Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ชวนชิม พุทรา 3 รส กลางหุบเขาบ้านปากหมัน อิ่มละ 29 บาท เชื่อมโยงท่องเที่ยวภูอีเลิศ

    ชวนชิม พุทรา 3 รส กลางหุบเขาบ้านปากหมัน อิ่มละ 29 บาท เชื่อมโยงท่องเที่ยวภูอีเลิศ

    ภูมิภาค

    ชวนชิม พุทรา 3 รส กลางหุบเขาบ้านปากหมัน อิ่มละ 29 บาท เชื่อมโยงท่องเที่ยวภูอีเลิศ

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านปากหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย กำลังกลายเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวสายกินและสายธรรมชาติ ด้วยจุดเด่นของ “พุทรา 3 รส”บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ในหุบเขาเลียบแม่น้ำเหือง พรมแดนไทย-สปป.ลาว ที่ให้รสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครรสชาติ “หวาน-กรอบ-เปรี้ยว” ลงตัวด้วยสภาพภูมิประเทศ

    นายพิกุล เมินเมือง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ(ผรส.)เจ้าของสวนและผู้ดูแลกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน เปิดเผยว่า พุทราที่ปลูกในบริเวณนี้มีรสชาติโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่ปลูกตั้งอยู่กลางหุบเขาระหว่างจังหวัดเลย และเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี สปป.ลาว โดยมีแม่น้ำเหืองไหลผ่าน อากาศที่บริสุทธิ์และแร่ธาตุในดินทำให้พุทรามี 3 รสชาติ (หวาน กรอบ เปรี้ยว) ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
    โปรโมชั่นเอาใจนักท่องเที่ยว “กินอิ่มในสวน 29 บาท”

    สำหรับใครที่แวะมาเยี่ยมชม ทางสวนมีข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวชุมชน ดังนี้: ค่าเข้าชม:เพียง 29 บาทสามารถเดินเด็ดกินได้สดๆ จากต้นจนอิ่ม เต็มที่ และสามารถซื้อกลับบ้านได้ในราคากิโลกรัมละ 25 บาทโปรโมชั่นกลุ่มช่วงนี้ มาเที่ยวภูอีเลิศ มา 10 คนฟรี 1 คน หากต้องการราคาส่ง เมื่อซื้อเกิน 100 กิโลกรัม ลดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 20 บาท

    ขณะนี้มีพ่อค้าแม่ค้ามารับไปจำหน่ายในตัวเมืองเลยแล้วหลายร้อยกิโลกรัม โดยผลผลิตจะยังมีให้เก็บเกี่ยวได้อีกประมาณ 1 ถึง 1 เดือนครึ่งเท่านั้น

    ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม นอกจากสวนพุทราแล้ว บ้านปากหมันยังมุ่งเน้นการพัฒนาเป็น “แหล่งท่องเที่ยวชุมชน”อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “ภูอีเลิศ” (จุดชมทะเลหมอกสองแผ่นดิน) และส่งเสริม “โฮมสเตย์”ในชื่อ “เมินเมืองฟาร์มสเตย์”เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและอากาศบริสุทธิ์

    ทางด้าน นายประยูร  อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้ลงพื้นที่ไปร่วมกิจกรรม ชิมทั้ง 29 บาทจนอื่ม และได้ร่วมหารือแนวทางการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ และด้านท่องเที่ยวชุมชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    ติดต่อขอข้อเพิ่มเติม และชมสวนพุทราเมินเมืองฟาร์มสเตย์โทร. 098-398-5091 หรือ 087-096-3975 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/462084&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zjWS5hTxMgofKslfwEGT2

  • ‘จตุพร’ ควง ’แทนคุณ’ หาเสียงเยาวราช  ไหว้เจ้าแม่กวนอิม-วัดมังกร ชูท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    ‘จตุพร’ ควง ’แทนคุณ’ หาเสียงเยาวราช ไหว้เจ้าแม่กวนอิม-วัดมังกร ชูท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายจตุพร​ บุรุษพัฒน์​ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ พร้อมด้วยนายประภัสร์ จงสงวน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 1 พรรคโอกาสใหม่ ลงพื้นที่ถนนเยาวราช พบปะไทยเชื้อสายจีน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
    .

