Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ท่องเที่ยวปี 2569  ททท.ปั๊มรายได้ 3 ล้านล้าน ต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน

    ท่องเที่ยวปี 2569 ททท.ปั๊มรายได้ 3 ล้านล้าน ต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน

    ททท.คาดปีนี้ ต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้าน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในปี 2569 ประเมินว่าจะสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยและคนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศ รวมอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7 % จากปี 2568 ที่คาดว่าจะปิดรายได้จากการท่องเที่ยวรวมได้อยู่ที่ 2.68 ล้านล้านบาท ซึ่งในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวจะกลับมาเท่าปี 2562 แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอาจจะยังไม่กลับมาเท่ากับปีก่อนเกิดโควิดก็ตาม

    ในปี 2569 ททท.คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน ในกรณีฐาน (Baseline Scenario) เพิ่มขึ้น 10 % จากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยปิดที่ 32.8 % ลดลงจากปี 2567 ราว 10% โดยเป็นนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล 70% หรือ 25.6 ล้านคน จะมาจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ส่วนอีก 30% หรือ 11.2 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2568 ที่คาดว่าจะสร้างรายได้อยู่ที่ 1.52 ล้านล้านบาท

    ขณะที่ตลาดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยในปีหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ 208 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่อง เพิ่มจากปี 2568 ซึ่งน่าจะปิดอยู่ที่ 202 ล้านคน-ครั้ง แม้จะมีประเด็นท้าทายเรื่องอัตราการเกิดที่ต่ำและจำนวนประชากรที่ไม่เพิ่มขึ้น แต่จะเน้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวให้ถี่ขึ้นแทน

    เป้าหมายการท่องเที่ยวของททท. ปี 2569

    เปิดตัว ลิซ่า Amazing Thailand Ambassador ชวนเที่ยวไทย

    การส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2569 ททท. จะผลักดันธีมการตลาดระหว่างประเทศใหม่ “ Amazing Thailand Healing is the New Luxury” ททท.จะเน้นสื่อสารว่าการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นการเยียวยาและผ่อนคลายจิตใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์กันของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ไปจนถึงครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงการส่งเสริมแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก

    ส่วนกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2569 เน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ได้แก่ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น, การประชาสัมพันธ์, การตลาด และการจัดกิจกรรม (Event) เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ภายใต้แกนหลักคือการสร้างความสุขที่แท้จริงจากการเดินทาง ซึ่งมากกว่าแค่การท่องเที่ยวแต่เป็นการได้รับคุณค่าและการเยียวยาชีวิต

    ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัว ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador ของททท.วันที่ 28 มกราคม 2568 พร้อมเชิญสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน และเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย

    ลิซ่า blackpink

    ทำให้แบรนด์ Amazing Thailand แข็งแกร่งในเวทีโลก รวมถึงเน้นสร้างกระแสแบบออร์แกนิคผ่านกลุ่มแฟนคลับทั่วโลก ชวนเที่ยวไทย การจัดงานตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งที่กรุงเทพฯและหาดใหญ่

    นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้น “Night Economy” หรือ “เศรษฐกิจกลางคืน” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกิจกรรมใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่มีความสนใจเฉพาะทาง (Sub-culture) และความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก อาทิ การจัดกิจกรรม “UFO Festival” ที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ การฟื้น “ถนนคนเดินยามค่ำคืน” ในชุมชนต่าง ๆ เช่น ถนนคนเดินมุสลิมในเขตคลองสามวาหรือบึงกุ่ม เพื่อเจาะกลุ่มตลาดฮาลาล เป็นต้น

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่าปัจจัยบวกของการท่องเที่ยวในปี 2569 ได้แก่ การมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งที่ชัดเจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นเสถียรภาพทางการเมือง การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมอย่างจริงจังช่วยสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวเกาหลีและจีน ความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งมีสัญญาณที่ดีหลังการเสด็จไปเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี และได้รับการต้อนรับจากผู้นำจีน รวมถึงการพัฒนาทางอากาศที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    ขณะที่ปัจจัยลบและภาวะท้าทาย ก็ยังคงเป็นเรื่องของ ภัยธรรมชาติ (Natural Disaster) เป็นปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดเพราะเกิดขึ้นกะทันหันและควบคุมไม่ได้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งเป็นความขัดแย้งในระดับโลกที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและการตัดสินใจเดินทาง และการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    โฟกัส Amazing 5 Economy รุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ผู้ว่าททท.ยังกล่าวต่อว่า บทเรียนจากปี 2568 สะท้อนชัดว่าการท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวหลังวิกฤต หากแต่คือการปรับตัวต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งรูปแบบการเดินทาง ความคาดหวังต่อประสบการณ์ ไปจนถึง Mindset ด้านการใช้จ่ายที่ให้ความสำคัญกับ คุณค่ามากกว่าปริมาณ

    แนวคิด “Value over Volume” จึงกลายเป็นกรอบตั้งต้นทางยุทธศาสตร์ของททท. ที่กำหนดทิศทาง The New Concept for Thailand Tourism 2026 จากการเติบโตเชิงตัวเลข สู่การเติบโตที่สร้างความหมาย ประสบการณ์ที่แตกต่างที่หาจากไหนไม่ได้อีกแล้วจนไปถึงประสบการณ์ที่เยียวยาจิตใจไม่ใช่แค่ร่างกาย และคุณค่าที่ยั่งยืนต่อผู้มาเยือน

    ในบริบทนี้ Amazing Thailand ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสโลแกนของประเทศอีกต่อไป หากแต่กำลังขยายบทบาทสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ต้องตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม กรอบคิด Amazing 5 Economy จึงถูกวางเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่หลากหลาย รองรับดีมานด์ใหม่ของโลก ได้แก่ “Wellness Economy” มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง “Wellness & Medical Tourism” ระดับนานาชาติ รองรับกลุ่มผู้สูงวัยจากทั่วโลก ด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

