Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอสซีจี ผนึกพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เอสซีจี ผนึกพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    เอสซีจี ผนึกพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอสซีจี ผนึกพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เอสซีจี ผสานพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยReinvent Thailand, Rejuvenate SMEsมุ่งพลิกโฉม SMEs ดันเศรษฐกิจไทยโต5%

    นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน ”Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” ซึ่งเอสซีจีและเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีความร่วมมือในการผลักดันแนวคิดและการดำเนินงาน “Reinvent Thailand” โดยมุ่งหวังที่จะร่วมกันสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรงและยั่งยืน 

    “ประเทศไทยเผชิญภาวะวิกฤต GDP โตต่ำสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วน SMEs ในเศรษฐกิจไทยต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวกระโดด สู่ Smart Industry ต่อยอดศักยภาพปัจจุบันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมทั้งพัฒนา Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่ โดยมีทุน 3 ด้านเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) พัฒนาทักษะแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมของอนาคต ทุนข้อมูล (Information Capital) ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทุนองค์กร (Organization Capital) ระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่ที่ทำให้ SMEs เข้า Global value chain ได้จริง

    หัวใจการพลิกโฉม SMEs เน้น 5 กลยุทธ์ คือ 1. ปกป้องตลาดในประเทศ :ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกันสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ  2. ขยายการส่งออก : เร่งพลักดัน FTA และเครื่องมือช่วยเหลือด้านมาตรฐาน เพื่อการเข้าถึงคู่ค้า 3. ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง : ผลักดันการขยาย Direct Power Purchase Agreement (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) & Third Party Access (การขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า) และ Smart Logistics เพื่อให้ “ต้นทุนแข่งขันได้” 4. ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น : ลดเวลาและค่าใช้จ่ายแฝง ให้ SMEs ทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น  5. ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน (PPPP) : ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ R&D เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโตไปด้วยกัน

    พลังขับเคลื่อนจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องผสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ด้วยโมเดล Public Private People Partnership (PPPP Model) ดังผลสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ผสานความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน กว่า 50 องค์กร ที่เปลี่ยนการนำเข้าถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดในประเทศ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูป่าชุมชน ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ SMEs ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยสร้างรายได้กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โมเดลนี้พร้อมสำหรับการขยายผลต่อไปในระดับประเทศ ซึ่งจะสามารถเพิ่ม GDP และสร้างรายได้มากกว่า 300,000 – 400,000 ล้านบาท”

    “หากเกิดความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและร่วมใจกันพลิกโฉม SMEs ไทย เพื่อให้ SMEs ได้รับประโยชน์เติบโตจาก 35% เป็นมากกว่า 50% ของ GDP และ GDP ไทยจะโต 4-5% ได้จริง” นายชนะ กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/462022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sS0A6WGQn2t_5PNCsSZnR

  • ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

    ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

    Finance

    ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

    14 ม.ค. 2026 เวลา 6:00 น.

    ธปท.ห่วงเศรษฐกิจไทยภูมิคุ้มกันต่ำ หนี้ภาคธุรกิจสูงขึ้น ชี้นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่อาจพาเศรษฐกิจฟื้นได้ ต้องเร่งปรับโครงสร้าง ควบคู่การใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดกับดักเติบโตต่ำระยะยาว “ศุภวุฒิ” ชี้โลกป่วนเตือนไทยเร่งต้องปรับตัวรับแรงกระแทกจากสหรัฐ

    • ธปท.ชี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งผลิตภาพต่ำ ขาดการลงทุนใหม่ และสังคมสูงวัย ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดลง และมีภูมิคุ้มกันต่ำ
    • กังวลหนี้เอกชนที่พุ่งสูง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และหนี้ภาคธุรกิจที่เผชิญความท้าทายในการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้
    • แถมปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งในมิติของการเงิน รายได้ และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ
    • ซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาคอร์รัปชัน และเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่แผ่วลง 

    ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง” เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้นแต่เป็นปัญหา “เชิงโครงสร้าง” ทั้งผลิตภาพต่ำ ขาดลงทุนใหม่ หนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคธุรกิจพุ่งการเมืองไม่แน่นอน ท่ามกลางเครื่องยนต์เศรษฐกิจแผ่วลงชัด

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาใหญ่แห่งปี KKP Year Ahead 2026 ว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาชั่วคราว แต่กำลังอยู่บนปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สั่งสมมานานภายใต้ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง Productivity ที่ต่ำ และไม่มีการลงทุนใหม่ๆ มาหลายปี

    ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ระยะยาว ไม่เพียงเท่านั้นปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง

    แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ หนี้ครัวเรือนที่สูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ ภาคธุรกิจเองก็มีหนี้สูงเช่นกัน โดยปีนี้มีความท้าทายมากในเรื่องการรีไฟแนนซ์ (Refinance) หุ้นกู้ในบางส่วน

    นอกจากนี้ ยังเผชิญความเหลื่อมล้ำรุนแรง และไทยเหลื่อมล้ำสูงมากทั้งในแง่การเงิน รายได้ และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ

    อีกทั้งสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ที่ 3% เหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยโดยความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีไปหลายคน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย 

    นอกจากนี้ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชัน และทุนเทา รวมถึงปัญหาเรื่อง Corporate Governance และการทุจริตในเมืองไทยรุนแรงมาก หากแก้ไม่ได้จะก้าวต่อไปลำบาก รวมถึงปัญหาเรื่องทุนสีเทาที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

    หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย มองว่า “จีดีพี” และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่แผ่วกำลัง หากดูกราฟการเติบโต GDP ที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยในอดีตเคยเติบโตเฉลี่ยที่ 5% แล้วลดลงมาเป็น 4%, 3% และปัจจุบันเหลือเพียง 2% เท่านั้น

    “ปีนี้คาดว่า GDP จะอยู่ที่ประมาณ 2.2% ส่วนปีหน้าอาจจะอยู่ที่ 1.5-1.7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น 2.7% การส่งออกในปีนี้มีปัญหาเนื่องจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว การบริโภคก็ลดต่ำลงจากเดิมที่เคยโต 5% เหลือเพียง 1-2% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณปีหน้าที่อาจล่าช้าไป 1 ไตรมาส จากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ท่องเที่ยวจะภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดไปแล้ว ประเทศไทยยังถือว่าฟื้นตัวได้ช้ากว่า ดังนั้น วันนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่อยู่ด้วยบุญเก่าที่ใช้อุตสาหกรรมเก่า และเทคโนโลยีเก่า ซึ่งน่ากังวลอย่างมากในระยะยาว”

    ประเด็นที่น่าห่วง และน่ากังวลคือ สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 36 เดือน หรือ 3 ปี ในขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ยังมีขึ้นมีลงบ้าง เมื่อสินเชื่อไม่เติบโต ปริมาณเงินในระบบที่ควรจะถูกสร้างขึ้นมาก็หายไป

    สิ่งนี้สะท้อนว่า SME กำลังมีปัญหาหนัก และหากไม่ได้รับการแก้ไข เครดิตคอร์ส (Credit Cost) ที่สูงจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม

    • ดอกเบี้ยมีข้อจำกัดกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในมุมของข้อจำกัดของนโยบายการเงินปัจจุบัน ยอมรับว่าข้อจำกัดอย่างมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะมีคนเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยของไทย 1.25% ถือว่าระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น เท่านั้น

    “หากดูสถิติการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมารวม 1% หรือลด 4 ครั้งที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.18% ในเวลา 2 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะปัญหาปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้แก้ได้ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หรือหาก ธปท.ลดดอกเบี้ยลง 0.50% จะช่วยเพิ่มเงินเฟ้อได้เพียง 0.1% เท่านั้น

    ดังนั้น ธปท.จึงต้องขยับบทบาทจากเดิมที่เน้นเพียงแค่รักษาเสถียรภาพ มาเป็นผู้ลงมือทำมากขึ้นไม่เป็นเพียงผู้ที่นั่งวิเคราะห์ปัญหาอยู่บนหอคอยอีกต่อไป แต่จะใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted) เข้าไปแก้ปัญหาใน Real Sector