    นายจตุพร และคณะได้เดินเท้าจากศาลเจ้าเทียนฟ้ามูลนิธิ ผ่านถนนแปลงนามเพื่อไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดมังกรกมลาวาส โดยนายแทนคุณได้เตรียมเทวรูปเจ้าแม่กวนอิมมาให้นายจตุพรไหว้แทนธูป เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ด้วย 

    ระหว่างนายจตุพร ลงพื้นที่มีผู้ประกอบการให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จำนายแทนคุณได้ลงพื้นที่ทุกวัน วันละหลายรอบ พรรคนี้มีแต่คนหล่อ นายจตุพรจึงกล่าวตอบว่า “เดินทุกวันก็ต้องเลือกด้วยนะครับ”
    .
    นอกจากนี้ระหว่างการลงพื้นที่ยังได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ โดยนายจตุพรได้พูดแนะนำหมายเลข 44 เป็นภาษาอังกฤษ “forty four” ขณะที่นายแทนคุณ ได้พูดภาษาจีนแนะนำนักท่องเที่ยวคนจีนให้รู้จักนายจตุพรด้วย 

    นายจตุพร เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสตรีทฟู้ด เป็นสิ่งที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งพรรคโอกาสใหม่จะเพิ่มโอกาส ความสะอาด ความสะดวกสบายในการคมนาคม และความปลอดภัยให้กับผู้ประกอบการผ่านความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร อีกปัญหาสำคัญคือหนี้ครัวเรือน หากเราได้เข้าไปเป็นรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนในส่วนนี้
    .

    ขณะที่เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมายังถนนเยาวราชเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ผู้ประกอบการอย่าเอากำไรจากนักท่องเที่ยวมาก และขอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการจราจร เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญผู้ประกอบการภาครัฐจะต้องร่วมมือกัน เพราะหัวใจของตรุษจีนอยู่ที่ถนนเยาวราช
    .

    สำหรับวันนี้เป็นวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ในระดับสีแดง เนื่องจากอากาศปิดประกอบกับควันจากการจราจรมีจำนวนมาก ทำให้สภาพอากาศเหมือนฝาชีครอบ สอดคล้องกับนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ที่ต้องการแก้ปัญหาเรื่องภัยพิบัติ อาทิ การใช้ขนส่งสาธารณะ เปลี่ยนรถราชการใช้รถพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด และลดการจุดธูปในศาลเจ้าโดยใช้ธูปเทียนไฟฟ้า
    .

    นายแทนคุณ กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคโอกาสใหม่คือ นายจตุพรให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหา PM 2.5 ซึ่งตนเองมีนโยบายผลักดันให้ถนนเยาวราชเป็นสตรีทฟู้ดที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในระดับโลก ซึ่งในปีที่ผ่านมาพบว่านักท่องเที่ยวจีนลดน้อยลง ดังนั้นจึงต้องมีการส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้ชาวจีนมีความมั่นใจในความปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/gallery/election-2569/1753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26Pp2tGT7aJwv74bwU3tXF

  • “อรรถกร” ร่วมประชุมบอร์ดกองทุนกีฬา เคาะงบหนุนกีฬาอาชีพ-เยาวชนล็อตใหญ่ปี 2569

    “อรรถกร” ร่วมประชุมบอร์ดกองทุนกีฬา เคาะงบหนุนกีฬาอาชีพ-เยาวชนล็อตใหญ่ปี 2569

    อรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมบอร์ดกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เห็นชอบหลายโครงการ หนุนกีฬาอาชีพ มวยไทย ฟุตบอล 7 คน เยาวชน พร้อมไฟเขียวถ่ายทอดสดเอเชียนเกมส์ 2026

    อรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมบอร์ดกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เห็นชอบหลายโครงการ หนุนกีฬาอาชีพ มวยไทย ฟุตบอล 7 คน เยาวชน พร้อมไฟเขียวถ่ายทอดสดเอเชียนเกมส์ 2026

    นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับการประชุม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ในที่ประชุมมี ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ,ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ,นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ,นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา ,นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายส่งเสริมกีฬา ,นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เข้าร่วม

    ที่ประชุมพิจารณาและมีมติเห็นชอบ รวมทั้งอนุมัติโครงการสำคัญตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขอ อาทิ โครงการส่งเสริมหรือสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาล (Domestic Power) ด้านการพัฒนาเยาวชน (Youth Development) จำนวน 10 รายการ

    โครงการสนับสนุนกิจกรรม Amazing Thailand Grand Tourism and Sports ได้แก่ โครงการจัดการแข่งขันฟุตบอล 7 คน ชิงแชมป์เอเชีย (Asian 7-A-Side Football Championship) ณ จังหวัดสงขลา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบโครงการส่งเสริมหรือสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ การจัดการแข่งขันกีฬามวยไทย “ศึกมวยไทยพลังแผ่นดิน” การจัดกิจกรรมเผยแพร่ศิลปะกีฬามวยไทยในงานมหกรรมมวยไทยวิถีถิ่นไทย การแข่งขันกีฬามวยไทยตามโครงการสืบสานมวยไทยจากรากหญ้าสู่สากล รวมถึงโครงการส่งเสริมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sports Tourism) โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ณ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศญี่ปุ่น

