Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคการเมืองใหญ่ แก้หนี้ครัวเรือน-ลดค่าครองชีพ

    นโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคการเมืองใหญ่ แก้หนี้ครัวเรือน-ลดค่าครองชีพ

    เทียบนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคการเมืองใหญ่ สูตรว่าที่รัฐบาลผสม ภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม ชูแก้หนี้ครัวเรือน ลดค่าครองชีพ

    เมื่อหลายฝ่ายมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นแค่พิธีกรรม และผู้ที่ได้จำนวนสส.มากที่สุด ใช่ว่าจะได้เป็นรัฐบาลเสมอไป ทำให้เกิดการวิเคราะห์สูตรรัฐบาลผสมกันในหลากหลายรูปแบบ โดยสูตรแรกที่น่าจะเป็นไปได้คือ การรวมกันของ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม โพสต์ทูเดย์ จับตานโยบายเศรษฐกิจแต่ละพรรค พบว่าทั้ง 3 พรรคการเมืองใหญ่ มีนโยบายที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบ

    พรรคภูมิใจไทย ลดค่าครองชีพ แก้หนี้ครัวเรือน 

    พรรคภูมิใจไทย มาพร้อมสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” โดยต้องการกลับมาเป็นรัฐบาลเพื่อสานต่อนโยบายที่ค้างไว้ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายใหญ่ของแผน 4 ปี คือการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 3%Plus อย่างยั่งยืน ยกระดับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดูแลประชาชนกว่า 13 ล้านคน เสริมด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

    ลดค่าครองชีพโดยตรงด้วยการตรึงค่าไฟฟ้าครัวเรือนรายย่อยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ผลักดัน-สร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว ด้วยการส่งเสริมการออมเงิน ผ่านพันธบัตรออม Plus และบัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) ที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้

    สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ไทย จะได้รับการสนับสนุนด้วยเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันรวดเร็ว และสิทธิพิเศษในการเข้าถึงงานภาครัฐ เป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    นอกจากนี้ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV, AI และ Wellness ผ่านกองทุน Thailand Future Fund โดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ

    พรรคเพื่อไทย ชูรีเซ็ตหนี้ทั้งระบบ

    พรรคเพื่อไทย เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มุ่งลดภาระค่าครองชีพและแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ตั้งแต่การรีเซ็ตหนี้ทั้งระบบ การฟื้นความมั่นคงทางการคลัง ไปจนถึงนโยบายบริการพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และ Digital Wallet ภายใต้เป้าหมายเพิ่มรายได้ ลดหนี้ และสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    มาพร้อมแนวคิด “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน” โดยมีแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจ 10 ด้าน อาทิ การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ (การลดการขาดดุลงบประมาณและวินัยทางการคลัง) การกระตุ้นดีมานด์ของประชาชน การปลดหนี้ การลงทุนโดยรัฐเป็นตัวนำ การสร้างรายได้จากทรัพย์สินรัฐ การพัฒนาทุนมนุษย์ การเปลี่ยนสถานะของรัฐจากควบคุมเป็นบริการ การยกระดับเศรษฐกิจให้มีมูลค่าสูง ลดสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบ และลดค่าครองชีพประชาชน นอกจากนั้นยังมีเรื่องรถไฟฟ้า 20บาทตลอดสาย หวยเกษียณ และการพักหนี้เกษตรกร

    พรรคกล้าธรรม ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยเป็นธรรม

    นโยบายเศรษฐกิจของพรรคกล้าธรรม มาพร้อมแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”โดยเฉพาะคนตัวเล็กของประเทศ ด้วยการแก้หนี้ให้คนไทยทั้งระบบ ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยอย่างเป็นธรรม ให้ประชาชนตั้งหลักใหม่ได้จริง จัดตั้ง “ธนาคารของประชาชน” และสหกรณ์กลางครูเพื่อรวมหนี้ปรับโครงสร้างหนี้และลดดอกเบี้ย เกษตรกรเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้คนทำมาหากินรายย่อย เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ ไม่ถูกเอาเปรียบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E31Aik-wtlo5v1-VA05F2

  • 5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    World Economics

    06 ม.ค. 2026 เวลา 13:05 น.

