Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผวา

    ผวา

    ผวา’สหรัฐ-เวเนซุเอลา’เอฟเฟกต์ ‘หอการค้าไทย’ ห่วงกระทบเศรษฐกิจทางอ้อม

    วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.47 น.

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยกำลังติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่อาจกระทบต่อบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางและเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน

    หอการค้าไทยเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวควรได้รับการคลี่คลายผ่านกระบวนการเจรจาโดยสันติ อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล และอาศัยกลไกของประชาคมระหว่างประเทศเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าโลก

    สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง การค้าระหว่างไทยกับเวเนซุเอลามีมูลค่าไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลัก จึงไม่น่าจะกระทบต่อภาคการค้าและการลงทุนของไทยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรม และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

    นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นยังอาจกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคลาตินอเมริกา รวมถึงบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม ซึ่งปัจจุบันยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ของโลก

    หอการค้าไทยจึงเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ปัจจัยภายนอกซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ภาคเอกชนไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกฝ่ายจะใช้ความยับยั้งชั่งใจ และแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาอย่างสันติภายใต้กติกาสากล เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่น การค้า การลงทุน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/938756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T6cltraCEXtKncc-6WbfA

  • น่านจัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 | TOPNEWS

    น่านจัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 | TOPNEWS

    วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ชั้น 6 ศาลากลางจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) โดยมอบหมายให้ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา พัฒนา และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านอย่างเป็นรูปธรรม ตามแผนพัฒนาจังหวัดน่าน พ.ศ. 2566–2570

    ทั้งนี้ แผนพัฒนาดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาจังหวัดน่านสู่การเป็น “เมืองแห่งความสุขและสร้างสรรค์” โดยมุ่งสร้างโอกาสและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาวะที่เหมาะสม และสังคมที่ร่มเย็น พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพและต่อยอดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน

    โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร รวมถึงการยกระดับศักยภาพ การประชาสัมพันธ์ และการบูรณาการภาคการเกษตรให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความหลากหลายของสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการรวมกลุ่มระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดน่านอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1445380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vV8q4mfyrPJkW-K7nFYfZ

  • ‘พิชัย’ คาดเศรษฐกิจปี 69 ย่ำแย่ขยายตัวต่ำ! การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยวเป็นตัวตัดสิน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่าเศรษฐกิจในปี 69 น่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น บางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 66 โดยการส่งออกปี 67 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 68 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 69 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 68 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และการท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและ หวังว่าปีนี้ทั้งปี นักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    1.การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    2.การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น  แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย มีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่เวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว

    ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนได้คาดการณ์ว่าปี 68 การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐาน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น

    นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    3.การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด   ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี ล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    4.การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พ.ย. ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ  สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 ม.ค.68 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF  นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก

    ต่อมาไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เม.ย.68 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 68 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ  ทั้งนี้ตนขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    5.การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐ เป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และสินค้าจะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว.พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา และภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ 

    6.ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย  ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    7.การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5471558/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13FXDmFZm9ZmO481gviWbc

  • ‘พิชัย’ คาดเศรษฐกิจปี 69 ย่ำแย่ขยายตัวต่ำ! การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยวเป็นตัวตัดสิน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่าเศรษฐกิจในปี 69 น่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น บางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 66 โดยการส่งออกปี 67 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 68 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 69 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 68 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และการท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและ หวังว่าปีนี้ทั้งปี นักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    1.การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    2.การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น  แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย มีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่เวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว

    ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนได้คาดการณ์ว่าปี 68 การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐาน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น

    นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    3.การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด   ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี ล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    4.การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พ.ย. ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ  สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 ม.ค.68 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF  นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก

    ต่อมาไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เม.ย.68 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 68 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ  ทั้งนี้ตนขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    5.การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐ เป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และสินค้าจะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว.พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา และภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ 

    6.ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย  ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    7.การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5471558/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13FXDmFZm9ZmO481gviWbc

  • “เพื่อไทย” บุกถิ่นภาคกลาง! ชูนโยบาย “ประกันกำไร 30%” มั่นใจกวาด สส. ยกจังหวัด 

    “เพื่อไทย” บุกถิ่นภาคกลาง! ชูนโยบาย “ประกันกำไร 30%” มั่นใจกวาด สส. ยกจังหวัด 


    2แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย นำคณะลงพื้นที่อยุธยา-ปทุมธานี-นนทบุรี รับฟังปัญหา-เกษตรกร ย้ำนโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” มั่นใจแลนด์สไลด์ 3 จังหวัด-นัดปราศรัยใหญ่ 8 ม.ค.