    ในส่วนของการส่งเสริมการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับนานาชาติ ที่ประชุมเห็นชอบการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งจังหวัด และโครงการติดตามการดำเนินงานโดยบูรณาการทุกโครงการในความรับผิดชอบของฝ่ายกีฬาภูมิภาค

    ที่ประชุมอนุมัติโครงการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพ จำนวน 39 รายการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จากคณะกรรมการกีฬาอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนกีฬาอาชีพในรูปแบบเงินอุดหนุนแก่องค์กรและสโมสรกีฬาอาชีพ

    สำหรับการพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ที่ประชุมอนุมัติโครงการเก็บตัวฝึกซ้อมและส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันรายการสำคัญ ได้แก่ (เก็บตัวฝึกซ้อม) การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ครั้งที่ 25 ณ สาธารณรัฐอิตาลี , (เก็บตัวฝึกซ้อม) การแข่งขันเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ,(เก็บตัวฝึกซ้อม) (การส่งแข่งขัน) การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ และ การแข่งขันกีฬาอาวุโสแห่งชาติ (รอบคัดเลือก)

    ทั้งนี้ สำหรับ การแข่งขันเอเชียนบีชเกมส์  ครั้งที่ 6 (เก็บตัวฝึกซ้อม )และเก็บตัวและส่งแข่งขัน การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ มีมติเห็นชอบให้นำร่องการเบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงตรงถึงนักกีฬา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมอนุมัติโครงการจัดจ้างถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ณ ประเทศญี่ปุ่น ทางสถานีโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา (T Sports 7) รวมถึงการเพิ่มกรอบวงเงินรายการภาระผูกพัน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สำหรับรายการที่เบิกจ่ายไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 และรายการที่ผูกพันตามสัญญาหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2568

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมอนุมัติการสนับสนุนเงินรางวัลการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ตามหลักเกณฑ์ของกองทุนฯ จำนวน 9 สมาคม รวม 14 รายการ และอนุมัติเงินรางวัลการแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชียนยูธเกมส์ ครั้งที่ 5 เป็นกรณีพิเศษ

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/98176/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eo0aR4UcENn0N4hm-0N4M

  • เทียบฟอร์มนโยบาย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชันวิสัยทัศน์ท่องเที่ยว

    เทียบฟอร์มนโยบาย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชันวิสัยทัศน์ท่องเที่ยว

    วันนี้ (วันที่ 14 มกราคม 2569) สมาคมโรงแรมไทย และ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) จัดเวทีดึง 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชน และ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงนโยบายท่องเที่ยวของพรรคการเมืองต่างๆ ในหัวข้อ “ท่องเที่ยวไทย เอายังไงดี” 

    เพื่อไทย มุ่งดันท่องเที่ยว เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยถึงแกนนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยเฉพาะในภาคบริการซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว โดยมีรายละเอียดนโยบายที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาบุคลากร การดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ดังนี้

    1.ยกระดับทักษะแรงงาน “เรียนได้งบ จบได้งาน” พรรคเพื่อไทยเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการผ่านนโยบาย Up-skill และ Re-skill โดยพรรคเข้าใจดีว่าแรงงานที่ต้องการพัฒนาทักษะมักกังวลเรื่องการขาดรายได้ระหว่างการฝึกอบรม จึงเสนอนโยบายจ่ายเงินชดเชยให้เดือนละ 10,000 บาท ในระหว่างการอบรม และเมื่อจบหลักสูตรแล้วจะมีการ Matching งานให้ทันทีเพื่อให้แรงงานกลับเข้าสู่ระบบพร้อมทักษะที่สูงขึ้น

    2.ดันไทยสู่ World Class Destination และศูนย์กลางการแพทย์ ในด้านการดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น World Class Event Destination: มุ่งชักชวนการจัดอีเวนต์ระดับโลกเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และ Medical, Health and Beauty Hub ใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และบริการที่เป็นยอมรับระดับสากล โดยเฉพาะการรักษาเฉพาะทางและการผ่าตัดศัลยกรรม/แปลงเพศ เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง (High Spending) และพำนักในไทยนาน 7-10 วัน

    สุรเกียรติ เทียนทอง

    การส่งเสริมWedding Destination โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ หลังจากการผ่าน พรบ. สมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเดินทางมาจัดงานแต่งงานในประเทศไทย

