Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจายาวนาน 25 ปี : อินโฟเควสท์

    EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจายาวนาน 25 ปี : อินโฟเควสท์

    สหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (Mercosur) ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ณ กรุงอาซุนซิออน เมืองหลวงของประเทศปารากวัย ในวันเสาร์ (17 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการเจรจาที่ยาวนานถึง 25 ปี เพื่อสร้างหนึ่งในเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ข้อตกลงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดกำแพงภาษีและขยายขอบเขตการค้าระหว่างสองกลุ่มเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 30% ของโลก และครอบคลุมประชากรกว่า 700 ล้านคน ซึ่งถือเป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดของ EU เท่าที่เคยมีมา โดยสาระสำคัญของสนธิสัญญาจะยกเลิกภาษีศุลกากรให้กับสินค้าในการค้าทวิภาคีมากกว่า 90% และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2569

    แม้การเจรจาจะใช้เวลากว่า 25 ปี และเคยหยุดชะงักไปหลายครั้งจากปัญหาการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ข้อพิพาทเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการประท้วงจากภาคเกษตรกรรมในยุโรป แต่การลงนามครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับโลก โดยการบรรลุข้อตกลงที่รอคอยกันมาอย่างยาวนานนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีศุลกากรและการข่มขู่ทางการค้าอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศต้องเร่งหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง

    สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้คือรอการรับรองจากสภายุโรป รวมถึงการให้สัตยาบันโดยสภานิติบัญญัติของประเทศสมาชิกกลุ่มเมร์โกซูร์ ซึ่งประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย

    พิธีลงนามมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม ได้แก่ เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป, อันโตนิโอ กอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย

    ซานติอาโก เปนญ่า ประธานาธิบดีปารากวัย ในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มเมร์โกซูร์ ขอบคุณผู้นำของทั้งสองกลุ่มประเทศสำหรับความพยายามที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง”

    ขณะที่ฟอน เดอร์ เลเยน กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็นการส่ง “ข้อความที่หนักแน่นมาก” ต่อการสนับสนุนการค้าที่เป็นธรรมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ด้านกอสตากล่าวเสริมว่า “ข้อตกลงนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่หนักแน่นต่อการเปิดกว้าง การแลกเปลี่ยน และความร่วมมือ ซึ่งตรงกันข้ามกับการโดดเดี่ยวตัวเอง การดำเนินนโยบายฝ่ายเดียว และการใช้การค้าเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์”

    ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยลดต้นทุนภาษีสินค้าส่งออกของ EU ได้มากกว่า 4 พันล้านยูโร (4.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี โดยสินค้าหลักที่ EU ส่งออกไปยังกลุ่มเมร์โกซูร์ ได้แก่ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์ขนส่ง ในขณะที่สินค้าส่งออกหลักของเมร์โกซูร์คือ สินค้าเกษตร แร่ธาตุ และผลิตภัณฑ์จากป่าไม้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DdN4FWeW4J-M3IvZqsn2G

  • เลือกตั้ง’69:”อภิสิทธิ์”ลุยตลาดธนบุรี ชูทางเลือก”การเมืองสุจริต”พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้อง : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69:”อภิสิทธิ์”ลุยตลาดธนบุรี ชูทางเลือก”การเมืองสุจริต”พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้อง : อินโฟเควสท์

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ณ ตลาดธนบุรี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 31 (เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) เบอร์ 13 ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงหัวใจสำคัญในการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์มุ่งหวังที่จะเป็น “ทางเลือกที่สุจริต” ให้กับคนไทย โดยตั้งใจสร้างรัฐบาลที่ประชาชนสามารถวางใจได้ในความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    “เรายืนยันที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างทางเลือกที่สุจริต เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ทุกคนมั่นใจ และพร้อมผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างจริงจัง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    จากการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ใช้บริการในตลาด นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เสียงสะท้อนส่วนใหญ่คือความต้องการเห็นเศรษฐกิจที่คึกคักและเติบโตเร็วกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับการลงพื้นที่สวนหลวงในช่วงเช้า โดยพรรคได้รับฟังและพร้อมนำไปปรับเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาปากท้องอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ประชาชนยังเน้นย้ำเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชันและปัญหาทุนสีเทา ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

    เมื่อถามถึงความกังวลในการแข่งขันที่สูงขึ้น นายอภิสิทธิ์ ตอบด้วยท่าทีประนีประนอมและสร้างสรรค์ว่า การแข่งขันเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แม้จะเหลือเวลาอีกเพียง 20 กว่าวันก่อนถึงวันเลือกตั้ง แต่ผู้สมัครทุกคนยังคงทำงานหนักและมุ่งมั่นนำเสนอนโยบายให้เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด

    ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ได้เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางใหม่ให้กับประเทศ

    “วันที่ 8 นี้คือวันสำคัญที่จะเปลี่ยนประเทศให้พ้นจากสภาพเดิมๆ พรรคประชาธิปัตย์ยืนหยัดที่จะนำพาบ้านเมืองไปข้างหน้า เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคน”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวย้ำ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562033&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FAMpFb5Kgb8qTWKwBE5Vv

  • ระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐฯ จีน รัสเซีย พยายามสร้าง มีหน้าตาเป็นอย่างไร ?  – BBC News ไทย

    ระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐฯ จีน รัสเซีย พยายามสร้าง มีหน้าตาเป็นอย่างไร ? – BBC News ไทย

    สหรัฐฯ จีน รัสเซีย กำลังเดินหน้าอย่างไรกับความพยายามครองโลกที่ ‘ปกครองด้วยความแข็งแกร่ง กำลัง และอำนาจ’

    Designed image of Xi Jinping, Donald Trump, and Vladimir Putin in front of their respective national flags of China, the United States, and Russia. Trump, centre, points towards the camera, while Xi and Putin look sightly away from him.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, แอนโทนี ซูร์เชอร์
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำอเมริกาเหนือ

    “อำนาจของอเมริกาเหนือซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศหลังจากการจับกุมนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา

    และในขณะที่ทรัมป์ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของรัฐบาลวอชิงตัน จีนและรัสเซียก็ยังคงผลักดันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายอิทธิพลของตนเองต่อไป

    นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า ทั้งสามประเทศกำลังพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อยุโรปและมหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่น ๆ

    ในบทความนี้บีบีซีประเมินว่าสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ใช้เครื่องมือทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างไรเพื่อให้มีอิทธิพล ไม่เพียงแต่กับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศที่อยู่ไกลออกไปอีกด้วย

    โลกที่ ‘ปกครองด้วยอำนาจ’

    Designed image of Donald Trump, against a background that uses elements of the US flag.