    ที่ร้านเจริญทรัพย์เพิ่มพูน อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายอนุชา นาคาศัย และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและชาวนาจาก 3 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตและราคาพืชผล บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมอบดอกกุหลาบแดงและพวงมาลัยดาวเรืองต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นายยศชนัน ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยเน้นสร้างความเท่าเทียม โดยจะแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์และการบริหารจัดการน้ำ ส่วนนโยบายเศรษฐกิจภาคการเกษตรจะใช้ระบบ “ประกันกำไร 30%” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน ไม่ว่าราคาตลาดจะผันผวนเพียงใด พร้อมสานต่อโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” และนโยบายด้านการศึกษาที่เด็กไทยทุกคนต้องได้เรียน

    ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ระบุว่าพรรคตั้งเป้าดึงราคาข้าวหอมมะลิให้ถึง 15,000 บาทต่อตัน และข้าวขาว 10,000 บาทต่อตัน โดยนโยบายประกันกำไรจะยึดจากต้นทุนจริงเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายผ่าน “คูปองปุ๋ย-คูปองเมล็ดพันธุ์” และโครงการพักหนี้เพื่อแบ่งเบาภาระชาวนา

    ตัวแทนเกษตรกรได้สะท้อนปัญหาสำคัญเรื่อง “ต้นทุนน้ำมัน” ที่พุ่งสูงขึ้น และความยุ่งยากในการขอใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน รวมถึงอยากให้พรรคช่วยประสานงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านน้ำและอุตุนิยมวิทยาเพื่อรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง พร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนรถอัดฟางเพื่อลดการเผา และเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาทต่อเดือนแบบไม่มีขั้นบันได

    นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจว่า จากกระแสตอบรับที่ดีวันดีคืน ทำให้เชื่อว่าจะสามารถ “เหมาเก้าอี้ สส.” ได้ทั้งหมดในพื้นที่พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี โดยเน้นย้ำว่าพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ช่วงเลือกตั้ง สำหรับนโยบายใหม่ที่จะเจาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ขอให้รอติดตามในการปราศรัยใหญ่ วันที่ 8 มกราคมนี้

    “เรามั่นใจว่าคนที่ยังไม่ตัดสินใจจะกลับมาเลือกเพื่อไทยมากขึ้น หลังเห็นความชัดเจนของนโยบาย วันที่ 8 ก.พ. นี้ ขอให้พี่น้องกาเบอร์ 9 พรรคเพื่อไทย และเบอร์ผู้สมัครเขต เพื่อเลือกพรรคเพื่อไทยให้ชนะถล่มทลายทั้งแผ่นดิน” นายยศชนัน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39181&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39vTklMsepHpgG1gXyzGt0

  • พรรคประชาชนเปิดตัว ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีนิติฯ มธ.เป็นว่าที่ รมว.ยุติธรรม

    พรรคประชาชนเปิดตัว ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีนิติฯ มธ.เป็นว่าที่ รมว.ยุติธรรม

    วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

    วันที่ 5 มกราคม 2569 มีรายงานว่า พรรคประชาชน เปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชนเป็นคนแรก ได้แก่ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในกรณีพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี

    โดย พรรคประชาชน ได้ปล่อยคลิปชื่อ The Professionals ทีมบริหารประชาชน EP1 โดยเปิดตัวว่าที่รัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคประชาชนทุกวัน วันละคน ตั้งแต่วันที่ 5-15 ม.ค.2568 โดยในวันนี้ Episode 1 รศ.ดร.มุนินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมที่จะเป็น รมว.ยุติธรรม และเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมที่จะขับเคลื่อนวาระที่อยากเห็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

    “เป็นช่วงเวลาที่กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถึงจุดที่ย่ำแย่ที่สุด หากย้อนไป 20-30 ปีตั้งแต่เป็นนักศึกษา เป็นอาจารย์กฎหมาย เป็นผู้บริหาร ผมคิดว่าเรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดของกฎหมาย ของกระบวนการยุติธรรม ของหลักนิติรัฐ และหลักประชาธิปไตย”รศ.ดร.มุนินทร์ ระบุ

    รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวว่า แน่นอนการสอน การพูด ในห้องเรียนก็จำเป็น การให้ความรู้แลกเปลี่ยนกับสังคมสาธารณะก็มีความจำเป็น แต่ผมคิดว่าการเมืองก็ต้องการคนที่พร้อมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนในเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ให้พ้นจากสภาวะวิกฤตนี้ และถ้ามีโอกาสก็ยินดีที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

    สำหรับรศ.ดร.มุนินทร์ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท (LL.M.) จาก University of Cambridge และปริญญาเอก (Ph.D.) จาก University of Edinburgh สหราชอาณาจักร

    นอกจากนี้ยังเคยเป็น Visiting Scholar ณ Max Planck Institute for Comparative and International Private Law ประเทศเยอรมนี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแพ่ง กฎหมายเปรียบเทียบ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข

    ทั้งนี้เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม “ได้เวลาคืนความปกติให้กระบวนการยุติธรรมไทย”
    ในวัย 46 ปี ผมโตทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและระบบกฎหมายทั้งช่วงก่อนและหลังยุครัฐธรรมนูญ 2540

    ผมเรียนปริญญาตรีกฎหมายที่ธรรมศาสตร์เมื่อปี 2541 จบแล้วเป็นทนายความในสำนักงานกฎหมายของอังกฤษช่วงสั้นๆ
    ก่อนเข้าเป็นอาจารย์ประจำที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2546

    ช่วงที่เป็นนักศึกษากฎหมายจนถึงตอนเป็นอาจารย์สอนกฎหมายใหม่ๆ
    เคสที่สอนกันในห้องเรียนเป็นปัญหาการใช้การตีความกฎหมายทั่วๆ ไป
    แต่ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงเกินความสามารถของกระบวนการยุติธรรมไทยในเวลานั้นที่จะจัดการ

    ระบบการเมืองและกฎหมายเข้าสู่สภาวะถดถอยภายหลังการรัฐประหารปี 2549 ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยอำนาจพิเศษและกลไกทางกฎหมายที่พิสดาร รวมถึงความไม่เชื่อมั่นในความเป็น ‘คนเท่ากัน’ ของคนไทยว่าจะมีความสามารถและเจตจำนงที่จะฝ่าฟันจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ปกติของไทยถูกตัดแต่งพันธุกรรมครั้งใหญ่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญไปจนถึงระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องจนมีสภาพพิกลพิการมาจนถึงทุกวันนี้

    การรัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ซ้ำเติมการเมืองและกฎหมายไทยให้ยิ่งจมดิ่งลงไปในเหวลึก

    ตอนเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ผมเคยคิดว่า การเมืองกับกฎหมายเป็นเรื่องที่แยกกันได้ ไม่ว่าการเมืองจะดีเลวอย่างไร นักกฎหมายก็ยังสามารถทำหน้าที่ปกติต่อไปได้

    หลังจากไปเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอกที่สหราชอาณาจักรในด้านกฎหมายเปรียบเทียบและประวัติศาสตร์กฎหมาย
    เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่เกี่ยวกับการรับกฎหมายต่างประเทศ (legal transplant) ก็เริ่มตกผลึกว่า สังคมจะดี ทั้งการเมืองและกฎหมายต้องดีไปด้วยกัน

    การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาชนเป็นใหญ่ ส่วนกฎหมายที่ดีคือกฎเกณฑ์ที่เกิดจากเจตจำนงของประชาชน และนี่เป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยง่ายๆ ที่ใครๆ ก็รู้กัน

    แต่ถึงเวลานี้คนไทยส่วนใหญ่คงตระหนักเหมือนผมว่า หลักการง่ายๆ
    เหล่านี้กลายเป็นความเพ้อฝันสำหรับสังคมไทยมากขึ้นทุกขณะ

    ผมกลับมาจากต่างประเทศเมื่อปี 2556 ทำงานสอนกฎหมายต่อที่ธรรมศาสตร์ ได้รับมอบหมายงานบริหารจัดการหลักสูตรปริญญาตรีกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นคนจำนวนมากคิดว่ายากที่จะทำให้สำเร็จ ต่อมาเป็นรองคณบดี และเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์เมื่อปี 2562