    “Sub-Culture Economy” การท่องเที่ยวเชิงลึกที่เข้าใจ “DNA ของนักเดินทาง”ที่แม้เป็นกลุ่มเล็ก แต่ทรงพลังในการสร้างอิทธิพลระดับโลก รวมถึง “Night Economy” กระจายโอกาสสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว เพิ่มเวลาเศรษฐกิจ ปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อให้เศรษฐกิจยามค่ำคืนกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสร้างสรรค์ รวมทั้งกลไกด้านภาษีและระบบการชำระเงิน “Tax-Free Economy” การพิจารณามาตรการภาษีและจัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลักและเมืองรอง สร้างแรงจูงใจให้กับนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ทั้งยังสะท้อนการขยับจากการขายสถานที่ท่องเที่ยว ไปสู่การออกแบบ Ecosystem ที่สร้างมูลค่าในระยะยาว และสามารถเกิดขึ้นได้จริงตั้งแต่เมืองหลักไปจนถึงเมืองรอง ช่วยกระจายรายได้และลดการกระจุกตัวของเศรษฐกิจท่องเที่ยว การเดินไปสู่ The New Concept of Amazing Thailand และ Tourism 2026นี้ จำเป็นต้องอาศัยมากกว่าวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย กลยุทธ์ 6S ถูกวางเป็นเครื่องมือเชิงระบบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความปลอดภัย

    ควบคู่กับการรุกตลาดเติบโตผ่าน Health & Wellness และการผลักดันบทบาท Aviation Hub ของประเทศไทย โดย กลยุทธ์ 6S เป็นกลยุทธที่ททท. วางกรอบการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพื่อสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและมีคุณภาพได้แก่

    1. Smart Experience ใช้ AI และเทคโนโลยีเชื่อมโลกออนไลน์-ออฟไลน์ สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อ
    2. Soundness with Wellness ตอบรับเมกะเทรนด์สุขภาพและตอกย้ำบทบากไทยในฐานะ Wellness Hub ของภูมิภาค
    3. Segmentation for Competition เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างพันธมิตรใหม่ และยกระดับกิจกรรมท้องถิ่นสู่เวทีโลก
    4. Story to Tell ให้คนไทยเป็นผู้เล่าเรื่อง ถ่ายทอดเสน่ห์ความจริงใจ และอัตลักษณ์ของชาติ
    5. Sustainable Tourism ความยั่งยืนใช่ทางเลือกแต่คือเงื่อนไขหลักของการเติบโต
    6. Safety & Security ความปลอดภัยคือหัวใจ ตั้งแต่ระบบ CCTV การคมนาคม การสื่อสาร จนถึงความมั่นใจในทุกการเดินทาง

    การท่องเที่ยวในปีนี้จึงไม่ใช่แค่การดึงนักท่องเที่ยวกลับมา แต่คือการสร้างการท่องเที่ยวที่โลกเชื่อมั่น และเลือกประเทศไทยเพราะคุณค่าที่แตกต่าง ไม่ได้มองแค่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นกลยุทธ์เชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการ (Trust Thailand) การโฟกัส Health & Wellness ตอบรับกลุ่ม High-Value ที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูง และ Aviation Hub

    ททท.ยังคงเน้นกลยุทธแอร์ไลน์ โฟกัส ในการผลักดันและเปิดเส้นทางบินใหม่จากตลาดคุณภาพ พร้อมใช้ศักยภาพสนามบินรอง เพื่อกระจายรายได้และลดความแออัด ทำให้เพิ่มการเดินทางท่องเที่ยวสู่เมืองรองเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648282&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fB-j3TjljukvS6Dto3PSD

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ อนาจารกลางป่าตอง ตำรวจท่องเที่ยว บุกรวบตัว ชี้ ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยว ไม่ใช่ที่ปลดปล่อยกาม

    นักท่องเที่ยวต่างชาติ อนาจารกลางป่าตอง ตำรวจท่องเที่ยว บุกรวบตัว ชี้ ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยว ไม่ใช่ที่ปลดปล่อยกาม

    6 ม.ค. 69 – ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวไม่ใช่พื้นที่ปลดปล่อยกาม ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการ สภ.ป่าตอง ตามรวบนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังคลิปฉาวว่อนโซเชียล กระทำอนาจารกลางที่สาธารณะ สร้างภาพลักษณ์เสียหาย เตรียมเสนอเพิกถอนวีซ่า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีสื่อโซเซียลนำเสนอคลิปวิดีโอซึ่งปรากฏ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติกระทำการอนาจารในที่สาธารณะ ทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยว นั้น

    พ.ต.อ.ณรภณ วัฒนะกรทวี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ พล.ต.ต.เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 ได้สั่งการเร่งด่วนให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุโดยทันที

    โดยมอบหมายให้ตน พร้อมด้วย พ.ต.ท.เอกชัย ศิริ สวญ.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3, พ.ต.ท.สราวุฒิ เกาะกลาง สว.งานสืบสวน กก.2 บก.ทท.3, พ.ต.ท.ชาญณรงค์ รอดทองดี สว.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3 และชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าตอง สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด

    จากการตรวจสอบพบว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 05.00 น. มีนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติแสดงพฤติกรรมอนาจารต่อหน้าธารกำนัลในพื้นที่ตำบลป่าตอง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

    ต่อมาในวันที่ 6 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 02.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมชายชาวต่างชาติที่ปรากฏในคลิปวิดีโอได้สำเร็จ แจ้งข้อหา “กระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยกาย เปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้รายงานพฤติกรรมการกระทำความผิดดังกล่าวต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิจารณาเพิกถอนวีซ่าและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ย้ำชัด ประเทศไทยไม่ยอมรับพฤติกรรมล่วงละเมิดศีลธรรมและกฎหมายในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/269245&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mO7rELlJbOAq3e2pWASW3

  • เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    ทั่วไป

    06 ม.ค. 2026 เวลา 16:47 น.

