Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • เลือกตั้ง69: “ยศชนัน” ชู Wellness Hub ดันเศรษฐกิจตะวันออก

    เลือกตั้ง69: “ยศชนัน” ชู Wellness Hub ดันเศรษฐกิจตะวันออก

    วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 พรรคเพื่อไทย เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ หอประชุมเทศบาลเมืองพนัสนิคม (โรงไม้ขีดเก่า) อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ท่ามกลางประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมรับฟังแนวนโยบายและให้การต้อนรับเต็มความจุหอประชุม

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    ดันชลบุรีสู่ Wellness Hub และเมืองแห่งนวัตกรรม 

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวบนเวทีโดยแสดงความผูกพันต่อจังหวัดชลบุรีในฐานะพื้นที่ที่เคยศึกษาในระดับชั้นอนุบาล ก่อนจะชี้ให้เห็นถึงวิกฤตเศรษฐกิจ หนี้สิน และค่าครองชีพที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่”

    ประเด็นสำคัญคือนโยบายผลักดันประเทศไทยและภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ระดับโลก (Wellness & Medical Hub) โดยใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายเปลี่ยนชลบุรีจากเมืองอุตสาหกรรมแรงงานสู่เมืองแห่งนวัตกรรม (Innovation City)

    เลือกตั้ง69:

    ยกระดับการศึกษา ม.บูรพา – แก้ปัญหาด้วยการกระจายอำนาจ 

    ในด้านการศึกษาและการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ศ.ดร.ยศชนัน ประกาศเป้าหมายผลักดัน มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ติดอันดับ 1 ใน 100 ของโลก พร้อมจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพในภูมิลำเนาได้โดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

    สำหรับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเน้นย้ำว่า ความมั่งคั่งต้องกระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ผ่านนโยบายการกระจายอำนาจที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มรายได้ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้ชาวชลบุรีมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    “ผมมาที่นี่เพื่อขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้เข้าไปเป็นตัวแทนแก้ไขปัญหา อยากพาผู้สมัคร สส. ชลบุรี ทั้ง 10 เขต เข้าไปทำงานในสภาฯ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่กินได้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขึ้นปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียง โดยสะท้อนภาพการเมืองท้องถิ่นชลบุรีว่า ปัจจุบันกลุ่มการเมืองใหญ่สองกลุ่มที่เคยแข่งขันกันได้กลับมาจับมือกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในอนาคต เปรียบเปรยว่า “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้” จึงขอเสนอผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยเป็นทางเลือกใหม่ที่มุ่งเน้นความสมานฉันท์และการพัฒนา

    ชูความสำเร็จ Tomorrowland และนโยบายลดค่าไฟ 

    นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงผลงานของรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา-แพทองธาร ในการดึงเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland มาจัดที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี นอกจากนี้ ยังย้ำนโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทยพร้อมดำเนินการทันทีหากได้เป็นรัฐบาล ได้แก่

    • การลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.70 บาท
    • นโยบายหวยเกษียณ และคนไทยไร้จน
    • การยกระดับสวัสดิการ อสม. และ ชรบ.

    สำหรับรายชื่อผู้สมัคร สส. ชลบุรี พรรคเพื่อไทย ทั้ง 10 เขต ประกอบด้วย

    1. นายรัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์ (เขต 1 เบอร์ 4)
    2. นายคงพัชร ไขรัศมี (เขต 2 เบอร์ 6)
    3. นายพายุ เนื่องจำนงค์ (เขต 3 เบอร์ 5)
    4. นายลิขิต อัศวจารุวรรณ (เขต 4 เบอร์ 3)
    5. นายประมวล เอมเปีย (เขต 5 เบอร์ 7)
    6. นายศรกฤต ผลลูกอินทร์ (เขต 6 เบอร์ 1)
    7. นายนฤพล นิยมทรัพย์ (เขต 7 เบอร์ 5)
    8. นายชาญยุทธ เฮงตระกูล (เขต 8 เบอร์ 3)
    9. นายรัฐกิจ เฮงตระกูล (เขต 9 เบอร์ 6)
    10. นายอัครเศรษฐ รักษ์สกุลสงสัย (เขต 10 เบอร์ 3)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/736615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1seNEJrq6y9zuk_Mid7XuY

  • เศรษฐกิจยํ่าแย่ 99เขมรหนีตาย ลักลอบเข้าไทย

    เศรษฐกิจยํ่าแย่ 99เขมรหนีตาย ลักลอบเข้าไทย

    กองทัพโต้เอกสารโจมตีไทย ชี้วิเคราะห์ฝ่ายเดียว บิดเบือนข้อเท็จจริง ผงะ! ฉก.นย.จันทบุรีจับ 99 ชีวิตกัมพูชาหนีความยากลำบากในเขมรหลบเข้าไทย

    เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้แจงกรณีเอกสาร “Thailand-Cambodia Conflict:  Incursions, IHL Violations, and Scam Networks” ที่สื่อพนมเปญโพสต์อ้าง และมีการนำเสนอในเวทีนานาชาติ ว่าเจตนาและลักษณะของเอกสารดังกล่าวเป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อกล่าวหาจากมุมมองฝ่ายเดียว มิได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากกลไกอิสระหรือสถาบันที่เป็นกลาง และมีลักษณะมุ่งชี้นำความรับผิดมากกว่าการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน จึงไม่อาจถือเป็นเอกสารอ้างอิงเชิงสากลได้

    พล.อ.อ.ประภาสระบุอีกว่า เอกสารดังกล่าวขาดความสมดุลและละเลยข้อเท็จจริงสำคัญ  เพราะไม่นำเสนอข้อมูลหรือกล่าวถึงบทบาทของผู้นำฝ่ายกัมพูชาที่นำไปสู่การเปิดฉากใช้กำลังต่อทหารไทย ไม่นำเสนอข้อมูลหรือกล่าวถึงกรณีการวางและใช้ทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ และไม่สะท้อนการปฏิเสธหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อกลไกทางการทูตและกลไกทวิภาคี/พหุภาคีที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นช่องทางสากลในการลดความตึงเครียด การละเลยข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เนื้อหาไม่ครบถ้วน และไม่สอดคล้องกับหลักการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นธรรม

    “การกล่าวหาโดยไร้หลักฐานที่ตรวจสอบได้ ข้อกล่าวหาว่าไทยยิงก่อน ทำร้ายพลเรือน หรือใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหารเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง แต่ไม่มีหลักฐานจากผู้สังเกตการณ์อิสระ หรือการตรวจสอบภาคสนามจากกลไกสากลรองรับ จึงเป็นการบิดเบือนความจริงและไม่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”

    พล.อ.อ.ประภาสกล่าวอีกว่า ขอเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ได้จัดทำและเผยแพร่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบ  Fact Sheet และการชี้แจงข่าวบิดเบือน ดังนี้ ไทยยึดหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยมุ่งป้องกันตนเองและคุ้มครองอธิปไตย ไม่มุ่งทำร้ายพลเรือน, ไทยไม่ใช้และไม่กำหนดเป้าหมายทางทหารในโบราณสถานหรือสถานที่ทางวัฒนธรรม และยึดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอย่างเคร่งครัด,   ข่าวกล่าวหาว่าไทยโจมตีพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษยธรรมโดยเจตนา เป็นข่าวบิดเบือน,  การคงกำลังทหารของไทยเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน เพื่อควบคุมสถานการณ์และลดความตึงเครียด มิใช่การยึดครองดินแดน, ฝ่ายไทยให้ความร่วมมือกับกลไกทางการทูตและกลไกทวิภาคีมาโดยตลอด ทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และเวทีสากล เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติ และการบิดเบือนข้อมูลในสื่อและเอกสารบางฉบับ โดยละเลยบริบทและข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยได้ชี้แจงแล้ว  เป็นการซ้ำเติมความเข้าใจผิดและไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

    “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสื่อสารที่บิดเบือนหรือกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน การกล่าวหาแบบฝ่ายเดียวไม่ช่วยลดความตึงเครียด หากแต่ยิ่งซ้ำเติมความไม่ไว้วางใจ การร่วมกันยึดข้อเท็จจริง  ตรวจสอบได้ และแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ คือหนทางที่รับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพ  ความมั่นคง และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของภูมิภาคอย่างแท้จริง”

    ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีสื่อสังคมออนไลน์พบการรื้อแนวรั้วลวดหนามในพื้นที่ชายแดนบ้านท่าเส้น จังหวัดตราด ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ได้ดำเนินการวางไว้เพื่อกำหนดแนววางกำลัง ว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ พบว่ากลุ่มบุคคลที่ทำการรื้อถอนแนวรั้วลวดหนามเป็นชาวสัญชาติจีน ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ในบริเวณดังกล่าว เมื่อทางฝ่ายทหารได้ตรวจพบ จึงเข้าไปยับยั้งและให้หยุดการกระทำที่เป็นการละเมิดดังกล่าว และจากการสอบถามในเบื้องต้นไม่พบเจตนาใดๆ ที่จะละเมิดการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย จึงได้ตักเตือนและทำความเข้าใจกับชายชาวจีนกลุ่มดังกล่าว

