ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเสาหลักสนับสนุนที่เข้มแข็ง โดยเสาหลักแรกคือการสร้าง ความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาที่ยึดเป้าหมายความยั่งยืนตามกรอบ SDGs 2030 เสาหลักที่สองคือการเสริมสร้าง หลักนิติธรรม (Rule of Law) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความคล่องตัว การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้านกฎหมายและการยกระดับดัชนีหลักนิติธรรมของประเทศ เสาหลักที่สามคือการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและทันต่อบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เน้นประชานิยมโดยเอาเงินไปสร้างงาน และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม พร้อมเดินหน้าจัดการปัญหาทุนสีเทา การทุจริตคอร์รัปชัน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญของประเทศในระยะต่อไป มิได้อยู่ที่การขาดแคลนนโยบายหรือแนวคิดใหม่ หากแต่อยู่ที่ศักยภาพในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบประสิทธิผลได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง
หอการค้าไทยจึงได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ได้แก่
1. การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สามารถดำเนินการได้จริงและต่อเนื่อง
2. การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
3. โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ
4. การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ
5. การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ
6. การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังย้ำถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงระบบราชการ การลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ รวมถึงการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ
หอการค้าไทยได้เชิญพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมเวที “เสวนา Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 ณ ห้องไทรทอง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, “งานแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจ ต่อนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย” ในวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 ณ ห้องราชเทวี 1 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ และ “เสวนานโยบายพรรคการเมือง โค้งสุดท้าย กำหนดอนาคตประเทศไทย” ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 15 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารประเทศต่อภาคเอกชนและสาธารณชน อันจะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและสะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JnXQ4DwYVdyrhSAcHrqN8