    สำหรับมาตรการที่ ธปท.ทำในปัจจุบัน เช่น มาตรการแก้หนี้ และพยุงเศรษฐกิจรายย่อย ทั้ง การช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียต่ำกว่าแสนบาท ที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ 1 ล้านคน ออกจากวังวนหนี้ได้ หรือโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ที่เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่เพื่อช่วย SME ในกลุ่มที่มีศักยภาพ

    • เร่งคุมเพดานซื้อขายทองสกัดเงินบาทแข็งค่า

    สิ่งถัดมาที่ ธปท.ดูแลค่าเงินบาท และการจัดการทุนเทา โดยยอมรับว่าการเข้าไปดูแลเงินบาทในปัจจุบันหรือแทรกแซงค่าเงินมีข้อจำกัดจากข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐที่เฝ้าระวังไม่ให้ประเทศคู่ค้าบิดเบือนค่าเงินเพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทอย่างมากในปัจจุบันคือ การซื้อขายทองคำ ที่การซื้อขายทองคำในไทยมีมูลค่าสูงถึง 50-60% ของ GDP โดยเฉพาะ 15 รายใหญ่ ที่ซื้อขายทองบนแอปพลิเคชัน เช่นล่าสุดที่พบว่าหนึ่งรายมีรายได้เกิน 5 ล้านล้านบาทซึ่งสูงมาก เทียบกับจีดีพีประเทศที่อยู่ 18 ล้านล้านบาท

    “ปัจจุบันพบวอลุ่มการเทรดทอง 250,000 ล้านบาทต่อวัน มากกว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยที่เทรดเฉลี่ยเพียง 40,000 ล้านบาทต่อวันหลายเท่าตัว”

    ทั้งนี้ ตัวที่กระทบต่อค่าเงินบาทคือ การเทรดทองผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 35% ของการเทรดทั้งหมด ร้านทองจะต้องทำ Position ป้องกันความเสี่ยงด้วยดอลลาร์ การขายดอลลาร์จำนวนมหาศาลในคราวเดียวทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ดังนั้น มาตรการใหม่ที่ ธปท.ดำเนินการจะแก้ประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้อำนาจ ธปท.ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชัน เนื่องจากมีผลกระทบต่อค่าเงิน โดยจะประกาศช่วงวันที่ 23-29 ม.ค.นี้ เพื่อกำหนดลิมิตการซื้อขายทองที่มีปริมาณ เช่น 50-100 ล้านบาทขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

    • จ่อคุมแลกเงินสด “ปราบเงินเทา”

    ทั้งนี้ ล่าสุด ธปท.ได้มีการขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารของรัฐทุกแห่ง และจะออกหนังสือเวียนเร็วๆ นี้ เพื่อให้ช่วยกันดูแลการแลกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ

    โดยเฉพาะการแลกเงินจำนวนมากในรูปแบบที่น่าสงสัย เช่น การขอแลกเงินหลักล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะ ธนบัตรใบละ 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท เช่นในช่วงเลือกตั้งที่ใช้เงินสดค่อนข้างมากกว่าช่วงปกติ เนื่องจากปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้มีอำนาจในการห้ามแลกเงินสด

    ดังนั้นช่วงแรกๆ จะเน้นการขอความร่วมจากแบงก์ ให้ช่วยกันสังเกต หากพบว่าธุรกรรมใดมีลักษณะผิดปกติ ก็ขอให้รายงานเข้ามาเพื่อให้ ธปท.สามารถเข้าไปติดตามเส้นเงินต่อได้

    ทั้งนี้คาดว่าภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า ธปท.จะแก้กฎหมายเพื่อให้เข้าไปป้องปรามธุรกรรมลักษณะนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมเงินสด ซึ่งต่างจากการทำธุรกรรมผ่านระบบโอนเงิน เพราะการโอนเงินผ่านระบบการเงินมีความปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบเส้นทางเงินได้ชัดเจน

