาพลักษณ์ที่ดีของแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/crime/121015&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qXM_WCwde2P0l7gnblJiQ

  • WPH เจาะกลุ่มท่องเที่ยว กูรูส่องกำไรปี69โต15% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    WPH เจาะกลุ่มท่องเที่ยว กูรูส่องกำไรปี69โต15% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – WPH หรือ บมจ.โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง โดย บล.แลนด์ แลนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า WPH เป็นเครือโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย จึงมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวเติบโตตามภาคการท่องเที่ยว ปัจจุบัน มีจำนวนเตียงรวม 263 เตียงจากใน 3 จังหวัด (ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี)

    •ฝ่ายวิจัยจึงมองว่า WPH จะเติบโตอย่างยั่งยืนจากกลยุทธ์ “Regional Medical Hub” ผ่านการกระจายสาขาไปยังพื้นที่ใกล้เคียงที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงรับประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยว ด้วยบริการเฉพาะทาง เช่น อุบัติเหตุฉุกเฉิน, การผ่าตัดหัวใจ, สมอง ,ทางเดินอาหาร และการผ่าตัดแผลเล็ก

    •คาดกำไรเติบโต +15% CAGR ในปี 2568-71F จากการเปิด รพ.แห่งใหม่ 2 แห่ง โดยเฉพาะ รพ.วัฒนแพทย์ภูเก็ต และการ Ramp-up ของ วัฒนแพทย์สมุยหลังเปิดให้บริการเข้าปีที่ 4 หนุนสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ

    •เริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 7.50บ./หุ้น จากการเป็นเครือโรงพยาบาลที่มีความแข็งแกร่งในพื้นที่ภาคใต้ ได้ประโยชน์จากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวไทย ด้วยกลยุทธ์“Regional Medical Hub” ผ่านการขยาย รพ.แห่งใหม่

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/05/607315/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JfIqvNZZUOBmwLBXLTGzx

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดทรงตัว หุ้นไอทีร่วงกลบปัจจัยบวกกลุ่มแบงก์รัฐ

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดทรงตัว หุ้นไอทีร่วงกลบปัจจัยบวกกลุ่มแบงก์รัฐ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดตลาดทรงตัวในวันนี้ (5 ม.ค.) แม้บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในกลุ่มธนาคารรัฐวิสาหกิจจะรายงานความคืบหน้าทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจนทำให้นักลงทุนมีความหวังต่อผลกำไรรายไตรมาส แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวกลับถูกสกัดด้วยการร่วงลงของหุ้นกลุ่มไอที ท่ามกลางความกังวลเรื่องกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 85,640.05 จุด ลบ 121.96 จุด หรือ -0.14%

    หุ้น 12 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักเปิดตลาดในแดนบวก ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กปรับตัวขึ้น 0.5% และดัชนีหุ้นขนาดกลางขยับขึ้น 0.1%

    ดัชนีกลุ่มธนาคารรัฐวิสาหกิจพุ่งขึ้น 1.3% นำโดย Punjab National Bank และ Bank of Baroda ซึ่งบวกขึ้นแห่งละ 1% หลังรายงานความคืบหน้าทางธุรกิจประจำไตรมาสออกมาดีเกินคาด

    ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มไอทีซึ่งพึ่งพารายได้หลักจากสหรัฐฯ กลับร่วงลง 1% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย หากอินเดียไม่ยอมให้ความร่วมมือเรื่องการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ยิ่งซ้ำเติมความกังวลด้านมาตรการทางการค้าให้รุนแรงขึ้น

    ปัจจุบัน สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียอยู่ที่ระดับ 50% โดยครึ่งหนึ่งของอัตราภาษีนี้เป็นมาตรการลงโทษที่รัฐบาลนิวเดลียังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRC40IQ5MUU3YBQNHME5725V2JGKE0QA&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qOfrCv008VtIHBnTm39yp

  • ส.อ.ท.ประเมินปี 2569 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ “Perfect Storm”

    ส.อ.ท.ประเมินปี 2569 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ “Perfect Storm”

    วันนี้ (5 ม.ค.2569) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

    ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    ด้าน ภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 2569 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

    อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากกว่า 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศกว่า 9.8 แสนล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

    นายเกรียงไกร ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุน R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนา SMEs การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    พร้อมกันนี้ ควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

    นอกจากนี้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยต้องเร่ง Upskill–Reskill–New Skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้าน STEM ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา

    ปี 2569 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1) Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2) Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 3) Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ONE Thailand” เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของโลก ให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ล็อกตัวนายกฯ เปิด “ปัจจัย” ทำให้เป็น

    พรุ่งนี้ ตร.เปิดคลิป “ตรวจค้น-สอบปากคำ” บุคคลโยง คดี “บิ๊กโจ๊ก” ติดสินบนทองคำ

    ทอ.เปิดตาราง “แอร์โชว์” วันเด็กแห่งชาติ 10 ม.ค.นี้ ที่ บน.6 ดอนเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500782&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eGa-rdsKLDwKJ1RQHXutF

  • ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

    ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

    โดยปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน 

    และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% โดยต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม

    ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

    ด้านการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 69 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน  (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

    อย่างไรก็ตาม ปี 69 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากกว่า 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศกว่า 9.8 แสนล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุน R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนา SMEs การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

    นอกจากนี้ ยังควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

    “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยต้องเร่ง Upskill–Reskill–New Skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้าน STEM ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา”

    นายเกรียงไกร กล่าวต่ออีกว่า ปี 69 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่

    • Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 
    • Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 
    • Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด ONE Thailand เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของโลก ให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    “ปี 69 ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาอย่างยาวนาน เปรียบเสมือนการเผชิญกับพายุเศรษฐกิจหรือ Perfect Storm ที่ท้าทายขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MDb7f4-vIQgm0PFye0kx5

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • “พิชัย” คาดเศรษฐกิจปี 69 ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ แนะเลือกพรรคที่แก้ปัญหาหนี้ ส่งเสริมลงทุนภาคอุตสาหกรรม

    “พิชัย” คาดเศรษฐกิจปี 69 ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ แนะเลือกพรรคที่แก้ปัญหาหนี้ ส่งเสริมลงทุนภาคอุตสาหกรรม

    “พิชัย” คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 69 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน แนะเลือกพรรคที่แก้ไขปัญหาหนี้ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต แก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

    วันที่ 5 มกราคม 2569 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในปี 2569 น่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น และบางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และการส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12% แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 2568 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และการท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและหวังว่าปีนี้ทั้งปีนักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น

    นายพิชัย ระบุว่า ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    1. การบริโภคภายในประเทศ ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วย นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    2. การส่งออก การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1% กว่าเท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่ประเทศเวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนเองได้คาดการณ์ว่าปี 68 ที่ผ่านมานี้ การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฏว่ามีหลายคน รวมถึงนักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ บางท่าน หัวเราะ และไม่เชื่อ แถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์ว่าการส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และเมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    3. การลงทุน การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, AI, พลังงานสะอาดฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี และล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    4. การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศ (FTA) มีความสำคัญต่อการค้าและการลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พฤศจิกายน ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และเซ็นสัญญาในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก และต่อมา ประเทศไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฏาน ในวันที่ 3 เมษายน 2568 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 2568 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ก็ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ตนเองขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และกรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    5. การเจรจาการค้ากับสหรัฐ สหรัฐเป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และสินค้าก็จะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    6. ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และเวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    7. การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทยและปัญหานอมินี เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นายพิชัย ระบุว่า นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vn9PwE0n-V_oZ7ztDkt2Q

  • เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    ขนาดเศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงหน้าไทย’ ภายในปีนี้ ขณะที่ไทยกลับเผชิญภาวะชะงักงันทั้งจากปัญหาภายใน ความตึงเครียดตามแนวชายแดน และแรงกดดันเชิงโครงสร้าง จนเสี่ยงเสียตำแหน่งทางเศรษฐกิจในอาเซียน

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เวียดนามกำลังมีแนวโน้มจะ “แซงหน้าไทย” ในด้านขนาดเศรษฐกิจที่วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ได้เร็วที่สุด “ภายในปีนี้” โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด

    ภูมิทัศน์เศรษฐกิจของอาเซียนกำลังเปลี่ยนไป เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศและความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง

    จีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ของเวียดนามในปี 2025 คาดว่าจะขยายตัว “ราว 8%” และรัฐบาลฮานอยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต “มากกว่า 10%” ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป้าหมายดังกล่าวทะเยอทะยานเกินไป แต่นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งย้ำว่า “การเติบโตระดับสองหลักเป็นสิ่งที่ทำได้” ในงานเศรษฐกิจเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

    หากการเติบโตเร่งตัวได้ตามแผน ตัวเลข Nominal GDP ของเวียดนามอาจแตะระดับกลาง 500,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือ 2027 ซึ่งจะแซงหน้าไทย และอาจก้าวขึ้นเป็น “เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รองจากอินโดนีเซีย

    ขณะที่ GDP ต่อหัวจะสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับระดับของอินโดนีเซีย

    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยแผนการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามการประเมินของ คาน วัน ลัก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุนและพัฒนาแห่งเวียดนาม (BIDV) ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ

    เห็นได้จากสนามบินแห่งใหม่ใกล้เมืองโฮจิมินห์มีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2026 ขณะที่โครงการรถไฟทางตอนเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน ก็เริ่มก่อสร้างแล้ว

    อย่างไรก็ดี การปฏิรูปกฎหมายและการลดขั้นตอนทางราชการ ยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไป โดยมีโครงการลงทุนมากกว่า 2,000 โครงการที่ยังติดขัดปัญหาบางประการ ตามที่คาน วัน ลักระบุ

    ในขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดว่า GDP ที่แท้จริงของไทยจะขยายตัว “เพียง 1.5%” ในปี 2026 ลดลง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากปีก่อนหน้า

    ไม่เพียงเท่านั้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงกำลังกดดันการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้ช้า และเมื่อภาษีนำเข้าของสหรัฐกดดันภาคการผลิต ไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกแซงหน้าไม่เพียงแค่โดยเวียดนามเท่านั้น แต่รวมถึงฟิลิปปินส์ด้วย

    เมื่อปีที่แล้ว ซูซูกิ มอเตอร์ ถอนตัวจากการผลิตรถยนต์สี่ล้อในประเทศไทย ขณะที่ ฮอนด้า มอเตอร์ ก็ลดขนาดการผลิตลง

    ก่อนหน้านั้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีประชากรราว 700 ล้านคน เคยถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาได้ทวีความรุนแรง และปะทุเป็นการสู้รบหนักในเดือนธันวาคม ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศชะลอลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

    คัง วู นักวิชาการรับเชิญจากมหาวิทยาลัยบอสตันคอลเลจ ระบุว่า เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเตือนว่าความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเล และอาจดึงภูมิภาคนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนในภาพใหญ่

    อ้างอิง: nikkei

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1215121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZvMCXLzMTd9XYf74OI_xw