    สอป. เปิดสถิติการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย – เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน จ.อุทัยธานี ได้รับความนิยมสูงสุด

    สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า (สอป.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยภาพรวมสถิติการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ภายใต้นโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ด้วยการเปิดให้เที่ยวฟรีทุกหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเวลา 5 วัน (ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างคับคั่งจากประชาชนทั่วประเทศ

    นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า นโยบาย ทส. ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ได้สร้างกระแสความสนใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้หันมาใช้เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่กับธรรมชาติอย่างล้นหลาม โดยมีนักท่องเที่ยวแห่เที่ยวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 111,269 ราย จากการรวบรวมข้อมูล 49 หน่วยงาน ประกอบด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 37 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 12 แห่ง ที่อยู่ในความดูแลของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่าและแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน

    สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ประเภทเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก รวมถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ที่เป็นพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่าให้ปลอดภัยจากการล่าและรบกวน โดยพื้นที่ทั้งสองประเภทนี้ล้วนมีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม

    ‘การท่องเที่ยวในช่วง 5 วันของเทศกาลปีใหม่ 2569 ครั้งนี้ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นหลักถึง 106,711 ราย (คิดเป็นร้อยละ 95.9) ซึ่งประกอบด้วยทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กจำนวน 20,887 ราย – ผู้ใหญ่ 79,951 ราย – ผู้สูงอายุ 5,581 ราย และผู้พิการ 292 ราย ที่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างเท่าเทียม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีจำนวน 4,558 ราย แบ่งเป็น ผู้ใหญ่ 4,165 ราย และเด็ก 379 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าของไทยมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ’

    เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    ความคึกคักของการท่องเที่ยวเห็นได้ชัดเจนตลอด 5 วัน โดยวันที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือ วันที่ 2 มกราคม 2569 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวสูงสุดถึง 31,407 ราย รองลงมาคือวันที่ 1 มกราคม 2569 จำนวน 28,201 ราย และวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 23,008 ราย ส่วนวันที่ 3 และ 4 มกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวจำนวน 16,971 ราย และ 9,490 ราย ตามลำดับ

    ทั้งหมดนี้สร้างมูลค่ารายได้จากค่าบริการรวมทั้งสิ้น 3,689,870 บาท และยกเว้นค่าเข้าให้กับคนไทย 2,398,530 บาท แต่ในช่วงเทศกาลยังมีรายได้จากบริการอื่นๆ เช่น ค่ารถ ค่าเช่าอุปกรณ์ และค่าบริการต่างๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับหน่วยงานและชุมชนท้องถิ่น

    ‘ในบรรดาพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งหมด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน จ.อุทัยธานี ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวถึง 16,954 ราย ด้วยความโดดเด่นทางธรรมชาติและความสะดวกในการเดินทาง รองลงมาคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง จ.สงขลา 9,732 ราย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี 9,320 ราย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-ยอดมน จ.อุบลราชธานี 8,769 ราย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่ 8,629 ราย ซึ่งแต่ละพื้นที่ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความงามของภูเขา น้ำตก ป่าไม้ และความหลากหลายของสัตว์ป่าที่น่าสนใจ’

    เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    ความสำเร็จของนโยบายการเปิดให้เที่ยวฟรีในช่วงเทศกาลปีใหม่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นของขวัญที่มอบโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างทั่วถึง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทยที่เป็นทรัพยากรท่องเที่ยวที่มีคุณค่าสูง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศในครั้งนี้ยังช่วยกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนท้องถิ่นรอบพื้นที่อนุรักษ์ ตั้งแต่ร้านค้า ที่พัก ไปจนถึงบริการนำเที่ยวโดยชุมชน รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่มีจำนวนมากกว่า 20,000 ราย ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติ

    สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่อนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการดูแลรักษาพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าไทยอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ให้สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

    เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    ข้อมูล : กรมอุทยานแห่งชาติฯ / สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า Wildlife Conservation Office, Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1215397&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m5AWUuPco0JzutwkWnq0A

  • ราชบุรี///ลงนามความร่วมกับขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางู | TOPNEWS

    ราชบุรีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงกับเทศบาลตำบลเขางู
    มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมกับเทศบาลตำบลเขางูลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนพัฒนายกระดับแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางู ให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์


    วันที่ 6 มกราคม 2569ที่ ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลเขางู อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรีผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อุสายพันธ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการดำเนินโครงการ Ratchaburi Cacao Experience และพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงกับเทศบาลตำบลเขางู

    โดยมีนายสัญชัย ไวคกุล นายกเทศมนตรีตำบลเขางู ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ และนผศ.ดร.ชฎาพร โพคัยสวรรค์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมเป็นสักขีพยานอาจารย์ดร.ทัศนีย์ นาคเสนีย์ รองคณบดีคณะวิทยาการจัดการ ชี้แจงนำเสนอโครงการ และน.ส.จุไรรัตน์ ชัยทวีทรัพย์ ผอ.ททท.สำนักงานราชบุรี ส่วนราชการ และคณะผู้บริหารของเทศบาลตำบล/เขางูร่วมเป็นสักขีพยาน

    และร่วมประชุมในครั้งนี้ ด้วยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งมีพันธกิจในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ การวิจัย การบริการวิชาการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและศักยภาพของพื้นที่ในมิติต่าง ๆ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางู

    ซึ่งมีความโดดเด่นและมีศักยภาพในพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางูให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ การยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการพัฒนาและจัดการตลาด 70 ล้าน อุทยานหินเขางู โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นฐาน และการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในพื้นที่

    ผ่านการจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสุขภาวะ และการมีส่วนร่วมในสังคมความร่วมมือดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของชุมชนเทศบาลตำบลเขางูอย่างยั่งยืน


    สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือเชิง บูรณาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงและเทศบาลตำบลเขางู ในการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นตามพระราโชบาย และนโยบายของรัฐ โดยมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางู ให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ ที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับอัตลักษณ์พื้นที่ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    เพื่อส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ ผ่านการพัฒนาและจัดการตลาด 70 ล้าน อุทยานหินเขางู โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ชุมชนเป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผ่านการจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนผู้สูงอายุ

    เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสุขภาวะ และการมีส่วนร่วมในสังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่อย่างรอบด้านและสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ การมีส่วนร่วมของชุมชน และความร่วมมือของทุกภาคส่วน นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาชุมชนตำบลเขางู

    ในการนีได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาอุทยานหินเขางูให้เป้นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยชุมชน เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยังยืน

    นิชาภา จันทร์งาม ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1446253&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mwVQJkNQ1MIR-KfxucDEo

  • วช. เปิดเวทีเสวนา “ไม้มีค่า” โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น เปลี่ยนที่ดินเป็น “ธนาคารสีเขียว” สร้างรายได้ยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    วช. เปิดเวทีเสวนา “ไม้มีค่า” โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น เปลี่ยนที่ดินเป็น “ธนาคารสีเขียว” สร้างรายได้ยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    วันอังคาร ที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

    วช. เปิดเวทีเสวนา “ไม้มีค่า” โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น เปลี่ยนที่ดินเป็น “ธนาคารสีเขียว” สร้างรายได้ยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดเสวนาในหัวข้อ “ไม้มีค่า สร้างป่า สร้างคน ชุมชนยั่งยืน” และพิธีมอบประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวแสดงความยินดีแก่ชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ พร้อมด้วย ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธ ประธานคณะกรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มีความยินดีที่ได้ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ซึ่งโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ เป็นกิจกรรมสำคัญที่ วช. ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการปลูกต้นไม้และไม้มีค่า และขยายผลให้เกิดชุมชนไม้มีค่าเพิ่มมากขึ้น โดย วช. คาดหวังว่าชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 นี้ จะสามารถเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ชุมชนอื่น ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากชุมชนไม้มีค่าอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนต่อไป

    ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ได้กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการว่า โครงการชุมชนไม้มีค่าเป็นกลไกสำคัญในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลไม้มีค่า ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมสร้างต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นอย่างยั่งยืน

    จากนั้น ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ประธานกรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ได้กล่าวรายงานความเป็นมาว่า วช. เล็งเห็นความสำคัญและดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนประยุกต์ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาชุมชนไม้มีค่า ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในเครือข่ายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างผลิตภัณฑ์และรายได้จากการบริหารจัดการชุมชน และในปี 2568 นี้ มีชุมชนสนใจสมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 23 ชุมชน โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกทั้งการพิจารณาจากเอกสารตามเกณฑ์ 5 ด้านสำคัญ และการลงพื้นที่รับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานจริง จนได้ชุมชนต้นแบบที่ผ่านเกณฑ์รับรางวัล ดังนี้

    1.รางวัลระดับ “ดีเด่น” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านร่องเคาะ จ.ลำปาง, เครือข่ายเกษตรกรบ้านมาบชุมแสงพัฒนา จ.นครสวรรค์, วิสาหกิจบ้านแปลงนกเป้า จ.ฉะเชิงเทรา

    2.รางวัลระดับ “ดี” จำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรักษ์ป่า จ. สุรินทร์, ชุมชนบ้านโค้งตาบาง จ.เพชรบุรี, ชุมชนบ้านสบลืน จ. ลำปาง, ป่าชุมชนบ้านจำหวาย จ.เชียงราย, ป่าชุมชนบ้านหนองแวงยาว จ.ร้อยเอ็ด

    3.รางวัลระดับ “ชมเชย” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรถป่าประดู่ ห้วยทรายขาว จ. สุราษฎร์ธานี , ชุมชนบ้านต้นปล้องใต้ จ. เชียงราย , ชุมชนบ้านคำสมอ จ. อุบลราชธานี

    นอกจากนี้ ยังมีการเสวนา “ไม้มีค่า สร้างป่า สร้างคน ชุมชนยั่งยืน” โดยผู้นําชุมชนที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจําปี 2568 ระดับ “ดีเด่น” ดังนี้ นายวรพจน์ นากวิกรัย บ้านแปลงนกเป้า จังหวัดฉะเชิงเทรา, นายบุญธรรม ทับทิมศรี บ้านมาบชุมแสงพัฒนา จังหวัดนครสวรรค์ และนายอดิเรก สวยสด บ้านร่องเคาะ จังหวัดลําปาง ดำเนินรายการโดย นายประลอง ดำรงค์ไทย กรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ได้สะท้อนประเด็นสำคัญในการพลิกฟื้นผืนดินสู่ความมั่งคั่ง ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการยกระดับชุมชนให้เป็นต้นแบบ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (2566–2570) ขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ และ ระยะที่ 2 (2571 เป็นต้นไป) ยกระดับสู่ต้นแบบที่ยั่งยืน ซึ่ง วช. พร้อมผลักดันโมเดลจากทั้ง 3 ชุมชนนี้ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/461111&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O8BXa3c8S69Lf-3aVa5Ye

  • “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

    “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

    ไอที

    “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

    วันอังคาร ที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยและการประดิษฐ์ ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนานาชาติ จัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)” ครั้งที่ 27 ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100 – 104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
    โดยงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน
    พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ผู้บริหารกระทรวง อว. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศที่จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงนั้น ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ และต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
    ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้ตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Win” ซึ่งในด้านการเกษตร กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “วิจัยติดดินกินได้” เพื่อช่วยเกษตรกรลดแรงงาน ลดเวลา และลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี โดยเน้นหลักการ “เพิ่ม 4 เพิ่ม” ได้แก่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่, เพิ่มรายได้, เพิ่มความแม่นยำในการฉีดพ่น และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรไทย นอกจากนี้ ในด้านการศึกษา กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill ในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, ระบบราง, ดิจิทัล และ AI ด้านสุขภาพ ผ่านหลักสูตรระยะสั้นและโครงการ Sandbox บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อผลิตแรงงานสมรรถนะสูงรองรับตลาดแรงงานและช่วยแก้ปัญหาการว่างงาน

    นายสุรศักดิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้งาน AI ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการนำเข้าเทคโนโลยีมาเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง “นวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่เราต้องกล้าคิด กล้าทดลอง และกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวชื่นชมสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายทั้งไทยและต่างประเทศที่ร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องทุกปี ซึ่งถือเป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศไทยสืบไป

    ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การจัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Inventors’ Day 2026 จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ในการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” สำหรับการจัดงานในปีนี้ วช. มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในทุกมิติ โดยมีการจัดแสดงผลงานมากกว่า 1,000 ผลงาน จากนักประดิษฐ์ไทยและนักประดิษฐ์นานาชาติกว่า 20ประเทศทั่วโลก ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และนิทรรศการน้อมรำลึกการมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เพื่อเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์และนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น รวมถึงนิทรรศการผลงานประดิษฐ์ที่แบ่งตามกลุ่มเรื่องสำคัญ อาทิ ด้านการเกษตร การแพทย์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน “Thailand New Gen Inventors Award” หรือ “I-New Gen” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

    ดร.วิภารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

    ทั้งนี้ วช. ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 เวลา 09.00 – 17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/461048&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J9PTb-GopcP7BIeahzGL8

  • แอดไวซ์ ส่งเอกสารชี้แจงประเด็น SMS หลอกลวง พร้อมประกาศเตือนภัยมิจฉาชีพ วอนอย่าหลงเชื่อ! | BT

    แอดไวซ์ ส่งเอกสารชี้แจงประเด็น SMS หลอกลวง พร้อมประกาศเตือนภัยมิจฉาชีพ วอนอย่าหลงเชื่อ! | BT

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/tech/pr-news/1202143/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-jH2zNBgwA0WRIt-OslwH

  • ‘เอกนิติ’ เร่งแผนประคองจีดีพีปี 69 ช่วงเปลี่ยนผ่าน ดันถึงเป้า 2%

    ‘เอกนิติ’ เร่งแผนประคองจีดีพีปี 69 ช่วงเปลี่ยนผ่าน ดันถึงเป้า 2%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการขับเคลื่อนประเทศในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมและอนุมัติมาตรการไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ 

    สำหรับมาตรการดังกล่าวเป็นผลจากมาตรการ Quick Big Win ที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99% ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ และมาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดการดำเนินงาน ได้แก่ 
     

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    1. มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรมและสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) ที่จะเดินทางไปจัดประชุมและสัมมนาในต่างจังหวัด โดยให้มีการจัดในช่วงต้นปีนี้เลยเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี

    2. มาตรการแก้หนี้ โดยวันที่ 5 ม.ค.2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกสำหรับ “มาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่เข้าโครงการและมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 

    3. มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทในการดำเนินการเพื่อช่วยเติมสภาพคล่องให้กับกลุ่ม SME ได้ 

    4. การเร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีเม็ดเงินรวมหลายแสนล้าน ในด้านการลงทุน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ และได้มีการออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน
     

    “ส่วนนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจช่วงก่อนมีรัฐบาลใหม่ รวมกับมาตรการที่วางรากฐานไว้ล่วงหน้า จาก Quick Big Win ที่อนุมัติโครงการไปแล้วกว่า 99% จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังจากภายนอกประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว 

    ส่วนประเด็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธปท.ประเมิน GDP ปี 2569 ต่ำกว่า 2% นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามทำงานเพื่อให้มาตรการมีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งมั่นใจว่าจะขยายตัวใกล้เคียงหรือถึงเป้าหมาย 2%

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ปิดโครงการวันที่ 31 ธ.ค.2568 ถือว่าสำเร็จมาก โดยอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 84,000 ล้านบาท และช่วยดัน GDP ปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้เป็นช่วงเวลาสั้น ซึ่งมีจุดเด่นที่มีค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) สูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวสู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378971725&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X2KSb8yFtu2EMjiIprE0B

  • สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนถึง ‘ไทย’

    สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนถึง ‘ไทย’

    Editorial

    สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนถึง ‘ไทย’

    06 ม.ค. 2026 เวลา 7:00 น.

    สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนถึง 'ไทย'

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เปราะบางอย่างยิ่ง ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจเพียง 1.6-1.7% จากสถาบันระดับโลกที่ประเมินไว้ สะท้อนความจริงที่ไม่อาจมองข้ามว่า “แรงขับเคลื่อนเดิม” ของไทยอ่อนแรงลงแล้ว

        ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ถูกกดดันจาก “หนี้ครัวเรือนสูง” ตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวจำกัด และการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวหลังเร่งตัวแรงเมื่อปีก่อนหน้า เศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้เผชิญเพียงวัฏจักรขาลงธรรมดา แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างพร้อมกันหลายด้าน
        ในมิติภายนอก ภาพเศรษฐกิจโลกปี 2569 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐ จีน และยุโรป ตลอดจนการหวนกลับมาของกระแสกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะนโยบายภาษีสหรัฐที่คาดว่าจะส่งผลเต็มปี สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อมูลค่าส่งออก แต่ยังซ้ำเติมต้นทุนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทยโดยตรง การที่ส่งออกอาจขยายตัวต่ำหรือถึงขั้นหดตัว จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าการพึ่งพาตลาดเดิมเพียงไม่กี่แห่งอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

        ขณะเดียวกัน ปัญหาใหญ่ที่กำลังสั่นคลอนโลกอย่าง ‘สงครามภูมิรัฐศาสตร์’ ที่ทวีความร้อนแรงขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ยากจะประเมินผลล่วงหน้า กรณีสหรัฐดำเนินการเชิงอำนาจต่อเวเนซุเอลา  ประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรพลังงานและแร่ธาตุ มีการโจมตีทางทหาร จับกุมประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภรรยา ด้วยข้ออ้างที่ว่าเพื่อสกัดกั้นการไหลเวียนของยาเสพติดผิดกฎหมายเข้าสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่า ‘จีน’ ออกมาประณามทันทีว่าการกระทำของสหรัฐเป็นการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง

        ปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่เพียงถูกตั้งคำถามถึงบทบาทและท่าทีผู้นำสหรัฐ แต่ยังสะเทือนเสถียรภาพของระบบพลังงานโลก หากในความขัดแย้งนี้อาจมีเบื้องหลัง เบื้องลึก ที่กำลังสั่นคลอนความมั่นคงในแบบที่เราคาดไม่ถึง แต่เราต้องหาทางรับมือ …เหนือสิ่งอื่นใด เราเห็นแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจสามารถปะทุและขยายวงได้ทุกเมื่อ ประเทศขนาดกลางอย่างไทยซึ่งพึ่งพาการค้าและพลังงานจากภายนอกย่อมได้รับผล กระทบทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแรงอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งทำให้ความเสี่ยงทวีคูณ
        บทเรียนสำคัญ คือ ประเทศไทยต้องมี “ยุทธศาสตร์เชิงรุก” ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง รัฐจำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้า ลดการพึ่งพาตลาดเดิม เปิดประตูสู่ตลาดศักยภาพใหม่ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งความท้าทาย แต่เป็นปีแห่งการตัดสินใจ หากผู้บริหารประเทศยังลังเล หรือขาดทิศทางที่ชัดเจน ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยอาจกลายเป็นวิกฤติซ้ำซ้อนในโลกที่ปั่นป่วนขึ้นทุกวัน ถึงเวลาที่ไทยต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเองอย่างหนักแน่น เพื่อยืนหยัดท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างยากที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1215236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ULuCp3ffLRXmXF0hGErfn

  • สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

    สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

    ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 “อาราบิก้าครองเมือง” ท่ามกลางมรสุมภาษีทรัมป์และวิกฤตซัพพลายเชนโลก

    เชียงราย, 6 มกราคม 2569 – เมื่อสายหมอกยามเช้าคลี่ตัวคลุมแนวยอดดอยเชียงราย กลิ่นดอกกาแฟที่เริ่มบานแทรกตัวท่ามกลางอากาศเย็นจัด ไม่ได้เป็นเพียงภาพวิถีเกษตรกรรมของชุมชนบนพื้นที่สูง หากแต่กำลังสะท้อนสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ที่วันนี้กาแฟอาราบิก้าไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวเลือก” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ที่ผูกอนาคตของเกษตรกร ชุมชน และการยืนหยัดของกาแฟไทยบนเวทีโลก

    ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญภาวะ “ผลิตไม่พอใช้” ความเปราะบางของภูมิอากาศ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เชียงรายกลับยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน จุดที่ตัวเลขสถิติยืนยันว่าเป็น “ป้อมปราการหมายเลขหนึ่งของกาแฟไทย”

    เชียงราย แชมป์กาแฟไทยด้วยผลผลิต 4,850 ตัน  อาราบิก้ากว่า 99% ของจังหวัด

    ข้อมูลปีเพาะปลูก 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุชัดว่า เชียงรายครองตำแหน่งจังหวัดที่มีผลผลิตกาแฟมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยผลผลิตรวม 4,850 ตัน จากเนื้อที่ยืนต้น 55,415 ไร่ และเนื้อที่ให้ผลผลิต 53,954 ไร่  หากเปรียบเทียบกับตัวเลขรวมทั้งประเทศที่มีผลผลิตกาแฟ 16,020 ตัน จะพบว่า กาแฟจากเชียงรายคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของผลผลิตไทยทั้งหมด ขณะที่ทั้งภาคเหนือมีผลผลิตรวม 11,390 ตัน หรือมากกว่าร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ โดยมีเชียงใหม่ (3,203 ตัน) น่าน (936 ตัน) แม่ฮ่องสอน (921 ตัน) ลำปาง (517 ตัน) และตาก (396 ตัน) ติดอยู่ใน 10 อันดับจังหวัดผู้ผลิตกาแฟสูงสุดของประเทศร่วมกัน

    สิ่งที่ทำให้เชียงรายแตกต่างไปจากหลายพื้นที่ในประเทศ คือ “ความเป็นอาราบิก้าล้วน” เกือบทั้งจังหวัด ข้อมูลสถิติเดียวกันระบุว่า ในผลผลิตทั้งหมด 4,850 ตันของเชียงราย เป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้าถึง 4,822 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.25 ขณะที่โรบัสต้า (ซึ่งนิยมปลูกในภาคใต้) มีเพียง 28 ตัน เท่านั้น

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตรายใหญ่” แต่คือ “เมืองหลวงอาราบิก้า” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เป็นฐานวัตถุดิบหลักให้กับโรงคั่วกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) แบรนด์ไทยจำนวนมาก และกำลังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกาแฟจากทั่วประเทศให้เดินทางขึ้นดอยเพื่อ “ดื่มจากต้นทาง”

    ครัวเรือนผู้ปลูกเพิ่มสวนกระแสประเทศ กาแฟในฐานะ “พืชแห่งความหวัง”

    ต่างจากภาพรวมของประเทศไทยที่จำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟลดลงต่อเนื่อง จาก 29,761 ครัวเรือนในปี 2563 เหลือเพียง 24,949 ครัวเรือนในปี 2568 แต่เชียงรายกลับเดินคนละทิศทางอย่างเด่นชัด โดยจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟเพิ่มจาก 3,147 ครัวเรือนในปี 2563 เป็น 3,921 ครัวเรือนในปี 2568

    ในระดับภูมิภาค ภาคเหนือโดยรวมก็ยังเติบโตจาก 13,067 ครัวเรือน เป็น 15,685 ครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่า “พื้นที่สูงภาคเหนือ” ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของกาแฟอาราบิก้า ในขณะที่หลายพื้นที่ในภาคใต้หันไปปลูกพืชชนิดอื่นหรือออกจากระบบการผลิตกาแฟ

    สำหรับเชียงราย การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนผู้ปลูกไม่ได้สะท้อนแค่จำนวน แต่สะท้อน “โครงสร้างใหม่ของชุมชน” ด้วย เพราะในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา มีทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กลับบ้านจากเมืองใหญ่มาลงทุนทำสวนกาแฟและโฮมสเตย์ รวมถึงเกษตรกรเดิมที่ปรับตัวจากพืชเชิงเดี่ยวสู่ระบบเกษตรผสมผสานบนดอย เช่น กาแฟใต้ร่มไม้ร่วมกับแมคคาเดเมีย อโวคาโด หรือแม้แต่พืชสมุนไพร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