    “ในอดีตจะถูกรายงานไปหน่วยงานอื่น เช่น ปปง.แต่ไม่รายงานมา ธปท.ทำให้ ธปท.ไม่เห็นข้อมูล ดังนั้น ธปท.พยายามขยายการเข้าถึงข้อมูล โดยจะเข้าไปดูธุรกรรมขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเกินความจำเป็น โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งที่ยอมรับว่าการแลกเงินสดสูงขึ้น”

    • โลกป่วนเตือนไทยเร่งต้องปรับตัว

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ประเด็นความเสี่ยงภาษี และสถานการณ์ระหว่างประเทศ กรณีการเก็บภาษีของสหรัฐกับอิหร่านยังประเมินไม่ชัด เนื่องจากต้องรอรายละเอียดเชิงปฏิบัติจากสหรัฐ และไทยค้าขายกับอิหร่านสัดส่วนน้อยมากจึงไม่น่ากระทบอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ การเจรจาการค้ากับสหรัฐ แม้กรณีศาลฎีกาสหรัฐตีความว่าการเก็บภาษีบางอย่างผิดกฎหมาย และต้องยกเลิก แต่สหรัฐยังใช้มาตรการอื่นมาทดแทนได้ และไทยต้องเตรียมพร้อมไว้

    “ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐใกล้ 50,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น อย่าคาดหวังว่าคำตัดสินของศาลจะทำให้ปัญหาจบลง เพราะทรัมป์มีเครื่องมือ และแนวทางดำเนินการได้หลากหลายมาก”

    ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐจะอยู่รอดในลักษณะใด เพื่อให้เอกชนสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ และการลงทุนในอนาคตได้

    • “แต่ปัญหาที่น่ากลัวจริงๆ คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1-2% ต่อปี เหมือนการถีบจักรยานที่ช้าเกินไป ซึ่งมีโอกาสล้มได้ง่าย ปัญหาของไทยในเวลานี้คือจักรยานกำลังถีบช้าเกินไป และนั่นเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า เราต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้จีดีพีกลับมาเติบโตได้จริงที่ระดับ 4-5% ต่อปี ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างสมดุล และไม่ล้มง่าย”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1216462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VNJ1a6ZtIkwI34AvXOZ-g

  • ดัชนีเช้านี้เปิดบวก 5.54 จุด แนะติดตามนโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ดัชนีเช้านี้เปิดบวก 5.54 จุด แนะติดตามนโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เปิดตลาดหุ้นไทยภาคเช้าของวันที่ 14 ม.ค. 69 ดัชนีเปิดที่ 1,240.84 จุด เพิ่มขึ้น 5.54 จุด มูลค่าซื้อขาย 3,368.26 ล้านบาท โดย InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX คาดช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1,230-1,300 จุด ปัจจัยในประเทศติดตานโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อความคาดหวังเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศงบ 4Q68 ของกลุ่มธนาคาร 

    ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ซึ่งอาจมีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ ศาลฎีกาสหรัฐ อาจมีคําตัดสินคดีภาษีทรัมปในวันที่ 14 ม.ค., ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและเหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านที่มีผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน, กรณี ปธน.ทรัมป์ ส่งสัญญาณต้องการให้สหรัฐครอบครองกรีนแลนด์ ที่อาจกดดันความสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรป ตึงเครียดเพิ่มขึ้น รวมทั้งจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สําคัญ อาทิ CPI, PPI และยอดค้าปลีก ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนํา “Selective Buy”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5499250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rNVawh56Pg7oFYC3rP5K3

  • หอการค้าไทย ถก เพื่อไทยแลกนโยบายเศรษฐกิจ วางโจทย์ประเทศ

    หอการค้าไทย ถก เพื่อไทยแลกนโยบายเศรษฐกิจ วางโจทย์ประเทศ

    ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเสาหลักสนับสนุนที่เข้มแข็ง โดยเสาหลักแรกคือการสร้าง ความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาที่ยึดเป้าหมายความยั่งยืนตามกรอบ SDGs 2030 เสาหลักที่สองคือการเสริมสร้าง หลักนิติธรรม (Rule of Law) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความคล่องตัว การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้านกฎหมายและการยกระดับดัชนีหลักนิติธรรมของประเทศ เสาหลักที่สามคือการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    หอการค้าไทย ถก เพื่อไทยแลกนโยบายเศรษฐกิจ วางโจทย์ประเทศ

    ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและทันต่อบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เน้นประชานิยมโดยเอาเงินไปสร้างงาน และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม พร้อมเดินหน้าจัดการปัญหาทุนสีเทา การทุจริตคอร์รัปชัน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย     
    ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญของประเทศในระยะต่อไป มิได้อยู่ที่การขาดแคลนนโยบายหรือแนวคิดใหม่ หากแต่อยู่ที่ศักยภาพในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบประสิทธิผลได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง

    หอการค้าไทย ถก เพื่อไทยแลกนโยบายเศรษฐกิจ วางโจทย์ประเทศ

    หอการค้าไทยจึงได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ได้แก่

    1. การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สามารถดำเนินการได้จริงและต่อเนื่อง 

    2. การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 

    3. โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ 

    4. การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ 

    5. การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ 

    6. การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง    

    หอการค้าไทย ถก เพื่อไทยแลกนโยบายเศรษฐกิจ วางโจทย์ประเทศ     
    นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังย้ำถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงระบบราชการ การลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ รวมถึงการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ
        
    หอการค้าไทยได้เชิญพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมเวที “เสวนา Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 ณ ห้องไทรทอง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, “งานแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจ ต่อนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย” ในวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 ณ ห้องราชเทวี 1 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ และ “เสวนานโยบายพรรคการเมือง โค้งสุดท้าย กำหนดอนาคตประเทศไทย” ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 15 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารประเทศต่อภาคเอกชนและสาธารณชน อันจะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและสะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JnXQ4DwYVdyrhSAcHrqN8

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เพื่อตอบโต้การตัดสินใจล่าสุดของรัฐสภายุโรป

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เพื่อตอบโต้การตัดสินใจล่าสุดของรัฐสภายุโรป

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เพื่อตอบโต้การตัดสินใจล่าสุดของรัฐสภายุโรป

    ดร.ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุในข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า

    ตลอดระยะเวลากว่าสองปีของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วราว 70,000 คน กลับไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้รัฐสภายุโรปดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมใด ๆ ต่ออิสราเอล ทั้งที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม แต่ยังสามารถเดินทางผ่านน่านฟ้ายุโรปได้อย่างเสรี

    ขณะเดียวกัน เหตุความไม่สงบที่ใช้ความรุนแรงในอิหร่านเพียงไม่กี่วัน กลับเพียงพอให้รัฐสภายุโรปตัดสินใจห้ามนักการทูตอิหร่านเข้าสู่รัฐสภาของตน

    ประชาชนไม่ใช่คนโง่ พวกเขาเห็นด้วยตาของตนเองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น อิหร่านไม่ได้มุ่งแสวงหาความเป็นปฏิปักษ์กับสหภาพยุโรป แต่จะตอบโต้ต่อมาตรการจำกัดใด ๆก็ตามที่ถูกบังคับใช้อย่างเหมาะสม

  • สาส์นเชิดชูของผู้นำการปฏิวัติอิสลามถึงประชาชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิหร่าน ภายหลังการชุมนุมครั้งใหญ่ในวันนี้ 12 เดือนมกราคม 2026

    สาส์นเชิดชูของผู้นำการปฏิวัติอิสลามถึงประชาชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิหร่าน ภายหลังการชุมนุมครั้งใหญ่ในวันนี้ 12 เดือนมกราคม 2026

    อยาตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ได้ส่งสารแสดงความชื่นชมต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ของประชาชนผู้ทรงเกียรติแห่งอิหร่าน จากการชุมนุมอย่างกว้างขวางในวันนี้ และวันที่เป็นประวัติศาสตร์ที่ได้ถูกสร้างขึ้น โดยท่านได้เน้นย้ำว่า ประชาชนอิหร่านได้แสดงให้ศัตรูเห็นถึงตัวตน ความมุ่งมั่น และอัตลักษณ์ของตนเอง และนี่คือคำเตือนถึงนักการเมืองสหรัฐอเมริกาให้ยุติการหลอกลวง และอย่าพึ่งพาผู้รับใช้ทรยศอีกต่อไป

    🖼 เนื้อความสารของผู้นำการปฏิวัติอิสลามถึงประชาชนอิหร่าน มีดังนี้:

    ✍️ ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานี
    ✏️ ประชาชนผู้ทรงเกียรติแห่งอิหร่าน!