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    สหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของทรัมป์ กำลังอยู่ในช่วงของการกำหนดนิยามใหม่และปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นไปที่ซีกโลกตะวันตก

    นั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ ในอดีต ที่มาจากทั้งสองพรรคการเมือง ซึ่งมีมุมมองเกี่ยวกับอำนาจและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในระดับโลกมากกว่า

    เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์กล่าวว่า นี่คือการดำเนินการตามนโยบายต่างประเทศ ที่เรียกว่า “อเมริกามาก่อน” (America First) ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ เช่น การอพยพ อาชญากรรม และการค้ายาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของพลเมืองอเมริกัน

    ความคิดเห็นล่าสุดของสตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ ที่อธิบายโลกที่ “ปกครองด้วยความแข็งแกร่ง ปกครองด้วยกำลัง ปกครองด้วยอำนาจ” อาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับนโยบายต่างประเทศที่เน้นผลประโยชน์และไม่ยึดติดกับอุดมคติของเฮนรี คิสซิงเจอร์และริชาร์ด นิกสันในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 แต่สิ่งที่เปรียบเทียบได้ดีที่สุดอาจเป็นความพยายามในการสร้างจักรวรรดิอเมริกันของประธานาธิบดีวิลเลียม แมคคินลีย์และเท็ดดี รูสเวลต์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A man in a black beret and colourful scarf taking a photo in the mirror with his iPhone

    • Patria Lynn Lane holds her daughter in her arms while her husband, Mark Timothy Gurney, takes her photo.

    • A view of houses covered by snow in the Greenlandic capital, Nuuk

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ต่อยอดจาก “หลักการมอนโร” ในปี 1823 ซึ่งเป็นถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ที่กล่าวว่าซีกโลกตะวันตกควรปราศจากการแทรกแซงจากยุโรป รูสเวลต์ย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องมีบทบาทอย่างแข็งขันในการดูแลและรักษาความปลอดภัยของทวีปอเมริกา

    ในช่วงเวลานั้น สหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศต่าง ๆ เช่น เวเนซุเอลาและสาธารณรัฐโดมินิกัน และส่งทหารสหรัฐฯ ไปยังเฮติและนิการากัวด้วย

    นับตั้งแต่เริ่มต้นวาระที่สองในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์ ได้แสดงความสนใจอย่างมากในดินแดนและประเด็นต่าง ๆ ในภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

    ปฏิบัติการทางทหารของเขาในการจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด แต่นั่นก็เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน บังคับใช้มาตรการภาษีเพื่อกดดันประเทศในละตินอเมริกา สนับสนุนผู้สมัครและพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นการเฉพาะในการเลือกตั้งระดับชาติ และเรียกร้องการผนวกคลองปานามา กรีนแลนด์ และพื้นที่ทั้งหมดของแคนาดา ให้เป็นของสหรัฐฯ

    “สหรัฐอเมริกาต้องดำรงความเป็นผู้นำในซีกโลกตะวันตก นั่นเป็นเงื่อนไขของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของเรา เงื่อนไขที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นใจในที่และเวลาที่เราต้องการในภูมิภาคนี้” แถลงการณ์ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ที่ทำเนียบขาวที่เพิ่งเผยแพร่ ระบุ

    อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศชุดใหม่ที่รวมไปถึงการปฏิเสธความพยายามของมหาอำนาจต่างชาติที่จะมีอิทธิพลต่อประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน อาจเป็นจุดที่การมุ่งเน้นใหม่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกอาจปะทะโดยตรงกับความกังวลทางการเมืองระดับโลก

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความสนใจในการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพทั่วโลก และแสดงความสนใจอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับประเทศอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    เขาและที่ปรึกษาใกล้ชิดของเขา รวมถึงมิลเลอร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า สหรัฐฯ เป็นผู้ปกป้องอารยธรรมตะวันตก จากกองกำลังที่พยายามจะกัดเซาะวัฒนธรรมและประเพณีของอารยธรรมตะวันตก

    ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้รากฐานเชิงกลยุทธ์ของนโยบายต่างประเทศของอเมริกาอาจเชื่อมโยงกับมุมมองใหม่ที่ว่า “อเมริกามาก่อน” แต่ทัศนคติและผลประโยชน์ส่วนตัวของทรัมป์จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนวาระระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อไป

    ตลอดประวัติศาสตร์ 250 ปีของอเมริกา นโยบายการต่างประเทศของอเมริกาได้เปลี่ยนจากจุดยืนของการแยกตัวโดดเดี่ยวไปสู่การแทรกแซงแล้วก็วนกลับอีกครั้ง โดยมีการผสมผสานระหว่างอุดมคติและการปฏิบัติจริงที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งทางทหารของอเมริกาและผลประโยชน์ของประชาชนและผู้นำของพวกเขา

    แม้ว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าในระยะยาว วงจรและการเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของอเมริกาเหล่านี้จะสิ้นสุดลง

    ‘การฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่’ ของจีน

    Designed image of Xi Jinping raising his fist, against a background that uses elements of the Chinese flag.

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    อิทธิพลระดับโลกของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเพียง “อาณาจักร” หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของโลกเท่านั้น ปัจจุบันทางการปักกิ่งมีอิทธิพลไปทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่แปซิฟิกใต้ เอเชียใต้และเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และพื้นที่อื่น ๆ อีกมากมาย

    ในการแสวงหาการนำในระดับโลก จีนได้ใช้ทักษะสำคัญของตนนั่นคือการผลิตเป็นสำคัญ สินค้าเกือบ 1 ใน 3 ของสินค้าทั้งหมดที่ผลิตในโลกนั้นถูกผลิตในจีน ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในกระเป๋าของเรา เสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ที่เราใช้นั่งดูทีวี

    จีนยังวางตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเป็นเจ้าของอนาคตด้วยการทำให้มั่นใจว่ามีส่วนแบ่งแร่หายากมากที่สุดในโลก แร่หายากนี้คือกลุ่มธาตุที่จำเป็นในการผลิตเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงสมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และอาวุธทางทหาร

    จีนแปรรูปแร่หายากประมาณ 90% ของปริมาณแร่หายากทั่วโลก และเมื่อเร็ว ๆ นี้จีนก็ได้ใช้ประโยชน์จากอำนาจต่อรองนี้กับโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจำกัดการส่งออกในช่วงสงครามการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมวอชิงตันจึงพยายามแสวงหาแร่ธาตุในกรีนแลนด์และที่อื่น ๆ ทำให้ทั้งสองมหาอำนาจดูเหมือนว่ากำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงทรัพยากร

    นี่เป็นการพลิกผันครั้งใหญ่สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในปี 2000 เป็นเพียงผู้เล่นตัวรองในโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้ครองอำนาจ เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกที่ทะเยอทะยาน โดยใช้อำนาจและอิทธิพลผ่านทางการค้า เทคโนโลยี และการลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพที่กำลังเติบโต

    การเติบโตของจีนจากหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ไปสู่มหาอำนาจทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีได้สร้างแรงสะท้อนต่อเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ พวกเขามองว่านี่คือการพัฒนาให้ทันสมัย (modernisation) โดยไม่ต้องรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา ซึ่งรัฐและประเทศต่าง ๆ สามารถแสวงหาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องนำระบบการเมืองหรือนโยบายต่างประเทศแบบตะวันตกมาใช้

    นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ในปี 2001 เศรษฐกิจมากกว่า 80% ของโลกทำการค้าสองทางกับสหรัฐฯ มากกว่ากับจีน แต่ปัจจุบันประมาณ 70% ของโลกทำการค้ากับจีนมากกว่ากับสหรัฐฯ

    จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนอย่างหนักในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) โครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกขนาดใหญ่นี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ผ่านเส้นทางทางบกและทางทะเล โดยมีการลงทุนขนาดใหญ่จากจีนในท่าเรือ ทางรถไฟ ถนน และโครงการด้านพลังงานต่าง ๆ

    สิ่งนี้ส่งผลให้หลายประเทศเป็นหนี้รัฐบาลปักกิ่งเพิ่มมากขึ้น

    หนึ่งในคำถามที่ใหญ่ที่สุดหลังปฏิบัติการของโดนัลด์ ทรัมป์ในเวเนซุเอลาคือนี่จะทำให้จีนเกิดความคิดที่จะบุกไต้หวันหรือไม่ จีนมองว่าเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้เป็นเรื่องกิจการภายในของจีนเอง โดยจีนถือว่าไต้หวันมณฑลที่แยกตัวออกไปและจะต้องกลับคืนสู่แผ่นดินแม่ในวันหนึ่ง

    หากนายสี จิ้นผิง ตัดสินใจบุกไต้หวัน มันจะไม่ใช่เพราะสหรัฐฯ ได้สร้างแบบอย่างไว้แล้ว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจีนจะยังคงใช้กลยุทธ์การบีบบังคับเพื่อบั่นทอนกำลังใจประชาชนชาวไต้หวัน โดยมีเป้าหมายที่จะบังคับให้ไต้หวันเข้าสู่โต๊ะเจรจา

    วิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่มีเสมอมา คือ “การฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่” ของชาติจีน ในการสวนสนามทางทหารเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่เขายืนอยู่บนระเบียงมองลงมายังกองทัพของตน สี จิ้นผิงกล่าวว่าความเจริญรุ่งเรืองของจีนนั้น “หยุดยั้งไม่ได้” เขาต้องการให้โลกมองและชื่นชมปักกิ่ง และเขามองว่าความปั่นป่วนระดับโลกในปัจจุบันภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นช่วงเวลาแห่ง “การเปลี่ยนแปลง”

    เขาจะมองว่านี่เป็นโอกาส และข้อความของเขาคือโลกกำลังอยู่บนทางแยก และเขาเชื่อว่าจีนอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยนำทางโลกไปข้างหน้า

    ‘เพื่อนบ้านใกล้เคียง’ ของรัสเซีย

    Designed image of Vladimir Putin pointing his finger, against a background that uses elements of the Russian flag.

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    วลาดิเมียร์ ปูติน เคยมีคำกล่าวที่มีชื่อเสียงหรืออาจจะเป็นชื่อเสียก็ว่าได้จากคำกล่าวที่ว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็น “หายนะทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุด” ของศตวรรษที่ 20

    นี่เป็นการให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อสิ่งที่ชาวรัสเซียมักเรียกว่า “ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง” ซึ่งคืออดีตสาธารณรัฐโซเวียตที่ได้รับเอกราชในทศวรรษ 1990

    สำหรับหลายคน คำเรียกนี้สื่อเป็นนัยว่าพวกเขามีสิทธิในการเป็นรัฐอิสระน้อยกว่าประเทศอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไปใน “ต่างประเทศแดนไกล”

    ตามแนวคิดนี้ซึ่งเป็นพื้นฐานของอุดมการณ์ของเครมลิน รัสเซียมีผลประโยชน์ที่ชอบธรรมในประเทศเหล่านี้ ซึ่งรัสเซียมีสิทธิที่จะปกป้อง

    ขอบเขตของอิทธิพลของรัสเซียเป็นแนวคิดที่คลุมเครือ และเครมลินก็จงใจทำให้เรื่องขอบเขตดินแดนคลุมเครือเช่นกันว่าจุดสิ้นสุดของดินแดนอยู่ที่ไหน

    ประธานาธิบดีปูตินเคยกล่าวว่า “พรมแดนของรัสเซียไม่มีวันสิ้นสุด” และสำหรับผู้สนับสนุนนโยบายขยายอำนาจของเขาบางคน อิทธิพลของรัสเซียรวมถึงดินแดนทั้งหมดที่เคยเป็นของจักรวรรดิรัสเซียในอดีต หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มอสโกเรียกพื้นที่ของยูเครนที่รัสเซียผนวกดินแดนมเข้าไปว่า “ภูมิภาคทางประวัติศาสตร์”

    ในทางทฤษฎี เครมลินเคารพในอธิปไตยของอดีตสาธารณรัฐโซเวียตและประเทศอื่น ๆ ที่รัสเซียกล่าวว่ามี “ผลประโยชน์” อยู่ แต่ในทางปฏิบัติ รัสเซียมีประวัติการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและทางทหารต่ออดีตประเทศบริวารเมื่อพวกเขามีความคิดที่จะแยกตัวออกจากอิทธิพลของรัสเซีย

    ยูเครนก็ได้รับบทเรียนในเรื่องนี้ด้วย เป็นเวลากว่าทศวรรษหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัฐบาลยูเครนดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับเป้าหมายของเครมลินเป็นส่วนใหญ่ และอนุญาตให้มีการตั้งฐานทัพเรือรัสเซียขนาดใหญ่ในไครเมีย ริมทะเลดำ

    เครมลินพอใจกับความสัมพันธ์นี้จนกระทั่งยูเครนเลือกประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยูเชนโก ผู้มีแนวคิดปฏิรูปและสนับสนุนตะวันตก ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่ง รัสเซียได้ตัดการส่งก๊าซสองครั้งในปี 2006 และ 2009

    เมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการแทรกแซงทางการเมืองไม่ได้ผล รัสเซียจึงบุกไครเมีย เข้าควบคุมภูมิภาคในปี 2014 และเปิดฉากการบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022

    ในทำนองเดียวกัน รัสเซียก็ทำสงครามกับจอร์เจียในปี 2008 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีมิกเคอิล ซาคาชวิลี ซึ่งเป็นผู้นำสายปฏิรูป การกระทำนี้ทำให้รัสเซียมีอำนาจควบคุมและขยายการควบคุมเหนือดินแดนจอร์เจียประมาณ 20% นับตั้งแต่นั้นมา กองทัพรัสเซียได้ผลักดันด่านชายแดนและลวดหนามเข้าไปในดินแดนจอร์เจียลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่คนในท้องถิ่นเรียกว่า “การยึดครองอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

    การที่ชาติตะวันตกไม่ตอบโต้การบุกจอร์เจียของรัสเซียในปี 2008 และยูเครนในปี 2014 อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งทำให้ปูตินเชื่อมั่นว่า “ดินแดนใกล้เคียง” เป็นของเขาที่จะยึดครองได้

    เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่ยูเครนและจอร์เจียต่อต้านการครอบงำทางการเมืองจากมอสโก ซึ่งส่งผลให้เกิดการแทรกแซงทางทหาร แต่อดีตสาธารณรัฐโซเวียตบางแห่งยังคงเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย รัฐบาล 5 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส ทาจิกิสถาน คีร์กีสถาน คาซัคสถาน และอาร์เมเนีย ยังคงให้ที่พักพิงแก่กองกำลังรัสเซีย

    สำหรับยูเครนและจอร์เจีย ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเขาเลือกตั้งรัฐบาลที่ประกาศความทะเยอทะยานที่จะออกจากเขตอิทธิพลของรัสเซีย โดยการดำเนินการปฏิรูปประชาธิปไตยและพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตะวันตก

    สิ่งที่ตามมานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ต่อสู้กันภายใต้ข้ออ้างของการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและปกป้องชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์

    ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองและหลังสงครามเย็น มีความพยายามอย่างมากในการเปลี่ยนประชาคมโลกให้เป็นประชาคมแห่งความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีขนาดหรืออาวุธอะไรก็ตาม แต่แนวคิดเรื่องเขตอิทธิพลที่กลับมาอีกครั้งอาจนำเราทุกคนย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่มืดมนกว่าในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/czx1y9w44kpo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CVuZR_f-jUEUVb1FEkuPV

  • การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 18 มกราคม 2569 | เดลินิวส์

    การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 18 มกราคม 2569 | เดลินิวส์

    วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2026. 18 ม.ค. 2026. หน้าแรก · ข่าว · พระราชสำนัก · ทั่วไทย · กทม. อาชญากรรม · การเมือง · เศรษฐกิจ · บันเทิง · กีฬา · ต่างประเทศ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5511160/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SgheCYo1PjZ9SoKSSCvr2

  • จากร้านเล็กๆ ข้างถนน สู่ฟันเฟืองเศรษฐกิจเมือง: มอง 7-Eleven ผ่านโลกที่หมุนเร็วขึ้น


    เซเว่นไม่ได้ขายแค่ของกิน แต่ยังขาย ‘เวลา’ ให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเวทีฝึกทักษะแรงงาน และเป็นพื้นที่ยกระดับมาตรฐาน SME ไทย ให้เติบโตไปพร้อมกับโลกยุคใหม่

    ในวันที่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก มีอีกประเด็นที่มักถูกละเลยไปคือ “ทำไมเราถึงยังเดินเข้าเซเว่น?” หากเราลองถอยออกมามองภาพกว้าง ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขยายตัวเข้าไปในหลายพื้นที่ แต่อยู่ที่ว่าเขากำลังเข้าใจ “ความต้องการที่แท้จริง” ของมนุษย์ในโลกที่หมุนไว และการมีอยู่ของ “เซเว่นมีประโยชน์ต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างไร”
     
    หากเราลองหลับตานึกถึงภาพยามดึกของเมืองไทย เสียงรถบนถนนสายหลัก แสงไฟจากตึกสูง และร้านสะดวกซื้อที่ยังคงเปิดไฟต้อนรับผู้คนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หนึ่งในภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ 7-Eleven ร้านเล็ก ๆ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่แวะซื้อของกินหลังเลิกเรียนเพื่อประทังความหิวระหว่างรอผู้ปกครองมารับ พนักงานกะดึกที่ต้องการอาหารอุ่น ๆ หรือผู้สูงอายุที่ต้องการซื้อของจำเป็นใกล้บ้าน
     
    เมื่อเมือง ผู้คนไม่เคยหลับใหล ความสะดวกสบายจึงไม่ใช่ทางเลือกหรือคุณค่าเสริม แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่ค้าขายของคนตัวเล็ก หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ หากแต่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างเมืองที่ไม่อาจพึ่งพาวิถีดั้งเดิมได้อีกต่อไป
     
    โครงสร้างพื้นฐานของความสะดวกในเมืองสมัยใหม่
    การเปิดบริการ 24 ชั่วโมงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการตอบสนองต่อสังคมที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป คนจำนวนมากไม่ได้ใช้ชีวิตตามนาฬิกาแบบเดิมอีกต่อไป การมีร้านที่เข้าถึงได้ตลอดเวลา ช่วยลดความเปราะบางของชีวิตเมือง ตั้งแต่การหาน้ำดื่ม ยารักษาโรค ไปจนถึงอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ในยามฉุกเฉิน นี่คือ “ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน” ที่ต่างจากร้านโชว์ห่วยดั้งเดิม
     
    ลดต้นทุนเวลา เพิ่มคุณภาพชีวิต
    ในยุคที่เวลาเป็นทรัพยากรล้ำค่า การที่ผู้บริโภคสามารถเดินไม่กี่นาทีก็เข้าถึงสินค้าจำเป็น คือการลดต้นทุนชีวิตอย่างแท้จริง เซเว่นไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย “เวลา” ให้กับผู้คน เวลาที่เหลือไปใช้กับครอบครัว การพักผ่อน หรือการทำงานสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในภาพรวมของสังคมเมืองไทย

    พื้นที่เรียนรู้ พัฒนายกระดับสินค้าของ SME และแรงงานไทย
    แม้ระบบของเซเว่นจะเข้มงวด แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่คือเวทีที่ผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้ยกระดับมาตรฐาน ตั้งแต่คุณภาพสินค้า บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงความสม่ำเสมอในการผลิต สำหรับแรงงาน ระบบการทำงานแบบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศได้สร้างทักษะด้านบริการ ความรับผิดชอบ และการทำงานแบบ Multi-skill ซึ่งเป็นทุนมนุษย์ที่ติดตัวแรงงานไทยไปได้ไกลกว่าร้านสะดวกซื้อ

     
    อยู่ร่วมกันไม่ใช่แทนที่
    การมี 7-Eleven อยู่คู่สังคมไทย ไม่ได้แปลว่าเราต้องละทิ้งวิถีดั้งเดิม แต่คือการเพิ่ม “ทางเลือก” ให้กับสังคม ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นคือฟันเฟืองหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเมือง ที่ช่วยพยุงชีวิตผู้คนให้เดินต่อไปได้
     
    ท้ายที่สุด ประโยชน์ของเซเว่นไม่ได้อยู่ที่จำนวนสาขา แต่อยู่ที่บทบาทของมันในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตสมัยใหม่ หากสังคม รัฐ และผู้บริโภครู้เท่าทันและใช้มันอย่างมีสติ 7-Eleven ก็จะเป็นเพื่อนร่วมทางของสังคมไทยในโลกที่ไม่เคยหยุดหมุนนั่นเอง


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XwS5FPthXGPpFwZxML_oz

  • พาณิชย์ถกทูตญี่ปุ่น กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

    พาณิชย์ถกทูตญี่ปุ่น กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้พบหารือกับนายโอตากะ มาซาโตะ (Mr. OTAKA Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในฐานะ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” โดยเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเสนอทบทวนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์การค้าในอนาคต

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  
    นางศุภจี กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย โดยทั้งสองประเทศมีสินค้าศักยภาพที่มีความเกื้อกูลกันในห่วงโซ่อุปทานมาอย่างยาวนาน โดยในวันนี้ ตนได้แสดงความพร้อมของไทยในการเป็นแหล่งสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงสำหรับญี่ปุ่น อาทิ ข้าว ไก่แปรรูป และอาหารทะเลกระป๋องและได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นสนับสนุนการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตต่อไทยเช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ ได้ขอให้เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นช่วยประสาน trading firmสัญชาติญี่ปุ่นในไทย (กลุ่ม Sogo Shosha) ช่วยกระจายสินค้าไทยไปยังเครือข่ายของบริษัทที่มีทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก สำหรับในด้านการลงทุน ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในไทยเกือบ 6,000 ราย ตนจึงได้เชิญชวนนักลงทุนและสตาร์ทอัพญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพิ่มเติมในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ รวมทั้งให้เชิญชวนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมพลังงานไฮโดรเจนสำหรับประเทศเขตร้อนด้วย
     

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยกับญี่ปุ่นมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ร่วมกันที่เรียกว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งเป็น FTA ที่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยมีการขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปญี่ปุ่นถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ฯ ภายใต้ JTEPA ซึ่งในปีนี้ ความตกลง JTEPA จะมีอายุครบ 19 ปีแล้ว ตนจึงได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งทบทวนความตกลงฯ ให้ทันสมัย สอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเจรจาเพื่อขอเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้น

    โอตากะ มาซาโตะ (Mr. OTAKA Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

    นอกจากนี้ ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างสนับสนุนให้มีการจัดทำความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการไต่สวน และฝ่ายไทยยินดีจัดฝึกอบรมให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นในการยื่นขอใช้มาตรการฯ เพื่อคุ้มครองนักลงทุนในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้า ซึ่งมีลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรม  โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และพร้อมรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนเพื่อให้การบังคับใช้มาตรการฯ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
     

    พาณิชย์ถกทูตญี่ปุ่น กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า ในปี 2570 จะเป็นวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในทุกระดับของทั้งสองประเทศ หนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือที่สำคัญ คือ การพัฒนาผ้ากิโมโนภายใต้โครงการ Thai Kimono Project โดยนำผ้าทอไทยจากโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาผสมผสานกับกิโมโนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งที่ผ่านมา คอลเลกชันกิโมโนผ้าไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น เนื่องจากช่วยเติมสีสันและเอกลักษณ์ใหม่ให้แฟชั่นดั้งเดิม พร้อมเชื่อมโยงวัฒนธรรมของสองประเทศ ส่งเสริมงานหัตถศิลป์ร่วมกัน และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางการค้าและการพัฒนาสินค้าร่วมสมัยในอนาคต

    พาณิชย์ถกทูตญี่ปุ่น กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

    ทั้งนี้ ในปี 2567 ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3ของไทย รองจากจีนและสหรัฐฯ การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 52,010.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 23,285.90ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 28,724.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 11เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม –พฤศจิกายน) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 48,782.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 21,659.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 27,123.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกลเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และ เคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oUfnH6URr_Zak6xZSkBhd

  • กระแสแรงไม่มีตก ‘สรสินธุ ไตรจักรภพ’ ชี้ กองทุน 36,000 บาท คือ โอกาสที่ประชาชนจับต้องได้ | TOPNEWS

    กระแสแรงไม่มีตก ‘สรสินธุ ไตรจักรภพ’ ชี้ กองทุน 36,000 บาท คือ โอกาสที่ประชาชนจับต้องได้ | TOPNEWS

    กระแสการเมืองช่วงต้นปีเริ่มขยับอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ พรรคทางเลือกใหม่ ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังชูนโยบาย “กองทุน 36,000 บาท” เป็นกลไกช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ส่งผลให้เกิดกระแสตอบรับในโลกออนไลน์และพื้นที่สื่อหลักอย่างกว้างขวาง

    สรสินธุ ไตรจักรภพ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ เปิดมุมมองว่า กระแสตอบรับที่เกิดขึ้นสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของสังคมไทย โดยเฉพาะคนเมืองที่กำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพ หนี้สิน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ

    “ประชาชนไม่ได้คาดหวังนโยบายที่ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่เขาต้องการโอกาสที่เริ่มต้นได้จริง และรู้สึกว่ารัฐไม่ทอดทิ้งเขาไว้ข้างหลัง”

    สรสินธุ ระบุว่า นโยบายกองทุน 36,000 บาท ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแจกเงินแบบไร้ทิศทาง แต่เป็นการสร้าง ‘ฐานตั้งต้น’ ให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอด ทั้งด้านอาชีพ การศึกษา หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของครอบครัว โดยมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้

    เขาย้ำว่า พรรคทางเลือกใหม่พยายามสื่อสารนโยบายด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน และไม่หลอกประชาชนด้วยตัวเลขเกินจริง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคได้รับพื้นที่สื่อเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

