Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    Finance

    กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    เปิดรายงาน กนง. ห่วงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญ “การเติบโตต่ำ-ความเปราะบางสูง” จากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง วัฏจักรเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่เงินบาทแข็งค่า หนี้ครัวเรือนสูง และการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ยังตึงตัว

    ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ออกรายงานการประชุมกนง. ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2568 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยรายงานสะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจการเงินโลก

    โดย กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยช่วงปี 2569-2570 จะขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง พร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหลายมิติ ทำให้ภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังมองว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มทอดยาวขึ้น จากปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมทั้งมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

    หากมองไประยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% และ 2.3% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนข้อจำกัดของเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่อ่อนแรงลงพร้อมกัน ทั้งการบริโภค การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ

    หนึ่งในสัญญาณน่าห่วง คือ การชะลอลงของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งถูกกดดันจากแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเริ่มเห็นพฤติกรรมระมัดระวังการใช้จ่ายในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง

    โดยเฉพาะการใช้จ่ายที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็น ภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง ความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนมีแนวโน้มอ่อนแรงต่อเนื่อง ซึ่งซ้ำเติมปัญหาอุปสงค์ในประเทศ และจำกัดความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

    ภาคการส่งออกยังเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญ โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ และความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (transshipment) ที่อาจเพิ่มขึ้น แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะยังขยายตัวตามอุปสงค์ด้านเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล แต่ภาพรวมการส่งออกยังเผชิญแรงกดดันสูง

    หากดูอัตราแลกเปลี่ยนพบว่า เงินบาทแข็งค่า อยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาค ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทเทียบดอลลาร์แข็งค่าขึ้นประมาณ 8% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกผ่านการแปลงรายรับเป็นสกุลเงินบาทได้เม็ดเงินลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

    ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากขึ้นในธุรกิจที่มีอัตรากำไร (profit margin) น้อย และพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงพึ่งพารายได้จากการส่งออกในสัดส่วนสูง

    อาทิ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ การแข็งค่าของเงินบาทส่วนหนึ่งกระทบต่อรายรับของภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น (short-haul) จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในรูปเงินบาทที่ลดลง

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าเทียบสกุลเงินคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) แข็งค่าที่ 4.1% และดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) แข็งค่าที่ 1.1% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถทดแทนได้ง่าย เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ (commodity)

    ดังนั้น กนง.กังวลว่าการแข็งค่าของเงินบาทและผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกโดยเฉพาะ SMEs ที่ฐานะการเงินยังเปราะบางและมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การแข็งค่าของเงินบาทจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมสภาพคล่องของ SMEs

    จึงเห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
    ในการประชุม กนง.ครั้งนี้ สิ่งที่กนง. แสดงความกังวลต่อเนื่อง

    คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง โดยการขยายตัวยังกระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่และบางสาขา เช่น ภาคท่องเที่ยวขนาดใหญ่ และผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ SMEs และภาคการผลิตในสาขาอื่นเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ

    กรรมการบางส่วนชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจอาจนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรใหม่ ส่งผลต่อตลาดแรงงานและแนวโน้มรายได้ในระยะยาว

    โดยแรงงานอาจเคลื่อนย้ายจากภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำกว่า หรือเข้าสู่อาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งจะมีนัยต่อการบริโภคและปัญหาหนี้ครัวเรือนในอนาคต

    หากมองภาคการเงิน พบภาวะการเงินยังสะท้อนความเปราะบาง โดยแม้อัตราดอกเบี้ยในระบบปรับลดลงตามนโยบายการเงิน แต่การส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน สินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง จากทั้งความต้องการสินเชื่อที่ลดลงและความระมัดระวังของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะต่อ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ

    ด้านคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง ขณะที่สัดส่วนหนี้เสียของทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ กนง. กังวลว่าสภาพคล่องของ SMEs จะถูกซ้ำเติมจากทั้งการเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัดและผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า

    หากดูด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน คาดจะอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2568-2570 แม้ฝ่ายเลขานุการประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ กนง. เห็นควรติดตามพัฒนาการด้านราคาอย่างใกล้ชิด

    โดยเฉพาะในภาวะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอลง และเงินเฟ้อที่ต่ำอาจไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญจริง

    ในการประชุมกนง.ครั้งนี้ ยังมองความเสี่ยงที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง จะมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจการเงินโลก

    ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงในบริบทที่เศรษฐกิจภายในประเทศมีความเปราะบางอยู่แล้ว

    ดังนั้น ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวชัดเจน กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.25% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินและบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ดี กรรมการส่วนหนึ่งเตือนว่าการคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงเชิงระบบ และจำกัดขีดความสามารถนโยบายการเงินในการรับมือกับแรงกระแทกในอนาคต

    สรุปภาพรวมกนง. มองเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่เติบโตต่ำ ความเปราะบางสูง ความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจภายในและปัจจัยภายนอก แม้นโยบายการเงินยังสามารถผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ความท้าทายระยะข้างหน้าจะอยู่ที่การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1215253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTET0F0iTzHUqQO6R5CS7

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • รถไฟฯเร่งหารายได้ล้างหนี้

    รถไฟฯเร่งหารายได้ล้างหนี้

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า แนวทางการแก้ปัญหาหนี้ รฟท. แบ่งเป็น 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกคือ การหารายได้จากการเดินรถขนส่งสินค้า ปัจจุบัน รฟท.มีรายจ่ายด้านการเดินรถ เช่น ค่าซ่อมบำรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางราง โดยมีรายได้จากการเดินรถโดยสารยังต่ำ ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากปัจจุบันติดปัญหาเรื่องการจัดซื้อรถโดยสารที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งให้ รฟท.ทบทวนเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมเดินรถในรูปแบบ PPP คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาค่าโดยสารได้ เพราะสภาพการใช้งานรถไฟค่อนข้างเก่ามาก

    แน่นอนว่าหาก รฟท.สามารถปรับปรุงการให้บริการที่ดีขึ้นได้ อาจจะทำให้ รฟท.สามารถปรับค่าโดยสารขึ้นมาได้ เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น โดย รฟท.จะใช้อัตราราคาน้ำมันคำนวณต้นทุน ซึ่งพบว่าขาดทุนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีรายได้รวมของการขนส่งสินค้าประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตราการขนส่งสินค้าอีก 2,400-2,500 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 10%

    ส่วนการหารายได้จากการเดิน รถไฟท่องเที่ยว ที่ผ่านมา รฟท.มีรายได้จากการรถไฟท่องเที่ยวประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยัง มีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากการเดินรถไฟ ขบวนรถไฟญี่ปุ่น KIHA183 ก็เริ่มต้นตั้งแต่ปีใหม่ 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เปิดตัว “ปฏิทินท่องเที่ยวทางรถไฟ” ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์เดินทางสุดพิเศษไปกับขบวนรถท่องเที่ยวยอดนิยม SRT Royal Blossom และ KIHA 183 ไม่ใช่แค่การนั่งรถไฟ แต่คือการ “พาใจออกเดินทาง” ทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และแบบพักค้างคืน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์พร้อมภารกิจสำคัญ คือ กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

    โดย ปฏิทินท่องเที่ยวทางรถไฟ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับปีใหม่และเดือนแห่งความรัก ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายชิล สายผจญภัย หรือสายวัฒนธรรม เลือกได้ตามใจ เลือกได้ตามจังหวะชีวิต เริ่มที่ขบวนเรือธง Royal Blossomขบวนรถไฟสุดหรู ที่พาผู้โดยสารเข้าสู่โลกแห่งความโรแมนติก ดื่มด่ำบรรยากาศแบบ Exclusive ชมวิวสองข้างทางผ่านกระจกกว้าง 180 องศา เหมาะสำหรับคนที่อยากชะลอเวลานั่งรถไฟแล้วปล่อยใจไปกับธรรมชาติ Royal Blossom ให้บริการแบบไปเช้าเย็นกลับ ในวันที่ 10, 11, 17, 18, 24, 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569

    ทริปไฮไลต์ SRT Royal Blossom Journey: เที่ยวสนุกกับขบวนรถไฟแห่งความสุข” พาเที่ยวทุ่งทานตะวัน นั่งรถไฟลอยน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ชมพระอาทิตย์ตกดิน จัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ วันที่ 7, 14, 15, 21, 22, 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2569 และทริปพิเศษต้อนรับเดือนแห่งความรัก “กุมภาเทศกาลแห่งรัก” เส้นทางกาญจนบุรีพร้อมดนตรีแจ๊สเพลินๆ ยุค 80-90 เติมบรรยากาศโรแมนติกให้การเดินทางน่าจดจำ อีกหนึ่งขบวนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ KIHA 183 รถไฟกลิ่นอายญี่ปุ่น อบอุ่น เป็นกันเอง เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายลึก สายเรียนรู้ ให้บริการแบบพักค้างคืน 2 วัน 1 คืน รวม 4 ทริป 4 เส้นทาง