    ✏️ วันนี้พวกท่านได้กระทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ และได้สร้างวันหนึ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ การชุมนุมอันมโหฬารและเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่นี้ ได้ทำให้แผนการของศัตรูต่างชาติ ซึ่งตั้งใจจะดำเนินการผ่านผู้รับใช้ภายในประเทศ ล้มเหลวลง

    ✏️ ประชาชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิหร่าน ได้แสดงตัวตน ความพยายาม และอัตลักษณ์ของตนต่อหน้าศัตรู นี่คือคำเตือนถึงนักการเมืองสหรัฐอเมริกาให้ยุติการหลอกลวง และอย่าอาศัยพึ่งพาผู้รับใช้ที่ทรยศ

    ✏️ ประชาชนอิหร่านเข้มแข็งและทรงพลัง มีความตื่นรู้ รู้เท่าทันศัตรู และพร้อมอยู่ในสมรภูมิในทุกสถานการณ์

    ✏️ ขอพระผู้เป็นเจ้าประทานความเมตตาของพระองค์แก่พวกท่านทุกคน

    ✍️ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี
    12 มกราคม 2026

  • ประธานรัฐสภา ในการชุมนุมอย่างองอาจของประชาชน เพื่อประณามเหตุการณ์ก่อการร้ายล่าสุด ณ จัตุรัสการปฏิวัติอิสลาม กรุงเตหะราน กล่าวว่า

    ประธานรัฐสภา ในการชุมนุมอย่างองอาจของประชาชน เพื่อประณามเหตุการณ์ก่อการร้ายล่าสุด ณ จัตุรัสการปฏิวัติอิสลาม กรุงเตหะราน กล่าวว่า

    ประธานรัฐสภา ในการชุมนุมอย่างองอาจของประชาชน เพื่อประณามเหตุการณ์ก่อการร้ายล่าสุด ณ จัตุรัสการปฏิวัติอิสลาม กรุงเตหะราน กล่าวว่า
    🔸ประชาชนอิหร่านเป็นประชาชนที่ยืนหยัดอย่างอิสระ และจะไม่ยอมก้มหัวต่อความอยุติธรรม
    🔸ในเดือนโครดดอดปีนี้ พวกเราได้ประสบกับการรุกรานทางทหารจากศัตรู
    🔸เป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกาในการโจมตี คือการแบ่งแยกอิหร่านออกเป็นส่วน ๆ
    🔸วันนี้ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นประเทศที่เข้มแข็ง ทรงพลัง และเป็นอิสระ
    🔸ระบอบไซออนิสต์ไม่ยอมให้ประเทศอิสลามใดก็ตามก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ
    🔸ปัญหาของศัตรู คือการดำรงอยู่ของอิหร่านที่เข้มแข็งและเป็นเอกราช
    🔸เป้าหมายของศัตรูคือการเปิดฉากสงครามทางทหาร และหวังว่าในช่วงสองถึงสามวันแรก จะเกิดการจลาจลภายในประเทศ จนนำไปสู่สงครามกลางเมือง
    🔸แต่ในช่วงเวลานั้นเอง ประชาชนของเรากลับแสดงพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียว และตั้งแต่วันที่ห้าของสงคราม รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เริ่มแสวงหาการพบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน
    🔸แกนหลักของประชาชนอิหร่านกว่า 90 ล้านคน ไม่ว่ามีแนวคิดทางการเมืองหรือศาสนาใด ต่างยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียว ต่อหน้าศัตรูต่างชาติ ในสงครามสิบสองวัน
    🔸ข้าพเจ้ามีหน้าที่ต้องก้มศีรษะด้วยความเคารพต่อสำนึกทางประวัติศาสตร์และความตื่นรู้ของประชาชนอิหร่าน และพร้อมอุทิศชีวิตให้กับประชาชนเช่นนี้—ประชาชนที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงในวันที่ยากลำบากที่สุด

  • โมเมนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอิหร่าน กล่าวถึงเหตุการณ์ล่าสุดว่า

    โมเมนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอิหร่าน กล่าวถึงเหตุการณ์ล่าสุดว่า

    โมเมนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอิหร่าน กล่าวถึงเหตุการณ์ล่าสุดว่า

    คนที่ไม่ยอมให้ประชาชนแสดงการประท้วงอย่างสงบได้ แท้จริงแล้วคือกลุ่มคนส่วนน้อยกลุ่มเดียวกันนี้เอง ที่รีบดึงการประท้วงไปสู่การทำลายล้าง ความวุ่นวาย การก่อจลาจล และการก่อการร้าย ในอดีตก็เป็นแบบนี้เช่นกัน ประชาชนมีข้อเรียกร้องและแสดงออกอย่างสงบ แต่ในตอนท้ายกลับมีคนบางกลุ่มเข้ามาบิดเบือนสถานการณ์ โดยใช้ความรุนแรง ทั้งอาวุธมีดหรืออาวุธปืน

    ผู้ที่ไม่ยอมให้เสียงของประชาชนถูกได้ยิน ไม่ใช่รัฐบาลหรือระบบของรัฐ แต่คือพวกก่อจลาจล รัฐธรรมนูญของเราเองก็ยอมรับสิทธิในการประท้วง และรัฐบาลก็ประกาศหลายครั้งแล้วว่ายอมรับการประท้วง

    เขากล่าวต่อว่า ผู้ก่อความไม่สงบคิดว่าเพียงแค่เหตุการณ์เล็กน้อยก็จะทำให้เป้าหมายของตนสำเร็จ และประเทศจะเผชิญวิกฤตร้ายแรง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างสิ้นเชิง น่าเสียดายว่าในการประท้วงครั้งล่าสุดนี้ เราเห็นว่ามีกลุ่มฉวยโอกาสบางกลุ่ม นำขบวนการที่เริ่มต้นจากข้อเรียกร้องอันชอบธรรมของประชาชน ไปสู่การทำลายล้าง การก่อการร้าย การเผาอาคาร รถสาธารณะและรถส่วนบุคคล แม้แต่รถกู้ภัยก็ยังถูกโจมตี

    บุคคลบางส่วนได้รับการฝึกมาเพื่อดึงการชุมนุมไปในทิศทางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประชาชนได้แยกตัวและแยกจุดยืนของตนออกจากกลุ่มเหล่านี้อย่างชัดเจน

    รัฐมนตรีมหาดไทยย้ำว่า ประชาชนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาตกตะลึงกับขอบเขตของความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้แต่ศูนย์และหน่วยงานตำรวจยังถูกโจมตี และเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความมั่นคงจำนวนหนึ่งได้เสียชีวิตเป็นชะฮีด พวกเขาคือผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประเทศและประชาชน และไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจจนกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

    โมเมนีกล่าวต่อว่า รายงานต่าง ๆ ระบุว่าภาพรวมของสถานการณ์ความตึงเครียดและการทำลายล้างกำลังลดลง

    และขอย้ำอีกครั้งว่า ข่าวที่กล่าวว่าเมืองบางแห่งถูกยึดครองนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การที่เจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงต้องเสียชีวิต แสดงให้เห็นว่าพวกเขาใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ประชาชนร่วมชาติได้รับอันตราย

  • ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ กล่าวในช่วงเช้าวันนี้ในการพบปะกับประชาชนเมืองกุม

    ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ กล่าวในช่วงเช้าวันนี้ในการพบปะกับประชาชนเมืองกุม

    ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ กล่าวในช่วงเช้าวันนี้ในการพบปะกับประชาชนเมืองกุม

