Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอกนิติ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ10 พลัส จะพารอดยาว

    เอกนิติ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ10 พลัส จะพารอดยาว

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มได้แล้ว ลั่นหากทำต่อ ‘เศรษฐกิจ10 พลัส’ จะพารอดยาว

    วันที่ 14 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังกล่าวว่า ตนขอให้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจพ้นจากการดิ่งเหวแล้ว โดยบอกว่า ในเวลา 73 วันไม่ถึง 3 เดือน มั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยกันทำส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังจะดิ่งเหว รถยนต์เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ที่ดิ่งลงมา วันนี้ติดลบแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวทันที แต่ตอนนี้พ้นจากหล่มมาแล้ว

    “ผมมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจทุกอย่าง Quick Big Win ของเราทำให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยที่ติดหล่ม พ้นจากหล่มแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะอาจจะกลับมาตกใหม่ ท่ามกลางโลกที่ผันผวน สิ่งที่เราจะทำคือ พอท่านนายกฯมาให้โอกาสทำต่อ เพราะว่าจะต้องช่วยให้เศรษฐกิจไทยมันฟื้นได้ และจะช่วยทำให้เรากลับมามีความภูมิใจในเศรษฐกิจไทยนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่เราออกแบบมาเป็นนโยบายหาเสียงในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวถึงการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่ใช้ในการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยด้วยว่า เพื่อให้คนทุกกลุ่มเพิ่มรายได้ คำว่า พลัส คือการบวกเพิ่ม คือเราจะทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้แค่เพิ่มขึ้น ยังไม่พอ จะต้องกระจายตัวทุกคน ยกตัวอย่างมนุษย์เงินเดือน วันนี้คนที่มีรายได้20,000-30,000 บาท รายได้ไม่พอรายจ่าย ค่ากิน ค่าใช้ คนไทยเป็นหนี้เยอะ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ ต้องลดภาระที่ไปกินไปใช้ เพราะฉะนั้นโครงการคนละครึ่งพลัส ลดภาระชัดเจน โครงการโซล่าร์เซลล์ชุมชน ขายไฟฟ้าตรงให้ประชาชน โครงสร้างไฟฟ้าครัวเรือนใช้ไม่เกิน 200 หน่วย  ราคาไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ทำให้รายจ่ายค่าไฟ ซึ่งเป็นรายจ่ายจำเป็นจะลดลง 

    นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า โครงการลดภาระที่สำคัญคือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” หนี้ที่ไม่เกิน 1 แสนบาท มีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย สามารถที่จะมาปิดหนี้ได้ตามความสามารถ เพื่อลดหนี้ ยืดหนี้ และถ้าจ่ายตรงเวลาจะได้ลดดอกเบี้ยให้ต่อไปอีก เพื่อต้องการให้กลับมาเป็นคนที่มีวินัยทางการเงิน เคยพลาดมาแล้ว แต่ต้องให้โอกาส ให้เรียนรู้ และสามารถกลับมากู้ใหม่ได้ โครงการที่เราจะทำช่วยเอสเอ็มอีคือ ลดภาษีเพื่อไม่กลัวในการเข้าสู่ระบบ แต่เมื่อรวยขึ้น ต้องแบ่งรายได้มาให้รัฐ เพื่อรัฐจะได้เอารายได้มาพัฒนาประเทศ   

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/940657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OeBAhSsR07J-GJDMLVHU-

  • Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    ถ้าคุณรู้สึกว่าทำงานเท่าเดิม แต่เงินไม่พอ เก็บเงินยังไงก็ไม่ทันราคาบ้าน วางแผนอนาคตไปก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้จริงไหม

    คุณอาจไม่ใช่คนที่บริหารเงินไม่เก่ง แต่กำลังใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนรุ่น Gen Z ทั่วโลก

    คนรุ่นนี้เติบโตมากับคำสัญญาทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยเป็นจริง เรียนดี ทำงานหนัก อดทน แล้วชีวิตจะมั่นคงแต่เมื่อโตขึ้นกลับพบว่า สูตรสำเร็จแบบเดิมไม่ได้การันตีอะไรอีกแล้ว

    นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Alice Lassman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Disillusionomics” หรือ เศรษฐศาสตร์ของความสิ้นศรัทธา ความไม่เชื่อว่าระบบจะตอบแทนความอดทนได้เหมือนในอดีต และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมทางการเงินที่แตกต่างไปจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน

    ใช้เงินวันนี้ เพราะพรุ่งนี้ไม่แน่นอน

    Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    Disillusionomics อธิบายได้ว่าทำไม Gen Z ยอมจ่ายเงินกับประสบการณ์อย่างคอนเสิร์ตหรือการท่องเที่ยว เพราะสิ่งเหล่านี้ “ได้ใช้จริงตอนนี้” ในขณะที่อนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ในขณะเดียวกัน คนรุ่นนี้กลับไม่ได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอย่างที่หลายคนคิด พวกเขาใช้จ่ายอย่างระวัง และให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” สูงมาก หากไม่เห็นคุณค่า ก็พร้อมจะไม่จ่าย 

    จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า dupe culture คือ เลือกของที่คุณภาพใกล้เคียงของแพง แต่ราคาถูกกว่า ไม่จำเป็นต้องแบรนด์เนม ขอแค่ “ใช้งานได้จริง” เพราะสำหรับคนรุ่นนี้เงินทุกบาทคือ “เกราะป้องกันความไม่แน่นอน