    3.ยุทธศาสตร์ปั้น “เมืองรอง” ป้องกันปัญหา Over-tourism พรรคมีแผนพัฒนาเมืองรองที่มีศักยภาพให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักภายใน 10 ปี เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวให้ถึง 40 ล้านคนโดยไม่เกิดปัญหาความแออัดจนเกินไป

    กลยุทธ์สำคัญ คือ การทำให้เกิด Yearly Schedule รัฐจะสนับสนุนให้เอกชนจัดกิจกรรมหลักๆ ในเมืองรอง อาทิ  Music Marketing

    โดยรัฐอำนวยความสะดวกเรื่องใบอนุญาตและจัดทำตารางกิจกรรมล่วงหน้า 3-5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโรงแรมระดับ 3 ดาวในพื้นที่เมืองรอง และการพัฒนา Transportation Loop พัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเมืองหลักและเมืองรองให้เป็นระบบ 

    3.สร้างสมดุลตลาดออนไลน์และเพิ่มความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี ในส่วนของการรับมือกับแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) ที่มีการเก็บค่า GP สูง พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดให้รัฐเข้ามามีบทบาทในลักษณะ Affiliate เพื่อสร้าง Marketing Power และสร้างสมดุลในตลาดโดยไม่เข้าไปแทรกแซงตลาดเสรีจนเกินไป

    3 พรรคการเมือง โชว์นโยบายท่องเที่ยว

    นอกจากนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว พรรคจะผลักดันนโยบาย Digital Government เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่และลดปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงมีแนวคิดดึงภาคเอกชนลงทุนในระบบความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด (CCTV) เนื่องจากรัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการซ่อมบำรุง (M&E) เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวมีความต่อเนื่องและยั่งยืน

    พรรคประชาชน รุกกวาดล้างทุนเทา หนุนสร้างจุดขายใหม่

    ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน  ได้นำเสนอนโยบายการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสนับสนุนภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกหลักที่เข้มแข็งในการพยุงเศรษฐกิจ

    โดยพรรคได้วิเคราะห์ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันว่ามีการกระจุกตัวสูง ทั้งในเชิงพื้นที่ที่เม็ดเงินกว่า 70% อยู่ในเพียง 5 จังหวัด และในเชิงฤดูกาลที่เน้นเฉพาะช่วง High Season เท่านั้น

    ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

    นอกจากนี้ยังเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กลับมาเที่ยวซ้ำเนื่องจากขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ มานานกว่า 10 ปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวของอุตสาหกรรม พรรคประชาชนได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 5 โจทย์หลัก ดังนี้

    1. การปราบปรามทุนเทาและธุรกิจนอมินีอย่างถอนรากถอนโคน นี่คือประเด็นเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากมีการประเมินว่าเม็ดเงินท่องเที่ยวประมาณ 20-30% ตกอยู่ในกลุ่มทุนเทาหรือนอมินี ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำถูกต้องตามกฎหมายไม่สามารถแข่งขันได้เพราะถูกตัดราคา, โดยพรรคเสนอมาตรการจัดการ 3 ระดับ

    • ต้นทาง: ตรวจสอบบริษัทบัญชีและที่ปรึกษากฎหมายที่ช่วยจัดตั้งนอมินี
    • กลางทาง: สร้างระบบรับแจ้งเรื่องร้องเรียนที่โปร่งใสผ่าน “กระดานสาธารณะ” บนเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ว่ามีการตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยแล้วหรือไม่
    • ปลายทาง: บังคับใช้กฎหมายอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการทำธุรกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

    เทียบฟอร์มนโยบาย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชันวิสัยทัศน์ท่องเที่ยว

    2. การสร้าง “Man-made Destination” และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรองและดึงดูดการเที่ยวซ้ำ พรรคมีนโยบายเตรียมงบประมาณ 5,000 – 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made destination) ขนาดใหญ่ 5-10 แห่ง ทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ยังจะสนับสนุนงบประมาณก้อนละ 200 ล้านบาท ให้กับเมืองรอง 25 แห่ง เพื่อให้ท้องถิ่นหรือเอกชนออกแบบและสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ตอบโจทย์พื้นที่ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น สกายวอล์คเบตง ที่ลงทุน 170 ล้านบาท แต่สร้างรายได้ได้ถึงปีละ 60 ล้านบาท

    3. ปรับเปลี่ยนจาก Event-based เป็น Community-based Country พรรคเสนอให้เลิกใช้งบประมาณแบบ “กวาดแห” และหันมาเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะทางที่มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มกีฬา, Wellness, การแพทย์ และกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งมีการใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปตั้งแต่ 20% ถึง 100%