    ทุกคนพึงรู้ไว้ว่า สาธารณรัฐอิสลามจะไม่ยอมถอยต่อหน้าผู้ก่อความเสียหาย
    ชาติอิหร่านจะไม่ยอมรับการเป็นขี้ข้าของต่างชาติ

    ท่านอายาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ในการพบปะกับประชาชนเมืองกุม กล่าวว่า:

    เมื่อคืนที่ผ่านมาในกรุงเตหะราน และในบางพื้นที่อื่น ๆ มีกลุ่มผู้ก่อการทำลายกลุ่มหนึ่งออกมาทำลายอาคารที่เป็นทรัพย์สินของประเทศของตนเอง ทั้งนี้เพื่อเอาใจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาให้พอใจ เพราะเขาได้พูดคำพูดที่ไร้สาระว่า หากรัฐบาลอิหร่านทำเช่นนั้น เขาจะเข้าข้างพวกคุณ คือเข้าข้างพวกผู้ก่อความไม่สงบและบุคคลที่เป็นอันตรายต่อประเทศ คนเหล่านี้ก็เอาคำพูดนั้นมาเป็นความฝันหวานของตน

    หากเขามีความสามารถ ก็จงไปบริหารประเทศของตนเองดีกว่า เพราะในประเทศของตัวเองก็มีเหตุการณ์หลากหลายเกิดขึ้น มือของเขาเปื้อนเลือดชาวอิหร่านมากกว่าหนึ่งพันคน ในสงคราม12วัน มีเพื่อนร่วมชาติของเรากว่าพันคน นอกเหนือจากบรรดาแม่ทัพ นักวิทยาศาสตร์ และบุคคลสำคัญต่าง ๆ ประชาชนทั่วไปจำนวนมากก็ถูกสังหารจนเป็นชะฮีด

    บุคคลผู้นี้กล่าวว่า “ผมเป็นคนสั่งการ ผมเป็นผู้บัญชาการในสงคราม” เท่ากับเป็นการยอมรับว่ามือของเขาเปื้อนเลือดชาวอิหร่าน แต่กลับมากล่าวอ้างว่า “ผมสนับสนุนประชาชนชาวอิหร่าน” ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ไร้ประสบการณ์ ขาดความใส่ใจ และไม่ไตร่ตรอง ก็กลับเชื่อ ยอมรับ และปฏิบัติตามความต้องการของเขา พวกเขาจุดไฟเผาถังขยะเพื่อให้เขาพอใจ

    ทุกคนจงรู้ไว้ว่า สาธารณรัฐอิสลามซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาด้วยเลือดของมนุษย์ผู้ทรงเกียรตินับแสน จะไม่ยอมถอยต่อหน้าผู้ก่อการทำลาย และจะไม่ยอมรับการเป็นลูกจ้างของต่างชาติ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม หากคุณกลายเป็นลูกจ้างของต่างชาติ และทำงานรับใช้ต่างชาติ ประชาชนจะปฏิเสธคุณ และระบอบอิสลามก็จะปฏิเสธคุณเช่นกัน

    ชายผู้นั้นที่นั่งอยู่ที่นั่นด้วยความหยิ่งผยอง ตัดสินชะตากรรมของคนทั้งโลก ก็ควรจะรู้ไว้ว่า โดยปกติแล้ว บรรดาทรราชและผู้โอหังในโลก เช่น ฟาโรห์ นัมรุด เรซอ ชาห์ โมฮัมหมัดเรซา และคนอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน เมื่ออยู่ถึงจุดสูงสุดแห่งความโอหัง พวกเขาก็ถูกโค่นล้มลง และผู้นี้ก็จะถูกโค่นล้มเช่นกัน

    เยาวชนที่รักทั้งหลาย จงรักษาศาสนาของพวกคุณ ความคิดทางการเมือง การมีส่วนร่วม ความพร้อม และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ จงรักษาความเป็นเอกภาพของพวกคุณไว้ รักษาความเป็นเอกภาพไว้ ชาติที่เป็นหนึ่งเดียวจะเอาชนะศัตรูทุกคนได้
    📅 9/1/2026