    การที่ครัวเรือนผู้ปลูกในเชียงรายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตัวเลขระดับประเทศลดลง จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กาแฟในเชียงรายกำลังถูกมองในฐานะ “พืชแห่งความหวัง” ที่ผูกโยงอนาคตของครัวเรือนบนดอย ทั้งด้านรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการรักษาป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน

    ภาคเหนือ เส้นเลือดใหญ่ของกาแฟไทย และบทบาทของจังหวัดรอบข้าง

    เมื่อขยับภาพออกจากเชียงรายไปสู่ระดับภูมิภาค ข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าภาคเหนือคือหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ด้วยเนื้อที่ยืนต้น 138,574 ไร่ ผลผลิต 11,390 ตัน และมีสัดส่วนอาราบิก้าสูงถึง 10,705 ตัน จากผลผลิตรวมทั้งหมด 11,390 ตัน หรือกว่า 93% ของภาค

    เชียงใหม่และน่านทำหน้าที่เป็น “เสาหลักร่วม” เคียงข้างเชียงราย – เชียงใหม่มีผลผลิต 3,203 ตันบนพื้นที่ 35,615 ไร่ ขณะที่น่านมีผลผลิต 936 ตัน จาก 12,677 ไร่ แม้พื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอนและลำปางจะมีปริมาณผลผลิตรองลงมา แต่กำลังกลายเป็น “ดาวรุ่ง” ของกาแฟพิเศษ ด้วยภูมิประเทศสูงชัน ดินลึก และอากาศเย็นจัดที่เหมาะกับสายพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพสูง

    หากมองทั้งภาคเหนือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เชียงรายอยู่ในฐานะ “ประตูการค้าและการท่องเที่ยว” เชื่อมกาแฟจากดอยสู่เมือง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และชายแดนแม่สาย–เชียงของ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนตอนใต้และลาว ซึ่งกำลังเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ของกาแฟไทย

    ไทย ภาพใหญ่ของประเทศที่ “ผลิตไม่พอใช้”

    แม้เชียงรายและภาคเหนือจะมีตัวเลขผลผลิตน่าประทับใจ แต่ภาพรวมระดับประเทศยังสะท้อนภาวะ “คอขวดเชิงการผลิต” อย่างชัดเจน

    ปัจจุบัน ไทยมีผลผลิตกาแฟรวม 16,020 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศสูงถึงราว 90,000 ตันต่อปี ทำให้ไทยสามารถผลิตได้เพียงประมาณ 17% ของความต้องการ ส่วนช่องว่างอีกกว่า 80% ต้องอาศัยการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟจากต่างประเทศ โดยในช่วงต้นปี 2568 มูลค่าการนำเข้ากาแฟของไทยสูงถึง 8,387.30 ล้านบาท ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

    หากเทียบกับอดีตเมื่อปี 2544 ซึ่งไทยเคยผลิตกาแฟได้สูงถึง 86,000 ตัน จะเห็นได้ว่าฐานการผลิตกาแฟของประเทศหดตัวลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พื้นที่ปลูกอาราบิก้าบางส่วนเสื่อมศักยภาพลง และการตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า เช่น ทุเรียน หรือพืชไร่บางชนิด

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายจังหวัดลดพื้นที่ปลูกกาแฟลง เชียงรายกลับเดินหน้าเพิ่มทั้งพื้นที่และจำนวนครัวเรือนผู้ปลูก ดังที่ตัวเลขสถิติได้สะท้อนไว้ นั่นหมายความว่า “อนาคตของกาแฟไทย” จำนวนไม่น้อยกำลังผูกอยู่กับความสามารถในการรักษาและยกระดับห่วงโซ่กาแฟของเชียงรายและภาคเหนือให้ยั่งยืน

    โลกเปลี่ยน อุปทานตึงตัว ราคาผันผวน และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

    บนเวทีโลก ปีการผลิต 2568/26 ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในปีที่อุตสาหกรรมกาแฟเผชิญ “ภาวะย้อนแย้งแห่งการเติบโต” อย่างชัดเจน ตัวเลขคาดการณ์จากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ชี้ว่า ผลผลิตกาแฟโลกอยู่ที่ราว 178–179 ล้านถุง (ถุงละ 60 กิโลกรัม) ขณะที่การบริโภคพุ่งแตะระดับประมาณ 180 ล้านถุง ส่งผลให้ปริมาณสำรองปลายปี (Ending Stocks) ลดลงเหลือราว 20 ล้านถุง ลดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5

    ความตึงตัวของอุปทานทำให้ดัชนีราคากาแฟโลกทะยานขึ้นเกือบสามเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ความผันผวนของภูมิอากาศ  จากภัยแล้งในบราซิล ไปจนถึงฝนผิดฤดูกาลในเอเชีย  ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับพอร์ตการปลูกจากอาราบิก้าสู่โรบัสต้ามากขึ้น

    ด้านนโยบายการค้า สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่ส่งผลให้ราคากาแฟคั่วบดในตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% แม้ภายหลังจะมีการยกเลิกภาษีกาแฟจากบราซิลแล้ว แต่แรงกระแทกด้านราคาและต้นทุนยังคงส่งผลต่อห่วงโซ่กาแฟทั่วโลก และต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงไตรมาส 3 ปี 2569 กว่าตลาดจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระดับสมดุลใหม่

    ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรวมถึงกาแฟด้วย แม้จะเลื่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบสำหรับบริษัทรายใหญ่ไปเป็นเดือนธันวาคม 2569 แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” ให้ผู้ผลิตทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการระบุพิกัดแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน หากต้องการรักษาสถานะผู้ส่งออกสู่ตลาดคุณภาพสูงในยุโรป