                   พล.ร.ต.ปารัชยังกล่าวว่า ในช่วงเช้ากองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดย ฉก.นย.จันทบุรี บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และฝ่ายปกครองท้องที่ ทำการจับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 99 ราย (ชาย 52 ราย, หญิง 37 ราย, เด็ก 10 ราย) บริเวณหมู่ที่ 4 บ้านแหลม ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ที่เดินลัดเลาะผ่านภูมิประเทศตามช่องทางธรรมชาติ จึงได้เข้าควบคุมตัวทั้งหมดเพื่อนำมาสอบสวนขั้นต้น ณ ที่ตั้งกองบังคับการ ร้อย.ทพ.นย.บ้านแหลม

    จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า มาจากพื้นที่ตอนในของประเทศ และพยายามลักลอบออกนอกประเทศ เนื่องจากประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ขาดแคลนอาหาร และไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ จึงจำเป็นต้องหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวทุกคนตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ก่อนนำส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และสถานีตำรวจภูธรบ้านแปลง เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/932630/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ncJWNGKJ_Z3xErYmzfXZA

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • สีหศักดิ์ ประชุม ภาคเอกชน วางกรอบขับเคลื่อนการ ทูตเศรษฐกิจ

    สีหศักดิ์ ประชุม ภาคเอกชน วางกรอบขับเคลื่อนการ ทูตเศรษฐกิจ

    วานนี้ (16 มกราคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวผลการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทย เรื่องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ ภายใต้โจทย์สำคัญคือกระทรวงการต่างประเทศจะมีบทบาทช่วยเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างไร

    สำหรับผู้แทนภาคเอกชนที่ร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยตัวแทนจากหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

    รัฐมนตรีได้อธิบายภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์การทูตด้านเศรษฐกิจของไทยว่า มีกรอบเป้าหมาย 3 ด้าน คือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนในไทย ด้านการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว และด้านความร่วมมือและการเป็นหุ้นส่วน เพื่อค้ำจุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดถือกฎกติกา รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามภาษีและมาตรการฝ่ายเดียวของบางประเทศ

    การประชุมเมื่อวานนี้ มีการหารือลงรายละเอียดกับภาคเอกชนเพื่อดูว่า ตอนนี้มีตลาดประเทศใดที่มีศักยภาพ และตลาดแต่ละแห่งมีอุปสรรคในเชิงนโยบายอะไรบ้าง หรือมีโอกาสอะไรในเชิงการลงทุน ซึ่งรัฐมนตรีระบุว่าได้แบ่งตลาดออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ตลาดหลัก ตลาดที่มีศักยภาพ และตลาดที่ไทยยังเข้าไม่ถึงและต้องพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไป

    สำหรับตลาดหลักนั้น รัฐมนตรีระบุว่า สหรัฐฯ ก็ยังมีความสำคัญในฐานะตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งไทยต้องให้ความสำคัญอยู่ ตลาดต่อมาคือ สหภาพยุโรป (EU) ที่ไทยต้องเร่งเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้ลุล่วง

    ส่วนตลาดที่มีศักยภาพ รัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างตะวันออกกลาง ซึ่งก็ได้แก่ประเทศในกลุ่มความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) นอกจากนี้ประเทศในเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน ก็จัดเป็นตลาดที่มีศักยภาพเช่นกัน

    ตลาดสุดท้ายคือตลาดที่ไทยต้องเข้าไปพัฒนาความสัมพันธ์ ซึ่งก็คือตลาดในแอฟริกา และลาตินอเมริกา เป็นต้น

    รัฐมนตรีกล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากการประชุมกับภาคเอกชนนั้นเป็นประโยชน์ในการนำไปดำเนินการต่อไป ซึ่งการทำงานหลังจากนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย

    รัฐมนตรียังกล่าวถึงภารกิจ 5 ข้อของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

    • การกำหนดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงบริบทโลกที่ท้าทาย
    • การใช้องคาพยพของการทูตไทยเพื่อผลักดันเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
    • การรักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่ เพื่อเปิดโอกาสไทยในเวทีโลก
    • การส่งเสริมการสร้างหุ้นส่วนกับประเทศและภูมิภาคต่างๆ
    • การทำงานอย่างมีเอกภาพกับ Team Thailand ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

    ในการแถลงข่าว สีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า วันที่ 16 มกราคมถือเป็นการคิกออฟนโยบายการทูตเศรษฐกิจและการคิกออฟการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับภาคเอกชน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sihasak-private-economic-diplomacy-challenge/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrJ71wugwmJN2miCdqcec