    “การเมืองไทยไม่ควรเป็นเรื่องไกลตัว คนกรุงเทพฯ ต้องการนักการเมืองที่เข้าใจชีวิตจริง ไม่ใช่แค่พูดบนเวทีแล้วหายไป”

    ในฐานะผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ สรสินธุ มองว่าบทบาทของตนคือการทำหน้าที่เชื่อมเสียงของประชาชนเข้าสู่สภา โดยเฉพาะคนทำงาน คนรุ่นใหม่ และกลุ่มเปราะบางในเมืองหลวง ที่มักถูกมองข้ามในเชิงนโยบายระดับประเทศ

    กระแสตอบรับที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงไม่ใช่เพียงความนิยมชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่าประชาชนกำลังมองหา “ทางเลือกใหม่” ที่กล้าพูดความจริง และกล้าเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เริ่มต้นได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1458971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-DJySjFHQvmsBGqdWWxGY

  • จากร้านเล็กๆ ข้างถนน สู่ฟันเฟืองเศรษฐกิจเมือง: มอง 7-Eleven ผ่านโลกที่หมุนเร็วขึ้น


    เซเว่นไม่ได้ขายแค่ของกิน แต่ยังขาย ‘เวลา’ ให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเวทีฝึกทักษะแรงงาน และเป็นพื้นที่ยกระดับมาตรฐาน SME ไทย ให้เติบโตไปพร้อมกับโลกยุคใหม่

    ในวันที่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก มีอีกประเด็นที่มักถูกละเลยไปคือ “ทำไมเราถึงยังเดินเข้าเซเว่น?” หากเราลองถอยออกมามองภาพกว้าง ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขยายตัวเข้าไปในหลายพื้นที่ แต่อยู่ที่ว่าเขากำลังเข้าใจ “ความต้องการที่แท้จริง” ของมนุษย์ในโลกที่หมุนไว และการมีอยู่ของ “เซเว่นมีประโยชน์ต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างไร”
     
    หากเราลองหลับตานึกถึงภาพยามดึกของเมืองไทย เสียงรถบนถนนสายหลัก แสงไฟจากตึกสูง และร้านสะดวกซื้อที่ยังคงเปิดไฟต้อนรับผู้คนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หนึ่งในภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ 7-Eleven ร้านเล็ก ๆ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่แวะซื้อของกินหลังเลิกเรียนเพื่อประทังความหิวระหว่างรอผู้ปกครองมารับ พนักงานกะดึกที่ต้องการอาหารอุ่น ๆ หรือผู้สูงอายุที่ต้องการซื้อของจำเป็นใกล้บ้าน
     
    เมื่อเมือง ผู้คนไม่เคยหลับใหล ความสะดวกสบายจึงไม่ใช่ทางเลือกหรือคุณค่าเสริม แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่ค้าขายของคนตัวเล็ก หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ หากแต่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างเมืองที่ไม่อาจพึ่งพาวิถีดั้งเดิมได้อีกต่อไป
     
    โครงสร้างพื้นฐานของความสะดวกในเมืองสมัยใหม่
    การเปิดบริการ 24 ชั่วโมงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการตอบสนองต่อสังคมที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป คนจำนวนมากไม่ได้ใช้ชีวิตตามนาฬิกาแบบเดิมอีกต่อไป การมีร้านที่เข้าถึงได้ตลอดเวลา ช่วยลดความเปราะบางของชีวิตเมือง ตั้งแต่การหาน้ำดื่ม ยารักษาโรค ไปจนถึงอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ในยามฉุกเฉิน นี่คือ “ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน” ที่ต่างจากร้านโชว์ห่วยดั้งเดิม
     
    ลดต้นทุนเวลา เพิ่มคุณภาพชีวิต
    ในยุคที่เวลาเป็นทรัพยากรล้ำค่า การที่ผู้บริโภคสามารถเดินไม่กี่นาทีก็เข้าถึงสินค้าจำเป็น คือการลดต้นทุนชีวิตอย่างแท้จริง เซเว่นไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย “เวลา” ให้กับผู้คน เวลาที่เหลือไปใช้กับครอบครัว การพักผ่อน หรือการทำงานสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในภาพรวมของสังคมเมืองไทย

    พื้นที่เรียนรู้ พัฒนายกระดับสินค้าของ SME และแรงงานไทย
    แม้ระบบของเซเว่นจะเข้มงวด แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่คือเวทีที่ผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้ยกระดับมาตรฐาน ตั้งแต่คุณภาพสินค้า บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงความสม่ำเสมอในการผลิต สำหรับแรงงาน ระบบการทำงานแบบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศได้สร้างทักษะด้านบริการ ความรับผิดชอบ และการทำงานแบบ Multi-skill ซึ่งเป็นทุนมนุษย์ที่ติดตัวแรงงานไทยไปได้ไกลกว่าร้านสะดวกซื้อ

     
    อยู่ร่วมกันไม่ใช่แทนที่
    การมี 7-Eleven อยู่คู่สังคมไทย ไม่ได้แปลว่าเราต้องละทิ้งวิถีดั้งเดิม แต่คือการเพิ่ม “ทางเลือก” ให้กับสังคม ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นคือฟันเฟืองหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเมือง ที่ช่วยพยุงชีวิตผู้คนให้เดินต่อไปได้
     
    ท้ายที่สุด ประโยชน์ของเซเว่นไม่ได้อยู่ที่จำนวนสาขา แต่อยู่ที่บทบาทของมันในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตสมัยใหม่ หากสังคม รัฐ และผู้บริโภครู้เท่าทันและใช้มันอย่างมีสติ 7-Eleven ก็จะเป็นเพื่อนร่วมทางของสังคมไทยในโลกที่ไม่เคยหยุดหมุนนั่นเอง


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XwS5FPthXGPpFwZxML_oz

  • “เหนือจริงและอันตราย” คำขู่ขึ้นภาษีชาติยุโรปของทรัมป์ต่อเรื่องกรีนแลนด์เขย่าสัมพันธ์ทรานส์แอตแลนติกอย่างไร ?  – BBC News ไทย

    “เหนือจริงและอันตราย” คำขู่ขึ้นภาษีชาติยุโรปของทรัมป์ต่อเรื่องกรีนแลนด์เขย่าสัมพันธ์ทรานส์แอตแลนติกอย่างไร ? – BBC News ไทย

    คำขู่ของทรัมป์ต่อพันธมิตรยุโรปที่คัดค้านยึดกรีนแลนด์เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ ?