    ตั้งแต่เที่ยวเขาใหญ่ เมืองคาวบอย แวะสวนดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่น เที่ยวเมืองเพชรบุรี ชมทะเลหมอกพะเนินทุ่ง ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองลพบุรี แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ไปจนถึงเพชรบุรี ชมพระตำหนักบ้านปืน และงานพระนครคีรี ทุกเส้นทางคือการผสมผสานธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชุมชนที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การไปเยือน แต่คือการ “เชื่อมใจคนเมืองกับท้องถิ่น”

    ท้ายที่สุด การรถไฟฯ ฝากเชิญชวนให้มาลองเปิดประสบการณ์ใหม่กับการท่องเที่ยวทางรถไฟซึ่งไม่เพียงสร้างความสุขให้ผู้เดินทาง แต่ยังช่วยกระจายรายได้สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ใครสนใจเปิดขายตั๋วล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป สามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศและระบบออนไลน์ DTicket ปีใหม่…ลองเปลี่ยนมุมมอง แล้วให้รถไฟพาเราออกไปพบความสุขใกล้ตัวดูสักครั้ง.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/926546/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CphVMfNIvtQiWe_a686G8

  • 6 เทรนด์การท่องเที่ยวน่าจับตาในอีก 50 ปีข้างหน้าจาก TOURISE Summit 2025 ที่ซาอุดีอาระเบีย

    6 เทรนด์การท่องเที่ยวน่าจับตาในอีก 50 ปีข้างหน้าจาก TOURISE Summit 2025 ที่ซาอุดีอาระเบีย

    นอกจาก ‘การท่องเที่ยว’ จะเป็นการพักผ่อนหย่อนใจส่วนบุคคลแล้ว อีกด้านหนึ่งคือการสร้างเม็ดเงินมหาศาลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย ความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมนี้จึงน่าติดตามไม่น้อย

    หากมองภาพใหญ่ เรื่องนี้สำคัญถึงขั้นมีงานประชุมระดับโลกที่มีผู้นำจากหลายประเทศมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยน พูดคุย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ 

    งานที่ว่าคือ TOURISE Summit 2025 จัดขึ้นที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 – 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 

    TOURISE คือแพลตฟอร์มระดับโลกที่มุ่งกำหนดทิศทางและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า ด้วยการเชื่อมโยงผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่แวดวงการท่องเที่ยว เทคโนโลยี ความยั่งยืน การลงทุน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยปีนี้เป็นปีแรกที่จัดงานประชุมครั้งใหญ่ ซึ่ง The Cloud มีโอกาสเดินทางไปเยือนทั้งที เราจึงไม่พลาดสรุปเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาฝากกัน

    01
    ต่างชาติมองการท่องเที่ยวไทยในมุม Wellness

    แม้ไทยจะรุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมหลากหลาย ตลอดจนอาหารรสอร่อยจากหลายภูมิภาค แต่บนเวที TOURISE ประเทศไทยได้รับการพูดถึงในฐานะ ‘เมืองแห่งการพักผ่อนและบำบัดกายใจ’ มากกว่า 

    โดยเฉพาะบริการที่ผสานการเที่ยวเข้ากับศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น โปรแกรมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติ การพักผ่อนหย่อนใจในโรงแรมพร้อมกับพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ อาจเพราะ Wellness และ Longevity เป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่กำลังถูกพูดถึงในยุคนี้ รวมทั้งเริ่มผสมผสานกับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงอุตสาหกรรมการบิน

    02
    AI เทรนด์ใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ปัจจุบันเราเริ่มเห็นบางบริษัทอย่าง Expedia และ Uber ขยายจากแอปพลิเคชันการท่องเที่ยวหรือการเดินทางมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ส่วนธุรกิจที่พักและโรงแรมก็ใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ในมือมากขึ้น เช่น ออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า 

    ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ยิ่งคาดหวังสูงขึ้นว่า ที่พักเดิมหรือโรงแรมในเครือเดียวกันจะจดจำความต้องการหรือรายละเอียดเดิมของลูกค้าได้โดยไม่ต้องถามซ้ำเมื่อมาพักอีกครั้ง จนเริ่มกลายเป็นพื้นฐานการบริการมากกว่าความพิเศษเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

    อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราคงโหยหาปฏิสัมพันธ์จากมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น AI จึงไม่ได้มาแทนที่งานบริการเสียทีเดียว แต่คนทำงานมีแนวโน้มที่จะต้องเรียนรู้การใช้ AI ให้เป็นมากกว่า เพราะหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของ AI แต่เป็นทักษะเด่นของมนุษย์ คือการคำนึงถึงบริบทและการอ่านบรรยากาศ เช่น หากนำเสนอบริการต่าง ๆ จากข้อมูลเดิมของลูกค้า โดยไม่สนใจว่าลูกค้ากำลังง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์หรือมีสีหน้าท่าทางเคร่งเครียด อาจสร้างความรู้สึกทางลบได้มากกว่าความประทับใจ เป็นต้น

    03
    คนรุ่นใหม่ซื้อประสบการณ์ มากกว่าสิ่งของ

    ข้อมูลจาก Trip.com ระบุว่า เจนฯ ซีและมิลเลนเนียลจะกลายเป็นกำลังซื้อสำคัญในตลาด 

    และคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการซื้อ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าการครอบครองสิ่งของ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Experience Economy

    แต่ทริปเดินทางไปช้อปปิ้งในต่างแดนยังคงได้รับความนิยมเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากการซื้อเพื่อครอบครอง เป็นการซื้อของพร้อมประสบการณ์มากกว่า เช่น นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมถึงปารีส เพราะประสบการณ์ในร้านมอบความทรงจำและความรู้สึกที่การสั่งซื้อออนไลน์ไม่อาจทดแทนได้ 

    ฉะนั้น การสร้างประสบการณ์ร่วมกับสินค้าหรือบริการหน้าร้านที่ไม่เหมือนใคร จะกลายเป็น ‘โอกาส’ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดออนไลน์ สงครามราคา และยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสินค้าและบริการใกล้เคียงกัน

    04
    หมุดหมายสุดฮิตอาจไม่ใช่แลนด์มาร์ก

    นอกจากการซื้อประสบการณ์แล้ว อีกเทรนด์สำคัญในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกลาง คือการมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แลนด์มาร์ก แต่เป็นตรอกซอกซอยเล็ก ๆ สถานที่ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน ทว่ามีความจริงแท้และแตกต่าง (Authenticity) จากสถานที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมชาติ สถาปัตยกรรม ผู้คน วัฒนธรรม เพราะยุคนี้เริ่มมีคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นหมุดหมายใหม่ ๆ มากขึ้น บวกกับสินค้าและบริการคล้ายกันนั้นมีมากมายในตลาด จนผู้บริโภคเริ่มโหยหาสิ่งที่ต่างออกไปและไม่ใช่ความต่างเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

    คำถามสำคัญของผู้ประกอบการท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ได้มีเพียงการปรับตัวเท่านั้น แต่รวมถึงคำถามที่ว่า ‘เรื่องไหนที่เราจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป’ จึงนับว่าเป็นยุคสมัยแห่งการกลับสู่รากเหง้าและแก่นแท้ของตนเองเลยก็ว่าได้

    05
    สร้างความประทับใจ มากกว่าการถูกมองเห็น

    ในมุมการตลาด พฤติกรรม ‘การเสิร์ชหา’ ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ทริป หรือสินค้าบริการต่าง ๆ มีแนวโน้มลดน้อยลงจากเมื่อก่อน ส่วนหนึ่งเพราะหลายคนเลือกถามจาก AI หรือเจอเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่สรุปข้อมูล พร้อมเปรียบเทียบตัวเลือกมาให้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากกว่า 

    ดังนั้น ยุคนี้จึงไม่ได้แข่งที่ปริมาณคอนเทนต์ที่ถูกมองเห็นอย่างเดียว แต่แข่งกันเรื่องคุณภาพมากขึ้น ตั้งแต่การสร้างแบรนดิ้งที่แข็งแรง ไปจนถึงการสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเหนียวแน่น จนลูกค้าเก่ากลับมาซ้ำ แถมยังช่วยบอกต่อคนกลุ่มใหม่ด้วยตัวเอง