    ถ้ารายได้ทางเดียวไม่พอ ก็ต้องมีหลายทาง

    เมื่อไม่เชื่อว่าระบบจะตอบแทนความอดทน คนรุ่นนี้จึงเลือกไม่ฝากอนาคตไว้กับเส้นทางเดียว พวกเขาเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำหลายอาชีพ การสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ หรือการเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ในชีวิตให้กลายเป็นรายได้ แนวคิดแบบ Airbnb ที่เปลี่ยนห้องว่างเป็นเงิน ถูกนำไปต่อยอดอย่างจริงจังในชีวิตประจำวันของ Gen Z

    การใช้เงินของ Gen Z จึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นการปรับตัวในโลกที่ไม่เคยรับประกันอนาคตให้ใคร เมื่อความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ระบบมอบให้ได้อีกต่อไป คนรุ่นใหม่จึงเลือกสร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีของตัวเอง แม้ว่าวิธีเหล่านั้นจะไม่ตรงกับกติกาที่สังคมเคยคุ้นชินก็ตา

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Gen Z ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการใช้เงิน 

    แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองโลกทั้งระบบ เมื่อความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ระบบเศรษฐกิจรับประกันได้อีกต่อไป

    ความอดทน การรอคอย และการวางแผนระยะยาว จึงไม่ใช่คำตอบที่น่าเชื่อถือเหมือนในอดีต

    บ่อยครั้ง Gen Z ถูกมองว่า ไม่อดทน เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ยอมทำตามระบบ แต่ในความจริง นี่คือการตอบสนองต่อเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมกับพวกเขา เมื่อเส้นทางเดิมไม่พาไปถึงเป้าหมาย การสร้างเส้นทางใหม่จึงเป็นทางเลือก

    หากสังคมยังมองพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นความไม่อดทนหรือไร้ความรับผิดชอบ เราอาจกำลังมองข้ามสัญญาณสำคัญว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเดิม อาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อีกแล้ว

    และคำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่ว่า Gen Z ใช้เงินอย่างไร แต่คือ ระบบแบบไหน ที่จะทำให้คนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน กล้าเชื่อว่าอนาคตยังมีหวัง

    ที่มา: fortune

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/work-balance/861546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RsXZIbOGgva7vZKtdFuO6

  • ‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ ’กำเงินสดสู้ ศก.

    ‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ ’กำเงินสดสู้ ศก.

    “กสิกรไทย” ชี้ลูกค้าแห่ “ชำระคืนหนี้แบงก์” พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แทนการ “กู้เพิ่ม” ส่งผลให้ยอดชำระหนี้คืนสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ สะท้อนภาคธุรกิจไม่เห็นโอกาสขยายตัวท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง เข้าโหมด “ไม่กล้าลงทุน” หลังประเมินความเสี่ยงของตัวเองสูง เน้นเข้าโหมดลดต้นทุน “เก็บเงินสด” ชะลอการขอสินเชื่อใหม่

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ภาพที่สะท้อนชัดจากภาคการเงินไม่ใช่การเร่งกู้เพื่อขยายธุรกิจ แต่คือ การเร่ง “คืนหนี้” ของลูกค้าจำนวนมาก และเข้าสู่โหมด “เก็บคอ งอเข่า

    เมื่อภาคธุรกิจประเมินแล้วว่าโอกาสเติบโตยังไม่ชัดเจน ความไม่แน่นอนที่สูงทำให้การลดภาระหนี้ และเก็บเงินสด กลายเป็นทางเลือกสำคัญมากกว่าการกู้เพิ่ม แม้ธนาคารจะยังมีสภาพคล่องพร้อมปล่อยสินเชื่อก็ตาม

    นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า หากมองความเสี่ยงของธุรกิจธนาคารปีนี้มาจากหลายมิติ

    ทั้งความเสี่ยงด้านรายได้ จากทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลงการปล่อยสินเชื่อทำได้ยากขึ้น การหารายได้โดยรวมยากขึ้น โดยแม้ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อแต่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ

    ถัดมาคือ ความเสี่ยงด้านเครดิต บนเศรษฐกิจไม่เติบโตทำให้ลูกค้าในประเทศ หาโอกาสขยายธุรกิจได้ยาก ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อลดลง และความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ยังคงอยู่ ประเด็นสำคัญคือ สินเชื่อไม่โตเพราะลูกค้าไม่กล้าลงทุนไม่กล้าขอสินเชื่อเพิ่ม

    ส่งผลให้วันนี้เกิดปรากฏการณ์ “ลูกค้าคืนหนี้มากกว่ากู้ใหม่” ที่ปัจจุบันมียอดการคืนหนี้ หรือ Repayment สูงมาก สูงเป็นประวัติการณ์ที่เคยเห็นมาในอดีต เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากเลือก “คืนเงิน” มากกว่า “กู้เพิ่ม” แม้ธนาคารตั้งวงเงินพร้อมปล่อยสินเชื่อเพิ่ม แต่ลูกค้าประเมินแล้วว่าไม่มีช่องทางเติบโต และลูกค้ากังวลความเสี่ยงของตัวเองมากกว่าที่ธนาคารกังวล

    “ลูกค้าจำนวนมากประเมินสถานการณ์แล้วไม่เห็นช่องทางการเติบโตของธุรกิจ จึงเก็บเงินสดไว้ และลดภาระหนี้ มากกว่ากู้มาลงทุนช่วงไม่แน่นอนสูง สะท้อนความระมัดระวังของภาคธุรกิจมากกว่าความเข้มงวดของธนาคาร”