    สำหรับเชียงราย เงื่อนไขเหล่านี้อาจกลายเป็นดาบสองคม  หากไม่เตรียมตัว อาจถูกกีดกันออกจากตลาดพรีเมียม แต่หากสามารถยกระดับระบบข้อมูลและการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน ก็จะกลายเป็น “แต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยกระดับมูลค่ากาแฟได้ในระยะยาว

    ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ทางรอดในโลกที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม

    เมื่อเชื่อมโยงตัวเลขระดับจังหวัด ประเทศ และโลก จะเห็นว่า เชียงรายกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ในเชิงยุทธศาสตร์ แนวทางที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในเชียงรายพูดถึงและเริ่มขับเคลื่อน สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 4 แกนหลัก ดังนี้

    จาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” ผ่านกาแฟพิเศษและ GI

    ด้วยจุดแข็งด้านภูมิอากาศและความสูงของพื้นที่ปลูก เชียงรายมีศักยภาพสูงในการผลิตกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีที่ให้กลิ่นรสฟรุตตี้และฟลอรัล ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก การเร่งจัดทำและผลักดันกาแฟที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ครอบคลุมทั้งดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง และพื้นที่อื่น ๆ จะช่วยสร้าง “แบรนด์ภูมิภาค” ให้เข้มแข็ง

    ตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลกในปี 2568 ถูกประเมินมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละราว 10% ไปจนถึงปี 2575 โดยมีผู้บริโภควัย 18–24 ปี เป็นกลุ่มหลักที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาที่มีจริยธรรม (Ethical Sourcing) เรื่องราวของชุมชน และรสชาติที่ซับซ้อนมากกว่าความเข้มเพียงอย่างเดียว

    สำหรับเชียงราย การเล่า “เรื่องราวจากต้นน้ำ” ตั้งแต่เกษตรกรรมใต้ร่มเงาป่า การจ้างงานคนรุ่นใหม่บนดอย ไปจนถึงการดูแลดินและแหล่งน้ำ  จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดที่จะทำให้กาแฟจากดอยแต่ละแห่งมี “มูลค่าเพิ่ม” เมื่อไปถึงมือผู้บริโภคในเมืองและต่างประเทศ

    เชื่อมกาแฟกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism)

    เชียงรายกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองกาแฟและเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ควบคู่กัน การพัฒนาเส้นทาง “ดื่มกาแฟจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” ที่เริ่มต้นจากการเดินชมแปลงกาแฟ ชิมเชอร์รี่บนต้น เรียนรู้การแปรรูปแบบเปียก–แบบแห้ง ไปจนถึงการคั่วและชงในคาเฟ่บนดอย กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่ของจังหวัด

    เมื่อเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภาพใหญ่ของ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่มุ่งเปลี่ยนจังหวัดจาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัส” แนวทางกาแฟเชิงประสบการณ์จึงมีบทบาทเป็น “ผลิตภัณฑ์หลัก” ที่ทั้งสร้างรายได้ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระจายเม็ดเงินไปสู่ชุมชนบนดอย

    เกษตรฟื้นฟู BCG รักษาป่าและเพิ่มรายได้ไปพร้อมกัน

    บนพื้นที่สูงอย่างเชียงราย กาแฟไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับระบบนิเวศของป่าต้นน้ำโดยตรง แนวคิดเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่เน้นการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ การคลุมดิน การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในสวน และการลดการใช้สารเคมี กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นแนวทางหลัก

    ตัวอย่างจากโครงการระดับประเทศอย่าง Coffee++ และ Nescafé Plan 2030 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรปรับระบบปลูกสู่เกษตรฟื้นฟู สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงราว 40% พร้อมเพิ่มรายได้จากพืชร่วมแปลง ในบริบทเชียงราย แนวทางเดียวกันนี้จะช่วยทั้งรักษาป่าต้นน้ำ สร้างภาพลักษณ์กาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR ในอนาคต

    ข้อมูล–เทคโนโลยี–ความร่วมมื เสาหลักสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน”

    สุดท้าย ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 จะเดินหน้าไม่ได้หากขาด “ข้อมูลและการบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไปจนถึงเอกชน โรงคั่ว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    การสร้างฐานข้อมูลแปลงปลูกระดับพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) การเชื่อมระบบตรวจสอบย้อนกลับกับมาตรฐานสากล การใช้เซ็นเซอร์และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัยที่เหมาะกับเกษตรกรกาแฟบนดอย ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เชียงรายก้าวสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน” ของประเทศ

    ถ้วยกาแฟจากดอยเชียงรายในสมการเศรษฐกิจใหม่

    เมื่อเชื่อมทุกชั้นข้อมูลเข้าด้วยกัน   ตั้งแต่ตัวเลขผลผลิต 4,850 ตันของเชียงรายที่คิดเป็นหนึ่งในสามของกาแฟไทยทั้งหมด ครัวเรือนผู้ปลูกที่เพิ่มขึ้นสวนกระแสประเทศ ไปจนถึงภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวและกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น   จะเห็นชัดว่า กาแฟเชียงรายไม่ได้อยู่เพียง “ชายขอบ” ของอุตสาหกรรมอีกต่อไป

    กาแฟทุกแก้วที่ถูกเสิร์ฟในคาเฟ่กลางเมืองเชียงราย หรือในร้านกาแฟระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่มสร้างความตื่นตัวในยามเช้า หากแต่คือ “ภาชนะที่บรรจุอนาคต” ของชุมชนบนดอย เศรษฐกิจภาคเหนือ และความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของผู้คนต้นน้ำอย่างแท้จริง

    โจทย์ต่อจากนี้ คือการทำให้ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ไม่ใช่เพียงคำประกาศบนกระดาษ แต่กลายเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจริงในไร่กาแฟทุกผืน จากดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง ไปจนถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมโขง   เพราะในโลกที่กาแฟกำลังเผชิญทั้งวิกฤตอุปทานและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดที่มองเห็น “โอกาสในวิกฤต” ก่อน ย่อมมีโอกาสยืนหยัดในฐานะผู้นำสมรภูมิกาแฟยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-coffee-strategy-2026-arabica/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tGvFg3enyiC-Zv59kNqLp