    โดยมุ่งหวังให้ไทยเป็นศูนย์รวมของชุมชนที่มีความชอบเหมือนกัน (Community) เช่น กลุ่มคนรักคอนเสิร์ตหรือนักวิ่ง เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนกว่าการจัดเพียงกิจกรรม (Event) ชั่วคราว

    4. การบริหารจัดการดิจิทัลและแพลตฟอร์ม (OTA)
    พรรคเล็งเห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแดแพลตฟอร์มจองที่พัก (OTA) โดยใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเข้ามาจัดการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จากการพยายามสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาเองแต่ไม่มีคนใช้ เป็นการสนับสนุนงบประมาณให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีแทน

    5. การปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณและการกระจายอำนาจ ที่ผ่านมางบประมาณการท่องเที่ยว (เช่น งบ ททท. ปีละ 6-7 พันล้านบาท) มักถูกใช้ไปกับการตลาด “หน้าบ้าน” เพื่อดึงคนมา แต่ขาดการลงทุน “หลังบ้าน” เช่น โครงสร้างพื้นฐานและถนนหนทาง

    เทียบฟอร์มนโยบาย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชันวิสัยทัศน์ท่องเที่ยว

    พรรคประชาชนเสนอแนวทางดังนี้ บริหารตามภารกิจ (Task-based): บูรณาการงานข้ามกระทรวง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงคมนาคม

    ปรับบทบาทคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ: เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาได้มากขึ้น

    การกระจายอำนาจ: ให้อำนาจท้องถิ่นในการจัดการระบบขนส่งเอง เช่น การที่ อบจ. สามารถออกแบบเส้นทางรถเมล์เพื่อรับนักท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องรออนุมัติจากส่วนกลางเป็นเวลานาน

    พรรคประชาชนยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการดึงนักท่องเที่ยวและการสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ

    ประชาธิปัตย์ ชูยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ฝ่ากระแสโลกเปลี่ยน 

    นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจที่จะช่วยต่อยอดรายได้ของประเทศ

    โดยมีการวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปผ่านแนวคิด “4D” และนำเสนอแนวทางที่รัฐจะต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแลมาเป็น “ผู้สนับสนุน” (Enabler) อย่างเต็มตัว

    พรรคประชาธิปัตย์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ 4 ด้าน หรือ 4D ได้แก่

    • Decarbonization: ภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อเทรนด์การท่องเที่ยวทั่วโลก
    • Digitalization: การนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอุตสาหกรรม
    • Demographic Change: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในการเข้าถึงทรัพยากร
    • De-coupling: สมรภูมิทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและบทบาทของไทยในเวทีโลก

    วีระพงษ์ ประภา

    นอกจากนี้ แม้การท่องเที่ยวจะสร้างรายได้ถึง 12% ของประเทศและจ้างงานกว่า 1 ล้านคน แต่ความน่าดึงดูดของไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน

    เทียบฟอร์มนโยบาย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ประชันวิสัยทัศน์ท่องเที่ยว

    พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางให้รัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือผู้ผลักดันภาคเอกชน ผ่าน 3 กลไกหลัก ดังนี้

    • ชี้ทาง: รัฐต้องกำหนดเป้าหมายใหม่ๆ และชี้เป้าเรื่องการลงทุน
    • เปิดทาง: การลดอุปสรรคทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยเสนอให้มีการออก “Super Act” หรือกฎหมายแม่บทเพื่อทบวงจัดสางกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นภาระต่อเอกชน
    • ไม่ขวางทาง: ลดขั้นตอนทางราชการเพื่อให้เอกชนทำงานได้คล่องตัวขึ้น

    พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์การทำงาน 3 ระยะ

    1. ระยะสั้น: แก้ไขและสร้างความเชื่อมั่น เน้นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีระบบรับเรื่องร้องเรียนและปิดเคสอย่างรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันร่วมกับเอกชน พร้อมทั้งนำมาตรการ “เที่ยวคนละครึ่ง” กลับมาใช้ในช่วง Low Season เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จะผลักดันระบบ Open Data และ Common Platform เพื่อให้ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูลนักท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ AI สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น,

    2. ระยะกลาง: เปิดตลาดใหม่และยกระดับศักยภาพมุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มความสนใจเฉพาะ (Segment) เช่น Wellness และ Medical Tourism

    รวมถึงการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ LGBTQ+,ความยั่งยืน (ESG) เน้นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปที่ให้ความสำคัญกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ MICE Tourism ใช้จุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางเพื่อดึงดูดการประชุมระดับโลก

    การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมเมืองรอง: จัดสรรงบประมาณและ Seed Capital เพื่อยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ทรงวาดโมเดล ผ่านเครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคม การสนับสนุนคูปองการศึกษา ให้แรงงานในภาคท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้ “อัปสกิล-รีสกิล” ด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และการตลาด