    ทั้งนี้ พบว่าลูกค้าที่คืนหนี้มากที่สุดอยู่ในกลุ่มธุรกิจ SME เป็นกลุ่มหลัก ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่บางส่วนขยายตัวเองได้ รวมถึงพอร์ตสินเชื่อบ้านบางส่วนยังเติบโต ซึ่งสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่รายเล็กเผชิญข้อจำกัดมากกว่า

    ระวังลงทุน-เน้นเก็บสภาพคล่อง

    อย่างไรก็ตาม แม้ระยะข้างหน้าจะมีการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น แต่ยังมองว่า ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้สินเชื่ออยู่ ภายใต้เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ทุกคนระมัดระวัง ดังนั้นเงินไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

    “ความสำเร็จของธุรกิจมี 2 องค์ประกอบ ทั้งตัวธุรกิจเอง 2. เงินทุน ซึ่งธนาคารสามารถสนับสนุนเงินทุนได้ แต่ถ้าเนื้อธุรกิจไม่ไปต่อ ต่อให้เงิน ก็ไม่ช่วย และลูกค้ารู้ดีว่าการกู้โดยไม่มีธุรกิจรองรับคือ ความเสี่ยงของตัวเอง”

    ปี 69 ดำเนินธุรกิจระวังต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ภาวะถดถอยหรือติดลบ โดยยังเติบโตได้แต่เป็นอัตราชะลอลง และปีนี้อยู่ภาวะ Self-Correct หรือการปรับสมดุลด้วยตัวเอง

    ดังนั้น การดำเนินงานต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าที่รู้จัก และมั่นใจว่าธุรกิจไปต่อได้ สำหรับ อุตสาหกรรมที่ยังพอไปต่อได้

    เช่น ภาคการแพทย์ การท่องเที่ยว การก่อสร้างบางส่วน และภาคเกษตรที่มีการเพิ่มมูลค่า แต่อุตสาหกรรมเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่วัดการเติบโต แต่บางอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงก็ยังมีลูกค้าที่ดีก็มี

    ด้านการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารคาดว่าไม่ได้ขยายตัวแรง โดยคาดว่าปี 2569 สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์น่าจะทรงตัว (Flat) หรือ -1% ถึง 0% ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้ามีการชำระหนี้คืนค่อนข้างสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่

    ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศของธนาคารยังมองหาโอกาสตลาดที่เติบโตสูง เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยอินโดนีเซียเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นแบงก์แมสเปี้ยนเป็น 89.48% เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งกำลังปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น

    ส่วนสถานการณ์หนี้เสียระบบธนาคารยังอยู่กรอบเป้าหมาย โดยปี 2568 กรอบเป้าหมายไม่เกิน 3.25% ตามเป้าหมาย ขณะที่ปี 2569 คาดว่าอยู่ระดับใกล้เคียงเดิม เนื่องจากธนาคารบริหารจัดการ การปรับโครงสร้างหนี้ และความระมัดระวังดำเนินธุรกิจทั้งฝั่งธนาคาร และภาคธุรกิจ

    โดยคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิดเพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่ และรายได้ลูกหนี้ไม่กลับมา

    “ปีนี้คงเป้าหมายเป็นผู้นำ Digital Banking การมีฐานลูกค้า 1 ใน 3 ของตลาด ผู้นำด้านเงินฝากกระแสรายวัน และเงินฝากออมทรัพย์ (CASA) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มั่นคง รวมถึงความเป็นผู้นำในกลุ่มกองทุนรวม”

    มองความขัดแย้งสะเทือนไทยทางอ้อม 

    ขณะที่ความขัดแย้งสหรัฐ จีน และรัสเซีย เป็นเกมระดับมหาอำนาจ ซึ่งทางตรงไม่ส่งผลกับชีวิตหรือเศรษฐกิจไทย และกรณีเวเนซุเอลาเป็นเพียง “หมากหนึ่ง” ในสมการประเทศใหญ่ที่ไม่ใช่ตัวแปรหลักทำให้กระทบตรงต่อไทย และแม้ไม่กระทบตรงแต่เป็นผลกระทบที่เลือกไม่ได้เพราะเมื่อมหาอำนาจขยับ ทุกประเทศย่อมได้รับผลไปพร้อมกันทั้งหมด

    สำหรับประเด็นที่น่าจับตาคือ ความพยายามของสหรัฐสกัดการเติบโตของจีน ซึ่งเป็นเกมระดับใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการทหาร โดยเฉพาะด้านอาวุธที่ผลิตต่อเนื่อง และไม่เปิดเผย โดยสถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรงกว่านี้เพราะหลายประเด็น

    เช่น แร่หรือวัตถุดิบสำคัญ จีนหาแหล่งทดแทนได้ ตราบใดจีนไม่ถูกบีบจนพึ่งพาไม่ได้ความตึงเครียดก็จะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1216463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UEz7t1WgXUZwi3iBZP1hL

  • ‘นักวิชาการ’ เตือนประชานิยมฉุดเศรษฐกิจประเทศ แนะออกกม.คุมนโยบาย-งบประมาณ

    ‘นักวิชาการ’ เตือนประชานิยมฉุดเศรษฐกิจประเทศ แนะออกกม.คุมนโยบาย-งบประมาณ

    “เกรียงศักดิ์” เตือนแรง ประชานิยมจุดจบการเมืองไทย ชี้ ทำประเทศล่มจมถึงล่มสลายในที่สุด แนะรัฐออกพ.ร.บ.ควบคุมนโยบายประชานิยมและการใช้งบประมาณฯ แก้เชิงโครงสร้างได้ยั่งยืน