    จับ 5 สัญญาณชีพพญามังกร เมื่อส่งออกเริ่มแผ่ว อสังหาริมทรัพย์ ยังโคม่า แนวทางกระตุ้นกำลังซื้อเริ่มเปลี่ยนทิศ ‘สี จิ้นผิง’ มองข้ามจุดอ่อน แต่ย้ำความสำเร็จใน AI เศรษฐกิจจีน 2569 จะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    จีนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยข่าวดีอย่างการบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ แต่ในภาพรวมจีนยังคงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะประเทศในยุโรป และลาตินอเมริกาเริ่มขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษีใส่จีนเช่นกัน เนื่องจากกังวลว่าสินค้าจีนที่ราคาถูก และมีปริมาณมหาศาลจะเข้าไปทำลายอุตสาหกรรมในท้องถิ่นของพวกเขา

    ขณะเดียวกัน ปัญหาภายในประเทศเองก็ยังไม่คลี่คลาย ทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว และตัวเลขการลงทุนในภาคส่วนสำคัญที่ส่อแววลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ทศวรรษ และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่ควรจับตาดูในเศรษฐกิจจีนในปีนี้

    เสี่ยงปรับเป้า GDP ปี 69 

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา จีนทำผลงานได้ตามเป้าหมาย GDP ที่ตั้งไว้ 5% โดยในช่วง 9 เดือนแรกเศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 5.2% ซึ่งถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานเดิมที่จีนพยายามตั้งเป้าไว้ที่ “ประมาณ 5%” ติดต่อกันมาตลอด 3 ปีล่าสุด

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    สำหรับเป้าหมายของปี 2569 นั้น เราจะเห็นความชัดเจนของเป้าหมายเศรษฐกิจจากการประกาศในประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติช่วงเดือนมี.ค.นี้ 

    แม้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนจะมองว่ารัฐบาลน่าจะตั้งเป้าไว้ที่ 5% เหมือนเดิม แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก Pictet Wealth Management วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนจะปรับเป้าลงมาอยู่ในช่วง 4.5% – 5% เพื่อให้ยังสอดคล้องกับแผนระยะยาวที่ตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้ประชากรให้เป็น 2 เท่าภายในปี 2578

    ในมุมมองของนักวิเคราะห์จากผลสำรวจของนิกเคอิเอเชียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจริงของจีนในปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.5% ซึ่งสะท้อนถึงการคาดการณ์ที่ระมัดระวังมากขึ้นท่ามกลางปัจจัยลบต่างๆ

    นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15” ซึ่งเป็นแผนแม่บทสำคัญ 5 ปีของประเทศ โดยรัฐบาลเน้นย้ำว่าการเติบโตต้องอยู่ใน “ระดับที่เหมาะสม” และต้องเน้นไปที่การกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนออกมาจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    แต่โจทย์ที่หินที่สุดคือ รัฐบาลจะหยุดวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายดิ่งลงเหวได้หรือไม่ 

    นักวิเคราะห์มองว่ายอดขายน่าจะยังลดลงต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันมีบ้านค้างสต๊อกล้นตลาด และต้องใช้เวลาขายระบายของนานถึง 27.4 เดือน  เพราะขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง China Vanke ยังต้องขอเจรจายืดหนี้พันธบัตรออกไป 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังติดลบ อยู่ที่ 89 จากเกณฑ์ปกติ 100 แสดงให้เห็นว่าคนจีนส่วนใหญ่ยังมองเศรษฐกิจในแง่ร้าย

    สรุปสั้นๆ คือ แม้จะมีแผนใหม่ และเป้าหมายเศรษฐกิจที่ดูดี แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจจีนในปี 2569 ยังคงต้องวิ่งฝ่าอุปสรรคใหญ่หลายด้าน

    ภูมิรัฐศาสตร์กดดัน ‘ส่งออก‘ จีนเปลี่ยนทิศ

    แม้จะมีเสียงกังวลเรื่องสงครามภาษีจากฝั่งประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แต่ภาคการส่งออกของจีนก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ายังแข็งแกร่ง โดยในช่วงปลายปีที่แล้ว ยอดส่งออกเติบโตขึ้น 5.4% และด้วยยอดการนำเข้าที่ลดลง จึงทำให้จีนทำสถิติ “เกินดุลการค้า” สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    กลยุทธ์สำคัญของจีนคือ การ “เปลี่ยนตลาด” เมื่อยอดขายในสหรัฐลดลง จีนก็หันไปบุกตลาดในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาแทน 

    ปัจจุบันจีนกลายเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรมและชิ้นส่วนต่างๆ โดยใช้ “อาวุธด้านราคา” ที่รุนแรง ซึ่งข้อมูลระบุว่าราคาสินค้าส่งออกของจีนถูกลงกว่า 20% นับตั้งแต่ปี 2565 ทำให้คู่แข่งสู้ได้ยากมาก