    3. ระยะยาว: โครงสร้างพื้นฐานและการค้าเสรี เน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างการเชื่อมโยง (Connectivity) ระหว่างเมืองหลักและเมืองรองอย่างชัดเจน สนับสนุนการสร้าง Man-made Destination โดยใช้มาตรการทางภาษีจูงใจและลดอุปสรรคด้านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    สุดท้ายคือการใช้การเจรจา FTA (การค้าเสรี) เพื่อเปิดทางให้เกิดการร่วมทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนาระบบ Payment ต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมในระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648920&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3piwOBHiasyrhThXyvnC-2

  • ‘ลิซ่า’ x ททท. ชวนเที่ยว ‘วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่’ โปรโมทท่องเที่ยวไทย

    ‘ลิซ่า’ x ททท. ชวนเที่ยว ‘วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่’ โปรโมทท่องเที่ยวไทย

    ล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ได้ปล่อยภาพนิ่ง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล โปรโมทท่องเที่ยวไทย โดยเป็นภาพ ลิซ่า ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงเทียนระยิบระยับเบื้องหน้าความยิ่งใหญ่ของ “วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร” หรือ วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่

    หลังจากททท.เพิ่งจะเปิดตัวปล่อยทีเซอร์ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “Feel All The Feelings” ความยาว 15 วินาที หลังคว้าตัวซูเปอร์สตาร์ระดับโลก “ลิซ่าลลิษา มโนบาล” มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์เมืองไทย ในบทบาท Amazing Thailand Ambassador จุดกระแสอยากเที่ยวไทยไปทั่วโลก

    ก่อนจะปล่อยภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทเที่ยวไทย เผยเวอร์ชั่นเต็มจะนำเสนอในงานเปิดตัวและช่องทางออนไลน์ Amazing Thailand ในวันที่ 28 มกราคมนี้ 

    ลิซ่า

    สำหรับภาพ’ลิซ่า’ ถ่ายคู่กับ ‘วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่’ ลิซ่าได้เดินไปถ่ายทำที่เชียงใหม่ด้วยตัวเอง โดยททท.เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสความสง่างามตระการตาของวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่

    ท่ามกลางแสงเทียนยามค่ำคืนที่จะพาคุณดำดิ่งกลับสู่เรื่องราวของอดีตที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันด้วยความงดงาม ลึกลับ และเสน่ห์อย่างมีมนต์ขลังที่ยากจะละสายตา สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย Feel all the Feelings

    วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ แลนด์มาร์คเชียงใหม่ ย้อนรอยอารยธรรมล้านนา

    วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร องค์เจดีย์โบราณ ที่มีความสูงประมาณ 80 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเท่านั้น

    วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่

    แต่เป็นสถานที่ที่จะทำให้คุณได้เชื่อมต่อกับทุกความรู้สึก ทั้งความสงบ ความศรัทธา และพลังบวกในบรรยากาศสุดชิลล์ในช่วงฤดูหนาวนี้ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกเย็นกายสบายใจ

    สถานที่แห่งนี้.. ให้ความรู้สึกแบบไหนกันนะ 

    • มนต์ขลังแห่งสถาปัตยกรรมล้านนา

    เพียงก้าวแรกที่เดินเข้าไป คุณจะตื่นตาไปกับ “พระธาตุเจดีย์หลวง” องค์เจดีย์โบราณขนาดใหญ่ แม้ผ่านกาลเวลามานานหลายร้อยปี แต่ยังคงความงดงาม ขรึมขลัง และทรงพลังอย่างน่าอัศจรรย์

    • เสริมสิริมงคลให้ชีวิต

    แวะกราบสักการะ “เสาอินทขีล” หรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ เพื่อขอพรให้ชีวิตมีความมั่นคง ราบรื่นตลอดทั้งปี พร้อมชมความงามของพระวิหารหลวงที่ตกแต่งด้วยลวดลายอ่อนช้อยงดงามตามแบบฉบับช่างศิลป์ล้านนา

    • สัมผัสเสน่ห์ที่สมบูรณ์แบบ

    แต่งกาย “ชุดพื้นเมือง” มาเดินเที่ยวชม เพื่อเพิ่มความรู้สึกและอินไปกับบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ ให้ภาพถ่ายและทุกความทรงจำของคุณงดงามกว่าที่เคย