    ผู้คนยังโหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมมากขึ้น อีกหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว คือการสร้างคอมมูนิตี้ด้วยกิจกรรมหรืออีเวนต์บางอย่างให้คนที่สนใจเรื่องคล้ายกันได้มาพบปะกัน เมื่อเกิดเป็นคอมมูนิตี้ ลูกค้าก็จะอยากกลับมาใช้บริการในระยะยาว เพราะไม่ใช่เพียงจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่รู้สึกเหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนหรือกลุ่มสังคมของตนเอง

    ซาอุดีอาระเบียมีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า webook ซูเปอร์แอปพลิเคชันที่รวมตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม อีเวนต์ บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงตารางอีเวนต์ทั่วประเทศตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากความสะดวกแล้ว ยังมีส่วนลดให้นักท่องเที่ยว พร้อมคะแนนสะสมและสิทธิพิเศษมากมาย เพื่อดึงดูดให้กลับมาเยือนซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง 

    แอปพลิเคชันนี้เกิดจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน เพราะมองว่านอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาง่ายขึ้น คือความสะดวกและงบประมาณสบายกระเป๋า webook จึงนับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของภาครัฐที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วยวิธีใหม่ ๆ และประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งาน webook กว่า 13 ล้านแอคเคานต์ และสร้างรายได้มากกว่า 1.5 พันล้าน SAR (Saudi Arabian Riyal)

    Website : www.tourise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/tourise-summit-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S6x-lUfgYjBYxqmGsnHR3

  • ”พิชัย“ คาดการณ์ ศก.ปี 69 แย่ ขยายตัวต่ำ แนะเร่งแก้ปัญหาส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว-ราคาสินค้าเกษตร

    ”พิชัย“ คาดการณ์ ศก.ปี 69 แย่ ขยายตัวต่ำ แนะเร่งแก้ปัญหาส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว-ราคาสินค้าเกษตร

    กรุงเทพฯ, วันที่ 5 ธ.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 ว่าน่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น บางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 2568 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และ การท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและ หวังว่าปีนี้ทั้งปีนักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ

    นายพิชัยเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้านต่างๆ ได้แก่ การบริโภคภายในประเทศ โดยระบุว่าปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก การแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วย นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    ด้านการส่งออกซึ่งดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ การที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้น จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออก เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    นายพิชัยกล่าวว่า ด้านการลงทุนที่หดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด ในปี 68 ขอเพิ่มเป็น 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก และน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอผลการเลือกตั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอีเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, เอไอ, พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก ถือเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    ด้านการเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) ไทยไม่สามารถเจรจากับประเทศหลักได้เลยกว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ กระทั่งวันที่ 30 พ.ย.67 ไทยสามารถตกลง FTA กับ 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 ม.ค. 68 นับเป็นสนธิสัญญาแรกของไทยกับประเทศยุโรป ส่งผลให้การค้า และการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมาก การที่เวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก เพราะเวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการเร่งเจรจา FTA จึงต้องเป็นนโยบายหลัก

    อดีต รมว.พาณิชย์กล่าวว่า ด้านการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย การเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก

    นายพิชัยกล่าว่า ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำถือเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ทั้งการผลิตสินค้าที่ต้องตรงกับความต้องการของตลาด การปลูกต้องมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ และควรเป็นสินค้าพิเศษซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิ ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต

    ประเด็นสุดท้ายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี ที่สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดย SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ในช่วงที่เป็นรมว.พาณิชย์ได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/269180&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fzuuECLWPF8wJNOnQ41MR

  • ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน – ข่าวธุรกิจประเทศไทย

    ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน – ข่าวธุรกิจประเทศไทย

    In November 2025, Thailand’s exports valued at $27.4 billion grew 7.1% YoY. Electronics drove growth, while gold exports declined significantly. Imports surged, leading to a trade deficit of $2.7 billion.

    มูลค่าส่งออกสินค้าในเดือนพฤศจิกายน 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1% YOY โดยเป็นผลจากการส่งออกสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ดี และส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 37.9% YOY แม้เผชิญกับกำแพงภาษี อย่างไรก็ตาม สินค้าทองคำเริ่มมีสัญญาณการหดตัวต่อเนื่องที่ -51.2% ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวม

    มูลค่านำเข้าสินค้าในเดือนเดียวกันอยู่ที่ 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 17.6% สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวถึง 195.1% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลสูงที่ -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อนาคตการส่งออกไทยในปี 2026 อาจหดตัวได้ โดยมาจากปัจจัยความชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอีกทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ.

    Source link

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailand-business-news.com/th/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588/276174-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581-%25E0%25B8%259E-%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gIDwRn0Sw1VgDV_l0g8h5

  • เช็กพยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 ชวนแพลนทริปฤดูใบไม้ผลิ

               พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 ชวนวางแผนเที่ยวล่วงหน้า เตรียมสัมผัสความงดงามของดอกซากุระที่ผลิบาน นี่คือช่วงเวลาที่ไม่ควรพลาด

              พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 กลับมาเป็นสัญญาณชวนออกเดินทางอีกครั้ง สำหรับใครที่กำลังวางแผนทริปญี่ปุ่นในฝัน การได้ติดตามช่วงเวลาการผลิบานของซากุระคือหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวพิเศษยิ่งขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติกและสีชมพูอ่อนของดอกไม้ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเตรียมตัวออกไปสัมผัสเสน่ห์ญี่ปุ่นในแบบที่หลายคนเฝ้ารอ

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 บานเมื่อไหร่

              ข้อมูลจากเว็บไซต์ n-kishou.com ของ JMC ออกกำหนดการพยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    ภาพจาก : เว็บไซต์ n-kishou.com

              ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้ประกาศพยากรณ์การเริ่มบานและช่วงบานเต็มที่ของดอกซากุระฤดูกาลปี 2026 เป็นครั้งแรก ครอบคลุมจุดชมซากุระพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ ราว 1,000 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ฮอกไกโดไปจนถึงคาโกชิมะ

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

              โดยปีนี้มีความพิเศษตรงที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการพยากรณ์ระยะยาว ทำให้สามารถประกาศข้อมูลได้เร็วขึ้นกว่าปกติจากเดิมที่มักจะเผยแพร่ในเดือนมกราคม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่ต้องการข้อมูลล่วงหน้าอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

    ภาพรวมการบานซากุระญี่ปุ่น 2026

              ฤดูใบไม้ผลิปีนี้มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ส่งผลให้ซากุระในญี่ปุ่นตอนเหนือและตะวันออกมีแนวโน้มบานเร็วขึ้น ขณะที่ฝั่งตะวันตกจะบานใกล้เคียงค่าเฉลี่ย โดยคาดว่าจะเริ่มบานราววันที่ 19 มีนาคม เร็วกว่าปกติประมาณ 5 วันในโตเกียวและนาโกย่า และราว 6 วันในกิฟุ ก่อนจะทยอยบานลงสู่ชิโกกุ คิวชู และจูโกกุ

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

              เมื่อแยกตามภูมิภาค ญี่ปุ่นตอนเหนือและตะวันออกจะได้รับอิทธิพลจากอากาศอุ่นช่วงเดือนมีนาคม ทำให้ซากุระเติบโตเร็วและบานก่อนกำหนด ส่วนญี่ปุ่นตะวันตก แม้ช่วงต้นปีจะอากาศเย็นกว่าปกติเล็กน้อย แต่ความอบอุ่นในเดือนมีนาคมจะช่วยชดเชย ทำให้ช่วงบานโดยรวมใกล้เคียงกับปีปกติ

    +++ พยากรณ์ซากุระบานตามเมืองหลัก

    • โตเกียว / นาโกย่า : ประมาณ 19 มีนาคม

    • ฟุกุโอกะ : ประมาณ 20 มีนาคม

    • โอซาก้า : ประมาณ 24 มีนาคม

    • เซนได : ประมาณ 5 เมษายน

    • ซัปโปโร : ประมาณ 28 เมษายน

              *** ข้อมูลพยากรณ์วันบาน วันบานเต็มที่ รวมถึงตัวชี้วัดการเติบโตของดอกซากุระ สามารถติดตามได้ผ่านเว็บไซต์สภาพอากาศ Otenki Navigator

    จุดยอดนิยมชมซากุระญี่ปุ่น

              จุดยอดนิยมชมซากุระญี่ปุ่นมีอยู่ทั่วประเทศ แต่ละที่มีเสน่ห์ต่างกันไป นี่คือสถานที่ไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติไปเยือนทุกปี เช่น 