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน)นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา(IFD) กล่าวถึง การหาเสียงของพรรคการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยม ว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยยังเดินวนอยู่ภายใต้การใช้นโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ได้เป็นการแข่งขันด้านคุณภาพนโยบายหรือวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นการแข่งขันนำเสนอนโยบายประชานิยม แจกจ่ายผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนเท่านั้น

     ซึ่งอาจสร้างความนิยมทางการเมืองในระยะสั้น แต่ได้ทิ้งปัญหาเชิงโครงสร้างไว้กับรัฐไทย ทั้งในด้านวินัยการคลัง ความบิดเบือนเชิงนโยบาย และการบ่อนทำลายวัฒนธรรมการเมืองแบบใช้เหตุผล  

    โดยดร.แดน กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยควรใช้กลไกทางกฎหมายและระบบการเมืองอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างได้ผลและยั่งยืน ประชานิยมไทยในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐสมัยใหม่  นับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 การเมืองไทยได้พัฒนาเข้าสู่การแข่งขันเชิงประชานิยมอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายสวัสดิการและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต้น สู่การแข่งขันเชิง “แจก–อุดหนุน–แทรกแซง” ที่ขยายขนาดงบประมาณและภาระผูกพันทางการคลังอย่างรวดเร็ว จนประชานิยมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่กลายเป็น “บรรทัดฐานการแข่งขันทางการเมือง” ของทั้งระบบ  วิวัฒนาการดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองทุกฝ่ายต้องยกระดับความเข้มข้นของนโยบายเพื่อรักษาความได้เปรียบทางคะแนนเสียง ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะ ความเสี่ยงเชิงเสถียรภาพการคลัง และข้อจำกัดเชิงนโยบายในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    องค์กรดังกล่าวต้องแยกขาดจากฝ่ายบริหาร พรรคการเมือง และระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง องค์ประกอบของคณะกรรมการควรมาจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เช่น เศรษฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ วิศวกรรม การประเมินผล และกฎหมาย ฯลฯ โดยใช้กระบวนการสรรหาที่โปร่งใส มีคุณสมบัติป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และมีวาระคงที่เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง  โดยให้มีหน้าที่หลักคือ การประเมินเชิงวิชาการและเชิงระบบ ทั้งเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม (Cost–Benefit และ Cost–Effectiveness) /ผลกระทบทางการคลังในระยะสั้น กลาง และยาว /ความเสี่ยงด้านการรั่วไหล การทุจริต และการบิดเบือนกลไกตลาด และ ความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวของประเทศ   ซึ่งโครงการใดไม่ผ่านการรับรองจะไม่สามารถเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาได้โดยเด็ดขาด การฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางธรรมาภิบาล และหากมีเจตนาหลีกเลี่ยงกลไก จะยกระดับเป็นความผิดทางกฎหมายด้านวินัยการคลังและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ และทำให้กลไกนี้ทำหน้าที่เป็น “ด่านคัดกรองเชิงเหตุผล” เพื่อป้องกันไม่ให้นโยบายประชานิยมเข้าสู่ระบบตั้งแต่ต้นทาง”

    ดร.แดนยังได้เสนอให้รัฐ ออก “พระราชบัญญัติควบคุมนโยบายประชานิยมและการใช้งบประมาณรัฐ พ.ศ. ….” เพื่อห้ามนโยบายประชานิยมที่ผิด กฎหมายเฉพาะที่นิยาม “นโยบายประชานิยมต้องห้าม” อย่างชัดเจน เช่น พ.ร.บ.ควบคุมนโยบายประชานิยม ควรถูกร่างขึ้นและนำมาบังคับใช้ โดยใช้เกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่อิงการตีความทางการเมือง เช่น นโยบายประชานิยมที่ต้องคือ นโยบายที่เข้าข่ายต่อไปนี้

    1) ไม่มีแหล่งเงินรองรับอย่างยั่งยืนหรือก่อภาระหนี้เกินกรอบวินัยการคลัง

    2) ไม่สามารถกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างได้ 

    3) เป็นการแจกจ่ายที่ไม่สร้างศักยภาพการพึ่งพาตนเอง 

    4) ไม่ผ่านการกลั่นกรองจากองค์กรอิสระ โดยกฎหมายต้องกำหนดความรับผิดร่วมของผู้เสนอ ผู้อนุมัติ และผู้ดำเนินการ เพื่อป้องกันการโยนความรับผิดในเชิงระบบ  ในขณะเดียวกัน ต้องเปิดช่องข้อยกเว้นเฉพาะกรณีวิกฤตจริง เช่น ภัยพิบัติร้ายแรงหรือวิกฤตเศรษฐกิจฉับพลัน โดยกำหนดเงื่อนไขบังคับ ได้แก่ แผนฟื้นฟูระยะเวลาแน่นอน ตัวชี้วัดการกลับสู่การพึ่งพาตนเอง และกลไกยุติโครงการอัตโนมัติ (sunset clause) เพื่อป้องกันการแปรรูปมาตรการฉุกเฉินให้กลายเป็นประชานิยมถาวร

    นอกจากนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในรูปแบบดิจิทัลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดความจำเป็นของโครงการ การตั้งสเปก การจัดซื้อจัดจ้าง การเปลี่ยนแปลงสัญญา จนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยใช้หลัก “เปิดเผยเป็นปกติปฏิบัติ ปกปิดเป็นกรณียกเว้น” ต้องมีกฎหมายห้ามนักการเมือง ครอบครัว และเครือข่ายผลประโยชน์ถือหุ้นหรือเป็นนอมินีในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสัญญารัฐ พร้อมระบบเปิดเผยผู้ได้ผลประโยชน์จากการถือหุ้นที่แท้จริง (beneficial ownership) และระบบบัญชีดำผู้กระทำผิด การออกแบบตลาดจัดซื้อจัดจ้างต้องลดการผูกขาด เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และใช้เทคโนโลยีข้อมูลเพื่อตรวจจับรูปแบบฮั้วประมูลอย่างเป็นระบบ การยกเลิกสัญญาไว้ก่อนและลงโทษต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อพบความผิดปกติ ไม่ขึ้นกับผู้ถืออำนาจทางการเมือง  

    อีกทั้ง ยังต้องมีการปฏิรูปวินัยการเงินการคลังและระบบประเมินนโยบาย ทุกนโยบายต้องจัดทำรายงานผลกระทบทางการคลังระยะยาว (Fiscal Impact Statement) ครอบคลุมภาระงบประมาณ หนี้แฝง และความคุ้มค่าเชิงสังคม โดยเปิดเผยต่อสาธารณะ ควรจัดตั้งระบบหน่วยประเมินอิสระหลายแห่งที่แข่งขันกันในการวิเคราะห์นโยบาย เพื่อลดการผูกขาดองค์ความรู้ และเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจเชิงนโยบาย  ต้องมีกลไกควบคุมงบนอกงบประมาณ การกู้เงิน และการโยกงบให้สอดคล้องกับธรรมนูญการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาว พร้อมจำกัดการแจกเงินเฉพาะกรณีวิกฤตแท้จริง และเน้นการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับสู่รัฐและสังคม การแก้ไขปัญหานโยบายประชานิยมไม่อาจอาศัยความหวังว่าพรรคการเมืองจะ “ยับยั้งตนเอง” ได้ หากแต่ต้องอาศัยการออกแบบกลไกเชิงสถาบันอย่างเป็นระบบ 

    “ผมหวังว่าการเลือกตั้งจากนี้เป็นต้นไป จะไม่ถูกจดจำเพียงในฐานะอีกหนึ่งรอบของการแข่งขันทางการเมือง หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยตัดสินใจอย่างจริงจังว่าจะไม่ยอมปล่อยให้อนาคตของชาติถูกกำหนดด้วยนโยบายประชานิยมอีกต่อไป หากสังคมไทยสามารถใช้ช่วงเวลานี้เป็นจุดตั้งต้นในการสร้างกติกาใหม่ของการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย ในฐานะจุดเปลี่ยนที่ “ประชานิยม” ถูกยุติบทบาทในระบบการเมือง และการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นการแข่งขันของนโยบายที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ย้ำทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1216427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ONlr967UV8ZJH_GMdOAEe

  • ‘อภิสิทธิ์’ กางโรดแมป 90 วัน ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ชู ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ แก้ฝุ่น PM 2.5 ยั่งยืน

    ‘อภิสิทธิ์’ กางโรดแมป 90 วัน ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ชู ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ แก้ฝุ่น PM 2.5 ยั่งยืน


    ‘อภิสิทธิ์’ ลงพื้นที่สวนลุมพินี พบปะประชาชน ชูนโยบายแก้ปัญหา PM 2.5 เป็นระบบผ่านกม. 3 ฉบับและค่าโดยสาร 5-30 บาท พร้อมเปิดยุทธศาสตร์ภาคใต้ ดันราคายาง 80 บาท เตรียมโชว์ ‘ไม้เด็ด’ 16 ม.ค. นี้

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่สวนลุมพินีพบปะประชาชนท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์การยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านยุทธศาสตร์ “กฎหมาย-แรงจูงใจ-ความร่วมมือระหว่างประเทศ”

    1. วางโครงสร้างแก้ฝุ่นอย่างเป็นระบบ

    นายอภิสิทธิ์เสนอผลักดันกฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด, กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดมลพิษจากต้นทาง ควบคู่ไปกับมาตรการจูงใจคนเมืองด้วย “โครงข่ายขนส่งราคาประหยัด” เชื่อมโยงรถไฟฟ้าและรถเมล์ในราคา 5 – 30 บาท นอกจากนี้ยังเตรียมยกระดับปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนเป็นวาระเร่งด่วนของอาเซียนในฐานะประธานภูมิภาค

    2. โรดแมป 90 วัน และการเมืองสีขาว

    ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ระบุว่าในวันที่ 16 ม.ค. 2569 พรรคจะนำเสนอ “แผนปฏิบัติการ 90 วัน” เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ยกระดับรายได้คนไทย และในวันที่ 17 ม.ค. จะมีการจัดงานระดมทุน “ทุนสีขาว” ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ เน้นความโปร่งใสจากการสนับสนุนของประชาชนทั่วไปผ่านการบริจาคและภาษี (รหัส 001) แทนการจัดโต๊ะจีนแบบเดิม

    3. ยุทธศาสตร์ภาคใต้: ปากท้องเหนือความขัดแย้ง

    สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ประกาศเป้าหมายผลักดัน ราคายางพาราให้ถึง 80 บาทต่อกิโลกรัม และออกกฎหมายปาล์มน้ำมันที่เป็นธรรม พร้อมแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการขนาดใหญ่:

    แลนด์บริดจ์: ชี้ผลการศึกษาไม่คุ้มค่าทางธุรกิจและไม่ประหยัดเวลาจริง

    คลองไทย: กังวลเรื่องความมั่นคงและการดึงความขัดแย้งมหาอำนาจเข้าสู่ประเทศ

    ทางเลือกใหม่: เสนอเชื่อมโยงระบบรางและมอเตอร์เวย์ไปยัง “ท่าเรือปีนัง” เพื่อความรวดเร็วในการส่งออกโดยไม่กระทบวิถีชุมชน