    ททท.เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาที่ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ เพราะสถานที่แห่งนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึง Feel All The Feelings ได้อย่างแท้จริง 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่าการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย กับการมี “ลิซ่า” LISA เป็น Amazing Thailand Ambassador อย่างเป็นทางการ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    อันเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารแบรนด์ Amazing Thailand ที่จะช่วยเสริมพลัง Soft Power ไทย ทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ประเทศ ให้แข็งแกร่งและน่าหลงใหลมากยิ่งขึ้นบนเวทีโลก

    แคมเปญ Feel all the Feelings นี้ไม่ใช่แค่การโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นการชวนผู้ชมทั่วโลก “รู้สึก” ไปกับประเทศไทย ผ่านมุมมองของลิซ่า ที่พาทุกคนออกเดินทางสัมผัสความงดงามและเอกลักษณ์ไทยในแบบที่ลึกกว่าเดิม

    ประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่คือดินแดนแห่งเรื่องราว เต็มไปด้วยความสวยงาม ความตื่นเต้น ความสนุก และความสุข ที่รอให้ทุกคนมาค้นพบในทุกอารมณ์ความรู้สึก

    นอกจากนี้ ททท. ยังเตรียมกิจกรรมให้แฟน ๆ ได้ร่วมลุ้น ร่วมเซอร์ไพรส์ และร่วมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวระดับ Unseen สู่ Quality Destination

    'ลิซ่า' x ททท. ชวนเที่ยว 'วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่' โปรโมทท่องเที่ยวไทย

    โดย “ลิซ่า” จะทำหน้าที่พาผู้ชมทั่วโลกออกเดินทางครั้งใหม่ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา “Feel All The Feelings” เวอร์ชันเต็ม ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มกราคมนี้ ทั้งในงานเปิดตัวและช่องทางออนไลน์ของ Amazing Thailand

    “ททท.เดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก เราเชื่อมั่นว่าทุกย่างก้าวของลิซ่า ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้แฟนคลับ แต่ยังสามารถยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เป็นจุดหมายที่นักเดินทางทั่วโลกเฝ้ารอ”ผู้ว่าททท.กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648972&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g8gkgpn2iVvIOLS1O0k2L

  • อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดโครงการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เดินหน้ากระจายต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดโครงการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เดินหน้ากระจายต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดโครงการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เดินหน้ากระจายต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น ฟื้นเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

    นายรพีภัทร จันทรศรีวงค์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ แลดอกนางพญาเสือโคร่ง ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการผลิตและกระจายต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น 

    นายรพีภัทร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรมีนโยบายเชิงรุกในการพัฒนาภาคการเกษตรควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบาย Green DOA และเป้าหมายการผลิตแบบ Net Zero โดยการยกระดับศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ให้เป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วิถีชีวิตชุมชน และการเรียนรู้ด้านเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    479446
    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนโครงการผลิตและกระจายต้นกล้ากาแฟคุณภาพ จากเป้าหมายเดิม 1 ล้านต้น สู่เป้าหมาย 10 ล้านต้น 

    โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยีการขยายพันธุ์กาแฟของกรมวิชาการเกษตร ส่งเสริมการผลิตและกระจายพันธุ์ไปยังเกษตรกรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และมีศักยภาพเหมาะสมทั่วประเทศ 

    กรมวิชาการเกษตรยังดำเนิน โครงการขยายพันธุ์นางพญาเสือโคร่ง 1,000,000 ต้น ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยได้ผลิตและกระจายต้นกล้าแล้วกว่า 100,000 ต้น และเตรียมขยายผลสู่พื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนบนพื้นที่สูง
    479463_0
    ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรยังร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจังหวัดฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินโครงการทดลองปลูกซากุระญี่ปุ่น จำนวน 6 สายพันธุ์ เพื่อศึกษาการปรับตัวของไม้ดอกเมืองหนาวในพื้นที่สูงของไทย คาดว่าจะสามารถออกดอกสมบูรณ์และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ภายในปี พ.ศ. 2571

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนโครงการทั้งหมดเป็นการบูรณาการงานวิชาการ การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนบนพื้นที่สูง และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9868106/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N3-ePG1K6pof_vedxKiNP

  • แม็กซิมัส ทะลุก่อนรองฯ บางกอก โอเพ่น, พัชรินทร์ ฉลุยศึกไอทีเอฟ W75

    แม็กซิมัส ทะลุก่อนรองฯ บางกอก โอเพ่น, พัชรินทร์ ฉลุยศึกไอทีเอฟ W75

    แม็กซิมัส ภราพล โจนส์ ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย บางกอก โอเพ่น ชาเลนเจอร์ หลังคู่แข่งถอนตัว ขณะที่ พัชรินทร์ ชีพชาญเดช คว้าชัยศึกไอทีเอฟ W75