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ไฟซาล อิสลาม
      • Role, บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจบีบีซี

    คำข่มขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งดูคล้ายความพยายามกดดันให้ชาติมิตรตะวันตกยุติการคัดค้านข้อเสนอผนวกดินแดนกรีนแลนด์ ไม่เช่นนั้นความเสียหายทางการค้ากับสหรัฐฯ อาจยิ่งทวีขึ้น ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีแบบอย่างและหาประวัติการณ์ใดมาเทียบได้

    ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเผชิญกับภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติและไม่คาดคิดจากประธานาธิบดีทรัมป์หลายครั้ง แต่ครั้งนี้กล่าวได้อย่างแม่นมั่นว่ารุนแรงมากกว่าทุกครั้ง และพาเราไปสู่เขตแดนที่เหนือจริงและอันตรายอย่างยิ่ง

    หากพิจารณาตามความเป็นจริง นี่คือรูปแบบหนึ่งของสงครามเศรษฐกิจที่ทำเนียบขาวกำลังใช้กับพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของตนเอง

    นั่นเป็นเพราะมาตรการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่พันธมิตรอย่างไม่ทันตั้งตัวและเพื่อจุดประสงค์ที่อาจทำให้นาโตและพันธมิตรตะวันตกเกิดการแตกแยกได้

    เรื่องนี้ย่อมทำให้เจ้าหน้าที่ของประเทศเหล่านั้นงุนงงอย่างยิ่ง และในความเป็นจริง มันแปลกประหลาดเสียจนพวกเขาอาจรู้สึกสับสนมากกว่าจะโกรธด้วยซ้ำ

    ไม่มีใครคาดคิดว่าภัยคุกคามที่มีเป้าหมายถึงขั้นยึดครองดินแดนของพันธมิตรจะเกิดขึ้นได้จริง และก็ยิ่งน่าตั้งคำถามว่า ทรัมป์จะได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรส สถาบันภายในสหรัฐฯ หรือแม้แต่คณะบริหารของเขาเองมากพอให้ทำเช่นนั้นได้อย่างไร

    นี่จะเป็นการถอยครั้งใหญ่ที่สุดของทรัมป์อย่างที่เจ้าหน้าที่การค้าบางคนคาดการณ์ไว้หรือไม่ เรื่องเช่นนี้ก็ผ่านมาและผ่านไปแล้วหลายครั้ง และในเชิงเศรษฐกิจ ประเทศเหล่านี้ก็ยังรับมือกับความเสียหายมาได้จนถึงปัจจุบัน

    ในกรณีของแคนาดา แม้ว่าการค้าระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ จะตกต่ำลง แต่กลยุทธ์ของมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กลับทำให้การค้าของประเทศกับตลาดอื่นทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 14% ซึ่งนับว่าน่าทึ่งอย่างยิ่ง เพราะมูลค่าที่เพิ่มขึ้นนี้มากพอจะชดเชยส่วนที่สูญเสียไปจากการค้ากับสหรัฐฯ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A man in a black beret and colourful scarf taking a photo in the mirror with his iPhone

    • Patria Lynn Lane holds her daughter in her arms while her husband, Mark Timothy Gurney, takes her photo.

    • A view of houses covered by snow in the Greenlandic capital, Nuuk

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    สัปดาห์นี้คาร์นีย์อยู่ในประเทศจีน เพื่อผลักดัน “ระเบียบโลกใหม่” และแสวงหาการค้ากับจีนมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่การวางตัวเป็นกลางอย่างที่เจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลสหรัฐฯ อยากจะเห็น

    “นี่คือจีนที่ปะทะกับโลก” คือคำกล่าวที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์พยายามโน้มน้าวให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเชื่อเมื่อสามเดือนก่อน

    คาร์นีย์กำลังแสดงให้เห็นถึงแนวทางนี้ ซึ่งอาจเป็นบริบทเบื้องหลังที่น่าพิจารณาในห้วงเวลาของการแทรกแซงในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ดี หากเราพิจารณาคำขู่ของทรัมป์ครั้งล่าสุดอย่างจริงจัง นั่นเป็นเรื่องที่น่าหนักใจอย่างยิ่ง

    ความน่าหนักใจนี้ไม่ได้มาจากประเด็นของการขึ้นภาษี 10% เป็นหลัก หากแต่มาจากเหตุผลที่ว่าการยึดเอาดินแดนจากพันธมิตร การกระทำที่พยายามขู่บังคับชาติพันธมิตรอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้เกิดคำถามว่าโลกจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหากจีนหรือรัสเซียส่งคำข่มขู่ลักษณะนี้ไปยังพันธมิตรของตนบ้าง

    ที่มาของภัยคุกคามนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างชัดเจน

    ผู้คนจำนวนมากในเมืองหลวงแห่งต่าง ๆ ทั่วโลกจะอ่านประกาศของทรัมป์ทางโซเชียลมีเดียและตั้งคำถามถึงบทบาทของการตัดสินใจของอเมริกา

    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางไปพบกับผู้นำชาติพันธมิตรที่เขาเพิ่งจะข่มขู่ไปในเวทีการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF)

    ทั่วโลกส่วนใหญ่หวังว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่ง ภัยคุกคามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้จะหายไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    ผู้นำชาติยุโรปมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อคำขู่ของทรัมป์

    คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะกำหนดมาตรการภาษีชุดใหม่แก่พันธมิตร 8 ประเทศที่คัดค้านการเข้ายึดกรีนแลนด์ตามแผนของเขา นำมาสู่การประณามจากผู้นำชาติยุโรปหลายชาติ

    นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่าการกระทำนี้ “ผิดอย่างสิ้นเชิง” ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส บอกว่า “ไม่สามารถยอมรับได้” กับคำขู่ดังกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ

    ความเห็นของผู้นำทั้งสองชาติเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี 10% กับสินค้าที่นำเข้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ. เป็นต้นไป และอาจขึ้นอัตราภาษีเป็น 25% และจะคงอัตราภาษีนี้ไว้จนกว่าจะบรรลุข้อตกลง

    ทรัมป์ยืนยันว่าการยึดครองกรีนแลนด์เป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะยึดดินแดนด้วยการใช้กำลังทหาร

    หลังมีคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์ สหภาพยุโรปได้เรียกประชุมฉุกเฉินในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม การประชุมครั้งนี้จะมีเอกอัครราชทูตจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเข้าร่วม ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

    ผู้นำชาติต่าง ๆ ในยุโรปต่างออกมาตอบโต้คำขู่จะขึ้นภาษีของทรัมป์ นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “การนำมาตรการภาษีมาใช้กับพันธมิตรเพราะร่วมกันปกป้องความมั่นคงร่วมกันของพันธมิตรนาโตเป็นเรื่องที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เราจะหารือเรื่องนี้โดยตรงกับรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างแน่นอน”