    • สวนอุเอโนะ (Ueno Park) หนึ่งในจุดชมซากุระที่ดังที่สุด มีต้นซากุระกว่า 1,000 ต้น เรียงรายตลอดทางเดิน บรรยากาศคึกคัก เหมาะกับการเดินเล่นและปิกนิก

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    ภาพจาก : Blue Sky imagery / shutterstock.com

    • แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) โตเกียว ซากุระสองฝั่งแม่น้ำบานสะพรั่งเป็นอุโมงค์สีชมพู โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงกลางคืนที่มีไฟประดับ โรแมนติกมาก

    • ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle Park) ชมซากุระพร้อมวิวปราสาทญี่ปุ่นสุดคลาสสิก พื้นที่กว้าง เดินเที่ยวสบาย เหมาะกับครอบครัว

    • ภูเขาโยชิโนะ (Mount Yoshino) หนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น มีซากุระหลายหมื่นต้น บานไล่ระดับตามไหล่เขา งดงามราวภาพวาด

    • สวนมารุยามะ (Maruyama Park) ไฮไลต์คือซากุระต้นใหญ่กลางสวนที่มีการประดับไฟยามค่ำคืน ให้บรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างแท้จริง

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    ภาพจาก : Sanga Park / shutterstock.com

    • ทางเดินนักปรัชญา (Philosopher’s Path) เส้นทางเดินเลียบคลอง เงียบสงบ เหมาะกับการเดินชมซากุระแบบชิล ๆ ถ่ายรูปสวยทุกมุม

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    • ปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) จุดเด่นคือซากุระสะท้อนน้ำรอบคูปราสาท และกลีบดอกที่ลอยเต็มผิวน้ำ เป็นภาพสวยระดับตำนาน

    • สวนโกเรียวคาคุ (Goryokaku Park) ชมซากุระในสวนรูปดาวห้าแฉกจากมุมสูง บานช้ากว่าภาคอื่น เหมาะสำหรับคนที่พลาดช่วงต้นฤดู

    • คลองโอคาซากิ (Okazaki Canal) ล่องเรือชมซากุระสองฝั่งคลอง เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สุดโรแมนติกในฤดูใบไม้ผลิ

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    • สวนชินจูกุเกียวเอน (Shinjuku Gyoen) มีซากุระหลายสายพันธุ์ ทำให้ชมได้ยาวนานกว่าที่อื่น บรรยากาศสงบ เป็นระเบียบ เหมาะกับสายถ่ายรูป

              พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 คือสัญญาณให้เริ่มวางแผนการเดินทางอีกครั้ง เตรียมพบความงดงามของฤดูใบไม้ผลิที่หลายคนรอคอย ^ ^

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ซากุระ ญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่น เที่ยวต่างประเทศ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ Otenki Navigator, เว็บไซต์ n-kishou.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297738.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Au3ZNjnxxsxDhAtC-KBN

  • เอกชนเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คลังคาด “จีดีพี” ปี 69 โตแค่ 2%

    เอกชนเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คลังคาด “จีดีพี” ปี 69 โตแค่ 2%

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2569 อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 2% โดยปัจจัยการเติบโตเป็นผลจากไตรมาสแรกของปีนี้ มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น จากการเลือกตั้ง เทศกาลปีใหม่ ต่อเนื่องถึงช่วงสงกรานต์ และเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้ว จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกครั้ง

    “ยอมรับว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะยุบสภาเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้หลายเรื่องที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ แต่เชื่อว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วเสร็จ จัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว เชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องเร่งคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีใหม่ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570 – 2573 นั้น มีเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ว่าเป็นการทยอยขึ้นเป็นขั้นบันได จาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2570 และ 10% ในปี 2567 หรือจะปรับขึ้นครั้งเดียว 3% ต้องรอรัฐบาลใหม่มาพิจารณา และสภาพเศรษฐกิจของประเทศด้วย หากไม่ปรับขึ้นรัฐบาลก็ต้องหาช่องทางในการหารายได้เพิ่ม เนื่องจากรัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่าจีดีพีในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปีที่ผ่านมา ที่คาดว่าเติบโต 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก หลายอุตสาหกรรมใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% จากปัญหาสินค้าลักลอบนำเข้าและราคาถูกจากต่างประเทศ