    เริ่มงานคณบดีได้ไม่กี่เดือนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีบอสกระทิงแดง ทำให้ได้รู้เห็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยที่น่าตกใจด้วยตาตัวเอง

    ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันสังคมไทยก็เผชิญกับโรคระบาดโควิดและการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ คนส่วนใหญ่ในสังคมคงเห็นไม่ต่างกันว่าถ้าการเมืองดี สังคมไทยคงไม่ต้องสูญเสียขนาดนั้น ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยและมีความหวัง คงไม่มีใครออกมาชุมนุมเรียกร้องกันใหญ่โตขนาดนั้น

    หลังรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ผมเฝ้ามองและวิพากษ์วิจารณ์ผลลัพธ์อันพิสดารของรัฐธรรมนูญและหายนะที่เกิดขึ้นกับระบบกฎหมายและกระบวนยุติธรรม

    เราเห็นการเลือกและปลดนายกรัฐมนตรี การยุบพรรคตัดสิทธินักการเมืองด้วยกลไกทางกฎหมายที่พิสดารไม่เหมือนใครในโลก เพื่อความสงบเรียบร้อยที่ฉาบฉวยซึ่งถูกใช้หลอกล่อผู้คนให้โหวตรับรัฐธรรมนูญ

    โดยไม่รู้ว่าต้องจ่ายราคาค่าตอบแทนที่สูงลิ่วในเวลาต่อมา

    ทั้งหมดนี้คือความอ่อนแออย่างที่สุดของระบบการเมืองและกฎหมาย
    ซึ่งแน่นอน ถึงตอนนี้แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่ามันเป็นแค่ปัญหาของนักการเมืองและนักกฎหมาย
    ความอ่อนแอของการเมืองและกฎหมายไทยส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทั่วไปที่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกหย่อมหญ้า

    หลักการกฎหมายที่สอนในกันในมหาวิทยาลัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ความเป็นจริงของการเมืองและกฎหมายของไทยห่างไกลจากสิ่งที่สอนมากขึ้นทุกขณะ จนทำให้หลักการที่สอนกลายเป็นเพียงความเพ้อฝัน

    แต่ความเพ้อฝันเหล่านี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความหวังของคนเป็นอาจารย์
    ความหวังที่จะเห็นการเมืองและกฎหมายที่ดีกว่านี้

    เมื่อผมได้รับการทาบทามจากพรรคประชาชนให้เข้าร่วมทีมบริหารเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม หากพรรคชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล

    ผมตัดสินใจตอบตกลงด้วยเหตุผลสามประการ

    ประการแรก
    นโยบายของพรรคโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกระยุติธรรมสอดคล้องกับหลักการและจุดยืนที่ผมยึดถือ

    ประการที่สอง
    พรรคมีอุดมการณ์และมีความเชื่อมั่นศรัทธาในหลักการประชาธิปไตยและนิติธรรมอย่างเหนียวแน่น
    พรรคได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า ไม่ว่าจะถูกทำลายกี่ครั้งก็ยังคงยืนหยัดในหลักการนี้อย่างมั่นคง

    และประการสุดท้าย
    ผมมีครอบครัว มีลูกๆ และผมมีความฝัน ความฝันที่จะเห็นสังคมไทยดีขึ้น ไม่ใช่แค่สำหรับผม แต่เป็นสังคมที่ดีสำหรับลูกๆ และสำหรับทุกๆ คน

    ผมไม่ได้อยากเห็นระบบการเมืองและกฎหมายที่พิเศษพิสดารใดๆ
    แต่อยากเห็นแค่การเมืองที่แสนจะปกติธรรมดาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นการเมืองที่เมื่อเกิดวิกฤตจะสามารถแก้ไขได้ด้วยเจตจำนงของประชาชนไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านผู้แทนของประชาชน
    ผมอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรมและเป็นอิสระ
    ประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม
    ไม่ต้องหวังพึ่งเส้นสายหรือเงินทองเพื่อให้ได้รับความยุติธรรม

    ผมและพรรคประชาชนมีความฝันอย่างเดียวกันในเรื่องเหล่านี้

    แน่นอน
    ในฐานะนักกฎหมายผมตระหนักดีว่า การบริหารงานกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นงานที่ยากที่สุดงานหนึ่งของรัฐบาล
    เพราะองค์กรในกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นและมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารเป็นเพียงองค์กรหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

    อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารมีความสามารถและทรัพยากรในการทำงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในการประสานงานกับฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

    ผมไม่รู้ว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

    แต่ขอแสดงเจตจำนงไว้ ณ ที่นี้ว่าพร้อมที่จะเดินออกจากห้องเรียนที่พร่ำสอนหลักทฤษฎี

    และร่วมกันขับเคลื่อนให้ความเพ้อฝันเป็นความจริง
    เพื่อการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและระบบกฎหมายภายใต้หลักนิติธรรม

    มุนินทร์ พงศาปาน
    อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/938831&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nauYn8cZ75sa1E_pbhJ2O

  • ‘ธรรมศาสตร์’ รุกสร้างความร่วมมือนานาชาติ หนุน ‘แผนพลิกเปลี่ยนระบบสร้างกำลังคน’ พร้อมก้าวสู่ Hub สังคมศาสตร์ของโลก – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ‘ธรรมศาสตร์’ รุกสร้างความร่วมมือนานาชาติ หนุน ‘แผนพลิกเปลี่ยนระบบสร้างกำลังคน’ พร้อมก้าวสู่ Hub สังคมศาสตร์ของโลก – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มุ่งขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ

          “การเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง” คือหมุดหมายสำคัญของการดำเนินงานตลอดวาระการเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ของ ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ ที่ต้องการปฏิรูประบบการสร้างกำลังคนของไทยที่ “ทำงานได้จริง” เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศ

         เนื่องจากเล็งเห็นว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะการขาดกำลังคนเพื่อจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต   เห็นได้จากนโยบายของบางประเทศ เช่น จีนที่มีการเปิดตัววีซ่าทำงานประเภทใหม่เพื่อดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาทำงานในประเทศ

         ขณะเดียวกันอัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างที่ไทยอัตราว่างงานในระบบประกันสังคมในไตรมาส 2/2568 ที่แตะ 2.1% ซึ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี รวมถึงปัจจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) และอัตราการเกิดที่น้อยลง ก็กำลังส่งปฏิกิริยาให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น

         เพื่อการณ์นั้น นับตั้งแต่เข้าสู่ตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลาราว 1 ปี 7 เดือน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ จึงมีการเดินหน้าทำความร่วมมือผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรชั้นนำทั้งรัฐและเอกชนจำนวนมาก เพื่อดำเนินการด้านสหกิจศึกษา อาทิ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

         แต่นอกจากการแสวงหาความร่วมมือภายในประเทศแล้ว การขยายความสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศก็เป็นอีกสิ่งที่ทำควบคู่ไปเช่นกัน เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ ทลายพรมแดนในการพัฒนาองค์ความรู้ และนำพามหาวิทยาลัยสู่ความสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมเป้าหมายการพลิกเปลี่ยนระบบผลิตกำลังคนของประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในภูมิภาคและระดับโลกเพิ่มมากขึ้น

         สำหรับในปี 2568 นี้ ทาง ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า มีการเดินทางไปในหลากหลายประเทศ เพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษา อย่างประเทศญี่ปุ่นก็มีการไปเยือนถึง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Hyoko, Hokkaido University และ Rakuno Gakuen University โดย 2 มหาวิทยาลัยหลัง เป็นพันธมิตรในความร่วมมือ และการจัดงานประชุมวิชาการ One Health Lecture Series 2025 ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยต่างก็ต้องการจะมาเยี่ยม มธ. เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาต่อ

         “University of Hyoko พูดชัดเลยว่าเขาต้องการเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น และสนใจเรื่องการให้โควตาเด็กมัธยม ซึ่งพอบอกว่าทาง มธ. เองก็มีโรงเรียนระดับมัธยมเช่นกัน เขาก็สนใจจะมาเยี่ยมที่โรงเรียน และต้องการให้เด็กจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย พร้อมกับให้ทุนการศึกษาด้วย หรือจากการพูดคุยกันทางอธิการบดีของ Hokkaido University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเกษตร และวิทยาศาสตร์สุขภาพก็มีความสนใจที่จะมาเยี่ยมที่ มธ. ในปี 2569 เช่นกัน” อธิการบดี มธ. กล่าวเสริม