    การที่ทรัมป์มีกำหนดการจะมาเยือนจีนในเดือนเม.ย. ที่จะถึงนี้ อาจช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐได้บ้าง แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ แรงต้านจากประเทศอื่นๆ ที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจีนต้องหาทางรับมือให้ได้หากต้องการรักษาการเติบโตนี้ไว

    ยกตัวอย่างเช่น เม็กซิโกที่เริ่มเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากจีนสูงถึง 50% หรือท่าทีจากฝรั่งเศสที่ส่งสัญญาณเตือนว่า จีนต้องเร่งแก้ปัญหาการผลิตที่ล้นเกิน และเน้นขายแต่ของถูกไปทั่วโลก ไม่อย่างนั้นยุโรปก็อาจไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง

    Goldman Sachs มองโลกในแง่ดีว่าการส่งออกจะยังโตได้ 5-6% ต่อปี แต่ในทางกลับกัน JP Morgan เตือนว่าการส่งออกอาจเริ่ม “แผ่วลง” เมื่อเข้าสู่ปี 2569 เพราะแรงกดดันจากความขัดแย้งทางการค้าที่สะสมมานาน

    จีนยังมุ่งเป้า ‘กระตุ้นการใช้จ่าย’ อยู่หรือไม่ ?

    แม้ว่าจีนจะประกาศให้การกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ แต่หลายฝ่ายมองว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นมาตรการช่วยเหลือแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    สัญญาณนี้ดูได้จากถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ยังคงใช้คำเดิมๆ คือเน้นการใช้นโยบายการเงินแบบ “ผ่อนคลายปานกลาง” และการคลังแบบ “เชิงรุก” โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษาความสมดุลของงบประมาณ มากกว่าการประกาศทุ่มงบจนขาดดุลมหาศาลเหมือนที่เคยทำในอดีต

    ผู้เชี่ยวชาญจาก Macquarie มองว่า รัฐบาลจีนในปัจจุบันค่อนข้างพอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และไม่ได้รู้สึกว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแรงๆ เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในตอนนี้

    ในด้านงบประมาณ กระทรวงการคลังได้เตรียมเงินไว้ประมาณ 6.25 หมื่นล้านหยวนเพื่อสนับสนุนโครงการ “เก่าแลกใหม่” (Trade-in) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค 

    อย่างไรก็ตาม งบประมาณส่วนนี้กลับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลอาจต้องหาทางกระตุ้นการใช้จ่ายในภาค “บริการ” แทน เพราะคนส่วนใหญ่เพิ่งจะแห่ซื้อสมาร์ตโฟน และรถยนต์ใหม่ตามโครงการไปก่อนหน้านี้แล้ว

    หนึ่งในนโยบายที่น่าสนใจ และหาดูได้ยากในจีน คือ การเริ่มแจกเงินสดโดยตรงให้กับครอบครัวที่มีบุตร ซึ่งสูงสุดประมาณ 17,000 บาทต่อปี เพื่อช่วยค่าครองชีพ นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์ยังคาดว่าธนาคารกลางจีนจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก เพื่อจูงใจให้เกิดการกู้ยืมและลงทุน

    เป็นไปได้ว่าในปีนี้ เราจะยังไม่เห็นการหว่านเงินครั้งใหญ่ แต่จะเป็นการใช้มาตรการ “แบบเจาะจงเป้าหมาย” เฉพาะกลุ่มที่รัฐต้องการกระตุ้นจริงๆ เท่านั้นครับ

    เดินหน้าแผนแก้ปัญหา ‘กำลังผลิตล้น‘ ตลาด

    ในปีที่ผ่านมา จีนได้เริ่มแคมเปญเพื่อสู้กับ “ภาวะเงินฝืด” โดยหวังจะหยุดสงครามตัดราคาที่รุนแรงเกินไป ซึ่งแม้ว่าราคาสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อจะเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้างในเดือนพ.ย. แต่ฝั่ง “ราคาหน้าโรงงาน” (PPI) กลับย่ำแย่ เพราะตัวเลขยังคงติดลบต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าผู้ผลิตยังคงต้องยอมขายของในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ

    สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ จีนไม่มีแผนที่จะลดแรงส่งในการผลิตลงเลย ล่าสุดรัฐบาลเพิ่งประกาศตั้งกองทุนยักษ์ใหญ่ 3 กองทุน โดยมีงบประมาณกองทุนละ 5 หมื่นล้านหยวนเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์, AI, เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าจีนจะยังคงเดินหน้าผลิตสินค้าไฮเทคออกมาเป็นจำนวนมากต่อไป

    รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาแบบ “เจาะจงเฉพาะจุด” ที่มีสินค้าล้นตลาดรุนแรงเพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมเศรษฐกิจ 

    ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อ “กวาดซื้อแผงโซลาร์เซลล์” ที่ค้างสต็อกอยู่มหาศาล เพื่อช่วยพยุงราคาในตลาดไม่ให้ดิ่งลงไปมากกว่านี้

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จาก Societe Generale มองว่าความสำเร็จนี้อาจเกิดได้แค่กับอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่สำหรับกลุ่มปลายน้ำที่เน้นผลิตสินค้าสำเร็จรูปนั้นจะควบคุมได้ยากมาก เพราะมีบริษัทเอกชนรายย่อยจำนวนมหาศาลที่ยากจะควบคุมการผลิต

    อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ยากที่มาตรการนี้จะแก้ปัญหาของล้นตลาดได้สำเร็จ เพราะจีนยังคงเน้นปั๊มการผลิตในเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

    ‘สีจิ้น ผิง’ มองข้ามเครื่องจักรการลงทุนสนิมเกาะ 

    ปัจจุบันการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนมีแนวโน้มลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1989 โดยในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมาหดตัวลง 2.6% ซึ่งตัวการหลักคือ “ภาคอสังหาริมทรัพย์” ที่ดิ่งลงถึง 16% แม้แต่การลงทุนในโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เคยรุ่งเรืองก็เริ่มแผ่วลง 

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    นอกจากนี้ ยอดการขอสินเชื่อยังโตต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าภาคธุรกิจไม่มีความต้องการกู้เงินไปลงทุนต่อ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าตัวเลขที่ลดลงฮวบอาจเกิดจากการปรับวิธีการคำนวณข้อมูลใหม่ 

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนเองก็ยอมรับว่าสถานการณ์นี้น่ากังวล และให้คำมั่นว่าจะต้องหยุดสถานการณ์นี้ให้ได้ โดยจะหันไปเน้นสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริโภค” แทน เช่น ที่จอดรถ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนในระบบดูแลผู้สูงอายุและเด็ก เพื่อดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าสู่ระบบ

    นอกจากนี้ จีนยังมีแผนอัดฉีดเงินผ่าน “เครื่องมือทางการเงินตามนโยบาย” อีก 5 แสนล้านหยวน จากธนาคารเพื่อการพัฒนาต่างๆ เพื่อกระตุ้นภาคการก่อสร้าง ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าอาจจะมีการระดมทุนรอบใหม่เพิ่มเติมในปีนี้อีก เพื่อประคองไม่ให้ตัวเลขการลงทุนติดลบไปมากกว่านี้

    อย่างไรก็ตาม ในสุนทรพจน์วันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” กลับเลี่ยงที่จะพูดถึงวิกฤติอสังหาริมทรัพย์หรือความเชื่อมั่นที่หายไปของประชาชน แต่เลือกที่จะเน้นย้ำถึงความสำเร็จด้านเทคโนโลยีอย่าง AI และการผลิตชิปแทน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลพยายามเบี่ยงความสนใจไปที่เศรษฐกิจยุคใหม่

    แม้จีนจะพยายามอัดฉีดเงินในด้านอื่น แต่ตราบใดที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว การจะหยุดไม่ให้ตัวเลขการลงทุนโดยรวมลดลงก็ยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย

    อ้างอิง Nikkei Asia

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1215319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gqaRSSH5qxSI5hXbXilbB

  • ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69 ‘คลัง’ เร่ง GDP โตถึง 2% พร้อมชงแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี

    ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69 ‘คลัง’ เร่ง GDP โตถึง 2% พร้อมชงแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี

    Economics

    06 ม.ค. 2026 เวลา 11:15 น.