    ขณะที่เอสเอ็มอีเผชิญต้นทุนสูง ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวจำกัด ภาคส่งออกคาดหดตัว -1.5 ถึง -0.5% จากสงครามการค้า มาตรการกีดกันทางการค้า และความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

    ส่วนโครงสร้างส่งออกยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน เพิ่มภาระต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด มูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ใน 9 เดือนแรก โดยเสนอรัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมสู่มูลค่าเพิ่มสูง ส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด

    “ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม”

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของเอสเอ็มอี ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    สำหรับภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปีนี้ อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดน 140,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

    สำหรับในปีนี้ ยังมีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี ที่ผ่านมา ที่มีมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท จาก 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ 980,000 ล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

    “ผมมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุนการใช้นวัตกรรม (R&D) รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาเอสเอ็มอี การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ”

    ที่สำคัญ ประเทศไทยควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

    นายเกรียงไกรกล่าวว่า ในปีนี้ จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1. Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2. Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 3. Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2906036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eO00ObWKzM-O8F1H-Pwhv

  • ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69  เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69 เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    Economics

    06 ม.ค. 2026 เวลา 7:02 น.

    ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69  เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    “เอกนิติ” กางแผนมาตรการเศรษฐกิจช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล มั่นใจมาตรการ “Quick Win” หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจต่อเนื่อง เผยเปิดลงทะเบียนแก้หนี้ NPL วันนี้ช่วยลูกหนี้รายย่อย และเร่งเครื่องลงทุน BOI หวังดัน GDP ปีนี้โตแตะ 2%

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางการคลัง ที่เป็นมาตรการใหม่ถือว่ามีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้มีการยุบสภา และอยู่ระหว่างการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยในระหว่างที่รอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมีหน้าที่ในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน ซึ่งมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลานี้ยังคงอาศัยมาตรการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ มาตรการเร่งรัดการลงทุน รวมทั้งมาตรการแก้หนี้สำหรับผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่เริ่มมีการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการขับเคลื่อนประเทศในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ ว่า กระทรวงการคลัง ได้เตรียมความพร้อมและอนุมัติมาตรการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยมาตรการต่างๆเป็นผลจากมาตรการ Quick Big Win ที่มีการอนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99% ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

    โดยมาตรการต่างๆที่มีรายละเอียดการดำเนินงานได้แก่

    1.) มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรมและสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) ที่จะเดินทางไปจัดประชุมและสัมนาในต่างจังหวัด โดยให้มีการจัดในช่วงต้นปีนี้เลยเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี

    2.) มาตรการแก้หนี้ โดยในวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกสำหรับ “มาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่เข้าโครงการและมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 

    3.) มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทในการดำเนินการเพื่อช่วยเติมสภาพคล่องให้กับกลุ่ม SME ได้ 

    และ 4.) เร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีเม็ดเงินรวมหลายแสนล้าน ในด้านการลงทุน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ และได้มีการออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน

    “ในส่วนนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในช่วงก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รวมกับมาตรการที่วางรากฐานไว้ล่วงหน้า จาก Quick Big Win ที่อนุมัติโครงการไปแล้วกว่า 99% จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังจาภายนอกประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว 

    เมื่อถามว่าหน่วยงานเศรษฐกิจทั้งสภาพัฒน์และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า GDP ปีนี้จะต่ำกว่า 2% นายเอกนิติ กล่าวว่าตรงนี้รัฐบาลพยายามทำงานอยู่เพื่อให้มาตรการต่างๆลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุดซึ่งตนเองยังมั่นใจว่าจะโตได้ใกล้เคียงหรือว่าถึงเป้าหมายที่วางไว้ให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 2%

    โครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เพิ่งปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมาว่า ถือว่าเป็นโครการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

    โดยโครงการคนละครึ่งพลัสนี้สามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้กว่า 84,000 ล้านบาท โดยจากการประเมินเบื้องต้นพบว่าช่วยดัน GDP ทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาดำเนินการสั้นๆ ก็ตาม

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของโครงการนี้คือมีค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) ที่สูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวสู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง

    โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15-16% เท่านั้นที่เหลือเป็นการใช้จ่ายในต่างจังหวัด โดยการที่เงินลงไปถึงมือชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ทำให้การรั่วไหลของเงินออกไปนอกระบบหรือการนำไปชำระหนี้มีน้อย ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1215212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c3m7MXnkmkpL6NXtaCMz-