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายถึง กกต. ขอให้บริหารจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้สะดวกและลดความสับสนของประชาชนให้มากที่สุด พร้อมยืนยันว่ายังมี “ไม้เด็ด” ที่จะสื่อสารกับประชาชนในช่วง 20 วันสุดท้ายก่อนเข้าคูหาแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JaAIDJ_aOJso5AWfi5Z_x

  • เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ

    เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ

    วันนี้ (14 มกราคม) ที่ห้องประชุมเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างผาสุก อาคาร 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในงานเสวนาเชิงอภิปราย ‘Debate to Decide: ทางเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจ’ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวคิด วิสัยทัศน์ และข้อเสนอเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างมีเหตุผล ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์

    ทั้งนี้ ได้มีตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองเข้าร่วมกิจกรรมได้แก่

    ▪️สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย

    ▪️วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฎิรูปรัฐ พรรคประชาชน

    ▪️กรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    ▪️เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

    ▪️คริส โปตระนันทน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคเศรษฐกิจ

    โดยได้แบ่งออกเป็น 6 วาระ ได้แก่ ภาษีและรายได้รัฐ นโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน การแข่งขันทางธุรกิจ และสวัสดิการสังคม โดยมีผู้แทนพรรคการเมืองร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ท่ามกลางบรรยากาศไม่เน้นโจมตีทางการเมือง

    สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ วาระภาษีและรายได้รัฐ ซึ่งหลายพรรคเห็นตรงกันว่ายังไม่เหมาะต่อการขึ้นภาษีในระยะสั้น โดยพรรคไทยสร้างไทยเสนอการดึงเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่พรรคประชาชนเสนอปรับโครงสร้างงบประมาณ ลดงบกลาง และใช้เทคโนโลยีป้องกันการทุจริต

    ด้านพรรคประชาธิปัตย์ชูการเพิ่มรายได้จากศักยภาพรัฐและเปิดข้อมูลภาครัฐให้เอกชนเข้าถึง ส่วนพรรคเศรษฐกิจเน้นแก้คอร์รัปชันและขยายฐานภาษีแรงงานต่างชาติ

    สำหรับพรรคเพื่อไทยมองภาษีเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นการผลิตและการลงทุน พร้อมย้ำการรักษาวินัยการคลัง

    ส่วนวาระนโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน พรรคประชาชนสนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้า โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าจำเป็นในบางกรณี เช่น การประกันรายได้เกษตรกร

    อย่างไรก็ตาม พรรคเศรษฐกิจไม่เห็นด้วย โดยมองว่าส่งผลเสียระยะยาว ส่วนพรรคเพื่อไทยชูนโยบายลดความยากจนที่ใช้ข้อมูลเชิงลึก ไม่ใช่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยย้ำความจำเป็นของนโยบาย แต่ต้องจัดสมดุลงบประมาณและลดความซ้ำซ้อนอีกด้วย

    Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 1Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 2Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 3Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 4Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 5Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 6Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 7Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 8

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    พงศ์มนัส ทาศิริ

    ช่างภาพประจำการเชียงใหม่ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cmu-debate-policy-tax-welfare/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rHTyxhj-YL37BvoU1V2zH

  • คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครนิสิตใหม่ปริญญาโท-เอก

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ รับสมัครนิสิตใหม่ระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาบริหารการศึกษา ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2569

    หลักสูตรปริญญาโท

    – แผน 1 แบบวิชาการ : ศึกษารายวิชาและทำวิทยานิพนธ์  (ภาคในเวลาราชการ) รับนิสิตจำนวน 10 คน

    – แผน 2 แบบวิชาชีพ (ภาคนอกเวลาราชการ) รับนิสิตจำนวน 50 คน

    คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครเข้าศึกษา

    สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในภาคการศึกษาสุดท้ายในระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหรือการพัฒนามนุษย์มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีภายหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ยกเว้นผู้ที่ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมหรือมีประสบการณ์การบริหารในองค์การหรือคณะกรรมการนิสิตนักศึกษาในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

    การคัดเลือกเข้าศึกษาโดยการสอบสัมภาษณ์ ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

    หลักสูตรปริญญาเอก 

    – ศึกษารายวิชาและทำวิทยานิพนธ์ (ภาคในเวลาราชการ) รับนิสิตเข้าศึกษาจำนวน 5 คน

    – ศึกษารายวิชาและทำวิทยานิพนธ์ (ภาคนอกเวลาราชการ) รับนิสิตเข้าศึกษาจำนวน 10 คน

    คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครเข้าศึกษา

    – สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในภาคการศึกษาสุดท้ายในระดับปริญญามหาบัณฑิต มีแต้มเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญามหาบัณฑิต ไม่น้อยกว่า 3.8 หรือเทียบเท่า

    – หากมีแต้มเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.8 แต่ไม่ต่ำกว่า 3.5 ต้องมีประสบการณ์ทางการบริหารการศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี และต้องมีผลงานการวิจัยทางการบริหารการศึกษา หรือที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

    – หากมีแต้มเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.5 ต้องมีประสบการณ์ทางการบริหารการศึกษา สถานศึกษา หรือทรัพยากรมนุษย์ไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีผลงานการวิจัยทางการบริหารการศึกษาหรือที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 

    การคัดเลือกเข้าศึกษาโดยการสอบสัมภาษณ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

    ผู้สมัครแจ้งความจำนงเพื่อรับการคัดเลือกศึกษาต่อผ่านแบบฟอร์มของสาขาวิชา ตั้งแต่บัดนี้ – 31 มกราคม 2569

    รับสมัครระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2569

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาบริหารการศึกษา ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ชั้น 7 อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย

    โทร. 0-22182585-88

    https://www.facebook.com/EDUMGTCU

    https://www.edu.chula.ac.th/

    https://www.edu.chula.ac.th/pml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/282391/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CdvlE-h6zHhkyWpVhcMmU

  • คุมเข้มเรือนำเที่ยวต้นฉำฉา วางทุ่นกำหนดเส้นทาง หลังชนกลางเขื่อนแม่งัด

    คุมเข้มเรือนำเที่ยวต้นฉำฉา วางทุ่นกำหนดเส้นทาง หลังชนกลางเขื่อนแม่งัด

    อุทยานแห่งชาติศรีลานนา เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวต้นฉำฉากลางน้ำ วางทุ่นลอยน้ำกำหนดแนวเดินเรือรอบต้นฉำฉายักษ์กลางเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ควบคุมทิศทางการสัญจร ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ หลังเกิดเหตุเรือนำเที่ยวชนกัน มีนักท่องเที่ยวบาดเจ็บ

    อุทยานแห่งชาติย้ำใช้เฉพาะไกด์เรือเดิมรวม 103 ราย แบ่งเป็นฝั่งอำเภอพร้าว 66 ราย และฝั่งอำเภอแม่แตง 37 ราย ไม่เพิ่มจำนวน เรือทุกลำต้องขึ้นทะเบียน ผ่านการตรวจจากสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดเชียงใหม่ ติดตั้งไฟสัญญาณ อุปกรณ์ความปลอดภัย และห้ามใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะบริเวณด่านเก็บค่าบริการและพื้นที่ต้นฉำฉากลางน้ำ

    การท่องเที่ยวรอบต้นฉำฉากลางน้ำกำหนดให้ดับเครื่องยนต์ ใช้การพายเรือวนตามแนวทุ่น ห้ามสตาร์ทเครื่องหรือยกหางเรือ พร้อมบังคับให้นักท่องเที่ยวสวมเสื้อชูชีพตลอดการเดินทาง หากฝ่าฝืนหรือเกิดเหตุซ้ำ อุทยานแห่งชาติสามารถเพิกถอนใบอนุญาต และพิจารณาปิดแหล่งท่องเที่ยวชั่วคราวได้ทันที ทั้งนี้ แหล่งท่องเที่ยวจะปิดฟื้นฟูธรรมชาติเป็นประจำทุกปี ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม เพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3864831/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jKqij4rI6oa3B0PqBLWDj

  • รวมโปรโมชันส่วนลด Klook แคมเปญ 1.15 Mid-Month เที่ยวปีใหม่แบบเฮงๆ

    รวมโปรโมชันส่วนลด Klook แคมเปญ 1.15 Mid-Month เที่ยวปีใหม่แบบเฮงๆ

    เปิดต้นปี 2569 มาใครที่ยังเที่ยวไม่หนำใจ และกำลังวางแผนเที่ยวเพิ่ม ไทยรัฐช็อปปิ้งได้รวบรวมมาให้แล้วกับดีล Mid-Month ประจำเดือนมกราคมนี้ จาก Klook ตอบโจทย์กับหลากหลายไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายท่องเที่ยว สาย Staycation และสายกิจกรรม จะมีส่วนลดอะไรน่าสนใจบ้าง ติดตามได้ที่นี่

    Klook Lucky New Year Deals ดีลเฮงรับปีใหม่ เที่ยวต้นปีแบบสุดคุ้ม

    แคมเปญ “Lucky New Year Deals” จาก Klook เป็นอีกแคมเปญที่มาพร้อมโค้ดส่วนลดสุดคุ้ม ครบครันด้วยดีลเด็ดเอาใจทั้งสายท่องเที่ยวและกิจกรรม ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวต้องไม่พลาด โค้ดส่วนลดสุดคุ้มค่าเหล่านี้

    • ส่วนลด 5% กรอกโค้ด LUCKYNY400
      ลดสูงสุด 400 บาท จองขั้นต่ำ 6,900 บาท
    • ส่วนลดการเดินทาง 5% กรอกโค้ด LUCKYMO 
      ลดสูงสุด 300 บาท จองขั้นต่ำ 5,000 บาท (สำหรับเดินทางด้วยรถไฟ รถรับส่ง และรถเช่า)
    • ส่วนลดจองโรงแรม 6% กรอกโค้ด LKJANWEDHOTEL 
      ลดสูงสุด 500 บาท ไม่มีขั้นต่ำ
    • ส่วนลดทัวร์ 10% กรอกโค้ด CNAOTOUR10OFF 
      ลดสูงสุด 300 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองทัวร์ในประเทศจีนเท่านั้น)
    • ส่วนลดทัวร์ 10% กรอกโค้ด JPAOTOUR10OFF 
      ลดสูงสุด 300 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองทัวร์ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น)

    โค้ดส่วนลด Klook เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมส่วนลดสุดคุ้ม

    • ส่วนลดบริการรับส่งสนามบิน 10% กรอกโค้ด JPAOPT10OFF 
      ลดสูงสุด 200 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองรถพร้อมคนขับในญี่ปุ่น)
    • ส่วนลดรถไฟญี่ปุ่น 7% กรอกโค้ด JPAOMO7OFF 
      ลดสูงสุด 300 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองการเดินทางหรือบัตรรถไฟในญี่ปุ่น)
    • ส่วนลดรถเช่า 10% กรอกโค้ด JPAOCAR10OFF 
      ลดสูงสุด 300 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองรถเช่าในญี่ปุ่น)
    • ส่วนลดบริการทัวร์ 10% กรอกโค้ด JPAOTOUR10OFF 
      ลดสูงสุด 300 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองทัวร์ในญี่ปุ่น)

    โค้ดส่วนลด Klook เที่ยวจีนคุ้มๆ รับปีใหม่

    • ส่วนลดรถเช่าพร้อมคนขับ 10% กรอกโค้ด CNAOPT10OFF 
      ลดสูงสุด 9,999 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองรถเช่าพร้อมคนขับในจีน)
    • ส่วนลดจองโรงแรม 6% กรอกโค้ด CNAOHOTEL6OFF 
      ลดสูงสุด 500 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองโรงแรมในจีน)
    • ส่วนลดบริการทัวร์ 10% กรอกโค้ด CNAOTOUR10OFF 
      ลดสูงสุด 300 บาท ไม่มีขั้นต่ำ (สำหรับจองทัวร์ในจีน)

    รวมโปรโมชัน Klook เดือนมกราคม จองเที่ยวกลางเดือนสุดคุ้ม

    • ส่วนลดการเดินทาง 5% กรอกโค้ด LUCKYMO 
      ลดสูงสุด 300 บาท จองขั้นต่ำ 5,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 12-25 ม.ค. 26
    • ส่วนลดโรงแรม Wednesday Hotel Flash Sales ลด 6% กรอกโค้ด LKJANWEDHOTEL 
      ลดสูงสุด 500 บาท ไม่มีขั้นต่ำ ใช้ได้ทุกวันพุธ ตลอดเดือนมกราคม 2026
    • ส่วนลดรถรับส่งส่วนตัว ลดสูงสุด 99 บาท (เฉพาะลูกค้าที่จองโรงแรมผ่าน Klook เท่านั้น)
    • ส่วนลดจองทัวร์ Friday Tour ลด 6% กรอกโค้ด JANFRITOUR 
      ลดสูงสุด 350 บาท ไม่มีขั้นต่ำ ใช้ได้ทุกวันศุกร์ ตลอดเดือนมกราคม 2026
    • ส่วนลด eSIM ลดสูงสุด 50% กรอกโค้ด KLOOKESIM99 
      ลดสูงสุด 99 บาท ไม่มีขั้นต่ำ ตั้งแต่วันที่ 6-31 ม.ค. 26

    ส่วนลดมีจำนวนจำกัด แนะนำให้กดเก็บโค้ดและใช้ก่อนหมด

    ใครที่กำลังเตรียมแผนเที่ยวรับปีใหม่ และกำลังมองหาดีลหรือโปรโมชันดีๆ ทั้งโรงแรม การเดินทาง และกิจกรรม สามารถกดเก็บโค้ดส่วนลดเหล่านี้จาก Klook ได้เลย มีให้เลือกหลากหลายส่วนลด ที่ช่วยมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น โค้ดส่วนลดมีจำนวนจำกัด แนะนำเก็บและใช้ตามระยะเวลาที่กำหนด ใช้ก่อนมีสิทธิ์ก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/shopping/others/1000897&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rLb1xsTHdCAvkpEhySYW8

  • “กัณวีร์” เปิดตัว “วินิจ เลิศรัตนชัย” นั่งที่ปรึกษาพิเศษด้านนโยบายท่องเที่ยวและกีฬาของ “พรรคพลวัต” | เดลินิวส์

    “กัณวีร์” เปิดตัว “วินิจ เลิศรัตนชัย” นั่งที่ปรึกษาพิเศษด้านนโยบายท่องเที่ยวและกีฬาของ “พรรคพลวัต” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 69 คุณกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงกรณีที่มีชื่อ คุณวินิจ เลิศรัตนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด ร่วมงานกับพรรคพลวัต โดยคุณกัณวีร์ ได้เปิดเผยว่า คุณวินิจ จะมานั่งเป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านนโยบายการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นที่น่ายินดีเพราะเป็นคนมีความรู้ความสามารถ เพราะคุณกัณวีร์ เชื่อว่าคุณวินิจ จะเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว

    คุณกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต

    โดย คุณกัณวีร์ กล่าวว่า “คุณวินิจจะเป็นตัวจักรสำคัญของพรรคพลวัตในการชูนโยบายด้านการท่องเที่ยว ซึ่งคุณวินิจมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษ และต้องดูผลการเลือกตั้งถ้าได้โอกาสจากประชาชน มี สส. มากขึ้น ถ้าเราสามารถผลักดันนโยบายได้ คุณวินิจ ก็จะเป็นท่านหนึ่งที่นำทีมการท่องเที่ยวของพรรคพลวัตครับ”

    คุณวินิจ เลิศรัตนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด

    ซึ่งคุณวินิจ เลิศรัตนชัย คือบุคคลที่สะเทือนวงการการจัดอีเวนต์ของประเทศไทย จากการนำสโมสรฟุตบอลชั้นนำของโลกอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล มาปะทะแข้งกันในศึกแดงเดือดถึง ราชมังคลากีฬาสถาน นอกจากนี้ คุณวินิจ ยังถือเป็นบุคคลที่ชื่นชอบในการเล่นกีฬาเป็นอย่างมากจากคำบอกเล่าของเจ้าตัว

    ภาพ Facebook : กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5500320/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABbFTdrX5rucl4MshJE8x