    ด้านผู้นำฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรก็วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์เช่นกัน เคมี บาเดนอค หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ กล่าวว่ามาตรการขึ้นภาษีเป็น “แนวคิดที่แย่มาก” ขณะที่ไนเจล ฟาราจ ผู้นำของพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร (Reform UK) ระบุว่า “พวกเขาจะทำร้ายเรา”

    ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส กล่าวว่า “การขู่ขึ้นภาษีเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ในบริบทนี้… เราจะไม่ยอมจำนนต่อการข่มขู่ใด ๆ ทั้งสิ้น”

    ด้าน อูล์ฟ คริสเตอร์สสัน นายกรัฐมนตรีสวีเดน กล่าวว่า “เราจะไม่ยอมให้พวกเราถูกข่มขู่”

    “เมื่อเร็ว ๆ นี้สวีเดนได้หารืออย่างเข้มข้นกับผู้นำอียูคนอื่น ๆ รวมถึงนอร์เวย์ สหราชอาณาจักรเพื่อหาทางตอบโต้ร่วมกัน” เขาระบุ

    อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานกรรมาธิการยุโรป โพสต์บนเอ็กซ์ (X) ว่า “บูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยนั้นถือเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ”

    เธอยังกล่าวต่อไปว่า “มาตรการภาษีจะบ่อนทำลายความสัมพันธ์ของทรานส์แอตแลนติกและเสี่ยงนำไปสู่วงจรอันตกต่ำอย่างอันตราย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cwy1rzxy42no&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38J7AXJY68J-KLSDfMQHJH

  • จากร้านเล็กๆ ข้างถนน สู่ฟันเฟืองเศรษฐกิจเมือง: มอง 7-Eleven ผ่านโลกที่หมุนเร็วขึ้น


    เซเว่นไม่ได้ขายแค่ของกิน แต่ยังขาย ‘เวลา’ ให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเวทีฝึกทักษะแรงงาน และเป็นพื้นที่ยกระดับมาตรฐาน SME ไทย ให้เติบโตไปพร้อมกับโลกยุคใหม่

    ในวันที่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก มีอีกประเด็นที่มักถูกละเลยไปคือ “ทำไมเราถึงยังเดินเข้าเซเว่น?” หากเราลองถอยออกมามองภาพกว้าง ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขยายตัวเข้าไปในหลายพื้นที่ แต่อยู่ที่ว่าเขากำลังเข้าใจ “ความต้องการที่แท้จริง” ของมนุษย์ในโลกที่หมุนไว และการมีอยู่ของ “เซเว่นมีประโยชน์ต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างไร”
     
    หากเราลองหลับตานึกถึงภาพยามดึกของเมืองไทย เสียงรถบนถนนสายหลัก แสงไฟจากตึกสูง และร้านสะดวกซื้อที่ยังคงเปิดไฟต้อนรับผู้คนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หนึ่งในภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ 7-Eleven ร้านเล็ก ๆ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่แวะซื้อของกินหลังเลิกเรียนเพื่อประทังความหิวระหว่างรอผู้ปกครองมารับ พนักงานกะดึกที่ต้องการอาหารอุ่น ๆ หรือผู้สูงอายุที่ต้องการซื้อของจำเป็นใกล้บ้าน
     
    เมื่อเมือง ผู้คนไม่เคยหลับใหล ความสะดวกสบายจึงไม่ใช่ทางเลือกหรือคุณค่าเสริม แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่ค้าขายของคนตัวเล็ก หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ หากแต่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างเมืองที่ไม่อาจพึ่งพาวิถีดั้งเดิมได้อีกต่อไป
     
    โครงสร้างพื้นฐานของความสะดวกในเมืองสมัยใหม่
    การเปิดบริการ 24 ชั่วโมงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการตอบสนองต่อสังคมที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป คนจำนวนมากไม่ได้ใช้ชีวิตตามนาฬิกาแบบเดิมอีกต่อไป การมีร้านที่เข้าถึงได้ตลอดเวลา ช่วยลดความเปราะบางของชีวิตเมือง ตั้งแต่การหาน้ำดื่ม ยารักษาโรค ไปจนถึงอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ในยามฉุกเฉิน นี่คือ “ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน” ที่ต่างจากร้านโชว์ห่วยดั้งเดิม
     
    ลดต้นทุนเวลา เพิ่มคุณภาพชีวิต
    ในยุคที่เวลาเป็นทรัพยากรล้ำค่า การที่ผู้บริโภคสามารถเดินไม่กี่นาทีก็เข้าถึงสินค้าจำเป็น คือการลดต้นทุนชีวิตอย่างแท้จริง เซเว่นไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย “เวลา” ให้กับผู้คน เวลาที่เหลือไปใช้กับครอบครัว การพักผ่อน หรือการทำงานสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในภาพรวมของสังคมเมืองไทย

    พื้นที่เรียนรู้ พัฒนายกระดับสินค้าของ SME และแรงงานไทย
    แม้ระบบของเซเว่นจะเข้มงวด แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่คือเวทีที่ผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้ยกระดับมาตรฐาน ตั้งแต่คุณภาพสินค้า บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงความสม่ำเสมอในการผลิต สำหรับแรงงาน ระบบการทำงานแบบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศได้สร้างทักษะด้านบริการ ความรับผิดชอบ และการทำงานแบบ Multi-skill ซึ่งเป็นทุนมนุษย์ที่ติดตัวแรงงานไทยไปได้ไกลกว่าร้านสะดวกซื้อ

     
    อยู่ร่วมกันไม่ใช่แทนที่
    การมี 7-Eleven อยู่คู่สังคมไทย ไม่ได้แปลว่าเราต้องละทิ้งวิถีดั้งเดิม แต่คือการเพิ่ม “ทางเลือก” ให้กับสังคม ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นคือฟันเฟืองหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเมือง ที่ช่วยพยุงชีวิตผู้คนให้เดินต่อไปได้
     
    ท้ายที่สุด ประโยชน์ของเซเว่นไม่ได้อยู่ที่จำนวนสาขา แต่อยู่ที่บทบาทของมันในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตสมัยใหม่ หากสังคม รัฐ และผู้บริโภครู้เท่าทันและใช้มันอย่างมีสติ 7-Eleven ก็จะเป็นเพื่อนร่วมทางของสังคมไทยในโลกที่ไม่เคยหยุดหมุนนั่นเอง


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XwS5FPthXGPpFwZxML_oz