         นอกจากนี้ จะมีที่ไปเยือนที่จีน ซึ่งได้รับเชิญจาก Gong Qihuang, President of Peking University เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและนานาชาติในงาน Beijing Forum 2025 ก็ได้มีการทำความร่วมมือแบบทวิภาคี และเตรียมที่จะหารือความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ต่อ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI)

         รวมไปถึงอีกประเทศที่น่าสนใจ และมีการไปเยือนเพื่อขยายความสัมพันธ์ก็คือ อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรประมาณ 35 ล้านคน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ทองคำ ฯลฯ โดยได้ไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ Tashkent State University of Law, samarkand state University และ National University of Uzbekistan ซึ่งมหาวิทยาลัยหลังสุดนี้ได้มีการทำ MOU กันด้านการศึกษา เช่น แลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษา ก่อนจะขยายไปยังด้านอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

          “การขยายความสัมพันธ์ไปยังอุซเบกิสถาน ไม่ใช่แค่การช่วยให้ยกระดับองค์ความรู้ และดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในประเทศ แต่จะเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้เกิดการขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียกลางด้วย และจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อีกหลายเรื่อง” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ

          สำหรับปัจจุบัน มธ. มีการ MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ

         ขณะที่ปี 2569 ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เผยว่า จะเน้นไปที่ 2 ประเทศหลักเพื่อขยายความสัมพันธ์ ได้แก่ จีน และอินโดนีเซีย โดยสำหรับจีน เนื่องจากมหาวิทยาลัยในจีนมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว และถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมากในด้าน AI ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และเพิ่มสัดส่วนของนักศึกษาจีนในไทย ส่วนอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรเยอะ ซึ่ง มธ. ก็เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพอันดับต้น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นอีกจุดหมายปลายทางให้นักศึกษาจากอินโดนีเซียมาเรียนต่อได้

          “การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาต่างประเทศจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ตึก อาคาร ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือกองกำลัง ฉะนั้นหากไทยสามารถเปิด และกลายเป็นจุดหมายด้านการเรียนรู้ของนานาชาติได้ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางปัญญาของประเทศ ซึ่งจะเป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ช่วยเปิดโอกาสไปยังด้านอื่นๆ ได้ด้วย” อธิการบดี มธ. ชี้ให้เห็นความสำคัญ

         สิ่งเหล่านี้ ยังช่วยเสริมอีกเป้าหมายในเรื่องการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาระดับภูมิภาค รวมถึงการเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติ กล่าวคือ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทั่วโลกต้องนึกถึงในฐานะที่พึ่งทางปัญญาด้านสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรืออื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า กระนั้น ไม่ใช่ว่าด้านอื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ ฯลฯ จะไม่สนใจ หรือไม่โดดเด่น เพียงแต่ต้องการปักธงให้ได้ว่า มธ. จะเป็นผู้นำด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติ ในช่วงเวลานี้ก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu01050169/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h6Mp6dR9GeNUhT7_5oWV7

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รับสมัครบุคคลเข้าปฏิบัติงานในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ตำแหน่ง อาจารย์ สาขาวิชาเทคโนโลยีเกษตรนวัต จำนวน 2 อัตรา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รับสมัครบุคคลเข้าปฏิบัติงานในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ตำแหน่ง อาจารย์ สาขาวิชาเทคโนโลยีเกษตรนวัต จำนวน 2 อัตรา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/119124/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i8jWDwY8kXxRYg81DEACl

  • กปน. ชวนน้อง ๆ เที่ยวงานวันเด็กแห่งชาติ 2569 ณ พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้การประปาไทย ลุ้นรับของรางวัล และทุนการศึกษากว่า 100,000 บาท

    กปน. ชวนน้อง ๆ เที่ยวงานวันเด็กแห่งชาติ 2569 ณ พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้การประปาไทย ลุ้นรับของรางวัล และทุนการศึกษากว่า 100,000 บาท

    นายกิตติ ศรีพรหมมุนี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การประปานครหลวง (กปน.) แจ้งว่า กปน. จะจัดงานวันเด็กแห่งชาติ 2569 ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ การประปาไทย โรงงานผลิตน้ำสามเสน ถนนพระรามที่ 6 ขอเชิญชวนผู้ปกครองพาน้อง ๆ หนู ๆ มาเยี่ยมชมหมู่อาคารภายในพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ความสำคัญ และกระบวนการผลิตในอดีต

    กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย โซนWorkshop กิจกรรมเติมสี ใส่น้ำ : ระบายสีน้องยอดน้ำ มาสคอตสุดน่ารักของ กปน. กิจกรรมเครื่องกรองน้ำทำเองได้ : ทดลองทำเครื่องกรองน้ำด้วยตนเอง กิจกรรมสาดสี เติมฝัน : ทำผ้ามัดยอมที่มีชิ้นเดียวในโลก โซนเครื่องเล่น Interactive ที่จะชวนน้อง ๆ มาท้าทายความสามารถกับเกมจับคู่น้องยอดน้ำ และเกมเก็บไอคอนน้องยอดน้ำ โซนเครื่องเล่นเสริมทักษะด้านกีฬา ให้น้อง ๆได้มาปลดปล่อยพลังในเกม Knock it off game : ยิงลูกบอลให้ตกลงมา เกม Goal Soccer Game : เตะบอลเข้าเป้า รวมทั้งตื่นตาตื่นใจกับบ้านลมหมีแพนด้า สำหรับน้อง ๆ ที่ส่วนสูงเกิน 120 เซนติเมตร และบ้านลมแพนด้าน้อย สำหรับน้อง ๆ ที่ส่วนสูงต่ำกว่า 120 เซนติเมตร

    นอกจากนี้ ยังเพลิดเพลินกับมินิคอนเสิร์ตจากวง Gamma และพบกับ น้องอัสรี่ & อัสลัน ลูกทรายกองดิน ที่จะมาไลฟ์สดบรรยากาศภายในงานให้ได้ชมผ่านทางเพจ 2 แสบสตอรี่- 2 Seab Story อีกด้วย ในงานมีบริการอาหาร ขนม น้ำ ฟรีตลอดงาน พร้อมมาลุ้นรับของขวัญ ของรางวัล และทุนการศึกษากลับบ้าน รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท แล้วพบกันนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/64370&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zZ-cH90UCkC6IbMIXZT8V

  • ขุนพลใต้ รีเซ็ตอนาคต 14 จังหวัด ‘3 เสาหลัก 7 ด้านพัฒนา’

    ขุนพลใต้ รีเซ็ตอนาคต 14 จังหวัด ‘3 เสาหลัก 7 ด้านพัฒนา’

    “พิพัฒน์” เปิดเกมหาเสียง ชูเบอร์ 37 รีเซ็ตอนาคตชาวใต้ ชี้เป็นหมายเลขแห่งความหวัง พลิกโอกาส 14 จังหวัดภาคใต้ วางหมากใหญ่ 3 เสาหลัก 7 ด้านพัฒนา

    4 ม.ค.2569 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย และผู้รับผิดชอบการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ เปิดเกมหาเสียงอย่างเป็นทางการ ผ่านการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ ประกาศวิสัยทัศน์ “นโยบายภาคใต้ 3 เสาหลัก” ขออาสาทวงคืนโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ หลังชี้ว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โอกาสของคนใต้หายไปมากเกินพอแล้ว

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า การเลือกตั้งปี 2569 ครั้งนี้ ตนเองขออาสากลับมารับผิดชอบภาคใต้อีกครั้ง เพื่อทวงคืนโอกาสที่สูญเสียไปให้พี่น้องชาวใต้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาภูมิภาคผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. วางรากฐานการพัฒนาให้มั่นคง 2. สร้างประชาภูมิใจจ และ 3. เสริมความมั่นคงของไทยใต้ ควบคู่กับการขับเคลื่อนการพัฒนา 7 ด้านหลัก ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว–การค้า เกษตร–ประมง อุตสาหกรรม การศึกษาและ AI สังคม และความมั่นคง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ 14 จังหวัดภาคใต้เติบโตอย่างเท่าเทียม มั่นคง และยั่งยืน สร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสให้ลูกหลานคนใต้สามารถทำงานบนบ้านเกิดของตนเอง

    นายพิพัฒน์ ย้ำว่า หมายเลข 37 ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัตรเลือกตั้ง แต่คือ “ความหวัง” และ “โอกาส” ที่จะกำหนดอนาคตของคนใต้ทุกครอบครัว พร้อมชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคใต้ และขอโอกาสจากประชาชนให้เลือก พรรคภูมิใจไทย ทั้งคนและทั้งพรรค กาเบอร์ 37 เพื่ออนาคตของลูกหลานคนใต้ทุกคน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/925914/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zxkVIiKsmtWzUIy731JZS