    “คลัง” จับตาเศรษฐกิจปี 69 หลายปัจจัยกดดัน ทั้งเป้าจัดเก็บรายได้รัฐ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน งบฯ ปี 70 ล่าช้า มองภาพรวมยังขยายตัวได้ 2% เม็ดเงินช่วงเลือกตั้งช่วยประคองไตรมาสแรก เชื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว ย้ำเดินแผนวินัยการคลังเข้มข้น เตรียมแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2569 มีความท้าทายด้วยปัจจัยกดดันหลายเรื่อง เบื้องต้นปัจจัยกดดันที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่า ความท้าทายในการจัดเก็บรายได้รัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย และความล่าช้าในกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างน้อย 3 เดือน 

    โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีการประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ชะลอลงอยู่ในช่วง 1.5-2.5% หรือค่ากลางที่ 2.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ท้าทายแต่เป็นไปได้ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญในช่วงออกสตาร์ทไตรมาสแรกของปี คือเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินมหาศาลที่จะไหลเวียนเข้าสู่ระบบ ทั้งเงินในระบบและเงินนอกระบบจากการรณรงค์หาเสียง ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ในช่วงรอยต่อทางการเมือง

    ขณะที่ในมิติของการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อมั่นว่าฉากทัศน์การเมืองรอบนี้จะกระชับและรวดเร็ว เนื่องจากขั้วอำนาจทางการเมืองมีความชัดเจน แตกต่างจากในอดีตที่อาจเกิดภาวะยืดเยื้อ แม้จะมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันบ้าง แต่ก็คาดว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่เป็นความเสี่ยงสำคัญช่วงปลายปีจาก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีโอกาสสูงที่จะล่าช้าออกไปอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐ

    นอกจากนี้ การวางเป้าหมายรายได้รัฐบาลสุทธิในปี 2569 ที่ตั้งไว้ 2.92 ล้านล้านบาท ซึ่งขยายเพิ่มขึ้นถึง 3.5% ยังต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันจากสมมติฐานทางเศรษฐกิจโลกและอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากค่าเงินมีความผันผวนย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าและรายได้จากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงต้นทุนและความเสี่ยงในการบริหารหนี้สาธารณะ

    ย้ำข้อจำกัดพื้นที่การคลัง

    ทั้งนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่เริ่มโหมโรงออกมา อาทิ การแจกเงิน หรือการล้างหนี้โดยไม่ติดเครดิตบูโร ซึ่งเสี่ยงที่จะทำไม่ได้จริง และอาจเกินขีดความสามารถทางการคลัง เนื่องจากทรัพยากรในปีนี้ที่มีจำกัด

    “หน้าที่ของกระทรวงการคลังคือ การพูดความจริงกับรัฐบาล ว่าประเทศยังเหลือพื้นที่ในการก่อหนี้ได้อีกมากน้อยเพียงใด หากไม่มีเม็ดเงินรองรับ นโยบายเหล่านี้ก็ไม่สามารถดำเนินการได้จริง หรือหากฝืนทำก็จะเกิดปัญหาคาราคาซัง เราต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ใส่เม็ดเงินกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตเพียงอย่างเดียว” นายลวรณ กล่าว

    ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่เริ่มจำกัด กระทรวงการคลังจำเป็นต้องเดินหน้าตาม แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2570-2573 อย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายปรับลดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3.0% ของ GDP ภายในปี 2572

    เตรียมแผนปฏิรูปรายได้

    กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้าการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยการนำระบบงานดิจิทัลและ Big Data มาใช้เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคลและผู้ประกอบการ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ของกระทรวงการคลังเพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานในการจัดเก็บรายได้ให้ครบถ้วน รวมถึงช่วยออกแบบ วิเคราะห์ และประเมินผลนโยบายการคลัง

    โดยทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บภาษี

    รวมทั้งการขยายฐานภาษี โดยจะมีการดำเนินการตรวจสอบภาษีเชิงรุกเพื่อขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการนอกระบบภาษีและผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่อยู่นอกระบบภาษีเข้าสู่ระบบภาษี โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินความถูกต้องของการชำระภาษี

    ปรับ VAT เป็น 10% ภายในปี 73

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีการเตรียมแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี ไว้รอรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งมีแนวคิดว่าหากเศรษฐกิจแข็งแรงพอ จะมีการปรับทยอยปรับขึ้นอัตราภาษี 1.5% จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อให้จบที่อัตรา 10% ภายในปี 2573 โดยจะมีการนำรายได้ส่วนเพิ่มจากการจัดเก็บ VAT มาจัดสวัสดิการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดเพื่อดูแลอาทิ มาตรการลดค่าครองชีพ การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ทั้งนี้ ปรับโครงสร้างภาษีจะต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังและความเป็นธรรมแก่ประชาชนในทุกกลุ่มรายได้ ให้มีการกระจายภาระภาษีอย่างเหมาะสม

    รวมถึงการทบทวนมาตรการที่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้โดยให้คงเหลือไว้เฉพาะเท่าที่จำเป็น ปรับปรุงวิธีการคำนวณภาษี มาตรการลดหย่อน และการยกเว้นภาษีบางประเภท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1215306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q1dXE_rZsqo0m-TQ6v17e