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย เอทีพี ชาลเลนเจอร์ ทัวร์ รายการ บางกอก โอเพ่น ชาเลนเจอร์ สนาม 2 ระดับชาลเลนเจอร์ 75 ชิงเงินรางวัลรวม 107,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,395,110 บาท ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569

    ประเภทชายเดี่ยว รอบสอง (16 คน) “แม็กซิ” แม็กซิมัส ภราพล โจนส์ นักเทนนิสลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย มืออันดับ 378 ของโลก โชว์ฟอร์มแกร่ง เอาชนะ ปีเตอร์ บาร์ บีริยูคอฟ มืออันดับ 328 ของโลก โดยคว้าเซตแรกไปก่อน 6-2 จากนั้นในเซตที่สอง ขณะขึ้นนำ 3-0 เกม คู่แข่งจากรัสเซียขอถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ ทำให้ แม็กซิมัส ชนะไปด้วยสกอร์ 6-2, 3-0 Ret. ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ หรือ 8 คนสุดท้าย ไปพบกับ โจว อี้ นักหวดจีน มืออันดับ 244 ของโลก ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 3 ของรายการ

    ผลการแข่งขันคู่อื่นในประเภทชายเดี่ยว รอบสอง กษิดิศ สำเร็จ แพ้ ทิโมเฟย์ สกาตอฟ (มือวาง 2 จากคาซัคสถาน) 4-6, 2-6, โจว อี้ (มือวาง 3) ชนะ คริสเตียน แลงโม (สหรัฐอเมริกา) 6-3, 6-4 และ มารัต ชาริปอฟ ชนะ ดาเนียล มิชาลสกี้ (มือวาง 4 จากโปแลนด์) 6-4, 6-3

    ด้านการแข่งขันเทนนิสอาชีพหญิง ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ W75 รายการ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ พรีเซนเต็ด บาย เอสเอที (2) ชิงเงินรางวัลรวม 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,903,800 บาท ที่สนามเดียวกัน ในประเภทหญิงเดี่ยว รอบแรก

    “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มืออันดับ 438 ของโลก ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะ ซาฟโฟ ซาเคลลาริดี มืออันดับ 397 ของโลก จากกรีซ 2-0 เซต 6-1, 6-2 ผ่านเข้าสู่รอบสอง (16 คน) ไปพบกับ ลิซ่า ปิกาโต้ นักหวดอิตาลี มือวางอันดับ 3 และมืออันดับ 266 ของโลก

    ส่วนผลคู่อื่นในประเภทหญิงเดี่ยว รอบแรก ทรรศพร นาคหล่อ แพ้ มิซากิ มัตสึดะ (ญี่ปุ่น) 5-7, 3-6 และ กมลวรรณ ยอดเพ็ชร แพ้ ฮิโรมิ อาเบะ (ญี่ปุ่น) 1-6, 3-6

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/98196/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jBZE984h7eKaStYiw05l6

  • วันนี้ที่รอคอย 5 ราศีหมดเคราะห์ 100% หมอไก่ เผยชะตาเปลี่ยนรุ่งเรืองรุ่งโรจน์

    วันนี้ที่รอคอย 5 ราศีหมดเคราะห์ 100% หมอไก่ เผยชะตาเปลี่ยนรุ่งเรืองรุ่งโรจน์

    วันนี้ที่รอคอย 5 ราศีหมดเคราะห์ 100% หมอไก่ เผยชะตาเปลี่ยนรุ่งเรืองรุ่งโรจน์

    จากที่ชะตาหนักหน่วงมาตลอดปี 2568 หรือหลายๆ ปีที่ผ่านมา จากนี้ 5 ราศีต่อไปนี้หมดเคราะห์กรรม จะเจอข่าวดี กลายเป็นดวงพุ่งแรง ไร้อุปสรรคขัดขวาง คิดหวังทำอะไรจะเป็นผลสำเร็จ ทำอะไรจากที่เคยติดขัดจะเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องดี  ไม่มีอะไรให้ตั้งคำถามในชีวิต และ ชีวิตราบรื่นขึ้น มีพลังในปีใหม่ๆ นี้ มีความสุขและสมหวังในเรื่องการเงิน การงาน ความรัก สุขภาพเลยทีเดียว ได้แก่ 

    ราศีพฤษภ สิงห์ ธนู กันย์ เมถุน 

    หมอไก่ พ.พาทินี กล่าวตบท้าย ถึงเรื่องชะตา เมื่อถึงเวลาเราต้องก้าวไปข้างหน้า ต้องผลักดันตัวเอง และหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอด้วย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2907723&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V4tje6Mee2nxMo_tVlq_v

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl