Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ยอดท่องเที่ยวขาเข้า “ปักกิ่ง” ปี 2025 โต 39%

    ยอดท่องเที่ยวขาเข้า “ปักกิ่ง” ปี 2025 โต 39%

    ปักกิ่ง, 17 ม.ค. (ซินหัว) — สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีนเผยว่าปักกิ่งมีปริมาณการท่องเที่ยวขาเข้า 5.48 ล้านครั้งในปี 2025 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยมีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวแตะ 5.05 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.27 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.7 เมื่อเทียบปีต่อปี

    ตัวเลขดังกล่าวแบ่งเป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน 9.23 แสนครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.7 เมื่อเทียบปีต่อปี และเป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีก 4.55 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.8 เมื่อเทียบปีต่อปี

    ในบรรดาการเดินทางของชาวต่างชาติ พบว่ามีการเดินทางจากเอเชีย 2.01 ล้านครั้ง จากยุโรป 1.56 ล้านครั้ง และจากทวีปอเมริกา 6.41 แสนครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 ร้อยละ 47.9 และร้อยละ 35.6 ตามลำดับ

    ทั้งนี้ ปักกิ่งได้ยกระดับบริการสำหรับนักเดินทางขาเข้า ด้วยการอำนวยความสะดวกด้านการขอวีซ่าและพิธีการศุลกากร การชำระเงิน การซื้อสินค้า และการคืนภาษี พร้อมทั้งเปิดตัวรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม อาทิ เส้นทางท่องเที่ยวตามธีม 10 เส้นทาง รวมถึงทัวร์แหล่งมรดกโลกและย่านหูท่ง ซึ่งเป็นย่านตรอกซอกซอยโบราณ

    สำนักฯ ระบุว่าปักกิ่งมีแผนยกระดับบริการสำหรับนักท่องเที่ยวขาเข้าให้ดียิ่งขึ้นในปี 2026 และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และการแพทย์แผนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/389/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mZtjp45Th1WvwDKSMiNEk

  • ปักหมุดจุดเช็กอิน5จังหวัดภาคใต้ นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและสโลว์ไลฟ์ต้องห้ามพลาด

    ปักหมุดจุดเช็กอิน5จังหวัดภาคใต้ นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและสโลว์ไลฟ์ต้องห้ามพลาด

    ภาคใต้ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศอันหลากหลายของเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ตั้งแต่ ชุมพร ระนอง พังงา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ไปจนถึงสงขลา เมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ วิถีชุมชน และร้านค้าท้องถิ่นมากมาย ที่ไม่เพียงจะช่วยเติมพลังใจด้วยความงดงามของภาคใต้ แต่ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมชวนนักท่องเที่ยวเตรียมตัวออกเดินทาง เลือกจุดหมายปลายทางที่ใช่ ตามสไตล์ที่ชอบ พร้อมเก็บโมเมนต์ดีๆ กับมุมเก๋ๆ ทั่วภาคใต้

    ปักหมุดจุดแรกกับ ชุมพร-ระนอง เปิดประตูสู่ภาคใต้ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ธรรมชาติ จังหวัดชุมพร เมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ใครมีเวลาเยอะแวะเที่ยวชุมพรก่อนได้เลย เพราะมีสถานท่องเที่ยวหลากหลาย สำหรับเส้นทางวันนี้จะไม่เข้าเมืองชุมพร แต่หักเลี้ยวไปทางตะวันตกสู่เมืองระนอง เมืองเงียบสงบที่หลายคนอาจมองข้าม แต่ในฐานะหนึ่งในประตูสู่ภาคใต้ ระนองซ่อนธรรมชาติสมบูรณ์ไว้มากมาย ทั้งภูเขา ลำธาร และน้ำตกหลายแห่ง เหมาะสำหรับการจัดทริปแบบสบายๆ ขับรถชิลๆ ไปบนเส้นทางที่สวยและท้าทายสำหรับคนที่ชอบขับรถเที่ยวเอง รับรองว่าสนุกและประทับใจแน่นอน ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ช่วยให้การเดินทางระยะยาวผ่อนคลายขึ้นตั้งแต่เริ่มออกจากตัวเมือง จังหวะขึ้นเขาและโค้งคดเคี้ยวให้ฟีลนุ่ม เงียบ และมั่นใจ เพราะกำลังจากระบบ e-POWER ตอบสนองทันทีที่แตะคันเร่ง

    และอีกจุดที่พลาดไม่ได้ต้องแวะคือ น้ำตกปุญญบาล สายน้ำใสที่ไหลรินริมถนนเพชรเกษมตลอดทั้งปี เป็นมุมพักขาและเก็บภาพบรรยากาศได้อย่างลงตัว การขับผ่านเส้นทางธรรมชาติแบบนี้ยิ่งทำให้เห็นความสบายของเซเรน่าได้ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นั่งที่กว้าง หรือกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า 163 แรงม้า แรงบิด 315 นิวตันเมตร ที่ทำให้การเร่งขึ้นเนินและการขับต่อเนื่องหลายร้อยกิโลเมตรเป็นไปอย่างลื่นไหลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ชาร์จ

    นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารพื้นบ้านและร้านค้าชุมชนให้แวะชิมรสมือท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเมนูพื้นเมืองรสเข้มหรืออาหารทะเลสดๆ ทำให้ระนองไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้น แต่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทางสู่ภาคใต้

    หมุดที่ 2 ตะกั่วป่า พังงา เมืองกลางหุบเขาที่ต้องหลงรัก เมื่อพูดถึงพังงา หลายคนอาจนึกถึงทะเลและภูเขา แต่สำหรับสายชอบเมืองเก่าและบรรยากาศเงียบสงบแล้ว ต้องยกให้ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า เมืองเล็กในหุบเขาที่อบอวลด้วยเสน่ห์เรียบง่าย เหมาะทั้งสำหรับการแวะเที่ยวแบบวันเดียว หรือจะใช้เวลาพักผ่อนช้าๆ สักคืนเพื่อดื่มด่ำกับวิถีท้องถิ่นก็ลงตัวสุดๆ เมืองเก่าย่านนี้รายล้อมด้วยอาคารชิโน-โปรตุกีสเก่าแก่ ร้านเล็กๆ ของชุมชน และศาลเจ้าจีนที่สะท้อนรากวัฒนธรรมในพื้นที่อย่าง ศาลเจ้าซินใช่ตึ๋ง เดินเล่นไม่กี่นาทีก็เจอมุมถ่ายรูปใหม่ ทั้ง Street Art, โรงเรียนเต้าหมิง และสะพานเหล็กบุญสูง ที่เห็นวิวภูเขาสวยแบบเต็มตา เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์แบบพิเศษของตะกั่วป่า ที่แม้อยู่ในเมืองก็ยังมองเห็นภูเขาได้ใกล้จนเหมือนเอื้อมถึง

    หลังเดินชิลๆ ในเมืองเก่าแล้วสายกินต้องไม่พลาด ตั้งแต่ขนมจีนหน้าศาล, ไส้กรอกตะกั่วป่า, ไปจนถึงสะเต๊ะร้านเก่าแก่ที่ยังคงรสมือดั้งเดิม ทำให้การเดินเที่ยวในเมืองเก่าเต็มไปด้วยรสชาติและเรื่องราวในทุกจุดแวะ ตะกั่วป่าจึงเป็นอีกมุมหนึ่งของพังงาที่ให้จังหวะชีวิตช้าลงแบบพอดี และเติมเสน่ห์ใหม่ๆ ให้การเดินทางภาคใต้มีมิติที่อบอุ่นมากขึ้น

    หมุดที่ 3 สุราษฎร์ธานี ธรรมชาติอิ่มตา บรรยากาศอิ่มใจ สุราษฎร์ธานีคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติไม่ควรพลาด โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติเขาสก หนึ่งในผืนป่าฝนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของไทย อายุนับร้อยล้านปี โดดเด่นด้วยภูเขาหินปูนและป่าเขียวชอุ่ม บรรยากาศเงียบสงบ รายล้อมด้วยธรรมชาติรอบตัว เหมาะสำหรับการเที่ยวแบบสบายๆ หรือใช้เป็นที่เติมเต็มความสงบได้เป็นอย่างดี

    ระหว่างทางที่ขับผ่านแนวภูเขาและผืนป่า ห้องโดยสารที่นั่งสบายของเซเรน่าทำให้การเดินทางรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้พักตั้งแต่ยังไม่ถึงจุดหมาย ความโปร่งโล่งของพื้นที่ภายในช่วยให้การนั่งรถยาวๆ ไม่รู้สึกอึดอัด กระจกใสบานใหญ่รอบคันเปิดมุมมองให้เห็นวิวเขาสกแบบเต็มตา และยิ่งสบายขึ้นไปอีกเมื่อมีม่านบังแดดที่ช่วยกรองแสงแรงระหว่างขับผ่านพื้นที่โล่ง เหมือนนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับธรรมชาติ พื้นที่รอบเขาสกมีกิจกรรมให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ขับรถชมวิวเข้าไปยังจุดเดินป่าต่างๆ ไปจนถึงล่องแพชมวิวที่เขื่อนเชี่ยวหลาน ทะเลสาบสีมรกตซึ่งโอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกตา จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดของภาคใต้

    ในตัวอำเภอบ้านตาขุนและพื้นที่รอบเขาสกยังมีคาเฟ่บ้านไม้ ร้านอาหารพื้นบ้าน และโฮมสเตย์ชุมชนที่แวะได้ระหว่างทางให้สัมผัสวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของคนท้องถิ่น สุราษฎร์ธานีจึงเป็นปลายทางที่เหมาะทั้งสำหรับการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัวท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ว่าจะขับรถเพื่อมาพักผ่อนหรือออกไปทำกิจกรรมสนุกๆ ก็ตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ของคนที่รักการเดินทาง

    หมุดที่ 4 นครศรีธรรมราช เมืองวิวสวยที่ต้องแวะ นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ โดยเฉพาะที่หมู่บ้านคีรีวง หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องอากาศดีมีโอโซนเยอะที่สุดในประเทศ และลำธารใสเป็นพิเศษ ขับรถขึ้นมาเพื่อปูเสื่อปิกนิกริมลำธาร นั่งจุ่มเท้าในน้ำเย็นๆ จิบกาแฟจากคาเฟ่ในหมู่บ้าน หรือแวะตามร้านงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่ขายผ้าย้อมสีธรรมชาติ บรรยากาศเรียบง่ายแต่ผ่อนคลาย เหมาะกับการใช้เวลาในช่วงเทศกาลที่สุด

    จากบรรยากาศสดชื่นของลำธารคีรีวง หาก ขับลงสู่โซนชายฝั่ง จะพบกับอีกมุมที่ต่างออกไปแต่งดงามไม่แพ้กัน นั่นคือจุดชมวิวอ่าวท้องยาง มุมเงียบๆ ที่มองเห็นทั้งทะเลและภูเขาในฉากเดียว ไม่ว่าจะขับมาช่วงเช้าเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น หรือแวะพักระหว่างวันก็ได้บรรยากาศผ่อนคลายในคนละแบบ  ซึ่งรอบอ่าวยังเต็มไปด้วยร้านอาหารทะเลสไตล์บ้านๆ ที่จอดรถแวะได้สะดวก เน้นวัตถุดิบสดใหม่ ทั้งปลาย่าง ต้มส้ม ผักพื้นบ้าน และเมนูทะเลนึ่งรสเรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยความสด นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่บรรยากาศสบายๆ ให้ขับ นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ไปแวะถ่ายรูปกับทะเล และเอนจอยช่วงเวลาชิลๆ ได้ตลอดวัน

    หมุดที่ 5 สงขลา เมืองเล็กที่มีเสน่ห์ใหญ่ ใครที่ขับรถจากนครศรีธรรมราชมุ่งหน้าสู่สงขลา ตอนขับผ่านจังหวัดพัทลุง มีจุดเช็กอินที่พลาดไม่ได้ คือ สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรือสะพานเอกชัย คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุด สะพานยาวกว่า 5 กิโลเมตร ทอดข้ามทะเลสาบสงขลา-ทะเลน้อย เชื่อมต่อจังหวัดพัทลุงกับสงขลา เหมาะทั้งสำหรับแวะถ่ายภาพหรือหยุดพักสายตาระหว่างการเดินทาง ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม

    เมื่อก้าวเข้าสู่เมืองเก่าสงขลา ความผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีสกับวัฒนธรรมจีนจะสะดุดตาทันที อาคารเก่าอายุนับร้อยปีที่เรียงรายสองฝั่งถนนทำให้การเดินเล่นในย่านนี้มีเสน่ห์แบบเรียบง่าย และเต็มไปด้วยมุมให้หยุดชมอย่างเพลิน ๆ ไฮไลต์แรกที่หลายคนเลือก เริ่มต้นที่ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำริมทะเลสาบสงขลา ถือเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมก่อนเข้าสู่ย่านเมืองเก่า จากนั้นตามด้วยพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ (บ้านตระกูลติณสูลานนท์) ซึ่งเล่าเรื่องราวรากวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนและบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองท่าเก่าแก่ ซึ่งในย่านเมืองเก่าจะมีกลิ่นอาหารท้องถิ่นลอยมาเรียกให้ต้องแวะเสมอ ไม่ว่าจะเป็น โรตีร้อนๆ ไอติมโอ่งสูตรโบราณ หรือขนมจีบ-ซาลาเปาร้านเก่าแก่ที่มีให้เลือกแทบทุกซอย รวมถึงร้านคาเฟ่และของกินเล่นอีกหลากหลายแบบที่ทำให้การเดินชมเมืองสนุกขึ้นไปอีกขั้น

    ปิดท้ายทริปด้วยการแวะบ้านนครในและโซน Street Art เมืองเก่า ที่มีงานศิลปะกระจายอยู่ตามกำแพงให้ค่อยๆ เดินชมและเก็บภาพระหว่างจอดรถ อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น อาคารสีแดงอายุกว่าศตวรรษที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงสีข้าวสำคัญของภาคใต้ และปัจจุบันถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์และพื้นที่เรียนรู้ของชุมชน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581-news/932894/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AfjED99G5WUe50v_o2g7r

  • ททท. จัดสื่อสัญจร เปิดประสบการณ์ Exclusive Preview สัมผัสแลนด์มาร์กยามค่ำคืนแสง สี ศิลปะร่วมสมัย วันที่ 15 ม.ค.นี้ ในงาน

    ททท. จัดสื่อสัญจร เปิดประสบการณ์ Exclusive Preview สัมผัสแลนด์มาร์กยามค่ำคืนแสง สี ศิลปะร่วมสมัย วันที่ 15 ม.ค.นี้ ในงาน

    วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดความยิ่งใหญ่รับปี พ.ศ. 2569 กับงาน “เชียงใหม่ Night Market” ภายใต้แนวคิด Tha Phae Remix Chiang Mai Remake และ San Kamphaeng Remix Chiang Mai Remake จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Trip) วันที่ 15 ม.ค. 69 ชวนสัมผัส ถนนคนเดินสันกำแพงและถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) ที่เนรมิตรให้กลายเป็นแลนด์มาร์กยามค่ำคืนด้วยแสง สี ผสานมนต์เสน่ห์วัฒนธรรมอันดั้งเดิม พร้อมจัดทริป สุดพิเศษนำทัพสื่อมวลชนและเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ร่วมสัมผัสเส้นทางท่องเที่ยวและจุดเช็กอินสุดอลังการ ก่อนเปิดงานจริงในวันที่ 17 ม.ค. 69 – 1 มี.ค. 69 นี้

    โดยกำหนดการกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Trip) จัดขึ้นในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569 เริ่มต้นจาก โหม้งสันกลาง ประตูสู่สิบโหม้งโหล่งผญ๋า โหล่งฮิมคาว ชุมชนหัตถกรรมสร้างสรรค์ พื้นที่เล็ก ๆ ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มศิลปิน ผู้ประกอบการ รวมไปถึงผู้ที่มีความชื่นชอบงานหัตถกรรม ภูมิปัญญา ศิลปะเต็มไปด้วยงานมือและงานคราฟต์มากมาย

    เดินทางเยี่ยมชมและทํากิจกรรม Workshop ระบายสีร่มที่ โหม้งต้นเปา ศูนย์สาธิตการทําร่มกระดาษสาตามแบบภูมิปัญญาดั้งเดิม แหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงและสืบทอดองค์ความรู้ท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ภายในโหม้งเปิดให้สัมผัสทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเตรียมไม้ไผ่ การขึ้นโครงร่ม การขึงกระดาษสาที่ประณีต ไปจนถึงการแต่งแต้มลวดลายด้วยมือ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ถ่ายทอดจินตนาการลงบนชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียว

    ต่อด้วยการเยี่ยมชม บ้านจ๊างนัก โหม้งบวกค้าง ชุมปฏิมากรรมไม้แกะสลักที่รวบรวมสุดยอดงานแกะสลักช้างอันโดดเด่น รังสรรค์โดยช่างฝีมือเอกที่มีความรักในศิลปะการแกะสลักไม้แบบล้านนา พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงที่จัดแสดงงานศิลป์ แต่เป็นศูนย์รวมภูมิปัญญาที่สืบทอดจากครูช่างสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้ผู้สนใจได้เรียนรู้กระบวนการคิด เทคนิคเชิงช่าง และเรื่องราวความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่าง “ช้าง” กับวิถีวัฒนธรรมล้านนาที่ถูกถ่ายทอดผ่านเนื้องานอย่างวิจิตรบรรจง

     ปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชม บ้านป่าตาล โหม้งบวกค้าง ร่วมเรียนรู้งานหัตถศิลป์ผ่าน Workshop การทำ “ตะแหลว” เครื่องจักสานมงคล และสัมผัสศาสตร์การนวดตอกเส้น ภูมิปัญญาการบำบัดพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา นับเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริง เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรมผ่านงานหัตถกรรมที่มีชีวิต พร้อมทั้งเป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    งาน “เชียงใหม่ Night Market” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 69 – 1 มี.ค. 69 เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ ถนนคนเดินสันกำแพง (ทุกวันเสาร์) และถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) (ทุกวันอาทิตย์) ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์  โดย ททท. เนรมิต ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) และถนนคนเดินสันกําแพง มาตกแต่งสร้างสีสัน สะท้อนอัตลักษณ์ตลอดระยะทางของถนนคนเดินให้มีความน่าสนใจ ด้วยการใช้เทคนิคของแสง สี และเทคโนโลยีสมัยใหม่

    นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้เพลิดเพลินกับการซื้อของฝาก ของที่ระลึก อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารท้องถิ่นจากผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ยกขบวนร้านค้ามาให้ได้ลิ้มลองจำนวนมาก พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงานร่วมจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการภายในงาน เมื่อจับจ่ายครบทุก 200 บาท จะได้รับคูปองใช้เป็นส่วนลดสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร สปา เป็นต้น พร้อมสนุกสนานไปกับการแสดงจากศิลปินชื่อดังได้ทุกวัน ได้แก่ 17 มกราคม 2569 : Scrubb, 18 มกราคม 2569 : Proxie, 24 มกราคม 2569 : Whal & Dolph, 25 มกราคม 2569 : No One Else, 31 มกราคม 2569 : Yented, 1 กุมภาพันธ์ 2569 : Atom, 14 กุมภาพันธ์ 2569 : Pause, Earth Patravee, 15 กุมภาพันธ์ 2569 : ATLAS, Sarah Salola, 21 กุมภาพันธ์ 2569 : Songkarn Rangsan, 22 กุมภาพันธ์ 2569 : Serious Bacon, 28 กุมภาพันธ์ 2569 : Mean Band และปิดท้ายวันที่ 1 มีนาคม 2569 ด้วย Season Five

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้งงาน โดย ททท. ได้จัดบริการรถรับ – ส่ง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถนนคนเดินสันกำแพง 2 เส้นทาง ได้แก่ 1. เส้นทางข่วงประตูท่าแพ – วัดศรีดอนไชย – ศูนย์ทำร่มบ่อสร้าง – ใหม่เอี่ยม พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ – ข่วงสันกำแพง 2. เส้นทาง One Nimman – เซ็นทรัลเชียงใหม่ – ศูนย์ทำร่มบ่อสร้าง – ใหม่เอี่ยม พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ – ข่วงสันกำแพง ถนนคนเดินท่าแพ 2 เส้นทาง  ได้แก่ 1. One Nimman – ตลาดช้างเผือก – อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ – วัดพระสิงห์มหาวรวิหาร 2. ข่วงประตูท่าแพ – วัดศรีดอนไชย – ตลาดประตูเชียงใหม่ – วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

    สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page: GoNorthThailand  และ TAT Contact Center หรือ โทร. 1672 Travel Buddy

    #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    #เชียงใหม่NightMarket

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/941288&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2434jhtQ330By8lKxRnDrl

  • ทกจ.เชียงราย เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงบ้านศิลปินอาชีพเชียงราย “มรดกศิลปะล้านนา“ | TOPNEWS

    สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย (ทกจ.เชียงราย) จัดกิจกรรม Media FamTrip เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมโยง บ้านศิลปินอาชีพเชียงราย (Chiangrai Life Artist Studio for Tourism) เส้นทางที่: 4 มรดกศิลปะล้านนา(Lanna Art Heritage) ภายใต้โครงการ Life Artists ศิลปินศิลปาชีพสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 กิจกรรมพาสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้และสตูดิโอศิลปิน อาทิ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสันกอง, Sangiam Yarangsee Studio, ปัจจุบัน Art Space, หอศิลป์บ้านนายพรหมมา และ หอศิลป์ระวี ได้สัมผัสผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ตั้งแต่งานหัตถศิลป์พื้นถิ่น จิตรกรรมร่วมสมัย ไปจนถึงกิจกรรมเวิร์กชอป พร้อมเรียนรู้แนวคิด แรงบันดาลใจ และวิถีชีวิตของศิลปินอย่างใกล้ชิด

    นางวิภาวี ลีไพบูลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (หัวหน้าโครงการ)สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับและชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม Media FamTrip เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมโยง บ้านศิลปินอาชีพเชียงราย (Chiangrai Life Artist Studio for Tourism) เส้นทางที่: 4 มรดกศิลปะล้านนา(Lanna Art Heritage) ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 นี้ว่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปะให้เป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบเชิงได้ประสบการณ์ ซึ่งเส้นทางมรดกศิลปะล้านนาเฮอริเทจ จะเจาะหรือดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายและขายให้คนเข้าถึงศิลปะชุมชนได้อย่างไร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะเป้าหมายของโครงการคือต้องการยกระดับวิชาชีพชุมชนสู่ศิลปาชีพที่ทรงคุณค่า และเพิ่มมูลค่าสินค้าในชุมชน รวมถึงสร้างการรับรู้ พร้อมกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว และสร้างรายหมุนเวียนในจังหวัดเชียงรายให้เพิ่มมากขึ้น

    เริ่มต้นของการเดินทาง เปิดด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ที่ Mu Café คาเฟ่เล็ก ๆ ที่ผสมผสานงานศิลป์เข้ากับกลิ่นกาแฟหอมละมุน เป็นพื้นที่พักใจให้ผู้เดินทางได้ผ่อนคลาย แลกเปลี่ยนมุมมอง ก่อนก้าวเข้าสู่โลกของศิลปะอย่างเต็มตัว

    กิจกรรม Chiangrai Life Artist Studio for Tourism Media Fam Trip  เส้นทางที่ 4 :มรดกศิลปะล้านนา (Lanna Art Heritage) เริ่มที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสันกองมีนางนิธี สุธรรมรักษ์ ศิลปินปักผ้าผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิคปักลายเม็ดข้าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ให้การต้อนรับพร้อมกับสมาชิกกลุ่มผู้สูงอายุที่มาแสดงฝีมือการปักผ้า พร้อมกับพาคณะทำความรู้จักกระบวนการป้กและแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดวิถีชีชุมชนผ่านลวดลายบนผืนผ้าอย่างประณีตและงดงาม


    ช่วงเที่ยง แวะพักที่ Panor Coffee House ร้านอาหารบรรยากาศร่มรื่น อาหารอร่อย มีพื้นที่กว้าง จุดถ่ายภาพหลากหลาย และยังมีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว ตอบโจทย์ทั้งสายกิน สายเที่ยว และสายถ่ายรูปเรียกได้ว่าอาหารอร่อย วิวดี เป็นการเติมพลังระหว่างทางก่อนเดินทางสู่สตูดิโอของอาจารย์เสงี่ยม ยารังสี Sangiam Yarangsee ซึ่งได้นำชมแกลลอรี่ผลงานศิลปะ ภาพวาดสีน้ำมันที่สะท้อนอารมณ์และลายเส้นเฉพาะตัวอย่างงดงามและทรงพลัง เป็นผลงานที่สะท้อนอารมณ์และมิติของแสงเงาอย่างประณีตหลากหลายแนว โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ที่อาจารย์เสงี่ยมบอกว่าเป็นความชื่นชอบที่มีมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเป็นคนที่รักธรรมชาติจึงถ่ายทอดความงดงามผ่านเทคนิคภาพสีน้ำมัน เป็นการถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นศิลปินผ่านพื้นที่สร้างสรรค์ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับผู้ที่หลงไหลในงานศิลปะและต้องการสัมผัสแรงบันดาลใจได้ใกล้ชิดกับตัวศิลปิน

    แวะเติมพลังที่ FRIENDCATION Café คาเฟ่โทนอบอุ่น เหมือนมานั่งบ้านเพื่อน แต่มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ แต่มีความ Art มากมาย จุดหมายต่อมาคือ  หอศิลป์ระวี โดยมีนายระวี มะโนเรือง ศิลปินผู้เชี่ยวชาญงานอิมเพรสชั่นนิสม์แนวทิวทัศน์ ที่ถ่ายทอดความงดงามของทิวทัศน์และแสงเงาผ่านลายพู่กันอันเป็นเอกลักษณ์ก่อนร่วมชม Life Artist Exhibition : Local Artist x Life Artist ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ที่จัดแสดงผลงานศิลปิน ควบคู่กิจกรรมเวิร์กช็อป ดนตรี และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ในพิธี Pre-Opening ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะเชียงราย กล่าวต้อนรับ ท่ามกลางศิลปิน ผู้ประกอบการ และประชาชนที่เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

    วันถัดมาเริ่มต้นที่ ปัจจุบัน Art Space ของนายอำนาจ ก้านขุนทด ที่นำชมแกลลอรี่ภาพวาดแนวธรรมชาติและพาคณะร่วมทำกิจกรรม Workshop เพ้นท์ก้อนหิน บนพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินท้องถิ่นได้แสดงผลงานหลากหลายรูปแบบทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่ายรวมถึงศิลปะจัดวางท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสงานศิลป์ในมุมองที่สดใหม่และทันสมัย

    ปิดท้ายที่หอศิลป์บ้านนายพรหมา ของอาจารย์พรมมา อินยาศรี ผลงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานที่สะสมมาตั้งแต่สมัยเรียน เป็นผลงานที่สะท้อนเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ความเชื่อที่สร้างสรรค์จากจินตนาการพื้นที่ศิลปะท้องถิ่นที่รวบรวมผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินเชียงราย ถ่ายทอดตัวตนและวิถีชีวิตผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรมและศิลปะแบบร่วมสมัย บรรยากาศเงียบสงบเป็นกันเองเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ศิลปะแบบเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในชุมชนศิลปินตัวจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1458657&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11dUW92phVlsv2o8huh_Ew

  • ลุยหาเสียง ถนนคนเดินประจวบฯ เน้นนโยบายปากท้อง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ลุยหาเสียง ถนนคนเดินประจวบฯ เน้นนโยบายปากท้อง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/112557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Y8_rtj3r_wgeHrzjMptV

  • ธนาคารไทยเครดิต ผนึกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนาม MOU เสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน และการบริหารทุนชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ปูรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในการเป็นธนาคารเพื่อสังคมและความยั่งยืน จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. (ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และการบริหารจัดการทุนชุมชน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยมี นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมพิธีลงนาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

    ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้งสองหน่วยงาน ที่เล็งเห็นว่า “ความรู้ทางการเงิน” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยธนาคารไทยเครดิต ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญ จะนำองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงินเข้าไปสนับสนุนภารกิจของ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

    วัตถุประสงค์หลักของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มุ่งเน้นใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่:

    1. การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน: พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินอย่างถูกวิธี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้นี้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    2. การยกระดับผู้ประกอบการชุมชน: มุ่งเน้นการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชน ทั้งในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ การวางแผนการตลาด และการจัดการการเงิน เพื่อให้ธุรกิจชุมชนสามารถเติบโตและแข่งขันได้

    3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน: สนับสนุนการบริหารจัดการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า “พอช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ธนาคารไทยเครดิตมาร่วมมือในการมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอช. มุ่งสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งยังมีจุดอ่อนเรื่องความรู้ในการบริหารจัดการการเงินที่เข้มแข็ง ธนาคารไทยเครดิต มีจุดแข็งที่จะมาเติมเต็มให้ความรู้และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเงินให้องค์กรชุมชน เป็นโอกาสที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงแข็งแรง สร้างชุมชนที่เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนสร้าง Social  Enterprise ที่เข้มแข็งร่วมกันต่อไป”

    นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ คือการนำโครงการ ‘ตังค์โต Know-how’ ซึ่งเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมด้านการเงินให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยธนาคารมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากร ผู้นำชุมชน และเครือข่ายของ พอช. อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนการบริหารธุรกิจและการตลาดยุคใหม่ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง ‘นักบริหารจัดการการเงินชุมชน’ ที่เข้มแข็ง และส่งต่อความยั่งยืนนี้กลับคืนสู่สังคม”

    การนำความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนมาผนวกกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้องค์ความรู้ทางการเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอบรม แต่จะถูกกระจายและถ่ายทอดต่อไปยังสมาชิกในชุมชนในรูปแบบ “พี่สอนน้อง” หรือ “ผู้นำสอนลูกบ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินในระดับฐานรากอย่างแท้จริง” โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    การร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างอาชีพที่มั่นคง เริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือ “ชุมชน” เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/989935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_OB9m9Vo7DkxUgc8SAAER

  • “วราวุธ” ปราศรัยช่วย “ประเดิมชัย”  การันตี ภท. ทีมบริหารมือโปร – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “วราวุธ” ปราศรัยช่วย “ประเดิมชัย” การันตี ภท. ทีมบริหารมือโปร – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/112564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nGDs-oeZyxvA5BuVRJdA_

  • ธนาคารไทยเครดิต ผนึกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนาม MOU เสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน และการบริหารทุนชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ปูรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในการเป็นธนาคารเพื่อสังคมและความยั่งยืน จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. (ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และการบริหารจัดการทุนชุมชน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยมี นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมพิธีลงนาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

    ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้งสองหน่วยงาน ที่เล็งเห็นว่า “ความรู้ทางการเงิน” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยธนาคารไทยเครดิต ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญ จะนำองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงินเข้าไปสนับสนุนภารกิจของ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

    วัตถุประสงค์หลักของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มุ่งเน้นใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่:

    1. การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน: พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินอย่างถูกวิธี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้นี้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    2. การยกระดับผู้ประกอบการชุมชน: มุ่งเน้นการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชน ทั้งในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ การวางแผนการตลาด และการจัดการการเงิน เพื่อให้ธุรกิจชุมชนสามารถเติบโตและแข่งขันได้

    3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน: สนับสนุนการบริหารจัดการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า “พอช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ธนาคารไทยเครดิตมาร่วมมือในการมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอช. มุ่งสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งยังมีจุดอ่อนเรื่องความรู้ในการบริหารจัดการการเงินที่เข้มแข็ง ธนาคารไทยเครดิต มีจุดแข็งที่จะมาเติมเต็มให้ความรู้และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเงินให้องค์กรชุมชน เป็นโอกาสที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงแข็งแรง สร้างชุมชนที่เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนสร้าง Social  Enterprise ที่เข้มแข็งร่วมกันต่อไป”

    นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ คือการนำโครงการ ‘ตังค์โต Know-how’ ซึ่งเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมด้านการเงินให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยธนาคารมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากร ผู้นำชุมชน และเครือข่ายของ พอช. อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนการบริหารธุรกิจและการตลาดยุคใหม่ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง ‘นักบริหารจัดการการเงินชุมชน’ ที่เข้มแข็ง และส่งต่อความยั่งยืนนี้กลับคืนสู่สังคม”

    การนำความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนมาผนวกกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้องค์ความรู้ทางการเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอบรม แต่จะถูกกระจายและถ่ายทอดต่อไปยังสมาชิกในชุมชนในรูปแบบ “พี่สอนน้อง” หรือ “ผู้นำสอนลูกบ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินในระดับฐานรากอย่างแท้จริง” โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    การร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างอาชีพที่มั่นคง เริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือ “ชุมชน” เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/989935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_OB9m9Vo7DkxUgc8SAAER

  • ธนาคารไทยเครดิต ผนึกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนาม MOU เสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน และการบริหารทุนชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ปูรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในการเป็นธนาคารเพื่อสังคมและความยั่งยืน จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. (ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และการบริหารจัดการทุนชุมชน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยมี นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมพิธีลงนาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

    ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้งสองหน่วยงาน ที่เล็งเห็นว่า “ความรู้ทางการเงิน” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยธนาคารไทยเครดิต ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญ จะนำองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงินเข้าไปสนับสนุนภารกิจของ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

    วัตถุประสงค์หลักของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มุ่งเน้นใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่:

    1. การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน: พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินอย่างถูกวิธี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้นี้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    2. การยกระดับผู้ประกอบการชุมชน: มุ่งเน้นการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชน ทั้งในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ การวางแผนการตลาด และการจัดการการเงิน เพื่อให้ธุรกิจชุมชนสามารถเติบโตและแข่งขันได้

    3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน: สนับสนุนการบริหารจัดการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า “พอช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ธนาคารไทยเครดิตมาร่วมมือในการมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอช. มุ่งสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งยังมีจุดอ่อนเรื่องความรู้ในการบริหารจัดการการเงินที่เข้มแข็ง ธนาคารไทยเครดิต มีจุดแข็งที่จะมาเติมเต็มให้ความรู้และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเงินให้องค์กรชุมชน เป็นโอกาสที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงแข็งแรง สร้างชุมชนที่เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนสร้าง Social  Enterprise ที่เข้มแข็งร่วมกันต่อไป”

    นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ คือการนำโครงการ ‘ตังค์โต Know-how’ ซึ่งเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมด้านการเงินให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยธนาคารมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากร ผู้นำชุมชน และเครือข่ายของ พอช. อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนการบริหารธุรกิจและการตลาดยุคใหม่ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง ‘นักบริหารจัดการการเงินชุมชน’ ที่เข้มแข็ง และส่งต่อความยั่งยืนนี้กลับคืนสู่สังคม”

    การนำความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนมาผนวกกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้องค์ความรู้ทางการเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอบรม แต่จะถูกกระจายและถ่ายทอดต่อไปยังสมาชิกในชุมชนในรูปแบบ “พี่สอนน้อง” หรือ “ผู้นำสอนลูกบ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินในระดับฐานรากอย่างแท้จริง” โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    การร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างอาชีพที่มั่นคง เริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือ “ชุมชน” เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/989935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_OB9m9Vo7DkxUgc8SAAER

  • คอร์รัปชัน..ขยะใต้พรม ถึงยุค “ดูดฝุ่น” ประชาชน “ไม่ทน”

    ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน “ปัญหาคอร์รัปชัน” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% กระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
    ผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 จากประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่างทั่วประเทศ ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption สะท้อนมุมมองต่อเรื่องนี้ว่าต้องดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

    ปลูกฝังจิตสำนึกสู่เป้าหมาย Zero Corruption

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มองว่าภาคเอกชนได้ตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ คือ “ปัญหาคอร์รัปชัน” นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ขึ้นโดยตรง โดยมีหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลักทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ สร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
    โดยคณะทำงานฯ ได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน  รณรงค์ “ไม่เลือกคนโกง” สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” หรือ “ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก” พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมติดสติ๊กเกอร์ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส

    เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องจักรเก่าเต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงราว 10% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
    กกร. ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะอยู่เพียง 1.6–2.0% และหากยังไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจถูกเวียดนามแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ โดยเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เดิม คือ การผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงสูง และภาระหนี้ครัวเรือนรวมถึงหนี้นอกระบบที่เกินศักยภาพรายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อและการลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
    ในบริบทเช่นนี้ คอร์รัปชันจึงเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในรูปของกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15–16% ของ GDP ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9–10% ได้ ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกลังเลต่อการลงทุนในประเทศไทย
    เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงถูกเปรียบเสมือน “เครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล” ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้างและอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน 
    การขับเคลื่อนแคมเปญ “กกร. และเพื่อนไม่ทน – Zero Corruption” จึงเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาคเอกชนไทยว่า ไม่อาจยอมรับคอร์รัปชันในฐานะเรื่องปกติได้อีกต่อไป เป็นเป้าหมายเพื่อสะท้อนเสียงของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการสำรวจครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคนโยบาย ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ในการชี้ให้เห็นมุมมอง ความคาดหวัง และความห่วงใยของสังคมต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุน และบรรยากาศทางธุรกิจของประเทศในระยะยาว

    กอบศักดิ์ ดวงดี

    หยุดคอร์รัปชันสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม

    กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ย้ำจุดยืนว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
    ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวรผ่านการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย ในนามของสมาคมธนาคารไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยจะไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและสร้างวัฒนธรรมการไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง

    รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

    97% ภาคธุรกิจชี้ปัญหาคอร์รัปชันมีความรุนแรงมาก

    รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชนและ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชนและ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
    ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
    พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุด “ดีแต่พูด” “รัฐมนตรีเทา” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ประชาชนและภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่ “รัฐมนตรีเทา” คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%), “ดีแต่พูด” นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%) “หัวหน้าพรรค” ต้องรับผิดชอบหลัก – ตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจและ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจและ 53% ของประชาชนระบุว่า “หัวหน้าพรรค” คือตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด
    มาตรการที่เรียกร้อง เข้มงวด โปร่งใส มีส่วนร่วม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วม (30%), เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (29%) และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต (15-28%) สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมี อันดับต้นๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต
    ภาคเอกชนพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 66% ของภาคธุรกิจสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้องค์กรภาคธุรกิจประกาศจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชันและตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต โดย 42% มองว่า กกร. และองค์กรภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชัน เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจและ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจและ 33% ของประชาชนระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย

    ประชาชนต้องการรัฐบาลบริหารงานด้วยความโปร่งใส

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กับ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นอย่างมาก โดยต้องการให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ แก้ไขปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ และมีความคาดหวังให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใสและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่าภาคประชาชนและภาคธุรกิจ แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าการมีนโยบายและประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองนั้น เพราะภาคประชาชน และ ภาคธุรกิจเห็นว่า การรทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่รุนแรง และต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    ธิปไตร แสละวงศ์

    สินบนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึงร้อยละ 20–30 

    ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force)” ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม
    ภาคเอกชนส่งสารถึงพรรคการเมือง การปราบโกงต้องทำได้จริง เห็นผลจริง กล้าลงโทษแม้เป็นคน ในพรรค ปฏิรูปหน่วยงานที่คอร์รัปชันฝังรากลึก และไม่สนับสนุนผู้มีประวัติทุจริตในการเลือกตั้ง

    Post Views: 148

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/17/the-problem-of-corruption-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p-BKbuoDKjb4xkc-ZQDEh