  • น่าน จัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน

    น่าน จัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน

    น่าน จัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569

    วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ชั้น 6 ศาลากลางจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) โดยมอบหมายให้ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา พัฒนา และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านอย่างเป็นรูปธรรม ตามแผนพัฒนาจังหวัดน่าน พ.ศ. 2566–2570

    ทั้งนี้ แผนพัฒนาดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาจังหวัดน่านสู่การเป็น “เมืองแห่งความสุขและสร้างสรรค์” โดยมุ่งสร้างโอกาสและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาวะที่เหมาะสม และสังคมที่ร่มเย็น พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพและต่อยอดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน

    โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร รวมถึงการยกระดับศักยภาพ การประชาสัมพันธ์ และการบูรณาการภาคการเกษตรให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความหลากหลายของสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการรวมกลุ่มระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดน่านอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3859883/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k3IvOlC2-PqsysY2GU-i5

  • ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์ “คมนาคม” 3.59 แสนล้านบาท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2569

    ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์ “คมนาคม” 3.59 แสนล้านบาท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2569

    ในปี 2569 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลผูกพันทางงบประมาณ ท่ามกลางบริบทดังกล่าว กระทรวงคมนาคมซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 8.52% จากปีก่อนหน้า เป็นวงเงินรวม 265,406.77 ล้านบาท ได้เตรียมความพร้อมในการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติทันที

    ทั้งนี้ โครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 11 โครงการ มีมูลค่ารวมกว่า 359,804 ล้านบาท ถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    โพสต์ทูเดย์ชวนสำรวจรายละเอียดของเมกะโปรเจกต์ทั้ง 11 โครงการ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ โครงข่ายถนนและทางพิเศษ, การพัฒนาระบบราง และการพัฒนาท่าอากาศยาน เพื่อให้เห็นภาพรวมของทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    โครงข่ายถนนและทางพิเศษ เส้นเลือดใหญ่แห่งใหม่ของประเทศ

    การพัฒนาโครงข่ายถนนและทางพิเศษถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน และกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่างๆ โครงการในหมวดนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของไทย

    ตารางสรุปโครงการพัฒนาทางถนนและทางพิเศษ 6 โครงการ

    ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์

    เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของโครงการในหมวดนี้มีความชัดเจนในการเชื่อมโยงโครงข่ายให้สมบูรณ์ โดยโครงการอย่าง ทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนฯ, M9 บางบัวทอง-บางปะอิน และทางพิเศษศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ จะทำงานประสานกันเพื่อสร้างโครงข่ายถนนวงแหวนและเส้นทางเชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองหลวงที่สมบูรณ์และยืดหยุ่น การเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายหลักในกรุงเทพฯ นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นเลือดใหญ่ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น มอเตอร์เวย์ M8 สายนครปฐม-ชะอำ และทางพิเศษในภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมาย

    นอกเหนือจากการพัฒนาโครงข่ายถนนแล้ว การลงทุนในระบบรางถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการขนส่งในอีกมิติหนึ่ง

    การพัฒนาระบบราง พลิกโฉมการเดินทางและการขนส่งสายใต้

    การพัฒนารถไฟทางคู่ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของระบบรางของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเส้นทางสายใต้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยในการเดินทางของผู้โดยสาร แต่ยังเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการขนส่งสินค้าที่เชื่อมต่อไปยังประตูการค้าชายแดนภาคใต้ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ซึ่งมีความพร้อมเสนอ ครม. รวม 3 ช่วง มีมูลค่าการลงทุนรวม 101,251 ล้านบาท ประกอบด้วย

    ตารางสรุปโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 3 โครงการ

    ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์

    โครงการทั้งสามช่วงจะทำงานเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างระเบียงเศรษฐกิจทางราง (Rail Economic Corridor) ที่สมบูรณ์ในภาคใต้ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการเปิดเส้นทางการขนส่งสินค้าปริมาณมากอย่างไร้รอยต่อจากพื้นที่ส่วนกลางลงสู่ประตูการค้าชายแดนภาคใต้ เช่น ด่านปาดังเบซาร์ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มประสิทธิภาพทางการค้าข้ามพรมแดนกับมาเลเซียและประเทศอื่นๆ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากการขนส่งภาคพื้นดินแล้ว การพัฒนาประตูสู่ประเทศทางอากาศก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและบริการ

    การพัฒนาท่าอากาศยาน ประตูสู่โอกาสและการท่องเที่ยว

    ท่าอากาศยานเปรียบเสมือนประตูหลักของประเทศในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคบริการและเศรษฐกิจโดยรวม การลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานหลักจึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

    ตารางสรุปโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน 4 แห่ง

    ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์

    การลงทุนครั้งนี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานหลัก 4 แห่งรวมกันถึง 42.5 ล้านคนต่อปี ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพของประเทศขึ้นอย่างก้าวกระโดด การขยายตัวเชิงยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาความแออัดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาและต่อยอดความเป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

    นอกเหนือจาก 11 โครงการที่เตรียมพร้อมเสนอ ครม. ชุดใหม่แล้ว ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่นๆ ที่รอการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งสะท้อนภาพรวมการลงทุนที่ใหญ่กว่าและมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศเช่นกัน

    โครงการลงทุนที่น่าจับตา นอกเหนือจาก 11 โครงการหลัก

    นอกจาก 11 โครงการที่พร้อมเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ชุดใหม่แล้ว ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างการพิจารณาจากปีก่อนๆ ซึ่งรอการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนต่อไป โครงการที่น่าจับตาเป็นพิเศษประกอบด้วย

    • รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โครงการนี้อยู่ในสถานะรอ ครม. พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในสัญญาร่วมทุน ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการเดินหน้าโครงการต่อไป
    • โครงการแลนด์บริดจ์ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ มูลค่าการลงทุนสูงถึง 9.9 แสนล้านบาท ปัจจุบันได้ศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุนเสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ระหว่างรอการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. …. (พ.ร.บ.SEC)

    โครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสมหาศาลที่รออยู่เบื้องหน้า ซึ่งนำไปสู่บทสรุปของภาพรวมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    อนาคตเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางเมกะโปรเจกต์

    โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 11 โครงการที่กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอต่อ ครม. ชุดใหม่ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3.59 แสนล้านบาท ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

    หากโครงการเหล่านี้ได้รับการอนุมัติและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านการลงทุนและการจ้างงานในภาคการก่อสร้าง ไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งทางถนน ระบบราง และทางอากาศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการ

    ท้ายที่สุด การพิจารณาอนุมัติและการขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพโดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดที่กำหนดทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีกหลายปีข้างหน้าอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

    ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/736042&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27fTfSP7zYS7IYJQabevSQ

  • เอกชนหวังได้รัฐบาลมีเอกภาพหลังเลือกตั้ง 2569 ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เอกชนหวังได้รัฐบาลมีเอกภาพหลังเลือกตั้ง 2569 ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง ว่า การมีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2569 หากสามารถนำไปสู่การได้รัฐบาลที่มีเอกภาพและมีนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่อง จะช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมือง ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทั้งนี้ในปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเดินบนเส้นทางที่เปราะบาง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานการปรับโครงสร้างประเทศให้สามารถก้าวพ้นข้อจำกัดเดิมที่สะสมมาเป็นเวลานาน 

    ในมุมมองของภาคอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไปจำเป็นต้องมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น 

    เอกชนหวังได้รัฐบาลมีเอกภาพหลังเลือกตั้ง2569 ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

    “รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในต้นปี 2569 ควรเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานและลดต้นทุนในระยะยาว”

    อีกทั้งจำเป็นต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะ SMEs ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การเพิ่มการใช้ Local Content และสินค้า Made in Thailand รวมถึงการใช้มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นเครื่องมือสร้างอุปสงค์ในประเทศ 

    นอกจากนี้ รัฐควรสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบาย ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ

    หากสามารถขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างจริงจังต่อเนื่อง และมีเป้าหมายร่วมกันเป็น ONE Thailand เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเปลี่ยนความไม่แน่นอนในปัจจุบันให้เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ และนำไปสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kn1e3edn0Dh5eoezqzW1S

  • เป้าหมาย 1300 จุด แค่เอื้อม? 06/01/69 #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย #เศรษฐกิจ #การลงทุน

    เป้าหมาย 1300 จุด แค่เอื้อม? 06/01/69 #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย #เศรษฐกิจ #การลงทุน

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/lK9hUigLMt4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FweCAsvCbVVMP3Dku0lHI

  • GDPพุ่งทะยาน! เวียดนามจ่อแซงไทย ขึ้นแท่นเบอร์ 3 อาเซียน

    GDPพุ่งทะยาน! เวียดนามจ่อแซงไทย ขึ้นแท่นเบอร์ 3 อาเซียน

    วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

    6 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เวียดนามมีแนวโน้มจะแซงหน้าไทยในด้านขนาดเศรษฐกิจที่วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศแบบตัวเงิน (Nominal GDP) ได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ จากแรงหนุนสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

    เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2025 คาดว่าจะขยายตัวราว 8% และรัฐบาลตั้งเป้าเร่งการเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป หากเป็นไปตามแผน Nominal GDP อาจแตะระดับกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2026–2027 ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย

    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยงบลงทุนโครงการสาธารณูปโภคในปี 2026 มีแผนเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกประมาณ 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ รวมถึงโครงการสนามบินแห่งใหม่ใกล้โฮจิมินห์ซิตี้ และโครงการรถไฟในภาคเหนือที่เริ่มก่อสร้างแล้ว

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ล่าช้า โดย OECD คาดว่า GDP ที่แท้จริงของไทยในปี 2026 จะขยายตัวเพียง 1.5%

    นอกจากนี้ ภาคการผลิตไทยยังได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ และการลดกำลังการผลิตของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น ทำให้ไทยมีความเสี่ยงถูกเวียดนามแซงหน้า และอาจเผชิญแรงกดดันจากฟิลิปปินส์ในอนาคต หากเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/938992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw182Prv99xtU5_y3INb-zfc

  • รักชาติ เปิดตัวผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อีก 8 คน

    รักชาติ เปิดตัวผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อีก 8 คน

              นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 เปิดตัว ทีมผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ภายใต้สโลแกน “รักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” ชูจุดเด่นระหว่างประสบการณ์ของแกนนำรุ่นเก๋า กับวิสัยทัศน์และพลังการลงมือทำของคนรุ่นใหม่ ที่เบื่อความขัดแย้ง จำนวน 8 คน ประกอบด้วย

    1.นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรครักชาติ และบัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 ที่เปิดใจถึงทิศทางของพรรคว่า คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือคนกลางมักจะรู้สึกหวั่นไหวกับสถานการณ์บ้านเมือง แต่ตนมองว่าหากคนกลุ่มนี้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความตรงไปตรงมา ก้าวเข้ามาทำงานการเมือง ประเทศจะเจริญขึ้น พร้อมย้ำว่า เราไม่ควรกลัวความแปดเปื้อน เพราะรักชาติไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการลงมือทำให้เห็น

    2.นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรคและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 3 เผยว่า เข้ามาทำการเมืองเพราะเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือการที่สังคมมองเรื่องผิดปกติและการโกงกินให้เป็นเรื่องปกติ พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนมองเห็นปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข

    3.นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 4 เน้นย้ำโมเดลการทำงานร่วมกันระหว่างคนรุ่นใหม่และผู้ใหญ่มากประสบการณ์ โดยผู้ใหญ่จะเป็นผู้ชี้แนะปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน ส่วนคนรุ่นใหม่จะเป็นผู้เข้าไปแก้ไขและลงมือทำจริง

    4.นายณัฏฐกรณ์ ทวีรักษา รองหัวหน้าพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 มุ่งเน้นเรื่องปากท้องพี่น้องประชาชน โดยเชื่อมั่นในการนำวิสัยทัศน์มาผนวกกับประสบการณ์ของผู้ใหญ่ เพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรม

    5.นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 ตัวแทนผู้ประกอบการรายย่อย สะท้อนปัญหาว่าคนไทยขยันแต่ไม่รวยเพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด จึงอาสาเข้ามาแก้ปัญหาที่กลไกในรัฐสภา

    6.นายรวี เลาหพูนรังษี

    7.นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 8 เข้าสู่การเมืองเพราะไม่อยากเห็นประเทศย่ำอยู่กับที่ และต้องการส่งต่อสังคมที่ดีกว่าเดิมให้กับลูกหลาน และ

    8.นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 9 ตัวแทนภาคธุรกิจที่มองว่าประเทศไทยบอบช้ำมามากพอแล้ว ประกาศจุดยืนชัดเจนในการปราบปรามคอร์รัปชัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29Y_M3xKJD2n3nVLal-Jmd

  • แก้หนี้ครัวเรือนต้องทำมากกว่า ยืดเวลา-ผ่อนปรนชั่วคราว

    แก้หนี้ครัวเรือนต้องทำมากกว่า ยืดเวลา-ผ่อนปรนชั่วคราว

    Loading…

    แก้หนี้ครัวเรือนต้องทำมากกว่า ยืดเวลา-ผ่อนปรนชั่วคราว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26C7xc_sRuXy1RHiCQ9AYi